- หน้าแรก
- หลังจากพาบินเที่ยวปฐมฤกษ์ ผมก็ถูกกองทัพอากาศจองตัว
- บทที่139-140(ฟรี)
บทที่139-140(ฟรี)
บทที่139-140(ฟรี)
บทที่ 139 ประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของเซี่ย แท้จริงแล้วคือประวัติศาสตร์แห่งเลือดและน้ำตา
​ประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของเซี่ย
แท้จริงแล้วคือประวัติศาสตร์แห่งเลือดและน้ำตา
​กองทัพอากาศเซี่ยเพิ่งจะมาร่ำรวยก็ในช่วงไม่กี่ปีมานี้นี่เอง
​ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีก่อนล่ะก็
​อย่าว่าแต่เด็กหนุ่มอย่างเจียงเฉินเลย ต่อให้เป็นบุคคลสำคัญระดับแนวหน้าก็ยังไม่แน่ว่าจะมีโอกาสแบบนี้ในวันนี้
​การยอมให้บินในเครื่องซิมูเลเตอร์สักรอบก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว
​ยังอยากจะบินเครื่องบินขับไล่อีกเหรอ!?
​ฝันไปเถอะ
​นั่นเป็นเพราะเครื่องยนต์อากาศยานของเครื่องบินขับไล่ (เครื่องยนต์เครื่องบิน) ล้วนมีอายุการใช้งาน
​อุตสาหกรรมการบินของเซี่ยเคยล้าหลังมาก่อน
​ท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงยุคใกล้และยุคปัจจุบัน เซี่ยเคยตกต่ำจนกลายเป็นประเทศที่ยากจนและว่างเปล่า
​รากฐานทางอุตสาหกรรมหนักแทบจะเป็น 0
​ดังนั้นตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งประเทศจนถึงทศวรรษที่ 90 เซี่ยอย่าว่าแต่การวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ด้วยตัวเองเลย แม้แต่เครื่องบินขับไล่ก็ยังเป็นการซื้อมาจากต่างประเทศหรือไม่ก็ลอกเลียนแบบพวกหมีขาว
​ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินขับไล่ซีรีส์ เจ-5, เจ-6, เจ-7
​พอมาถึงทศวรรษที่ 70 และ 80 เนื่องจากเซี่ยและหมีขาวมีเรื่องบาดหมางกัน แน่นอนว่าจึงไม่สามารถซื้อหรือลอกเลียนแบบเครื่องบินขับไล่จากหมีขาวได้อีกต่อไป
​ถึงได้มีเครื่องบินขับไล่ซีรีส์ เจ-8 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่เซี่ยวิจัยและพัฒนาขึ้นเองเป็นรุ่นแรก
​แต่เครื่องยนต์ที่ 'ปู่แปด' ใช้นั้น ก็ยังคงเป็นเครื่องยนต์ซีรีส์ R-11 และ F-300 ที่ลอกเลียนแบบมาจากหมีขาวอยู่ดี
​ทว่าเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ไม่เพียงแต่คุณภาพต่ำ แรงขับน้อย แต่ยังมีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น โดยปกติแล้วจะมีอายุการใช้งานเพียงหนึ่งถึงสองพันชั่วโมงเท่านั้น
​รอจนถึงต้นทศวรรษที่ 90 หมีขาว 'หมดอายุขัย' หมีใหญ่และหมีรองสืบทอดมรดกส่วนใหญ่ของหมีขาวมา (ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมทางการทหาร) เซี่ยถึงได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการทหารจากหมีสองตัวนี้อีกครั้ง
​ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเครื่องบินขับไล่ ซู-27 แฟลงเกอร์ นับร้อยลำ
​ในทศวรรษที่ 90 พี่หมีใหญ่จนจนแทบจะจำนำกางเกงอยู่แล้ว
​ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ตกลงที่จะขายเครื่องบินขับไล่ ซู-27 แฟลงเกอร์ ให้เซี่ย
