- หน้าแรก
- ทะลุนิยายมาเป็นภรรยาเก่าตัวประกอบของตัวร้าย
- บทที่ 15 ความเป็นความตาย
บทที่ 15 ความเป็นความตาย
บทที่ 15 ความเป็นความตาย
ก่อนหน้านี้หลินซูก็ได้กลิ่นคาวเลือดจากตัวเยี่ยนหมิงเกอ แต่ตลอดเวลานางคิดว่าเป็นเลือดของหันจื่อเฉินที่กระเด็นใส่เขา อีกทั้งระหว่างทางเยี่ยนหมิงเกอก็แสดงออกไม่เหมือนคนบาดเจ็บเลย ทำให้หลินซูลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“เจ้าฝืนไว้ก่อน ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอ…” แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่ทันสังเกตว่าน้ำเสียงเริ่มสั่นคล้ายจะร้องไห้ ตอนอ่าน นางเคยคิดว่าตัวร้ายใหญ่เป็นเหมือนผู้ไร้เทียมทาน แต่เมื่อเขามีตัวตนอยู่ตรงหน้า นางจึงเข้าใจว่าทุกคนล้วนมีขีดจำกัดของตนเอง
เยี่ยนหมิงเกอก็สามารถบาดเจ็บ และอาจตายได้เช่นกัน หลินซูพยายามยกแขนเขาขึ้นพาดบ่า แต่เมื่อสัมผัสมือเขา กลับเย็นเฉียบ....อาการของคนเสียเลือดมาก ต้องห้ามเลือดโดยเร็ว!
แต่ตรอกนี้เป็นทางตัน อีกทั้งด้านนอกยังมีทหารไล่ตาม… เมื่อถูกหลินซูพยุงขึ้น เยี่ยนหมิงเกอก็ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่ไร้สีมีรอยยิ้มจาง มองด้านข้างใบหน้าของนางแล้วกล่าว
“ไม่ต้องห่วง…ยังไม่ตาย…” รอยยิ้มนั้นซีดเซียวไร้แรง ทำให้คนมองแล้วรู้สึกบีบคั้นในอก
“อย่าพูด เก็บแรงไว้…แต่ห้ามหลับ…” หลินซูพูดตะกุกตะกัก สมองว่างเปล่าไปหมด
เยี่ยนหมิงเกอดึงแขนของตนออกจากบ่านาง พิงกำแพง แม้พูดอย่างยากลำบาก แต่น้ำเสียงกลับนิ่งสงบ “เจ้าหนีไปเองเถิด พาข้าไปด้วย กลับเป็นภาระ”
หลินซูร้อนใจจนแทบลุกเป็นไฟ ได้ยินเช่นนั้นก็สวนทันที “เยี่ยนหมิงเกอ เป็นบุรุษก็หุบปากไปเสีย! อย่ามาพูดเรื่องภาระไม่ภาระ!”
