- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 278 วิกฤตการณ์เจ้าถ้ำ
บทที่ 278 วิกฤตการณ์เจ้าถ้ำ
บทที่ 278 วิกฤตการณ์เจ้าถ้ำ
บทที่ 278: วิกฤตการณ์เจ้าถ้ำ มูจี๋ปรากฏกาย
เพื่อที่จะให้ในอีกสามปีข้างหน้าที่พลังวิญญาณฟื้นฟูนั้น จะสามารถช่วยให้ข้าควบคุมหัวของเซี่ยงหวั่งตัวจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และผ่านพ้นทัณฑ์วิญญาณก่อกำเนิดไปได้ เพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดได้ในคราวเดียว!
พูดยังไม่ทันจะขาดคำ เขาก็พลันกัดปลายนิ้วแล้วพ่นโลหิตออกมาหนึ่งคำ!
วื้ด!
หมอกโลหิตควบแน่นอยู่ในอากาศอย่างรวดเร็ว แปรสภาพเป็นลวดลายอักขระสีเลือดที่แสนลึกลับซับซ้อนสองสาย
หวั่งอู๋เจียงประสานมุทราเปลี่ยนไปมา อักขระสีเลือดทั้งสองสายก็พุ่งออกไปคนละทิศทาง...
สายหนึ่งประทับลงที่กลางระหว่างคิ้วของหัวเซี่ยงหวั่ง!
อีกสายหนึ่งมุดหายเข้าไปในลวดลายสีทองที่หน้าผากของฮวาชิงซวง!
ในที่ลับ แววตาของจ้าวมูจี๋หดเล็กลง จ้องมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เอาไว้ในสายตา...
ที่ส่วนลึกของมิติเร้นลับ พลันบังเกิดเสียงสั่นสะเทือนสอดคล้องกันออกมาจากหัวของเซี่ยงหวั่ง ดูเหมือนจะมีเส้นด้ายสีเลือดที่ดูพร่ามัวสายหนึ่งลากผ่านมาจากความว่างเปล่า เชื่อมต่อจินตานของฮวาชิงซวงเข้ากับหัวของเซี่ยงหวั่งเอาไว้อย่างเงียบเชียบ
เจ้าทำอะไรกับข้ากันแน่!?
ฮวาชิงซวงตะโกนออกมา บนใบหน้าที่แสนงดงามนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา
ความดีใจที่เพิ่งจะควบแน่นจินตานได้สำเร็จพลันมลายหายไปในชั่วพริบตา
นางรู้สึกเพียงแค่ว่าลวดลายสีทองที่หน้าผากนั้นร้อนระอุจนแทบจะทนไม่ไหว จินตานภายในร่างกายสั่นสะเทือนไปมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ และเกิดการสั่นสะเทือนที่แสนประหลาดสอดคล้องกับหัวของเซี่ยงหวั่งนั่น
แม้แต่ในยามนี้ ร่างกายของนางก็นับว่าไม่อาจจะขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย จินตานภายในตันเถียนเต็มไปด้วยลวดลายสีเลือดปกคลุมไปทั่ว
วางใจเถอะ! เจ้าคือความหวังในอนาคตของตระกูลหวังของพวกเรา ข้าจะหักใจทำร้ายเจ้าได้อย่างไรกัน? ทุกอย่างที่ข้าทำลงไป ย่อมต้องเป็นประโยชน์ต่อเจ้าอย่างแน่นอน
หวั่งอู๋เจียงเมื่อเห็นว่าการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็มีท่าทีที่เบิกบานใจเป็นอย่างมาก ยืนไพล่หลังพลางกล่าวว่า เจ้าจงบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ เพื่อให้ระดับจินตานมีความมั่นคง และต้องพยายามสร้างความผูกพันและสั่นสะเทือนสอดคล้องกับหัวของเซี่ยงหวั่งให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในอีกสามปีข้างหน้าที่พลังวิญญาณฟื้นฟู เหตุที่เจ้ากับข้าได้ปลูกเอาไว้ในวันนี้ ย่อมต้องส่งผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่สะเทือนฟ้าดินออกมาแน่นอน