​แต่ในเวลานั้นเซี่ยเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
​เพื่อซื้อเครื่องบินขับไล่ ซู-27 แฟลงเกอร์ แทบจะควักเงินหมดหน้าตักเลยทีเดียว
​ตอนนั้นหมีขาวขาดแคลนทุกอย่าง ยกเว้นอาวุธ
​ดังนั้นว่ากันว่าในเวลานั้นเพื่อที่จะซื้อเครื่องบินขับไล่ ซู-27 แฟลงเกอร์ สามมณฑลทางตอนเหนือแทบจะฆ่าหมาไปจนหมดเกลี้ยง จุดประสงค์ก็เพื่อรวบรวมเสื้อคลุมขนหมาให้ได้หนึ่งหมื่นตัว และใช้วิธีแลกเปลี่ยนสิ่งของกับหมีขาว เพื่อแลกกับเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยอย่าง ซู-27 แฟลงเกอร์ ที่เราต้องการอย่างเร่งด่วน
​ข่าวลือนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ
​แต่มันก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่าต้องใช้เสื้อเชิ้ตแปดร้อยล้านตัวถึงจะแลกเครื่องบินแอร์บัสได้หนึ่งลำนั่นแหละ
​ด้วยเหตุนี้
​ประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของเซี่ย แท้จริงแล้วคือประวัติศาสตร์แห่งเลือดและน้ำตา
​แต่ทว่าการเสียสละทั้งหมดล้วนคุ้มค่า
​เครื่องบินขับไล่ ซู-27 แฟลงเกอร์ ที่เซี่ยแทบจะทุ่มหมดตัวเพื่อซื้อมา ไม่เพียงแต่จะปกป้องน่านฟ้าของเซี่ยไม่ให้ถูกรุกรานในปี 1996 เท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือสายการผลิตนั้น
​เมื่อมีสายการผลิตนี้ ถึงได้มีเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่ผลิตในประเทศตามมาอีกมากมาย อย่างซีรีส์ เจ-11, เจ-11b, เจ-11bs เป็นต้น
​แต่ทว่าปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ที่คอยกวนใจกองทัพอากาศเซี่ย ก็ยังมีอยู่เสมอมา
​แถมยังกลายเป็นความกังวลในใจของกองทัพอากาศเซี่ยไปเสียแล้ว
​เครื่องยนต์ก็เปรียบเสมือน 'หัวใจ' ของเครื่องบินขับไล่ หากไม่มีเครื่องยนต์คอยส่งพลังขับเคลื่อนให้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
​แต่ทว่าจนถึงช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21
​เซี่ยก็ยังแก้ปัญหาค้างคาใจเรื่องนี้ไม่ได้
​อย่าว่าแต่เครื่องบินขับไล่ซีรีส์ เจ-11, เจ-15, เจ-16 ที่ลอกเลียนแบบมาเลย แม้แต่ซีรีส์ เจ-10 และ เจ-20 ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นเองก็ยังใช้เครื่องยนต์ของหมีขาว
​หรือแม้แต่ความตั้งใจเดิมในการออกแบบรูปทรงอากาศพลศาสตร์แบบปีกเป็ด (คานาร์ด) ของ เจ-10 และ เจ-20 ในระดับหนึ่งก็เป็นเพราะกำลังเครื่องยนต์ในประเทศไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องออกแบบมาเพื่อประนีประนอม
​เครื่องบิน J-20 เว่ยหลง ซึ่งเป็นเครื่องบินรบที่ล้ำสมัยที่สุดของเซี่ย และเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก
​นี่ไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติเซี่ยเท่านั้น แต่ยังเป็นความอัปยศของบุคลากรการบินของเซี่ยทุกคนอีกด้วย
​แต่เมื่อล้าหลังแล้วก็ไม่มีใครมาเห็นใจ
​จะวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาไม่ได้เลยหรือไง?!
