- หน้าแรก
- ทะลุนิยายมาเป็นภรรยาเก่าตัวประกอบของตัวร้าย
- บทที่ 8 คำเตือนของป้าซ่ง
บทที่ 8 คำเตือนของป้าซ่ง
บทที่ 8 คำเตือนของป้าซ่ง
เมื่อในครัวเหลือเพียงคนเดียว หลินซูจึงกลับไปนั่งยองๆ ข้างกองฟาง มองลูกสุนัขสีเทาแล้วเอ่ยว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยอมออกหน้าให้เจ้า แต่ชะตาของข้าเองก็ไม่ได้ต่างจากเจ้าสักเท่าไร...”
นางหัวเราะเบาๆ อย่างเย้ยตนเอง ใช้มือกดมุมตา กดความระคายเคืองในดวงตานั้นกลับไป จากนั้นตักน้ำล้างมือ แล้วจึงกลับไปที่เตาไฟทำงานต่อ
เพราะในบ้านมีหม้อไม่พอใช้ หลินซูจึงต้องผัดกับข้าวให้เสร็จก่อน ค่อยเตรียมซาวข้าวหุงข้าว
ผ้าม่านถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง หลินซูหยุดมือ เงยหน้ามอง เห็นว่าเป็นป้าซ่ง ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“ท่านป้ามีอันใดหรือเจ้าคะ”
ป้าซ่งยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจ้าเพิ่งแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ บ้านของเยี่ยนหมิงเกอก็ไม่มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ จะให้เจ้าจัดการมื้อเย็นเพียงลำพังได้อย่างไร ข้าว่างอยู่แล้ว เลยมาดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“ที่บ้านก็ไม่มีอะไรดี เป็นเพียงอาหารง่ายๆ เท่านั้น” หลินซูรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองในคำพูดของป้าซ่ง ในใจก็เพิ่มความรู้สึกดีต่ออีกฝ่ายขึ้นเล็กน้อย กับข้าวที่หลินซูผัดเสร็จวางอยู่บนเตา ป้าซ่งเห็นทันทีที่เข้ามา มีอาหารบางอย่างที่นางเรียกชื่อไม่ถูกและไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เพียงดูการจัดจานและสีของอาหารก็รู้ว่ารสชาติคงไม่เลว หมูผัดชิ้นหนึ่งทอดจนเหลืองกรอบ คลุกกับกระเทียม ขิง และต้นหอม ผัดรวมกันในกระทะแล้วราดซอสลงไป ไม่เพียงแต่กลิ่นหอมชวนกิน สีสันก็ยิ่งชวนมอง ป้าซ่งยิ่งมองก็ยิ่งยิ้มกว้าง
“ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเยี่ยนเหนียงจื่อมีฝีมือทำอาหารเช่นนี้” น้ำในหม้อใกล้เดือด หลินซูเตรียมใส่ข้าว เมื่อได้ยินดังนั้นก็เพียงยิ้มบาง
“ก็แค่ทำกับข้าวบ้านๆไม่ได้ดีอะไรนักหรอกเจ้าค่ะ”
ป้าซ่งเห็นว่าข้าวที่หลินซูเทลงหม้อเป็นข้าวสารขาวล้วน คิ้วก็ขมวดทันที
“คนมากมายกินข้าวขาวกันหมดแบบนี้ ถังข้าวของบ้านเจ้าคงหมดในสองวันกระมัง”