เยี่ยนหมิงเกอเงียบลง สายตามองหลินซูแน่นิ่งราวกับเพิ่งรู้จักสตรีผู้นี้เป็นครั้งแรก แววตาลึกล้ำซ่อนความคิดที่มีเพียงเขาเข้าใจ ในอกส่วนที่เขาคิดว่าจะไม่เต้นเพื่อผู้ใดอีกแล้ว กลับมีความรู้สึกแปลกใหม่บางอย่างก่อตัวขึ้น
“เพราะเหตุใด” เขาได้ยินเสียงตนเองถาม เรื่องจิตใจคน เขาเห็นมามากพอแล้วตั้งแต่ห้าปีก่อน
เมื่อสกุลเยี่ยนล่มสลาย สตรีที่เคยบอกว่าจะเป็นเจ้าสาวของเขาตั้งแต่เล็ก กลับมาร้องไห้ขอถอนหมั้น เขาตอบตกลงอย่างไม่ลังเล แต่มิได้หมายความว่าไร้ความรู้สึก คนในโลกต่างดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ ไม่มีสิ่งใดน่ากล่าวโทษ เพียงแต่บางครั้งเมื่อนึกถึง ก็รู้สึกเย็นเยียบในใจ
แล้วสตรีผู้นี้เล่า ตอนแรกที่แต่งเข้ามาก็มิใช่โวยวายจะเป็นจะตายหรือ
เหตุใดตอนนี้จึงเปลี่ยนไป ความเอาอกเอาใจที่นางแสดงออกในยามปกติ เขาเห็นหมด
เขาคาดเดาว่านางอาจเป็นหมากของผู้อื่น ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเขาในยามนี้ไร้สิ้นทุกสิ่ง จะมีสิ่งใดให้นางต้องเอาใจอีกเล่า เขาค่อยๆทดสอบนางมาตลอด ตั้งแต่ตอนที่บีบคอนาง ผลของการทดสอบทำให้เยี่ยนหมิงเกอประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า
เป็นเพราะสตรีผู้นี้แสร้งทำได้แนบเนียนเกินไป หรือแท้จริงแล้วนางโง่ถึงขั้นยอมเอาชีวิตทั้งชีวิตมาฝากไว้กับคนพิการเช่นเขา เยี่ยนหมิงเกอพบว่า ตนเองมองสตรีผู้นี้ไม่ออกจริงๆ
“จะถามเหตุใดมากมายทำไม เจ้าหน้าตาดี ข้าก็แค่ไม่อยากให้เจ้าตาย ไม่ได้หรือไร!”
หลินซูหลบสายตาลึกซึ้งของเขา มองไปยังถนนที่วุ่นวาย พลางวางถุงเงินในอ้อมแขนลงข้างตัวเขา
“อีกไม่นานทหารก็จะมาตรวจค้น ข้าจะไปล่อพวกมันออกไป แล้วหาหมอมาให้เจ้า หากข้าไม่กลับมา…ก็ถือว่าข้าหนีไปคนเดียวแล้ว เจ้าก็หาทางไปโรงหมอเองเถิด!”
“ข้ายังไม่ตกต่ำถึงขั้นต้องพึ่งสตรีเอาชีวิตรอด!” เยี่ยนหมิงเกอตะคอก เสียงต่ำกดหนัก มือที่ห้อยข้างลำตัวกำแน่น หลินซูไม่สนใจ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวชักช้า นางรีบวิ่งออกไปนอกตรอก
“ถานอวิ๋น!” เสียงเยี่ยนหมิงเกอดังขึ้นจากด้านหลัง หลินซูที่เกือบถึงปากตรอกหยุดชะงัก แต่ไม่ได้หันกลับ “ข้าชื่อหลินซู!”
นางเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในฝูงชนที่แตกตื่น ทหารขี่ม้าพุ่งตะลุยไปทั่ว ถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่หนีตาย แผงค้าถูกชนล้มระเนระนาด หัวใจหลินซูเต้นแรง แต่เมื่อนึกถึงที่ซ่อนของเยี่ยนหมิงเกอ นางก็ต้องฝืนตัวเองไปยืนในจุดที่เด่นที่สุดในฝูงชน ทหารผู้นั้นตาไว มองเห็นนางทันที ตะโกนลั่น
“อยู่นั่น ตาม!” แม้จะมีผู้คนมากมายขวางกั้น แต่เสียงกีบม้ากลับดังเหมือนอยู่ข้างหู หลินซูหันไปมอง เห็นทหารสีหน้าดุร้ายขี่ม้าพุ่งมา จนมือเท้าอ่อน ยามคนตึงเครียดถึงขีดสุด กลับมีสติแจ่มชัดยิ่งกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้เยี่ยนหมิงเกอบอกให้ทหารไปหาที่ประตูเหนือ แต่ระหว่างทางกลับให้ชายร่างกำยำพาเจียงหว่านเสวี่ยไปประตูตะวันตก ทำให้กำลังคนถูกแบ่งออกไปไม่น้อย มิเช่นนั้น ทหารที่ไล่ตามคงไม่ใช่เพียงเท่านี้
สองขาวิ่งย่อมสู้สี่ขาไม่ได้ แม้หลินซูจะพยายามวิ่งไปในที่คนมาก และยังทำแผงค้าล้มหลายแห่ง ทหารก็ยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ฮี้ๆๆ—ฮี้ๆ—” ด้านหน้าก็มีคนขี่ม้าพุ่งมาอีก ทำให้ถนนที่วุ่นวายยิ่งโกลาหล หลินซูหลบไม่ทัน เกือบจะชนเข้ากับม้า คนบนหลังม้ากระตุกบังเหียนอย่างแรง จึงควบคุมไว้ได้ทัน
“บังอาจนัก ชาวบ้านต่ำต้อย!”