​ดังนั้น ต่อให้การซื้อเครื่องยนต์จากหมีขาวจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง (หากสองประเทศผิดใจกัน หมีขาวก็สามารถตัดช่องทางการซื้อได้ทุกเมื่อ ทำให้เครื่องบินขับไล่ของเซี่ยกลายเป็นเศษเหล็ก) แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดื่มยาพิษแก้กระหาย
​จุดเปลี่ยนปรากฏขึ้นในปี 2005
​วันที่ 28 ธันวาคม 2005 เครื่องยนต์เครื่องบินเทอร์โบแฟนซีรีส์ 'ไท่หัง' ที่เซี่ยวิจัยและพัฒนาขึ้นเองได้ผ่านการประเมินการออกแบบ และได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน WS-10
​ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เครื่องบินขับไล่ที่ผลิตในประเทศของเซี่ยถึงจะได้มี 'หัวใจดวงใหญ่' เป็นของตัวเองอย่างเป็นทางการ
​เครื่องยนต์ 'ไท่หัง' เริ่มต้นการวิจัยล่วงหน้าในปี 1978 ตั้งโครงการในปี 1987 และผ่านการประเมินอนุมัติแบบสำเร็จในวันที่ 28 ธันวาคม 2005 ใช้เวลาทั้งสิ้น 27 ปี
​กว่าหนึ่งปีต่อมา
​ในเดือนมกราคม 2007 เครื่องบินขับไล่หนักที่ผลิตในประเทศ เจ-11b ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน WS-10 ก็ทำการบินครั้งแรกได้สำเร็จ
​ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
​'ความกังวลในใจ' ที่คอยกวนใจเซี่ยมานานหลายสิบปี ก็ได้รับการบรรเทาลงในที่สุด
​เครื่องยนต์ซีรีส์ WS-10 เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
​เมื่อสองสามปีก่อน เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน WS-15 ที่มีแรงขับมากกว่า ประสิทธิภาพเหนือกว่า และอายุการใช้งานยาวนานกว่า ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
​เซี่ยใช้เวลาเพียงสิบกว่าปี ก็เปลี่ยนจากประเทศที่ถูกปัญหาเรื่องเครื่องยนต์รบกวนจิตใจ พัฒนาอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
​เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงความยากลำบากในอดีต ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้คนถอนหายใจออกมา
​เพราะมีการวิจัยและพัฒนาด้วยตัวเอง มีเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงเป็นของตัวเอง กองทัพอากาศเซี่ยจึงมีฐานะมั่งคั่งขึ้นมา
​ไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
​ในยุคสันติภาพ การประเมินขีดความสามารถในการรบจริงของกองทัพอากาศแต่ละประเทศ ไม่ได้ดูแค่ว่าประเทศนั้นมียุทโธปกรณ์และเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยมากน้อยแค่ไหน
​ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา
​ในช่วงสงครามเย็น เพื่อต่อกรกับหมีขาว พวกอเมริกันจึงให้นักบินขับไล่ฝึกบินเฉลี่ยปีละประมาณ 300 ชั่วโมง
​นั่นหมายความว่า นักบินหนึ่งคนต้องบินเครื่องบินขับไล่ปีละ 300 กว่าชั่วโมง
​แทบจะต้องบินวันละสี่สิบถึงห้าสิบนาทีเลยทีเดียว
​แต่ในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษที่ผ่านมา ชั่วโมงการฝึกบินเฉลี่ยต่อปีของอเมริกาก็ลดลงมาแล้ว
​ส่วนหมีขาว
​ในช่วงสงครามเย็น ชั่วโมงการฝึกบินเฉลี่ยต่อปีของหมีขาวก็สูงถึง 200 กว่าชั่วโมงเช่นกัน
​แต่ในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษที่ผ่านมา ก็รักษาระดับไว้ที่ประมาณ 100 กว่าชั่วโมงเท่านั้น
​ส่วนเซี่ย
​ในช่วงศตวรรษที่แล้ว ชั่วโมงการฝึกบินต่อปีมีเพียงแค่เจ็ดสิบถึงแปดสิบชั่วโมงเท่านั้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้
​จนถึงปีที่แล้ว ก็ทะลุไปถึง 220 ชั่วโมงแล้ว
​ไม่เพียงแต่จะแซงหน้าพวกอเมริกัน แต่ยังเป็นกองทัพอากาศที่ 'ขยัน' ที่สุดในโลกอีกด้วย
​นี่แหละคือความมั่นใจที่มาจากการมีเครื่องยนต์ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นเอง
​ยังไงซะโรงงานของตัวเองก็สามารถผลิตเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและอายุการใช้งานยาวนานออกมาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
​ตอนนี้ถ้าไม่ฝึกพวก 'มือใหม่' ให้หนักจนตายไปข้างหนึ่ง ก็คงแปลกแล้ว
​ดังนั้นเจียงเฉินก็ถือว่าได้รับประโยชน์ในด้านนี้ไปเต็มๆ
​ถ้าเขามาเร็วกว่านี้สักสองสามปี อย่าว่าแต่จะได้บินเครื่องบินฝึกขั้นสูง L-15 ฟอลคอน ตามใจชอบเลย แค่ให้เขาวิ่งบนรันเวย์สักสองสามรอบก็ยังปวดใจจะแย่
​นี่เรียกว่าอะไร?!