หลินซูจับความผิดปกติในคำพูดได้ จึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะออกไปซื้อข้าวเพิ่ม”
คิ้วของป้าซ่งยิ่งขมวดลึก “เยี่ยนเหนียงจื่อ เจ้าก็ยังอายุน้อย ในบ้านก็ไม่มีผู้ใหญ่คอยชี้แนะ อย่าถือสาที่ข้าพูดมาก ตอนนี้เยี่ยนหมิงเกอกำลังประสบเคราะห์ ค่ายา ค่าอาหาร ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน บ้านก็ลำบากอยู่แล้ว...” ป้าซ่งมองออกไปนอกครัว พอแน่ใจว่าไม่มีคนจึงลดเสียงลง
“ยังมีญาติมาขออาศัยอีก ฝ่ายนั้นก็มีแค่แม่ลูก ถึงจะบอกว่าเพิ่มชามตะเกียบอีกชุดก็เท่านั้น แต่เงินมีแต่จ่ายออกไม่มีเข้ามา วันข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร เจ้าใส่ข้าวโพดลงไปผสมเถอะ กินแต่ข้าวขาวแบบนี้ ต้องมีฐานะขนาดไหนถึงจะรับไหว”
หลินซูชะงัก นางคิดว่าป้าซ่งน่าจะชอบเจียงหว่านเสวี่ย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้
“ขอบคุณท่านป้าที่ชี้แนะเจ้าค่ะ” หลินซูกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ ด้วยความช่วยเหลือของป้าซ่ง หลินซูจึงหุงข้าวโพดหอมฟุ้งหม้อหนึ่ง และทำแผ่นแป้งข้าวฟ่างทอด จนสามารถยกอาหารได้แล้ว
“ข้าจะไปเรียกลุงซ่งมาเก็บโต๊ะ!” ป้าซ่งยิ้มเต็มหน้าแล้วเดินออกไป
“รบกวนท่านป้าแล้วเจ้าค่ะ” หลินซูถือชามใบใหญ่ ตักน้ำแกงไปพลางกล่าวไปพลาง
“เด็กคนนี้นี่ เขาว่ากันว่าญาติห่างไม่สู้เพื่อนบ้าน เจ้ายังจะเกรงใจอะไรกับข้าอีก” ป้าซ่งเปิดผ้าม่าน เตรียมจะตะโกนเรียกลุงซ่งให้ยกโต๊ะออกมา แต่กลับได้ยินเสียงสนทนาจากห้องหลัก
“พี่เยี่ยน ท่านหิวน้ำหรือไม่ ข้ารินน้ำให้ดื่มสักถ้วยดีหรือ” เป็นเสียงสตรีนุ่มนวล
คิ้วของป้าซ่งขมวด นางขยับไปชิดผนัง ตั้งใจฟังเสียงสนทนาในห้อง
“ไม่ต้อง เจ้าลำบากมาทั้งวัน ไปพักเถิด” น้ำเสียงของเยี่ยนหมิงเกอเย็นชา
หญิงผู้นั้นสะอื้นขึ้นมา “พี่เยี่ยน เหตุใดท่านจึงเย็นชาต่อข้าเช่นนี้ ท่านยังโทษข้าอยู่ใช่หรือไม่”
สีหน้าของป้าซ่งพลันเปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง เดิมทีนางคิดว่าเจียงหว่านเสวี่ยเป็นสตรีอ่อนแอไร้ที่พึ่ง แถมยังต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง จึงอดเวทนาไม่ได้ แต่เมื่อมาพำนักในบ้านผู้อื่น เจ้าของบ้านกำลังทำงานอยู่ในครัว นางกลับไม่รู้จักหลีกเลี่ยง ยังเข้าไปในห้องนอนของผู้อื่น พูดถ้อยคำเช่นนี้กับสามีของเขา...นี่มันใช่สิ่งที่สตรีในตระกูลที่ดีจะทำกันหรือ!
