- หน้าแรก
- ฮูหยินเฒ่าอย่าเพิ่งตาย รอดูหลานสาวตัวร้ายสร้างตระกูลก่อน
- บทที่ 241 - วันนี้ เจ้าต้องตาย
บทที่ 241 - วันนี้ เจ้าต้องตาย
บทที่ 241 - วันนี้ เจ้าต้องตาย
บทที่ 241 - วันนี้ เจ้าต้องตาย
"เสด็จพ่อ ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ อย่าทำเช่นนี้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ"
แม้หมอหลวงจะพยายามห้ามปราม แต่อูอวิ๋นก็ยังคงเร่งรุดตามมาจนทัน ทว่าเขาก็ยังมาไม่ทันหยุดยั้งคำสั่งของอูจู๋
"ไม่ได้งั้นหรือ อวิ๋นเอ้อร์ สวีอวี้ชางไม่เพียงแต่ทำร้ายเจ้า ทว่ายังสังหารองค์รัชทายาทผู้เป็นพี่ชายของเจ้าอีก เจ้ายังจะปกป้องขุนนางทรยศผู้นี้อีกหรือ"
เมื่อได้ยินดังนั้น อูอวิ๋นก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ ทว่าไม่ว่าพระบิดาของตนจะคิดเห็นประการใดก็ตาม เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาแตะต้องสวีอวี้ชางได้อย่างเด็ดขาด
แม้จะรู้ตัวดีว่าตนเองเป็นเพียงผู้น้อยที่เสียงเบาหวิว ทว่าเขาก็ยังอยากจะลองพยายามดูสักตั้ง
เขาเดินเข้าไปหาอูจู๋ ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุ้บ "เสด็จพ่อ พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของอูหลินที่หลบหนีไปแล้ว เหตุใดพระองค์จึงทรงเบนเข็มเป้าหมายมาที่ท่านแม่ทัพสวีเล่า..."
"หุบปาก ห้ามเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ทหาร จับกุมตัวสวีอวี้ชางและพวกพ้องให้หมด"
"เสด็จพ่อ ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ"
"องครักษ์เงา นำตัวองค์ชายรองที่เสียสติไปขังไว้"
สิ้นเสียงคำสั่งของอูจู๋ เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวูบลงมาจากกลางอากาศ ร่อนลงข้างกายอูอวิ๋น เขายื่นนิ้วออกไปสกัดจุดใบ้ของอูอวิ๋น ก่อนจะพาตัวเขาหลบเร้นเข้าไปในเงามืด
ส่วนสวีอวี้ชางนั้นจ้องมองคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ มุมปากกระตุกยิ้มหยัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ "เจ้าไม่ใช่อูฮ่องเต้"
สิ้นคำพูดนี้ นอกจาก "อูจู๋" แล้ว ผู้คนทั้งหมดรวมไปถึงองครักษ์เงาต่างก็ตกตะลึงลาน
คนผู้นี้ไม่ใช่อูฮ่องเต้งั้นหรือ
นี่ไม่ใช่พระบิดาของข้างั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร
ตระกูลสวีเก็บเอาไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ
"อูจู๋" สีหน้ามืดทะมึนลงทันที เขาไม่ได้ตอบรับสิ่งใด หากแต่จ้องมองสวีอวี้ชางเขม็ง ในใจอยากรู้เหลือเกินว่าคนผู้นี้ล่วงรู้ความลับดำมืดนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยากรู้ด้วยว่า ยังมีผู้ใดล่วงรู้ความลับนี้อีกบ้าง
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น องครักษ์เงาที่คอยอารักขาอูฮ่องเต้มาตลอดย่อมสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
พวกเขาเคยตรวจสอบประวัติของคนผู้นี้มาแล้ว ไม่เพียงแต่มีป้ายประจำตัวยืนยันฐานะ ทว่าเลือดก็ยังสามารถเข้ากันได้ แล้วเหตุใดสวีอวี้ชางถึงกล่าวว่าคนผู้นี้ไม่ใช่อูฮ่องเต้กันเล่า
"เจ้าคิดว่าฉายาแม่ทัพสามคนในตระกูลเดียวของตระกูลสวีได้มาเพราะโชคช่วยงั้นหรือ"
"หากมิใช่เพราะอูฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้พวกเราจับตาดูเจ้า มีหรือที่พวกเราสองพี่น้องจะยอมถอนตัวจากค่ายทหารอย่างง่ายดาย แล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวงเช่นนี้"