​นี่เรียกว่า 'ที่บ้านมีเสบียง ในใจก็ไม่ลนลาน'
​เจียงเฉินไม่ใช่พวกที่ทำให้คนอื่นสบายใจนักหรอก
​ตั้งแต่ที่จางถิ่งสลับโหมดการควบคุม ปล่อยให้เขาควบคุมเครื่องบินขับไล่บินไป เขาก็เหมือนกับม้าป่าที่หลุดจากการควบคุม
​ขับเครื่องบินขับไล่โชว์ท่าทางการบินที่ทั้งหวาดเสียวและเร้าใจบนท้องฟ้าสารพัดท่า
​เดี๋ยวก็ไต่ระดับในแนวดิ่ง เล่นท่า 'คอบร้ามานูเวอร์ของปูกาชอฟ'(เป็นท่าบินผาดแผลงขั้นสูง)
​เดี๋ยวก็หมุนตัวอยู่กับที่ ทำท่า 'ตีลังกา'
​จากนั้นก็ขับเครื่องบินขับไล่ตีลังกาม้วนตัวกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง ตามด้วยท่า 'ใบไม้ร่วง' อีกนิดหน่อย...
​ในช่วงเวลาสั้นๆ แค่สิบถึงยี่สิบนาที
​เขาเล่นท่าทางการบินทั้งหมดที่เขานึกออกจนครบทุกท่า
​ต่อให้จางถิ่งจะมีร่างกายที่แข็งแรงทนทานแค่ไหน ก็ยังถูกเจียงเฉิน 'ทรมาน' จนหน้าซีดเผือด แม้กระทั่งรู้สึกหายใจไม่ค่อยออกนิดๆ ด้วยซ้ำ
​"ไอ้สัตว์ประหลาด ไอ้นี่มันเป็นสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์ชัดๆ" จางถิ่งสบถด่าในใจไม่หยุด
​เขาเข้าร่วมกองทัพมาสิบกว่าปีแล้ว
​เจียงเฉินใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ก็ทำท่าทางการบินที่ซับซ้อนและมีแรงจีสูงเกิน 10 ท่า ซึ่งแทบทุกท่าล้วนมีแรงจีเกินแปดหรือเก้าจีทั้งนั้น
​อย่าว่าแต่จางถิ่งเลย
​คาดว่าต่อให้นักบินอวกาศตัวจริงเสียงจริงมาเจอ ก็คงถูกเจียงเฉิน 'ทรมาน' จนทนไม่ไหวเหมือนกัน
​แม้แต่เครื่องบินฝึกขั้นสูง L-15 ฟอลคอน ลำนี้ ก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
จางถิ่งถึงกับได้ยินเสียงโครงสร้างเครื่องบินบิดตัวเบาๆ
​จากที่เห็นก็พอจะรู้แล้วว่า ชุดการควบคุมของเจียงเฉินนี้ สร้างแรงจีมหาศาลขนาดไหน
​ภาคพื้นดิน
​พวกหวงเจีย โจวหย่าเหวิน และจางหย่ง ต่างก็ดูจนเลือดลมสูบฉีด ตื่นเต้นกันสุดขีด
​ทุกครั้งที่เห็นเครื่องบินทำท่าทางการบินที่ยากสุดๆ กลางอากาศได้สำเร็จ
​ทว่าความเศร้าและความยินดีของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน
​แตกต่างจากความตื่นเต้นของพวกหวงเจีย ตอนนี้หยวนผิงหน้าเขียวปัดไปหมดแล้ว
​ตอนนี้เขาเสียใจจนลำไส้แทบจะเขียวไปหมดแล้ว
​รู้อย่างนี้ว่าเครื่องบินของตัวเองจะต้องมาทนรับกรรมขนาดนี้ ต่อให้พูดยังไงก็ไม่มีทางตกลงให้จางถิ่งกับไอ้เด็กนี่ขึ้นไปบินเล่นสักสองสามรอบแน่ๆ
​นี่มันแค่บินเล่นสองสามรอบที่ไหนล่ะ!?
​นี่มันทำลายเครื่องบินชัดๆ
​แต่ตอนนี้พูดอะไรก็สายไปแล้ว
​ทำได้แค่ทนดูเจียงเฉิน 'ย่ำยี' เครื่องบินอยู่บนฟ้าอย่าง 'ไร้ความปรานี'
​ผ่านไปอีก 10 นาที
จางถิ่งมองดูเวลา ก็เห็นว่าผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว
​เขารีบกดไมค์ที่ชุดหูฟังวิทยุ แล้วพูดกับเจียงเฉินว่า "ไอ้หนู สนุกพอแล้วมั้ง พวกเราต้องกลับไปได้แล้ว"
​แม้ว่าจางถิ่งจะพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่คำพูดนี้ของเขาก็ยังฟังดูร้อนรนอยู่ดี
​เจียงเฉินยังสนุกไม่เต็มอิ่มเลย
​พอได้ยินจางถิ่งพูดแบบนี้ เขาก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาทันที "อ๋า......เพิ่งแป๊บเดียวเอง ต้องกลับแล้วเหรอ?!"