ป้าซ่งรู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ พอดีหันจวินเยี่ยไม่เห็นมารดากลับมานาน เห็นลุงซ่งแบกโต๊ะเข้ามา จึงเดินตามมาด้วย เด็กเล็กมีจิตใจอ่อนไหวและบริสุทธิ์ ป้าซ่งดีกับหันจวินเยี่ย เขาก็รับรู้ได้ จึงวิ่งเข้าไปถาม “ท่านยาย เห็นท่านแม่ของข้าหรือไม่ขอรับ”
ป้าซ่งมองไปทางห้องหลักด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจงใจพูดเสียงดัง
“แม่ของเจ้าไม่ได้อยู่ห้องนั้นหรือ ฟ้ามืดแบบนี้ นางไปไหนกันเล่า” เจียงหว่านเสวี่ยที่ยังอยู่ในห้อง มองออกไปนอกประตู สีหน้าดูแข็งทื่อเล็กน้อย
เยี่ยนหมิงเกอสีหน้าเย็นชา “เจ้ากลับไปเถิด”
เจียงหว่านเสวี่ยฝืนยิ้ม “เช่นนั้นพี่เยี่ยนพักผ่อนให้ดี ข้าขอตัวกลับก่อน”
นางเพิ่งก้าวออกจากห้อง ก็เห็นป้าซ่งดึงหันจวินเยี่ยให้นั่งอยู่ในลาน ข้างๆ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งวางอยู่ เบื้องหน้าลุงซ่งมีไหสุราเล็กกับถ้วยสุราหนึ่งใบ แม้ยังไม่ได้ดื่มก็เหมือนคนเมาอยู่แล้ว
นางต้องนั่งร่วมโต๊ะกับคนหยาบกระด้างพวกนี้จริงหรือ ทั้งยังมีหญิงโง่ผู้นั้นจับมือลูกของนางอีก! ชั่วขณะหนึ่ง เจียงหว่านเสวี่ยควบคุมสีหน้ารังเกียจของตนไม่อยู่
ป้าซ่งเห็นนางแล้ว ก็ยังพูดเสียงดังต่อ “เมื่อครู่ข้ายังแปลกใจอยู่ว่าหันเหนียงจื่อไปที่ใดมา เหตุใดถึงออกมาจากห้องของเยี่ยนหมิงเกอเล่า”
คำพูดนี้มีนัยแฝง สีหน้าของเจียงหว่านเสวี่ยดูไม่ดีนัก แต่ไม่นานก็ฝืนยิ้ม
“ท่านป้าซ่งก็มาด้วยหรือเจ้าคะ ข้ากำลังจะไปช่วยพี่สะใภ้ในครัว พอดีเดินผ่านหน้าห้อง ได้ยินพี่เยี่ยนไอไม่หยุด จึงเข้าไปยื่นน้ำให้ถ้วยหนึ่ง”
ป้าซ่งเพียงแค่นหัวเราะ ไม่ตอบอะไร เจียงหว่านเสวี่ยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ขณะนั้น เสียงของหลินซูดังมาจากในครัว “กินข้าวได้แล้ว!”
ป้าซ่งได้ยินก็หันไปมองเจียงหว่านเสวี่ยแวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นไปช่วยยกอาหาร เจียงหว่านเสวี่ยเห็นเช่นนั้น ก็เดินตามไป
.............................................................................................