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่ได้แยแสต่อสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะของฮวาชิงซวงเลยแม้แต่น้อย หลับตาเพื่อสัมผัสดู อักขระสีเลือดที่กลั่นมาจากโลหิตนั้นได้สร้างสะพานเชื่อมลับๆ ขึ้นมาระหว่างจินตานของฮวาชิงซวงกับหัวของเซี่ยงหวั่งเอาไว้แล้ว ที่มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่มั่นใจว่าต้องสำเร็จออกมาวูบหนึ่ง
ทันใดนั้น ที่แขนเสื้อของเขาก็มีอักขระหยกสีแดงพุ่งออกมาสายหนึ่ง แปรสภาพเป็นโซ่สีเลือดสามสิบหกสายกลางอากาศ และสั่นสะเทือนสอดคล้องกับโซ่ที่พันธนาการหัวของเซี่ยงหวั่งเอาไว้ก่อนหน้านี้
ภายในมิติเร้นลับพลันบังเกิดลมเย็นพัดผ่านออกมา ดวงตาที่ปิดสนิทของหัวเซี่ยงหวั่งสั่นสะเทือนเบาๆ กลิ่นอายความอหังการและไอวิญญาณที่ยิ่งใหญ่แผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง ไอสังหารสีดำแดงสายหนึ่งไหลไปตามเส้นเลือดและย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงจินตานของฮวาชิงซวง
หวั่งอู๋เจียงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ดี! สายเลือดตระกูลฮวา ช่างเป็นลิขิตสวรรค์จริงๆ! เป็นที่ปรารถนาแห่งปราชญ์ราชันจริงๆ!
จากนั้น เขาก็ดีดนิ้วทำลายเศษอักขระหยกสีแดงทิ้งไป หันหลังกลับไปทางประตูหินและตะโกนออกมาว่า อันเหริน เข้ามาสิ จงเฝ้าคุ้มครองแม่นางใหญ่ฮวาให้ดี อย่าได้ให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นมาเด็ดขาด
ประตูหินเปิดออกช้าๆ ผู้อาวุโสในชุดคลุมสีดำคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับก้มกายลง
หวั่งอู๋เจียงเหลือบมองลวดลายสีทองที่หน้าผากของฮวาชิงซวงด้วยแววตาที่มีความหมายลึกซึ้ง สะบัดแขนเสื้อปิดประตูหินลง และปิดผนึกหัวของเซี่ยงหวั่งเอาไว้ที่เบื้องหลังหน้าประตูหินอีกครั้ง จากนั้นก็เดินจากไป
ฮวาชิงซวงจ้องมองดูแผ่นหลังของหวั่งอู๋เจียงอย่างไม่วางตา แรงดูดที่แสนประหลาดที่ส่งออกมาจากจินตานทำให้นางรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย
นางกำหมัดแน่นอยู่ที่แขนเสื้อ ในส่วนลึกของเนตรซ้อนปรากฏประกายแสงแห่งความเด็ดเดี่ยวออกมาวูบหนึ่ง
ในตอนนั้นเอง ประตูมิติเร้นลับก็ได้ถูกปิดลงอีกครั้ง
เพดานของทางเดินมิติเร้นลับบิดเบี้ยวไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีพลังสัมผัสวิญญาณที่แสนคุ้นเคยส่งตรงเข้าสู่ห้วงสมุทรสติของฮวาชิงซวง:
เจ้าถ้ำอย่าได้ตกใจไป มูจี๋อยู่ที่นี่แล้ว!
มูจี๋!? ฮวาชิงซวงใจสั่นไหวยิ่งนัก เจ้ายู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?