​จางถิ่งโมโหจนแทบจะพ่นไฟ "ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วเว้ย!?"
​เจียงเฉินยิ้มเจื่อนๆ "เวลาผ่านไปเร็วจังเลยเนอะ ขออีกสักรอบสิครับ"
​"ไม่ต้องมาบินเล่นแล้ว ถ้าขืนนายบินอีกรอบ เครื่องบินลำนี้คงได้ถูกนายรื้อจนพังเป็นชิ้นๆ แน่" จางถิ่งปฏิเสธคำขอของเจียงเฉินอย่างไม่เกรงใจ
​เจียงเฉิน......
​เกินไปมั้ง
​ก็แค่เล่นท่าบินหวาดเสียวไปไม่กี่ท่าเอง
​เครื่องบินบ้านเรามัน 'บอบบาง' อย่างที่พี่บอกซะที่ไหนล่ะ?!
​"งั้น......ให้ผมเป็นคนขับเครื่องบินกลับไปดีไหมครับ?!" เจียงเฉินลองถามอีกครั้ง
จางถิ่งก็ยังคงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "การนำเครื่องบินขับไล่ลงจอดมันไม่เหมือนกับเครื่องบินโดยสารนะ ตอนนี้นายยังเดินไม่เป็นเลย จะมาริอ่านวิ่งมาราธอนเหมือนคนอื่นเขาหรือไง?!"
​"ก็แค่เพิ่มขั้นตอนปล่อยร่มชะลอความเร็วมาอีกอย่างเดียวเอง ผมบินซิมูเลเตอร์มาตั้งหลายปี จำได้ขึ้นใจหมดแล้ว" เจียงเฉินรีบพูด
จางถิ่งลังเลเล็กน้อย
​นี่ก็เป็นความจริง
​เครื่องซิมูเลเตอร์ไม่เพียงแต่จำลองการนำเครื่องบินขับไล่ขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำภารกิจการฝึกซ้อมและยุทธวิธีการบินต่างๆ ได้ แน่นอนว่าต้องมีกระบวนการจำลองการนำเครื่องบินขับไล่ลงจอดด้วย
​เมื่อกี้เจียงเฉินเพิ่งเล่นซิมูเลเตอร์ไปสองรอบ
​ขั้นตอนการลงจอดนั้นราบรื่นมาก
​ดังนั้นเขาลงจอดน่าจะไม่มีปัญหาอะไรมาก
จางถิ่งไม่ใช่คนจู้จี้จุกจิก อีกอย่างเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าวันนี้เจียงเฉินจะเอา 'เซอร์ไพรส์' มาให้เขาได้มากแค่ไหน
​ดังนั้นหลังจากลังเลเพียงครู่เดียว จางถิงก็ตอบกลับไปว่า "ตกลง งั้นนายเป็นคนควบคุมเครื่องบินลงจอด"
​พอเจียงเฉินได้ยิน ก็ดีใจจนเนื้อเต้น
​รีบตีวงเลี้ยวเป็นรูปตัว 'U' กลางอากาศ แล้วหันหัวเครื่องบินมุ่งหน้าไปทางรันเวย์ของสนามบินวานหลี่ทันที
บทที่ 140 ช่างทำตัวขี้เก๊กได้เนียนจริงๆ
​เนื่องจากเครื่องบินขับไล่มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักตัวเครื่องเบากว่า ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว ตอนลงจอดจึงง่ายกว่าเครื่องบินโดยสารเสียอีก
​เครื่องบินโดยสารนอกจากระบบเบรกแล้ว ยังต้องอาศัยสปอยเลอร์และระบบกลับทิศทางแรงขับช่วยเสริม ถึงจะทำให้เครื่องบินชะลอความเร็วลงได้
​เครื่องบินรบสมัยใหม่เนื่องจากมีความเร็วสูงมาก ความเร็วสูงสุดแทบจะไปถึงสองเท่าของความเร็วเสียงขึ้นไปทั้งนั้น
​ดังนั้นการออกแบบตัวเครื่องจึงต้องสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์
เช่น​การออกแบบพวกสปอยเลอร์
​ด้วยเหตุนี้ ตอนที่เครื่องบินรบลงจอด นอกจากจะใช้ระบบเบรกเพื่อชะลอความเร็วแล้ว ยังต้องใช้ร่มชะลอความเร็วหรือแผ่นแอร์เบรกช่วยเสริมด้วย
​ส่วนความแตกต่างระหว่างร่มชะลอความเร็วกับแผ่นแอร์เบรกล่ะ?!