บุรุษหนุ่มบนหลังม้าตะคอกออกมา แต่พอเห็นว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ก็ชะงักไปชั่วขณะ
จังหวะนั้น หลินซูกลับดึงเขาลงจากม้าเสียเลย บุรุษหนุ่มไม่ทันตั้งตัว ล้มคว่ำอยู่กับพื้น ลุกไม่ขึ้นอยู่พักหนึ่ง ส่วนหลินซูขึ้นขี่ม้าของเขา กระตุกบังเหียนหันกลับแล้วควบหนีไป ทิ้งเพียงคำตะโกนไว้ “ข้าจะไปช่วยคน ยืมม้าท่านก่อน!”
ไม่นาน บ่าวรับใช้ของบุรุษหนุ่มก็วิ่งมาถึง เห็นเขาล้มอยู่ สีหน้าราวฟ้าถล่ม
“องค์หก…คุณชาย ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” บ่าวร่างอ้วนเสียงแหลมร้องถาม
บุรุษหนุ่มถูกพยุงลุกขึ้น สีหน้าไม่ดีนัก ถูกแย่งม้าต่อหน้าคนจำนวนมาก เขามองไปยังทิศที่หลินซูหนีไป กล่าวอย่างขุ่นเคือง “หญิงชายแดนล้วนดุเดือดเช่นนี้หรือ”
“หลีกไป—หลีกไป—”
“ไม่อยากตายก็อย่าขวางทาง!”
ทหารที่ไล่ตามมาถึง พอดีชนเข้ากับกลุ่มของบุรุษหนุ่มที่ยืนขวางอยู่กลางถนน พวกทหารรีบไล่หลินซู คิดว่าเป็นเพียงพวกคุณชายเจ้าสำราญ จึงฟาดแส้ใส่อย่างไม่เกรงใจ บ่าวอ้วนตกใจสะดุ้ง ตัวสั่น รีบเอาตัวบังนาย พลางร้องเสียงแหลม “คุ้มกันคุณชาย!”
บุรุษหนุ่มถีบบ่าวอ้วนออกอย่างรำคาญ มือเปล่าคว้าแส้ที่ฟาดลงมา แล้วกระชากแรงจนทหารตกจากหลังม้า
ม้าวิ่งเร็ว ทหารกลิ้งไปหลายตลบกว่าจะหยุด เมื่อเขาลุกขึ้น ก็เห็นบุรุษหนุ่มดึงบังเหียนม้าหันกลับ ม้าชูขาหน้าสูง ส่งเสียงร้อง ขณะเดียวกัน องครักษ์ของบุรุษหนุ่มก็จับตัวทหารคนอื่นไว้แล้ว
“โอ๊ย คุณชาย เรื่องสั่งสอนคนพรรค์นี้ไยต้องให้ท่านลงมือเอง หากท่านบาดเจ็บ ข้าจะไปอธิบายกับนายเหนือหัวอย่างไร…” บ่าวอ้วนรีบส่งผ้าเช็ดมือให้
ทหารหลายคนกัดฟันแน่น ตะโกน “กล้าขวางทางทหาร อยากตายหรือ!”