ภายในห้อง เพราะเยี่ยนหมิงเกอยังลุกจากเตียงไม่ได้ หากให้คนมากมายลากโต๊ะไปตั้งข้างเตียงเพื่อกินข้าว ก็ดูไม่เหมาะสม หลินซูจึงตักข้าวหนึ่งชาม และใช้จานใหญ่ใส่อาหารแต่ละอย่างเล็กน้อย แยกนำมาให้เยี่ยนหมิงเกอกิน หลินซูวางอาหารทั้งหมดไว้บนตู้เตี้ยข้างเตียง ตลอดเวลานั้นไม่พูดสักคำ สายตาของเยี่ยนหมิงเกอมองนางอยู่ตลอด แต่นางก็ไม่แสดงปฏิกิริยาใด
“ข้าตักข้าวมาให้หนึ่งชาม กินหมดแล้วก็ไปตักเอง” นางเห็นว่าเยี่ยนหมิงเกอเอื้อมมือก็หยิบชามต่างๆได้ จึงกล่าว เยี่ยนหมิงเกอเห็นนางพูดจบแล้วหันจะออกไป ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น
“นางเป็นอนุภรรยาของสหายเก่าข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องยอมให้นางทุกเรื่อง”
ในหัวของหลินซูผุดเครื่องหมายคำถามขึ้นทันที เยี่ยนหมิงเกอพูดเช่นนี้กับนางหมายความว่าอย่างไร กลัวนางเข้าใจผิดหรือ นางได้แต่คิดว่าเพ้อฝันไปก็ไม่ดีนัก เช่นนั้นก็หมายความว่า ต้องการขีดเส้นกับเจียงหว่านเสวี่ยหรือ แล้วคนที่เคยเป็นดั่งแสงจันทร์ขาวเล่า
หลินซูบ่นในใจไม่หยุด แต่บนใบหน้ากลับยิ้ม “ท่านพูดเกินไปแล้ว เหนียงจื่อผู้นั้นรู้ความดีนัก”
เยี่ยนหมิงเกอมองนาง คิ้วขมวดเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเบือนสายตา ยกชามข้าวขึ้นกิน เห็นชัดว่าไม่ต้องการพูดกับหลินซูต่อ หลินซูงุนงงอยู่บ้าง แตะจมูกตนเองแล้วถอยออกไป
กลับมาที่โต๊ะอาหาร เห็นว่าป้าซ่งกับเจียงหว่านเสวี่ยสีหน้าดูแปลกไปเล็กน้อย หลินซูไม่เข้าใจจึงนั่งลง เมื่อหลินซูกลับมา ป้าซ่งจึงหยิบตะเกียบขึ้น มองเจียงหว่านเสวี่ยที่สีหน้าหม่นหมองเล็กน้อย
“เหนียงจื่อ เชิญกินเถิด” ป้าซ่งใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นมันฝรั่งผสมเนื้อที่ทอดจนเหลืองกรอบ ใส่ลงในชามของหันจวินเยี่ย
“เด็กต้องกินเนื้อให้มาก โตขึ้นจะได้ตัวสูงแข็งแรงเหมือนท่านลุงเยี่ยน”
หันจวินเยี่ยรับรู้ได้ถึงความผิดปกติระหว่างผู้ใหญ่ แต่ด้วยความเป็นเด็ก ระหว่างทางที่ต้องระหกระเหินมาถึงด่านนอก ไม่ได้กินดีมาหลายมื้อ อาหารตรงหน้าดีกว่าที่เคยกินมามาก ความสนใจของเขาจึงไปอยู่ที่อาหาร เมื่อเห็นป้าซ่งคีบลูกชิ้นให้ เขาก็หยิบขึ้นจะกิน เจียงหว่านเสวี่ยที่นั่งข้างๆ เห็นดังนั้นก็หยิกเขาแรงๆ ความเจ็บทำให้ร่างเล็กของหันจวินเยี่ยสะดุ้ง มองมารดาด้วยความตกใจและไม่เข้าใจ หลินซูสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน
เจียงหว่านเสวี่ยฝืนยิ้ม “เด็กคนนี้เลือกกิน กินของพวกนี้ไม่ค่อยได้”
น้ำเสียงของนางฟังดูอ่อนโยน แต่แววตากลับแสดงความรังเกียจอาหารเหล่านี้อย่างชัดเจน