​ก็เหมือนกับความแตกต่างระหว่างบันไดขึ้นเครื่องแบบเรียบง่าย กับรถบันไดขึ้นเครื่องสุดหรูนั่นแหละ
​หน้าที่เหมือนกันเป๊ะ
​ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ อย่างหนึ่งราคาถูก อีกอย่างค่อนข้างแพง เน้นคำว่า 'รวย'
​ดังนั้นเครื่องบินรบของเซี่ยแทบจะใช้ร่มชะลอความเร็วกันทั้งนั้น
​เครื่องบินรบหลายรุ่นของอเมริกา จะใช้แผ่นแอร์เบรก
​แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เศรษฐกิจของพวกอเมริกันค่อนข้างซบเซา ดังนั้นเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่ผลิตในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ล้วนใช้ร่มชะลอความเร็ว ไม่ใช่แผ่นแอร์เบรก
​ดังนั้นคนตาบอดหลายคนจึงเยาะเย้ยว่าเครื่องบินรบของเซี่ยเอาแต่ใช้ร่มชะลอความเร็วที่ 'โคตรเชย' มาตลอด ในความเป็นจริง
​แผ่นแอร์เบรกก็ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงอะไรเลย
​มันถูกประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว และถูกนำไปประยุกต์ใช้กับลำตัวของเครื่องบินรบด้วยซ้ำ
​ส่วนเซี่ย
​ก็มีความรู้และเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 แล้ว
​เคยติดตั้งแผ่นแอร์เบรกให้กับ 'ปู่เจ็ด' และ 'ปู่แปด' มาก่อน
​เพียงแต่ผลลัพธ์มันก็เหมือนกับร่มชะลอความเร็วเป๊ะ แต่การสึกหรอกลับมากกว่าร่มชะลอความเร็วหลายเท่า
​ถึงได้ถูกเลิกใช้ไป
​ถ้าแผ่นแอร์เบรกมันใช้ดีขนาดนั้น
​ทำไมพวกอเมริกันถึงกลับมาใช้ร่มชะลอความเร็วอีกในช่วงไม่กี่ปีมานี้ล่ะ?!
​ก่อนหน้านี้พวกอเมริกันรวยไง เวลาใช้เงินก็เลยมือเติบเป็นธรรมดา
​ช่วงไม่กี่ปีมานี้ไม่มีเงินแล้ว
​แน่นอนว่าก็ต้องประหยัดหน่อย
​ครั้งนี้
​เจียงเฉินไม่ได้สร้างเรื่องปวดหัวอะไรอีก
​หลังจากขับเครื่องบินรบตีวงเลี้ยวกลางอากาศเสร็จ เขาก็ค่อยๆ ลดระดับความสูงลง พร้อมกับเล็งไปที่รันเวย์ของสนามบิน
​การควบคุมนั้นนิ่งราวกับหมาแก่
​แตกต่างจากคนที่ขับเครื่องบินรบโชว์ลีลา 'ฝูงปีศาจเต้นระบำ' กลางอากาศเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นคนละคน
​นี่ก็ทำให้จางถิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอกไปเปราะหนึ่ง
​อย่างน้อย
​ไอ้เด็กนี่ก็ยังรู้จักรักษาระยะห่าง
​รู้ว่าเวลาไหนควรบ้า เวลาไหนควรนิ่ง
​500 เมตร, 400 เมตร, 300 เมตร...
​ระดับความสูงของเครื่องบินรบลดลงอย่างต่อเนื่อง
​เมื่อเจียงเฉินกางฐานล้อลง รันเวย์ของสนามบินก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
​เขากุมคันบังคับด้วยสองมือ และยังคงรักษามุมพุ่งทะยานลงมา
​เมื่อเครื่องบินบินมาถึงระดับความสูงไม่ถึง 30 เมตร เขาถึงจะดึงหัวเครื่องขึ้น เพื่อรักษาสภาพให้หัวเครื่องบินรบเชิดขึ้น
​ไม่กี่วินาทีต่อมา
​ปัง!
