- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 311 - พลิกตำนานโปเยโปโลเย
บทที่ 311 - พลิกตำนานโปเยโปโลเย
บทที่ 311 - พลิกตำนานโปเยโปโลเย
บทที่ 311 - พลิกตำนานโปเยโปโลเย
"เถ้าแก่ ขอให้กิจการรุ่งเรืองนะ มีบะหมี่อะไรบ้างล่ะ"
"มีบะหมี่เซ่าจื่อ บะหมี่โหยวพัว แล้วก็บะหมี่เจียงสุ่ย นายท่าน ดูจากท่าทางของพวกท่านสองสามีภรรยาแล้วคงไม่ใช่คนกวนจงล่ะสิ ไม่ลองชิมบะหมี่เซ่าจื่อของร้านเราดูล่ะ เส้นบางเหนียวนุ่ม น้ำราดหอมอร่อย น้ำซุปก็เปรี้ยวเผ็ดมันกลมกล่อม เป็นอันดับหนึ่งของอาหารเส้นแห่งกวนจงเลยนะขอรับ"
"ตกลง งั้นเอาบะหมี่เซ่าจื่อให้ข้าชามหนึ่งก็แล้วกัน ข้ากำลังหิวพอดีเลย"
โจวเซิงพาหงส์เหยาไถไปนั่งและหัวเราะเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ข้าก็เอาบะหมี่เซ่าจื่อชามหนึ่งเหมือนกัน"
หงส์เหยาไถรู้สึกสนใจอาหารขึ้นชื่อของกวนจงจานนี้มาก
"ได้เลยขอรับ!"
ไม่นานนักบะหมี่เซ่าจื่อร้อนๆ สองชามก็ถูกยกมาเสิร์ฟ โจวเซิงลองชิมดู รสชาติอร่อยมากจริงๆ ทั้งสดและหอม โดยเฉพาะเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มสุดๆ
"ไม่ตามแล้วหรือ"
"ไม่ตามแล้ว"
โจวเซิงส่ายหน้าและหัวเราะ "แข้งขาของชายชราผู้นี้คล่องแคล่วดีจริงๆ คงจะตามไม่ทันแล้วล่ะ"
เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปก็มีแต่จะเสียพลังงานของลั่วซูไปเปล่าๆ จำเป็นต้องคิดหาวิธีอื่นเสียแล้ว
หลังจากกินบะหมี่เสร็จ เขาก็วางเงินก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะ
"นายท่าน ร้านเล็กๆ ของข้าคงไม่มีเงินทอนหรอกขอรับ!"
เถ้าแก่มีสีหน้าลำบากใจ
"ไม่ต้องทอน เงินนี่ข้าให้เจ้า ขอแค่เจ้าบอกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เฒ่าหนิวซานให้ข้าฟังก็พอ"
เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะจ้องมองเถ้าแก่ด้วยสายตาลึกซึ้งและกล่าวว่า "ถ้าข้าเดาไม่ผิด เจ้ากับผู้เฒ่าหนิวซานน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาสินะ ไม่อย่างนั้นร้านของเจ้าคงไม่มาตั้งอยู่ที่นี่หรอก"
เถ้าแก่หลบตาและตอบว่า "นายท่าน ข้าฟังที่ท่านพูดไม่เข้าใจหรอกขอรับ ร้านเล็กๆ ของข้าค่าเช่าถูกก็เพราะทำเลไม่ดี เลยไม่ค่อยมีลูกค้าน่ะขอรับ"
พูดพลางฝืนยิ้มและกล่าวต่อ "ท่านดูสิ นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว ข้ายังไม่เห็นเงาคนสักคนเลย"
"ไม่มีลูกค้าจริงๆ หรือ"
"จริงๆ ขอรับ นายท่านก็เห็นด้วยตาตัวเองอยู่ไม่ใช่หรือ"
"แต่ข้ากลับเห็นว่า... ลูกค้าที่นี่ก็ไม่น้อยเลยนะ เถ้าแก่... กิจการรุ่งเรืองดีนี่"
ดวงตาของโจวเซิงทอประกายสีเขียวมรกต สายตากลายเป็นลึกล้ำยากหยั่งถึงในชั่วพริบตา วินาทีต่อมา ร้านบะหมี่ที่เดิมทีว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คนมากมาย
ตอนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน เขาพูดว่าขอให้กิจการรุ่งเรือง นั่นไม่ใช่คำทักทายตามมารยาท แต่มีความหมายแอบแฝงอยู่ต่างหาก
ภายในร้านบะหมี่ที่ไม่ใหญ่โตนักแห่งนี้ มีทั้งวิญญาณเร่ร่อนที่ดูเลื่อนลอย ยมทูตที่ถือโซ่ตรวน ทหารวิญญาณ และเหล่าภูตผีปีศาจจากทุกสารทิศต่างมารวมตัวกันและก้มหน้าก้มตากินบะหมี่
พวกเขาสัมผัสได้ถึงสายตาของโจวเซิงและกำลังจะเอ่ยปากซักไซ้ แต่เมื่อสายตาตกกระทบไปที่หงส์เหยาไถก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
รัศมีแห่งเทพอันเจิดจรัสนั้นทำให้วิญญาณจำนวนมากถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
"ที่แท้ก็เป็นท่านเทพเสด็จมาเยือน ไม่ทราบว่าท่านคือ..."