บุรุษหนุ่มใบหน้าสง่างามเย็นชา เช็ดมือเสร็จแล้วโยนผ้าให้บ่าวอ้วน หัวเราะเยาะ
“พี่รองชมว่าฟงเยี่ยน แม่ทัพเมืองเฉียง เป็นยอดขุนศึกที่หาได้ยากในร้อยปี ทหารที่เขาฝึกออกมาก็เป็นพวกขยะเช่นนี้หรือ”
ทหารเหล่านั้นโกรธจัด “เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ยังกล้าวิจารณ์แม่ทัพของพวกเรา!”
“บังอาจ!” บ่าวอ้วนตะโกนเสียงแหลม องครักษ์คนหนึ่งยกป้ายทองขึ้น ทหารเห็นแล้วสีหน้าซีดเผือดทันที บุรุษหนุ่มกล่าว
“จับพวกที่ขี่ม้าก่อความวุ่นวาย ข่มเหงราษฎร และคิดลักพาตัวหญิงสาวพวกนี้ ไปส่งค่ายทหารของฟงเยี่ยน!”
ลักพาตัวหญิงสาว!? ทหารเหล่านั้นงุนงงไปหมด
หลินซูควบม้าหนีอย่างสุดแรง ระหว่างทางไม่พบทั้งร้านยาและโรงหมอ ทำให้นางยิ่งร้อนใจ
สิ่งเดียวที่ยังพอวางใจได้คือ ทหารยังตามมาไม่ทัน นางคิดว่าอาจเป็นเพราะม้าตัวนี้ฝีเท้าดี วิ่งเร็วจนพวกนั้นตามไม่ทัน แต่นางไม่คุ้นเคยภูมิประเทศของเมืองเฉียง เดิมร่างนี้ก็อาศัยอยู่แถวค่ายทหารของพวกหญิงที่ถูกเนรเทศ ความทรงจำเกี่ยวกับเมืองจึงมีน้อย วิ่งวนไปมาหลายรอบ
สุดท้ายหลินซูก็พบความจริงอันเจ็บปวด........นางหลงทางแล้ว!
หลินซูหมดทางเลือก จึงคิดจะหาคนถามทาง ก็เห็นสตรีวัยสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา เสาเย่าถือตะกร้าอาหาร เดินมาประจันหน้ากับหลินซูบนหลังม้า ต่างฝ่ายต่างมองตากัน
“เจ้าเป็น…” เสาเย่ามองหลินซูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและงุนงง
“สามีข้าป่วยหนัก ข้าจะไปเชิญหมอ เจ้าเคยเห็นแถวนี้มีโรงหมอบ้างหรือไม่”
สภาพของหลินซูดูมอมแมมยิ่ง แต่คนงามต่อให้มอมแมมก็ยังดูน่ามอง ดวงตาแดงก่ำของนาง ทำให้แม้แต่เสาเย่าในฐานะสตรี ยังรู้สึกสงสารอยู่บ้าง
แคว้นต้าจาวให้ความสำคัญต่อชื่อเสียงสตรีอย่างยิ่ง หลินซูเองก็มีชื่อเสียงเสียหายอยู่แล้ว บัดนี้ยังออกมาในสภาพเช่นนี้อีก…เสาเย่าหวนคิดถึงตอนถานอวิ๋นยังเป็นสาวใช้ที่รุ่งเรือง แล้วมองดูสภาพของนางในยามนี้ ในใจจึงเกิดความสงสารที่ปนด้วยความรู้สึกเหนือกว่า
นางเองก็แต่งให้กับนายร้อยคนหนึ่ง ส่วนหลินซูแต่งกับผู้ใดนั้น นางได้ยินสามีตนพูดถึงไม่น้อย