​ฐานล้อหลังของเครื่องบินรบแตะพื้นสำเร็จ
​จากนั้นก็ตามด้วยฐานล้อหน้า
​เครื่องบินฝึกขั้นสูง L-15 ฟอลคอน ลำนี้ พุ่งทะยานไปบนรันเวย์ราวกับม้าป่าที่หลุดจากการควบคุม
​ภายใต้การทำงานของระบบเบรกของเครื่องบิน ความเร็วของ 'ม้าป่าที่หลุดจากการควบคุม' ตัวนี้ ก็ค่อยๆ ช้าลง
​แต่ด้วยความเร็วระดับนี้ เจียงเฉินก็ยังคงนิ่งราวกับหมาแก่
​มือข้างหนึ่งของเขากุมคันบังคับไว้ ส่วนมืออีกข้างก็กดปุ่มร่มชะลอความเร็ว
​วินาทีต่อมา
​ร่มชูชีพขนาดใหญ่ที่ทอจากวัสดุพิเศษก็พ่นออกมาจากตรงส่วน 'บั้นท้าย' ของเครื่องบินรบ
​ภายใต้แรงต้านของอากาศ ร่มชะลอความเร็วก็พองตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เจียงเฉินรู้สึกเหมือนถูกใครกระชากอย่างแรง
​จากนั้นความเร็วของเครื่องบินรบก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
​หลังจากไถลไปอีกประมาณหลายสิบเมตร
​เครื่องบินรบก็หยุดลงอย่าง 'ไม่ค่อยเต็มใจ' นัก
​ในตอนนั้นเอง
​ร่มชะลอความเร็วก็หลุดออกจากลำตัวเครื่องบินรบได้สำเร็จ
​เจียงเฉินรีบดันคันเร่งเบาๆ ควบคุมให้เครื่องบินรบค่อยๆ แท็กซี่ออกจากรันเวย์ และกลับไปที่ลานจอด
​ในกองทัพมีเจ้าหน้าที่เก็บร่มโดยเฉพาะ
​งานของเจ้าหน้าที่เก็บร่มก็คือการเก็บร่มชะลอความเร็วบนรันเวย์ขึ้นมา พับเก็บเป็นห่อร่มอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยยัดกลับเข้าไปใน 'บั้นท้าย' ของเครื่องบินรบ
​เนื้อหางานช่างเรียบง่ายและน่าเบื่อ
​......
​เครื่องบินจอดสนิทอยู่ที่ลานจอด
​ทันทีที่ฝาครอบห้องนักบินเปิดออก เจียงเฉินก็ถอดหน้ากากออกซิเจนออก
​ไม่รอให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเอาบันไดขึ้นเครื่องมาให้ เขาก็กระโดดลงมาจากห้องนักบินแล้ว
จางถิ่งเห็นฉากนี้ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันแน่นทันที
​ตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็ลากบันไดขึ้นเครื่องสองตัวเดินเข้ามาพอดี
จางถิ่งเดินลงจากเครื่องบินตามบันได
​จากนั้นก็พูดกับเจียงเฉินทันที "ถ้านายเป็นทหารของฉัน ป่านนี้นายโดนฉันเตะเข้าห้องขังเดี่ยวไปแล้ว"
​เจียงเฉินทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก "ทำไมล่ะครับ ก็แค่เพราะผมเล่นท่าบินยากๆ บนฟ้าไปสองสามท่าเองเหรอ?! ก็พี่เป็นคนบอกให้ผมเล่นตามใจชอบไม่ใช่เหรอครับ?!"
จางถิ่งหน้าดำคร่ำเครียด "มันคนละเรื่องกันกับก่อนหน้านี้"
​"เมื่อกี้ผมทำอะไรผิดล่ะครับ!?" เจียงเฉินยิ่งงงหนักกว่าเดิม
​"ฉันถามนายหน่อย เครื่องบินฝึกขั้นสูง L-15 ฟอลคอน มีความสูงเท่าไหร่!?" จางถิ่งถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
​เจียงเฉินเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำอะไรพลาดไป
​เขาตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "มะ... เหมือนจะสูงสองเมตรกว่าๆ"
​"เว้นแต่นายจะเป็นซูเปอร์ไซย่า ไม่งั้นใครก็ตามที่กระโดดลงมาจากความสูงสองถึงสามเมตร ก็มีสิทธิ์บาดเจ็บได้ทั้งนั้น"
​"พะ... พอจะเข้าใจแล้วครับ"
​"การที่ประเทศและกองทัพจะปั้นนักบินที่ได้มาตรฐานขึ้นมาสักคน ต้องใช้ทั้งกำลังคนและทรัพยากรไปตั้งเท่าไหร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาเคยทำการสำรวจพบว่า นักบินเครื่องบินขับไล่ที่ได้มาตรฐานหนึ่งคน มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำหนักตัวของเขาที่เป็นทองคำ ไม่ใช่ว่าตัวนักบินจะมีค่ามากมายขนาดนั้น แต่เป็นเพราะประเทศและกองทัพต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงลิบลิ่วขนาดนั้นเพื่อปั้นนักบินที่ได้มาตรฐานขึ้นมา ดังนั้น ร่างกายของนายไม่ได้เป็นของนายแค่คนเดียว แต่ยังเป็นของประเทศและกองทัพด้วย ถ้านายบาดเจ็บ มันไม่ได้เป็นแค่ความสูญเสียของนายคนเดียว แต่เป็นความสูญเสียของประเทศและกองทัพด้วย เข้าใจไหม?! ถ้าพฤติกรรมส่วนตัวของนายทำให้ประเทศและกองทัพต้องสูญเสีย นี่ถือเป็นอาชญากรรมต่อประเทศและกองทัพเลยนะ เข้าใจไหม!?"