ยมทูตตนหนึ่งรีบทำความเคารพ แต่พูดยังไม่ทันจบก็ถูกหงส์เหยาไถพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"พวกเจ้าเหตุใดจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ หรือว่ารับสินบนจากเถ้าแก่ร้านบะหมี่แห่งนี้"
บุคลิกที่น่าเกรงขาม รัศมีเทพที่ทรงพลัง และน้ำเสียงที่เย็นชา ทำให้เหล่ายมทูตอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายคือเทพผู้ยิ่งใหญ่จากกรมตรวจสอบ พวกเขาจึงไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย
"เรียนท่านเทพ พวกข้าน้อยล้วนเป็นยมทูตและทหารวิญญาณจากศาลเจ้านครหลวงในแต่ละพื้นที่ ต่างก็เดินทางผ่านมาที่นี่เพราะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ จึงแวะมาขออาหารประทังความหิวขอรับ"
"เดินทางผ่านหรือ"
"ท่านเทพอาจจะไม่ทราบ ที่นี่เป็นจุดศูนย์รวมของภูเขาทั้งสามลูก เป็นจุดที่ลมและพลังหยินมารวมตัวกัน เมื่อก่อนพวกข้าน้อยต้องเดินทางไกลและเหนื่อยล้าก็มักจะมาแวะพักที่นี่ พอตอนหลังมีคนมาเปิดร้านบะหมี่ ก็เลยถือโอกาสแวะกินบะหมี่ตอนที่พักผ่อนจะได้มีแรงเดินทางต่อขอรับ"
ในตอนนี้เถ้าแก่ร้านบะหมี่ก็ตระหนักได้แล้วว่าคนทั้งสองตรงหน้านี้ไม่ธรรมดาเลย แม้แต่ภูตผีปีศาจที่ดุร้ายยังต้องให้ความเคารพยำเกรงขนาดนี้
เมื่อถูกสายตาดุจคมกระบี่ของหงส์เหยาไถตวัดมอง เขาก็สะดุ้งโหยงและรีบสารภาพเรื่องราวทั้งหมดออกมาจนหมดเปลือก
ที่แท้สาเหตุที่เขามาเปิดร้านบะหมี่อยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะคำแนะนำของผู้เฒ่าหนิวซาน อีกฝ่ายบอกว่าดวงชะตาของเขาเปรียบเสมือนตะแกรงร่อน ตอนมีชีวิตอยู่ไม่มีทางเก็บเงินได้เลย มีแต่จะรั่วไหลออกไปหมด
ความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลายปีมานี้เขามีฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยม แต่กลับเก็บเงินไม่อยู่เลย พอเริ่มจะมีเงินเก็บขึ้นมาหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหนักหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เงินในกระเป๋าก็มลายหายไปในพริบตา
ใช้ชีวิตมาจนถึงอายุสี่สิบปีแล้ว แต่กลับยังแต่งเมียไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เดิมทีเขาสิ้นหวังไปแล้ว จนกระทั่งผู้เฒ่าหนิวซานชี้แนะให้เขามาเปิดร้านบะหมี่ที่นี่ บอกว่าเขาหาเงินจากคนเป็นไม่ได้ แต่สามารถหาเงินจากคนตายได้
การมาเปิดร้านบะหมี่ที่นี่ เวลายมทูตเดินทางผ่านไปมาและได้กลิ่นหอมก็มักจะแวะกินบะหมี่สักชาม พวกเขาไม่ได้กินฟรีหรอกนะ มักจะมีของตอบแทนให้เขาเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทองแดงโบราณ หรือไม่ก็ขวดโหลจากในสุสาน เอาไปขายแล้วก็ได้เงินมาบ้าง แถมยังไม่มีเหตุให้เสียเงินอีก อาศัยเงินเก็บเหล่านั้นทำให้เขาเพิ่งได้แต่งเมียไปเมื่อปีที่แล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกผู้เฒ่าหนิวซานว่าผู้มีพระคุณมาโดยตลอด
"แม้ผู้มีพระคุณจะทำตัวเสเพลไปบ้าง พูดจาไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไหร่ แต่เขาเป็นคนดีจริงๆ นะขอรับ!"