นางสัมผัสได้ทันทีว่าแมลงนำฝันภายในร่างกายเริ่มมีความเคลื่อนไหว และกำลังใช้พลังสัมผัสวิญญาณเพื่อตรวจสอบจินตานและสภาพของด้ายสีเลือดของนางอยู่
ฮวาชิงซวงเข้าใจในทันที จึงได้ผ่อนคลายสมาธิลง ปล่อยให้จ้าวมูจี๋เข้ามาตรวจสอบได้อย่างเต็มที่
การเคลื่อนไหวที่ควรจะไปรบกวนค่ายกลกั้นขวางของมิติเร้นลับนี้นั้น...
กลับถูกจ้าวมูจี๋ที่คุ้นเคยกับค่ายกลแห่งนี้เป็นอย่างดีใช้วิชาค่ายกลแอบกดทับเอาไว้อย่างเงียบเชียบ
ลวดลายค่ายกลเพิ่งจะเกิดระลอกคลื่นขึ้นมา ก็ถูกเขาใช้มือลูบไล้เพื่อทำให้มันสงบลงได้อย่างง่ายดาย
ยังดีที่ยังไม่เป็นอะไรมากนัก...
ในขณะที่จ้าวมูจี๋กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ระลอกคลื่นวิญญาณที่เกิดจากวิชาค่ายกลก็ได้ไปสะกิดให้ผู้อาวุโสหวั่งโฉ่วอวิ๋นที่มีเพิ่งก้าวเข้ามาในมิติเร้นลับรู้สึกตัวขึ้นมา
หือ?
ในวินาทีที่หวั่งโฉ่วอวิ๋นหันควับกลับมานั้นเอง!
กิ๊ก!
ท่ามกลางเงามืดของผนังหิน แววตาของจ้าวมูจี๋ประกายแสงเจิดจรัส วิชาวางฝันพุ่งพล่านออกมาประดุจคลื่นยักษ์ และเข้าปกคลุมหวั่งโฉ่วอวิ๋นเอาไว้ในชั่วพริบตา!
ใครกัน!?
หวั่งโฉ่วอวิ๋นตกตะลึงยิ่งนัก พันธสัญญาปราชญ์ราชันภายในพลังสัมผัสวิญญาณพลันบังเกิดแสงสีเลือดระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
ทว่า บนใบหน้าของจ้าวมูจี๋กลับปรากฏหัวของเซี่ยงหวั่งที่ดูพร่ามัวขึ้นมา
เนตรซ้อนเบิกกว้าง ภายใต้การกดทับของหัวที่ดูพร่ามัวนี้ ลวดลายสีเลือดภายในพลังสัมผัสวิญญาณของเขาก็พลันแตกสลายไปทีละส่วน
มูจี๋!
เมื่อเห็นเงาร่างของจ้าวมูจี๋ ฮวาชิงซวงก็พลันมีสีหน้าที่แสนดีใจออกมาในทันที ทว่าวินาทีต่อมานางก็ต้องตกตะลึงไป
เพราะคนที่ปรากฏตัวอยู่ที่เบื้องหน้าของนางในยามนี้นั้นไม่ใช่จ้าวมูจี๋ ทว่ากลับเป็นหวังเจิง
คือเจ้าอย่างนั้นหรือ!? นายน้อย...
ในขณะที่หวั่งโฉ่วอวิ๋นกำลังตกตะลึงและมึนงงอยู่นั้น
จ้าวมูจี๋ใช้มือซ้ายประสานมุทราเคล็ดวิชาสื่อวิญญาณ วิญญาณหยินพัดพาออกมาประดุจลมเย็น มือขวาถือเข็มทองที่แฝงไปด้วยประกายแสงสีฟ้าของวิชาน้ำมนต์อักขระฝังลงที่จุดเทียนหลิงของผู้อาวุโสท่านนั้นในทันที
วิญญาณหยินยังไม่ทันจะได้ดิ้นรน ก็ถูกเส้นด้ายสีเลือดที่พันอยู่ที่บริเวณปลายเข็มพุ่งเข้าล็อคจุดศูนย์กลางวิญญาณเอาไว้อย่างแน่นหนา
อ๊าก!!