​เมื่อได้ยินเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดของจางถิ่ง เจียงเฉินก็พยักหน้าด้วยความละอายใจ
​เขารู้ตัวดีว่าการโดนด่าครั้งนี้เขาหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ
จางถิ่งพูดถูก
​เครื่องบินรบสมัยใหม่มีความต้องการสมรรถภาพทางร่างกายของนักบินสูงมาก
​เนื่องจากเครื่องบินรบสมัยใหม่มีความเร็วสูงและคล่องตัวมาก จึงทำให้เกิดแรงจีมหาศาล
​ถ้านักบินมีปานหรือรอยแผลเป็นบนร่างกาย
​ตอนที่ขับเครื่องบินรบแล้วเกิดแรงจีสูงๆ เนื่องจากแรงจีที่มากเกินไป อาจทำให้รอยแผลเป็นหรือปานฉีกขาด ซึ่งจะนำไปสู่อุบัติเหตุทางการบินได้
​ดังนั้นตอนที่นักบินตรวจร่างกาย ถ้ามีปานหรือรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนร่างกาย ผลการตรวจร่างกายจะต้องออกมาว่าไม่ผ่านเกณฑ์อย่างแน่นอน
​การกระโดดลงมาจากความสูงสองเมตรดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร
​แต่ถ้าไม่ระวังนิดเดียวก็อาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บได้ง่ายๆ
​ตัวเองเจ็บน่ะไม่เท่าไหร่หรอก
​แต่ถ้าตรวจร่างกายไม่ผ่านล่ะก็ เรื่องใหญ่แน่
​ดังนั้นในกองทัพ
​การกระทำที่อันตรายแบบนี้จึงถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด
​เจียงเฉินเคยชินกับการทำตัวตามสบายในสายการบิน เลยเผลอทำเรื่องอันตรายแบบนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว
จางถิ่งเห็นเขาไม่เถียงกลับ ก็เก็บสีหน้าบึ้งตึงกลับไปทันที
​เขาทำหน้าตาพึงพอใจเหมือน 'เด็กคนนี้สอนได้' แล้วพูดกับเจียงเฉินว่า "เรื่องนี้จะโทษนายก็ไม่ได้หรอกนะ ในเมื่อนายยังไม่เคยได้รับการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ วันหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน"
​ตอนนั้นเอง
​พวกหวงเจียก็เดินมาทางนี้แล้ว
​เมื่อเห็นเจียงเฉินและจางถิ่งยืนอยู่ที่ลานจอด หวงเจียก็เอ่ยปากถามทันที "ความรู้สึกที่ได้ขับเครื่องบินขับไล่มันเป็นยังไงบ้างล่ะ!?"
​คนอื่นๆ ก็มองเจียงเฉินด้วยสายตาคาดหวัง
​เจียงเฉินพยายามทำหน้าให้นิ่งที่สุด
​เขาโบกมือไปมาด้วยท่าทางเหมือนคนแก่ผ่านโลกมาเยอะ แล้วพูดเรียบๆ "ก็แค่บินเครื่องบินฝึกขั้นสูงไปไม่กี่รอบเอง จะไปมีความรู้สึกอะไรได้ล่ะ ประสบการณ์แย่สุดๆ เทียบกับพวกเหมิงหลง เซียวหลง เฟยซา หรือเว่ยหลงอะไรพวกนั้นไม่ได้เลย ห่างชั้นกันเยอะ"
​ทุกคนที่ได้ฟัง
​ต่างก็พากันทำหน้าเหยียดหยาม
​ช่างทำตัวขี้เก๊กได้เนียนจริงๆ
​พูดซะเหมือนกับว่าตัวเองเคยบินเครื่องบินขับไล่ซีรีส์ 'มังกร' พวกนั้นจริงๆ งั้นแหละ