ตอนนี้เยี่ยนร้อยโทบาดเจ็บหนัก ลุกจากเตียงไม่ได้ ค่าใช้จ่ายในบ้านต้องใช้เงินหมด ไหนจะค่ารักษาและค่ายาอีก เสาเย่าครุ่นคิดก่อนกล่าว
“เจ้าลองไปหาหมอทหารหูที่ค่ายทหารเถิด หมอหูอัธยาศัยดี สามีเจ้าบาดเจ็บจากการรบ หากไปเอายาที่ค่ายทหาร อย่างน้อยก็ประหยัดเงินได้บ้าง”
บาดแผลของเยี่ยนหมิงเกอก่อนหน้านี้ก็รักษาโดยหมอทหารหู ไปหาคนผู้นี้จึงเหมาะที่สุด
“ตอนนี้หมอหูอยู่ในค่ายทหารหรือไม่” หลินซูถาม หากอยู่ในค่ายทหาร เกรงว่าจะลำบาก แม่ทัพเมืองเฉียงผู้นั้นดูเหมือนก็ต้องการกำจัดเยี่ยนหมิงเกอเช่นกัน หากนางเข้าไปโดยพลการ เกรงว่าจะเข้าปากเสือ เสาเย่าส่ายหน้า
“ตอนข้าไปซื้อสือจื่อโถว เห็นหมอหูนั่งดื่มสุราอยู่ในโรงเตี๊ยมพอดี”
ได้ยินเช่นนี้ หลินซูจึงโล่งใจ กล่าวขอบคุณเสาเย่า ก่อนจะสะบัดแส้ม้า มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่พบเสาเย่าเมื่อครู่ เมื่อหลินซูไปถึง หมอหูดื่มจนเมามายแล้ว แต่ไม่เห็นผู้ที่นั่งดื่มด้วยกัน
นางเรียกอยู่หลายครั้งก็ไม่ตื่น ด้วยกลัวว่าเยี่ยนหมิงเกอจะเกิดเรื่อง นางเห็นกาน้ำชาบนโต๊ะ จึงกล่าวขออภัย แล้วเทน้ำราดลงศีรษะหมอหู
“ใคร! ใครกล้าล้อเล่นกับข้า!” หมอหูผุดลุกขึ้นทันที
“หมอหู! ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ!” หมอหูมองไปตามเสียง เห็นหลินซูในสภาพมอมแมม ก็ชะงักไปชั่วครู่ แต่ทันใดนั้น หลินซูก็จับคอเสื้อเขาลากออกไป
หมอหูตกใจร้องลั่น “นังหนู เจ้าไม่รู้หรือว่าชายหญิงต้องมีระยะห่าง!”
“สามีข้าอยู่ในอันตราย โปรดตามข้ามา!” หลินซูพูดได้เพียงเท่านี้ หมอหูได้ยินว่าเยี่ยนหมิงเกอเกิดเรื่อง ก็สร่างเมาทันที รีบคว้าหีบยาของตนไปด้วย พลางบ่น
“ช้าๆหน่อย กระดูกข้าก็แก่แล้ว ทนไม่ไหว…”
หลินซูควบม้ากลับมาตรอกอย่างราบรื่น ระหว่างทางไม่พบทหารแม้แต่คนเดียว เมื่อถึงปากตรอก นางพาหมอหูลงจากม้า เท้าหมอหูแตะพื้นก็โค้งตัวอาเจียนทันที ขาอ่อนจนต้องพิงกำแพง เดินเข้าตรอกไปพลางบ่น
“นังหนู เจ้าช่างวุ่นวายนัก…ไม่แปลกที่เจ้าอยู่กับเยี่ยนหมิงเกอ คนพวกเดียวกันจริง ๆ…”
หมอหูพูดอะไร หลินซูแทบไม่ได้ยิน ภายในตรอกว่างเปล่า เงียบงัน มีเพียงกองเลือดที่ยังไม่แห้งอยู่ตรงจุดที่เยี่ยนหมิงเกอเคยนั่ง มือเท้าของหลินซูเย็นเฉียบลงทันที หรือว่านาง…กลับมาช้าไปแล้ว?