"แท้จริงแล้ว อูหลินก็เป็นเหมือนเจ้า พวกเจ้าต่างก็เป็นฝาแฝดกัน หากมิใช่เพราะตอนนั้นเจ้าแอบเก็บอูหลินเอาไว้ วันนี้องค์รัชทายาทก็คงไม่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเช่นนี้หรอก"
เปรี้ยง
เมื่อได้ฟังคำพูดที่ค่อยๆ เปล่งออกมาจากปากของสวีอวี้ชาง อิ่งลี่ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที เขารีบลากตัวอูอวิ๋นไปยืนอยู่ข้างกายสวีอวี้ชาง "ท่านแม่ทัพสวี ที่ท่านพูดมาเป็นความจริงงั้นหรือ"
"จริงแท้แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้อูฮ่องเต้กำลังพักผ่อนอยู่ที่จวนของข้า" พูดจบก็หันไปมอง "อูจู๋" อีกครั้ง "เจ้าคืออูเยี่ย ข้าพูดไม่ผิดใช่หรือไม่"
เมื่อจ้องมองสวีอวี้ชาง อูเยี่ยก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆ คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาจะล่วงเลยมานานปานนี้แล้ว กลับยังมีคนจดจำชื่อของข้าได้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก หาได้ยากจริงๆ"
"ทว่า ในเมื่อเจ้าล่วงรู้ความลับนี้แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดกลับไปได้อีกเลย เยี่ยจื่อ ลงมือได้"
สิ้นคำสั่ง เงาดำหลายสายก็ปรากฏตัวขึ้นจากความมืดมิด พุ่งเข้าจู่โจมสวีอวี้ชางและกลุ่มของอิ่งลี่ทันที
เพียงชั่วพริบตา แสงศาสตราวุธก็สาดประกาย ฝุ่นควันลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
สวีอวี้ชางที่มีกลุ่มของเทียนหนิงคอยคุ้มกันอยู่ ในเวลานี้เขากำลังสบตากับอูเยี่ย ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะเกิดประกายไฟ...
เลียนหมิงหลี่ที่เร้นกายอยู่ในเงามืดไม่ได้ปรากฏตัวออกมาในทันที หากแต่จ้องมองอูเยี่ยแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ฝาแฝดงั้นหรือ
เหตุใดราชวงศ์ถึงไม่อนุญาตให้มีฝาแฝดเกิดขึ้นเล่า
ฝาแฝดไม่ควรจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลหรอกหรือ
แล้วไฉนพอมาอยู่ที่นี่ กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต่างหลีกหนีให้ไกลกันเล่า
หรือว่าเรื่องนี้จะมีใครบางคนจงใจสร้างเรื่องขึ้นมา
สายตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจทอดมองไปยังคุณลุงของตน พลางคิดในใจ ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น
ในตอนนั้นเอง สวีอวี้ชางและอูเยี่ยก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน
ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ ทะยานขึ้นไปต่อสู้กันกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมาปะทะกันบนพื้นดินอีกครั้ง
สถานที่ที่ทั้งสองพาดผ่าน ล้วนพังพินาศย่อยยับไม่มีชิ้นดี
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
บริเวณหุบเขาใกล้กับสุสานหลวง
"ท่านหัวหน้า พวกเราพลิกแผ่นดินหาจนทั่วแล้ว ก็ยังไม่พบร่องรอยของอูฮ่องเต้เลย ไม่ทราบว่าเขาจะหนีเข้าไปในสุสานหลวงหรือไม่ขอรับ"
"เข้าไปในสุสานหลวงงั้นหรือ"
"หึ เจ้าอยากจะเข้าไปในสุสานหลวงอย่างนั้นรึ"
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะเย็นชา "เจ้าคิดว่าสุสานหลวงเป็นสวนหลังบ้านของเจ้าหรืออย่างไร ถึงจะได้เดินเข้าออกได้อย่างอิสระ ข้าจะบอกอะไรให้นะ ที่นั่นเต็มไปด้วยค่ายกลกับดักมรณะทั้งนั้นแหละ"
"ในเมื่อหามาตั้งนานแล้วก็ยังไม่พบ พวกเราก็กลับไปรายงานท่านประมุขเถิด ทำงานน่ะอย่าให้มันจริงจังจนเกินไปนักเลย ดูคนที่ไปลักพาตัวเด็กนั่นคราวก่อนเป็นบทเรียนสิ อีกอย่าง ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่ง..."