เมื่อเห็นว่าโจวเซิงทั้งสองคนดูเหมือนจะไม่มีเจตนาร้าย เถ้าแก่ร้านบะหมี่ก็เลยเอ่ยปากแก้ต่างให้ผู้มีพระคุณ
"หลายปีมานี้ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคนไว้ไม่น้อย เพียงแต่วิธีการช่วยชีวิตของเขามันออกจะพิเศษไปหน่อย ทำให้คนที่ถูกช่วยมักจะรู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง"
โจวเซิงได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาและถามว่า "งั้นเจ้าลองเล่ามาสิว่าเขาช่วยคนอย่างไรบ้าง"
"อย่างเช่นมีอยู่ปีหนึ่ง บัณฑิตทางฝั่งตะวันตกของเมืองถูกผีวาดหนังควักหัวใจไป ภรรยาของเขาที่ชื่อนางหวังจึงมาขอร้องให้ผู้มีพระคุณช่วย เดิมทีผู้มีพระคุณไม่อยากจะช่วย แต่ทนคำขอร้องอ้อนวอนของนางหวังไม่ไหว จึงบอกว่าถ้านางยอมกลืนเสลดของเขาลงไปสักคำ เขาถึงจะยอมช่วยชีวิตสามีของนาง"
"ใครจะไปคิดล่ะว่านางหวังยอมกลืนเสลดลงไปจริงๆ พอกลับไปนางก็ยิ่งคิดก็ยิ่งขยะแขยง สุดท้ายตอนที่กำลังหมอบร้องไห้อยู่หน้าศพสามี จู่ๆ นางก็อาเจียนเอาหัวใจดวงหนึ่งออกมา หัวใจดวงนั้นตกลงไปที่หน้าอกของสามีพอดี แล้วบัณฑิตคนนั้นก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้!"
"แต่หลังจากที่บัณฑิตคนนั้นรู้เรื่องราวทั้งหมด เขากลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจภรรยาเลย แถมยังรังเกียจนางมากขึ้นไปอีก ทำให้นางหวังต้องร้องไห้ฟูมฟายอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่นานนักนางก็ล้มป่วยและตายจากไป ส่วนบัณฑิตคนนั้นก็หัวใจวายตายตามไปด้วย"
"หลังจากนั้นตอนที่ผู้มีพระคุณมากินบะหมี่ที่ร้านข้า ข้าก็ยังจงใจถามเรื่องนี้อีกครั้ง ผู้มีพระคุณบอกว่าสาเหตุที่เขาไม่อยากจะช่วยในตอนนั้น ก็เพราะเขาคำนวณเอาไว้แล้วว่าถ้าบัณฑิตฟื้นคืนชีพขึ้นมา นางหวังก็จะต้องตายอย่างแน่นอน การที่เขาจงใจใช้เรื่องกลืนเสลดมาสร้างความลำบากใจให้ ความจริงแล้วก็เพื่ออยากจะช่วยชีวิตนางต่างหาก"
"น่าเสียดายที่คำว่ารักคำเดียว สามารถทำให้คนขาดใจตายได้..."