ใบหน้าของป้าซ่งเคร่งขรึมลงทันที “เช่นนั้นต่อไปเหนียงจื่อคงต้องลำบากแล้ว พวกเราอยู่ด่านนอก ล้วนเป็นคนบ้านธรรมดา วันๆจะได้กินของพวกนี้สักกี่ครั้ง ก็เพราะเยี่ยนเหนียงจื่อใจกว้าง ถึงได้ต้มเนื้อหม้อใหญ่เลี้ยงพวกเจ้า”
เจียงหว่านเสวี่ยสีหน้าไม่ดี เอาแต่ก้มหน้าเขี่ยเมล็ดข้าวกินโดยไม่พูด สายตาของหลินซูมองสลับระหว่างป้าซ่งกับเจียงหว่านเสวี่ย แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดทั้งสองถึงเป็นเช่นนี้ แต่เห็นเจียงหว่านเสวี่ยเสียหน้า ในใจก็รู้สึกสะใจอย่างยิ่ง พออารมณ์ดีขึ้น ข้าวโพดในชามก็พลอยกินเพิ่มไปอีกครึ่งชาม
หันจวินเยี่ยก็เหมือนมารดา ไม่ยื่นตะเกียบไปคีบอาหารบนโต๊ะ ได้แต่กินข้าวโพดแห้งๆ สองชาม
แต่จากสายตาที่แอบมองหมูตุ๋นแดงกับลูกชิ้นมันฝรั่งผสมเนื้อ ก็รู้ว่าเขาอยากกิน บรรยากาศดูแปลกประหลาดยิ่งนัก
หลังอาหาร เจียงหว่านเสวี่ยก็พาหันจวินเยี่ยกลับห้องไปพัก ป้าซ่งช่วยหลินซูเก็บชาม ในครัวจึงได้ระบายความไม่พอใจออกมา “ญาติของบ้านเจ้าคนนั้น... ช่างเรื่องมากนัก”
หลินซูรู้ว่าป้าซ่งไม่ค่อยชอบเจียงหว่านเสวี่ย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดตรงเช่นนี้ ป้าซ่งพูดต่อ
“อย่าหาว่าข้าปากมาก ญาติเช่นนี้ ต่อไปก็ควรไปมาหาสู่ให้น้อยหน่อย ตะเกียบของข้ายังไม่ทันได้ใช้ แค่คีบลูกชิ้นให้เด็ก นางกลับทำสีหน้าเหมือนข้าคีบแมลงวันให้กิน ตกอับถึงเพียงนี้ ยังจะทำตัวเรื่องมากอีก!” หลินซูไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่ฟัง
ป้าซ่งกล่าวต่อ “เด็กอย่างเจ้าใจกว้างไป เยี่ยนหมิงเกอเป็นคนดี แต่บางเรื่องก็ต้องระวังไว้บ้าง...”
ก่อนหน้านี้หลินซูได้ยินคำพูดที่ป้าซ่งจงใจกดเจียงหว่านเสวี่ยให้เสียหน้า จึงรู้ว่าป้าซ่งกำลังเตือนให้นางระวังความสัมพันธ์ระหว่างเจียงหว่านเสวี่ยกับเยี่ยนหมิงเกอ
เอ่อ… ถึงขั้นที่ป้าซ่งยังมองออกว่าเยี่ยนหมิงเกอกับเจียงหว่านเสวี่ยมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาแล้วหรือ
ยามค่ำ หลินซูกลับเข้าห้อง นางยังอิดออดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ขึ้นไปนอนบนเตียง ในหัวนางกำลังครุ่นคิดเรื่องต่างๆ จนลืมไปว่าข้างกายมีเยี่ยนหมิงเกอนอนอยู่ ถอนหายใจเบาๆ ออกมา
คนที่ดูเหมือนหลับอยู่พลันลืมตาขึ้น เอียงศีรษะมองนาง
“เหตุใดจึงถอนใจ” แสงเทียนสีส้มทำให้เส้นสายที่เดิมแข็งกระด้างบนใบหน้าของเขาดูอ่อนลงเล็กน้อย ขนตายาวทอดเงาลงบนเปลือกตา ดวงตาดำดั่งหยกคล้ายบ่อน้ำลึก เมื่อถูกสายตานั้นจับจ้องก็เหมือนจะจมดิ่งลงไป สันจมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางสีอ่อน ภายใต้แสงเทียนยิ่งดูชวนมอง