ชายหนุ่มพูดพลางยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ คนที่มาแจ้งข่าวเห็นดังนั้นก็รีบประจบประแจงทันที "ท่านหัวหน้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก"
"ไปเถอะ วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปสถานที่แห่งหนึ่ง รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่"
"โอ้ ขอบพระคุณท่านหัวหน้ามากขอรับ"
บทสนทนาของทั้งสองเพิ่งจะสิ้นสุดลง ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องมาจากในป่าทึบ "พวกเจ้ากำลังจะได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งจริงๆ ทว่าไม่ต้องรอหรอก ไปตอนนี้ได้เลย"
พร้อมกับลำแสงวาบผ่าน ร่างหนึ่งก็ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา
ตามมาด้วยเสียงดังปึกปักสองครั้งซ้อน
สองคนที่กำลังยืนคุยกันเมื่อครู่ ก็ล้มตึงลงไปกองกับพื้น สิ้นลมหายใจไปในทันที
"เทียนอี เจ้าขี้โกงนี่นา ตกลงกันไว้แล้วว่าจะแบ่งกันคนละคน เหตุใดเจ้าถึงเหมาหมดเลยเล่า คนต่อไปห้ามเจ้าลงมือเด็ดขาดเลยนะ"
"เรื่องแบบนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะลงมือเร็วกว่ากันมิใช่หรือ"
กล่าวจบ เทียนอีก็พลิ้วกายพุ่งทะยานออกไปในทันที
"เทียนอี เจ้าช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก"
เมื่อเห็นเทียนอวี่เร่งฝีเท้าตามมาติดๆ เทียนอีก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะชะลอความเร็วลงเล็กน้อย...
อีกด้านหนึ่ง
"หนึ่งสองสามสี่ห้า พวกเราก็มีห้าคนพอดี พี่น้องทั้งหลาย พวกเราแบ่งกันจัดการคนละคน ดีหรือไม่"
"ไม่ดี" พูดจบ ชิงสิบเอ็ดก็ชักดาบเล่มใหญ่ออกมา แล้วพุ่งทะยานออกไปทันที
เมื่อเห็นดังนั้น แต่ละคนก็สบถด่าในใจ ก่อนจะรีบเร่งความเร็วตามหลังไปติดๆ มุ่งตรงไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น...
อูเยี่ยตวัดกระบี่ฟาดฟัน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน "สวีอวี้ชาง เจ้าช่างซ่อนคมได้มิดชิดนัก วรยุทธ์ล้ำเลิศถึงเพียงนี้ ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ"
"ต่างคนก็ต่างประเมินกันและกันต่ำไปนั่นแหละ"
แววตาของสวีอวี้ชางเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ ทว่าภายในใจกลับตื่นตะลึงไม่แพ้กัน
จากนั้น สวีอวี้ชางก็บิดข้อมือที่กำอาวุธแน่น ก้าวเท้าทะยานไปข้างหน้า ร่างของเขาพุ่งพุ่งฉิวราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง
ในขณะเดียวกัน ข้อมือที่กำอาวุธก็ร่ายรำกระบี่อย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง เมื่อพุ่งมาหยุดยืนอยู่ห่างจากอูเยี่ยเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็โยนกระบี่ในมือขึ้นไปในอากาศ แล้วออกแรงผลักอย่างสุดกำลัง
กระบี่ที่อาบไปด้วยปราณกระบี่อันเย็นเยียบ พุ่งทะยานเข้าใส่อูเยี่ยในทันที
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปราณกระบี่อันทรงพลัง ทว่าอูเยี่ยก็เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะซัดฝ่ามืออันแข็งแกร่งออกไป แล้วเบี่ยงตัวหลบไปทางขวาอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
ผ่านไปร้อยกว่ากระบวนท่า สวีอวี้ชางก็เริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล
หนึ่งก้านธูปให้หลัง สวีอวี้ชางก็พลาดท่าถูกซัดเข้าที่กลางอก เขาอ้วกเป็นเลือดคำโต ก่อนที่ร่างจะลอยกระเด็นออกไปเป็นวิถีโค้ง
"ท่านแม่ทัพ"
"ท่านลุงใหญ่"
เลียนหมิงหลี่พุ่งตัวเข้ามารับร่างของสวีอวี้ชางเอาไว้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบป้อนยารักษาอาการบาดเจ็บให้หนึ่งเม็ด เมื่อจับชีพจรดูก็รีบป้อนยาเพิ่มให้อีกสองเม็ด ก่อนจะส่งร่างของสวีอวี้ชางให้องครักษ์ที่ตามมาสมทบ พร้อมกับกำชับว่า "ดูแลท่านลุงของข้าให้ดี"
"ขอรับ คุณชายเปี่ยว"
"ลักพาตัวน้องสาวข้าไปก่อนหน้านี้ บัดนี้ยังบังอาจมาทำร้ายญาติผู้ใหญ่ของข้าอีก วันนี้ เจ้าต้องตาย"
กล่าวจบ ข้อมือที่กำกระบี่อ่อนก็ร่ายรำกระบี่อย่างรวดเร็ว ก้าวเท้าอย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยว
ไม่กี่อึดใจต่อมา สิ้นเสียงคำรามว่า "ไป" ของเลียนหมิงหลี่ กระบี่ในมือที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณกระบี่ ก็พุ่งทะยานออกไปดุจมังกรยักษ์ หมายจะปลิดชีพของอูเยี่ยให้จงได้
[จบแล้ว]