วิญญาณหยินของหวั่งโฉ่วอวิ๋นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ยังไม่ทันจะได้ดิ้นรน ก็มีเสียงดัง ฟึ่บๆๆ อีกสามครั้ง... จุดสำคัญที่ท้ายทอย หยกเจิ้น และต้าจุย ล้วนถูกเข็มทองที่ควบคุมด้วยวิชาน้ำมนต์อักขระฝังลงไปจนมิด
ราชาหนอนกู่โลหิตทั้งสองตัวถือโอกาสมุดเข้าไปในทวารทั้งเจ็ด และพุ่งไปตามเส้นชีพจรเพื่อดูดกินไอวิญญาณ
ปลายเข็มสั่นไหวไปมา รูม่านตาของหวั่งโฉ่วอวิ๋นพลันเริ่มไร้จุดหมาย และความสงบครั้งสุดท้ายก็นับว่าถูกเจตจำนงกระบี่นิพพานที่อยู่ที่ปลายเข็มบดขยี้จนสลายหายไป และยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ประดุจหุ่นเชิด ชุดคลุมสีดำพริ้วไหวไปมาอย่างแผ่วเบา
เจ้า...
ฮวาชิงซวงยืนแข็งทื่อ จ้องมองดู หวังเจิง ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความเคลือบแคลงสงสัย...
ทั้งกลิ่นอายและท่าทาง ช่างแตกต่างจากยามปกติไปอย่างสิ้นเชิง!
เจ้าถ้ำ กระหม่อมเอง
พลังสัมผัสวิญญาณของจ้าวมูจี๋ส่งผ่านมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวที่คุ้นเคยของแมลงนำฝันภายในร่างกาย ในที่สุดฮวาชิงซวงก็นับว่ายืนยันตัวตนที่แท้จริงของคนตรงหน้าได้สำเร็จเสียที
มูจี๋...
จิตใจที่ตึงเครียดของนางผ่อนคลายลงเล็กน้อย ในยามนี้นางไม่มีเวลาจะมาซักถามถึงความมหัศจรรย์ของวิชาแปลงกายนี้แล้ว จึงได้รีบส่งกระแสเสียงออกมาด้วยความร้อนรนว่า
จินตานภายในร่างกายของข้าเพิ่งจะกำเนิดขึ้นมา ทว่ากลับถูกท่านผู้นำตระกูลใช้วิชาลับควบคุมเอาไว้! วิชาลับนี้ได้เชื่อมต่อจิตวิญญาณของข้าเข้ากับหัวของเซี่ยงหวั่งนั่น...
ในดวงตาของฮวาชิงซวงปรากฏแววแห่งความกังวลออกมาวูบหนึ่ง ที่น่ากลัวไปยิ่งกว่านั้นคือ ท่านผู้นำตระกูลได้ใช้โลหิตเป็นสื่อเพื่อเชื่อมต่อพวกเราสามคนเข้าด้วยกัน ข้าสงสัยว่า...
เขาต้องการจะหลอมรวมพวกเราสามคนให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน!
จ้าวมูจี๋ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปในทันที ก้าวเดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พลางกล่าวว่า ให้ข้าตรวจสอบดูให้ละเอียดเถอะ
เขาครุ่นคิดในใจ หวั่งอู๋เจียงนี่มันช่างเจ้าเล่ห์นัก ทว่าก็ยังไม่ได้ลงมือจริงๆ เสียทั้งหมด
ตามที่เขาว่าเอาไว้นั้น ในอีกสามปีข้างหน้าที่พลังวิญญาณฟื้นฟู...
นั่นถึงจะเป็นเวลาที่เขาจะลงมือกับฮวาชิงซวงอย่างแท้จริง!