เถ้าแก่ร้านบะหมี่เล่าเรื่องราวที่ชวนให้ถอนหายใจออกมา โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าสีหน้าของโจวเซิงมีความผิดปกติปรากฏขึ้น
ในฐานะผู้ข้ามมิติ เขาย่อมคุ้นเคยกับเรื่องราวนี้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่านี่คือตอน 'ผีวาดหนัง' ในนิยายเรื่อง 'โปเยโปโลเย' เพียงแต่ตอนจบของเรื่องมันไม่เหมือนกันก็เท่านั้น
บัณฑิตในตอนผีวาดหนังหลังจากฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงอีกเลย แต่ที่นี่กลับกลายเป็นอีกบทสรุปหนึ่ง
โจวเซิงนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนที่ผู่ซงหลิงเขียนนิยายเรื่องโปเยโปโลเย เขาเคยออกไปหาข้อมูลจากทุกสารทิศ ถึงขั้นตั้งแผงรับซื้อเรื่องราว ยิ่งเรื่องไหนสนุกก็ยิ่งให้ราคาสูง
บางทีเรื่องราวของผีวาดหนังนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องราวลี้ลับที่เขาเคยได้ยินมา จากนั้นก็นำมาดัดแปลงและขัดเกลาใหม่
พูดอีกอย่างก็คือ ขอทานเฒ่าที่บ้วนเสลดแลกหัวใจในเรื่องโปเยโปโลเยตอนผีวาดหนังอันโด่งดังในยุคหลัง ก็คือผู้เฒ่าหนิวซานที่เขากำลังตามหาอยู่นี่เอง!
อีกหลายปีให้หลัง เมื่อผู่ซงหลิงเกิดและเติบโตขึ้น เขาก็จะนำเอาข่าวลือเกี่ยวกับตุลาการลู่และผู้เฒ่าหนิวซานมาดัดแปลงเป็นเรื่องราวลี้ลับต่างๆ จนกลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่ตกทอดมาอย่างยาวนาน
ในตอนนี้ โจวเซิงยิ่งรู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับผู้เฒ่าหนิวซานคนนี้มากขึ้นไปอีก
"ไม่ทราบว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้ข้าได้พบกับผู้มีพระคุณของเจ้าบ้างไหม"
"เรื่องนี้... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บางครั้งผู้มีพระคุณก็จะมากินบะหมี่ที่ร้านข้าติดๆ กันหลายวัน แต่บางครั้งผ่านไปสิบวันครึ่งเดือนก็ยังไม่โผล่มาเลยสักครั้ง"
"แต่ว่า ผู้มีพระคุณชอบดื่มเหล้ามาก ถ้าพวกท่านซื้อเหล้าดีๆ ให้เขาสักกา บางทีเขาอาจจะยอมมาพบพวกท่านก็ได้นะ"
เหล้าหรือ
โจวเซิงไม่คิดว่าแค่ซื้อเหล้าดีๆ สักกาก็จะแก้ปัญหาได้ จากประสบการณ์ในวันนี้ อีกฝ่ายจงใจหลบเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัดและไม่อยากจะพบปะด้วย
"เขาชอบดื่มเหล้ามากขนาดไหนหรือ"
หงส์เหยาไถดวงตาเป็นประกาย ราวกับนึกแผนการอะไรออกและเอ่ยปากถามขึ้น
"ผู้มีพระคุณเป็นคนคลั่งไคล้เหล้า ยอมอดกินเนื้อสามเดือน แต่ขาดเหล้าแค่วันเดียวไม่ได้ ข้าว่าทั่วทั้งเมืองสวินหยาง คงไม่มีใครชอบดื่มเหล้าไปมากกว่าเขาอีกแล้วล่ะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หงส์เหยาไถก็ยิ้มออกมาบางๆ ดูเหมือนว่านางจะมีแผนการอยู่ในใจแล้ว
"ตานซาน ในเมื่อพวกเราตามยอดคนผู้นั้นไม่ทัน ทำไมไม่ลอง... ใช้วิธีของข้าดูล่ะ บางทีมันอาจจะได้ผลดีเยี่ยมเลยก็ได้นะ"
[จบแล้ว]