ทว่าในช่วงเวลาสามปีนี้นั้น สำหรับฮวาชิงซวงแล้วก็นับว่าเป็นการทรมานอย่างหนึ่ง และนั่นคือกบวนการวางหมากของหวั่งอู๋เจียงนั่นเอง
และทิศทางของหมากตัวนี้ นึกไม่ถึงว่าไม่มีความแตกต่างไปจากที่สำนักกระบี่กิเลนคาดการณ์เอาไว้เลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่แตกต่างไปเพียงอย่างเดียวก็คือ...
ถึงแม้สำนักกระบี่กิเลนจะรู้ว่าตระกูลหวังมีเจตนาบางอย่าง ทว่ากลับไม่อาจจะล่วงรู้ถึงแผนการที่แท้จริงของหวั่งอู๋เจียงได้เลย ทว่าในยามนี้ จ้าวมูจี๋นับว่ามองเห็นเงื่อนงำบางอย่างเข้าให้แล้ว
ต่อให้ในยามนี้เขาจะไม่สามารถทำลายวิชาลับของหวั่งอู๋เจียงได้ ทว่าเขาก็สามารถส่งข่าวนี้กลับไปที่สำนักกระบี่กิเลน เพื่อให้เหล่ายอดฝีมือผู้อาวุโสภายในสำนักช่วยเหลือได้
นี่ก็นับว่าเป็นการทำตามข้อตกลงที่เคยคุ้มไว้กับสำนักกระบี่กิเลนได้สำเร็จแล้ว นั่นก็คือการสืบหาเจตนาที่แท้จริงของหวั่งอู๋เจียงนั่นเอง!
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ จ้าวมูจี๋ก็ก้าวเดินเข้าไปอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น บนใบหน้าของเขาก็ปรากฏหัวของเซี่ยงหวั่งที่ดูพร่ามัวขึ้นมา ดวงตาทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นเนตรซ้อน ตรวจสอบสภาพภายในร่างกายของฮวาชิงซวงอย่างละเอียด
เจ้า...
ฮวาชิงซวงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าที่แสนเย็นประดุจน้ำแข็งนั่น นึกไม่ถึงว่าปรากฏรอยแดงจางๆ ออกมาอย่างที่หาได้ยากยิ่งนัก
ถึงแม้จะรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือจ้าวมูจี๋...
ทว่าการที่มีใบหน้าของหวังเจิงมาจ้องมองนางในระยะใกล้เช่นนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้นางรู้สึกอึดอัดและขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก
...
ในขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกของตระกูลหวัง ท่ามกลางป่ารกร้างใกล้กับเมืองหลวงของราชวงศ์เสวียนหมิง กิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยวส่งเสียงเสียดสีกันไปมาตามแรงลมพายุในค่ำคืนนี้
ฮวาเหลิ่งอวิ๋นในชุดคลุมสีดำยืนไพล่หลังเอาไว้ ภายในเนตรซ้อนมีเงาสะท้อนของยอดเขาป้าหลงที่ไกลสุดตา
ที่ข้างกายของเขา มีคนในชุดคลุมหนึ่งคนที่มีเจตจำนงกระบี่ที่แสนลึกลับซับซ้อน สายตาก็จ้องมองไปยังทิศทางของยอดเขาป้าหลงเช่นเดียวกัน ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาเพียงครั้งเดียว และค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากใต้ผ้าคลุมนั่น คนผู้นี้ก็คือโม่เวิ่นเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่กิเลนนั่นเอง
สหายฮวา
โม่เวิ่นเจี้ยนส่ายหน้าน้อยๆ บัดนี้บุตรสาวของท่านได้ควบแน่นจินตานได้สำเร็จแล้ว แผนการ หกมังกรคำรบราชา ของหวั่งอู๋เจียง เกรงว่าคงจะได้เวลาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วสินะ
สหายฮวาปลอมขดอยู่ในเงามืดมานานหลายปี หรือว่ายังคงต้องการจะทำตัวประดุจเต่าหดหัวต่อไปเช่นนั้นหรือ? ตามที่ข้าได้รับทราบมา ท่านเองก็น่าจะมีแผนการลับบางอย่างอยู่สินะ
เหอะ!
ชุดคลุมสีดำของฮวาเหลิ่งอวิ๋นสั่นสะเทือนไปมา ภายในระยะสามจั้งรอบกายใบไม้ที่ร่วงหล่นพลันแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน มือของสำนักกระบี่กิเลนพวกท่าน ยื่นออกมาไกลเกินไปหน่อยแล้วนะ
เนตรซ้อนของเขากวาดมองไปยังเงาของยอดเขาป้าหลงที่อยู่ไกลสายตา น้ำเสียงเย็นประดุจเหล็กที่กระบทกัน ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเริ่มให้ความสนใจต่อจุดยืนและการจัดเตรียมของตระกูลฮวาของข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน ทว่าแผนการของพวกเรา เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักกระบี่กิเลนของพวกท่านด้วยมิทราบ
เจี้ยนจวินเหวินเทียนของพวกท่านยังคงเก็บกักพลังเอาไว้เพื่อหลบเลี่ยงยุคสิ้นอาคม บรรพชนของพวกท่านก็คงไม่ยอมออกจากขั้นบำเพ็ญก่อนกำหนดเพื่อคนอชื่อฮวาเช่นข้าแน่
หากลงมือในยามนี้ คนชื่อฮวาผู้นี้ก็คงจะเป็นได้เพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกส่งออกไปสำรวจเส้นทางเพื่อตายแทนพวกท่านเพียงเท่านั้น!
โม่เวิ่นเจี้ยนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้าและหัวเราะออกมา ดูเหมือนว่าท่านจะล่วงรู้ดีกว่าใครเพื่อนเลยสิว่า ในยามนี้ไม่ใช่จังหวะที่ดีที่จะลงมือ
ประกายแสงแห่งการทดสอบในดวงตาของเขาค่อยๆ เลือนหายไป ดูเหมือนว่าข้าจะกังวลใจมากเกินไปสิะ
เขาเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา พลางกล่าวอย่างแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง ทว่า...
ในเมื่อท่านไม่ได้มาเพื่อลงมือ แล้วจะมายอมเสี่ยงเดินทางออกจากหลุมศพนับหมื่นที่บริเวณชายแดน เพื่อแอบกลับมาที่นี่ทำไมกัน
แววตาของเขาวาบขึ้นมาหนึ่งครั้ง หรือว่า...
เพียงเพื่อมาดูด้วยตาของตัวเองว่าจินตานของบุตรสาวท่านกำลังถูกควบคุมอย่างนั้นหรือ?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยนะ เห็นแล้วไม่เจ็บใจบ้างหรืออย่างไร? ฮวาเหลิ่งอวิ๋นถึงแม้ชื่อจะเย็นชาคนจะเย็นชา ทว่าหัวใจของท่านคงไม่ได้เย็นชาไปตามนั้นหรอกนะ
พอได้แล้ว!
ฮวาเหลิ่งอวิ๋นตะโกนออกมา แววตาประกายแสงที่แหลมคม ข้าล่วงรู้ถึงแผนการบางอย่างของตาเฒ่าหวั่งอู๋เจียงดี การมาที่นี่ก็เพื่อยืนยันให้แน่ใจ บุตรสาวของข้า ข้าย่อมต้องช่วยเหลือด้วยตัวเองแน่นอน ทว่า...
จู่ๆ เขาก็หันกลับไปมองโม่เวิ่นเจี้ยนด้วยแววตาที่ดุดัน จำเป็นต้องใช้งานคนที่สำนักกระบี่กิเลนของพวกท่านแฝงตัวเข้าไปอยู่ในตระกูลหวังเสียหน่อยแล้ว...
...
...