เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 258 เนตรสวรรค์หนึ่งเดียว

บทที่ 258 เนตรสวรรค์หนึ่งเดียว

บทที่ 258 เนตรสวรรค์หนึ่งเดียว


บทที่ 258: เนตรสวรรค์หนึ่งเดียว, เฒ่าประหลาดขั้นจินตาน

ทะเลบูรพา

หมู่เกาะใหญ่เล็กที่เขียวขจี ประดุจดังมรกตเม็ดงามที่ส่องประกาย ระยิบระยับประดับอยู่บนผืนน้ำสีครามหมื่นลี้

เมฆสีขาวนวลกลุ่มหนึ่ง ลอยพาดผ่านยอดไม้บนเกาะแห่งถ้ำสวรรค์ไห่ซาน

จ้าวมูจี๋ในชุดดำ ใบหน้าของเฒ่าบรรพบุรุษเทียนหนานที่ดูแก่ชราและเย็นชา เขายืนเอามือไพล่หลังมองดูเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่ง ปะทะกับโขดหินจนส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

“ช่างเป็นภาพที่ท้องฟ้ากว้างไกล ทะเลเวิ้งว้าง ไร้ขอบเขตจำกัดจริงๆ! น่าเสียดายที่หลังจากนี้ ถ้ำสวรรค์ไห่ซานจะต้องอันตรธานหายไปจากทะเลบูรพาอย่างสิ้นเชิง......”

จ้าวมูจี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“นายท่าน!” เบื้องหลัง ไป่เฉิงซางคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม “ถ้ำฝึกตนภายในชีพจรวิญญาณ เตรียมพร้อมไว้สำหรับท่านเรียบร้อยแล้วขอรับ”

“ดี!”

แววตาของจ้าวมูจี๋วูบผ่าน กล่าวเสียงเข้มว่า “ในช่วงที่ข้ากักตัวฝึกตน จงคุ้มกันให้ดี ห้ามใครบุกรุกเข้ามาขัดจังหวะเด็ดขาด!”

“ขอรับ!”

ไป่เฉิงซางรับคำอย่างนอบน้อม

จ้าวมูจี๋สะบัดชุดคลุมสีดำ เงาร่างแปรเปลี่ยนเป็นลมดำสายหนึ่งพุ่งหายไปทันที

ในส่วนลึกของชีพจรวิญญาณถ้ำสวรรค์ไห่ซาน ห้องศิลาดูมืดสลัว

จ้าวมูจี๋นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ประตูมิติหูกว่างส่วนที่สองก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ

หมอกสีเทาจางๆ ราวกับผ้าม่านตกลงมา ปกคลุมพื้นที่หนึ่งจั้งรอบกายไว้ทั้งหมด

เขาใช้สองนิ้วคีบคีบไขวิญญาณหยินภายในมิติหูกว่างออกมา รัศมีสีนวลไหลเวียนอยู่ตามง่ามนิ้ว ราวกับตักน้ำจากแม่น้ำปรโลกขึ้นมาหนึ่งกำมือ

ไขวิญญาณหยินอันตรธานหายไปในพริบตา ถูกทุ่มลงไปในมุกหยินเม็ดที่สอง

มุกหยินสมบูรณ์!

“มุกหยินขโมยอายุขัย ต่อเวลาไปอีกร้อยปี!”

ยามที่จ้าวมูจี๋ใช้งานมุกหยินที่สมบูรณ์ มุกหยินก็พลันแตกสลายลงกะทันหัน!

ไขวิญญาณหยินที่มืดมิดไหลออกมาประดุจน้ำหมึก แปรเปลี่ยนเป็นกระแสปราณหยินที่พุ่งพล่าน ไหลไปตามชีพจรลงสู่เบื้องล่างทันที

ปราณหยินไหลผ่านที่ใด เลือดเนื้อและกระดูกก็ราวกับถูกชุบตัวด้วยน้ำแข็งหมื่นปี ควบแน่นแข็งแกร่งขึ้นทีละนิ้ว ทว่าในความเย็นยะเยือกนั้นกลับแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตที่พิลึกกึกกือ

ทว่า ยามที่ปราณหยินเข้าสู่ร่างกาย ในส่วนลึกของเลือดเนื้อกลับปรากฏเส้นไหมสีแดงเข้มแห่งวิบากกรรมและมลทินขึ้นมาเป็นสายๆ แผ่ขยายออกไปราวกะใยแมงมุม

เส้นไหมแห่งบาปกรรมเหล่านี้ พันธนาการอยู่ตามชีพจร, กระดูก, และอวัยวะภายใน แผ่กลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อยร่วงโรยออกมา ราวกับหัวใจที่ถูกสวรรค์สาปแช่ง

“ครืนนน!!”

เหนือฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้าพลันมีเสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้น เสียงอัสนีดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับมีสัตว์ยักษ์กำลังพลิกกาย

เพดานห้องศิลาสั่นสะเทือนตามกระแสเสียง ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน

ความรู้สึกหวาดพรั่นใจราวกับกำลังจะมีลางร้ายครั้งใหญ่มาถึง พลันบังเกิดขึ้นทันที

“มาอีกแล้วจริงๆ ด้วย......”

จ้าวมูจี๋เงยหน้าขึ้นขวับ เนตรซ้อนดวงจันทร์โลหิตส่องสว่างจัดจ้า

สายตาทะลวงผ่านชั้นหินหนาร้อยจั้งมุ่งตรงสู่ฟากฟ้า เห็นเพียงท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสในยามราตรี บัดนี้กลับมีสีเหลืองขุ่นพุ่งพล่าน บิดเบี้ยวไปมาประดุจโคลนเดือด

มุกหยินขโมยอายุขัย ย่อมต้องแบกรับทัณฑ์กรรม!

เส้นไหมแห่งมลทินแผ่ขยายไปหนึ่งนิ้ว เลือดเนื้อของเขาก็จะบิดเบี้ยวและฉีกขาดตามไปด้วย ทว่ากลับสมานตัวได้อย่างรวดเร็วภายใต้การหล่อเลี้ยงของปราณหยิน และแข็งแกร่งทนทานยิ่งกว่าเดิม

กระดูกส่งเสียง “แกรก แกรก” จากการกัดกร่อนของมลทิน ราวกับเหล็กเย็นที่ถูกชุบตัว ความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเริ่มทอแสงสีทองจางๆ ออกมา

ภายในห้วงสติ แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสี่สั่นสะเทือนพร้อมกัน!

เงาร่างลวงตาของกระบี่น้ำแข็ง, ง้าวสงคราม, กระบี่โลหิต และกระบี่ดำเนียรพาน ทั้งสี่สายลอยล่องอยู่ในกระแสคลื่นปราณหยิน ต่างส่องแสงวิญญาณออกมา

กระบี่น้ำแข็งควบแน่นน้ำค้างแข็ง, ง้าวสงครามย้อมด้วยไอสังหาร, กระบี่โลหิตหลั่งน้ำตาแห่งมลทิน, กระบี่ดำเข้าสู่เนียรพาน

ภายใต้การสอดประสานของทั้งสี่วิชา ถึงกับสามารถกดข่มพลังแห่งมลทินไว้ได้ชั่วคราว

“เนตรซ้อน!”

จ้าวมูจี๋ลืมตาขึ้นขวับ

“ตู้ม!”

รอยสักสีทองของวิชาต่อเศียรที่ต้นคอกะพริบถี่ๆ เงาร่างลวงตาของเศียรฉู่ป้าอ๋องปรากฏขึ้นเองโดยอัตโนมัติ!

เนตรซ้อนประดุจดวงจันทร์โลหิตแขวนเด่น ถึงกับพยายามกลืนกินเส้นไหมแห่งมลทินเหล่านั้นเข้าไป เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นปราณเลือดที่ดุดัน เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

ในยามที่มลทินที่พุ่งเข้าสู่ร่างกายกำลังจะควบคุมไม่อยู่นั้นเอง

“วิ้ง!”

มุกหยางพลันระเบิดแสงสีทองจัดจ้าออกมา สูงส่งราวกะดวงตะวันฉายแสง!

ปราณหยางอันยิ่งใหญ่หลั่งไหลลงมาประดุจชะล้างทุกสิ่ง ประสานเข้ากับปราณหยินกลายเป็นวังวนไท่จื่อ

เส้นไหมแห่งมลทินถูกบดขยี้ภายใต้การทำลายล้างของปราณหยินหยาง แตกสลายไปทีละนิ้ว แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ หลอมรวมเข้าสู่เลือดเนื้อและวิญญาณ

“ตู้ม!!”

รูขุมขนทั่วร่างของจ้าวมูจี๋พ่นสิ่งสกปรกสีดำออกมา ร่างกายเก่าหลุดลอกออกไปราวกับลอกคราบงู

ผิวหนังที่เกิดใหม่ผุดผ่องราวกะหยก กระดูกดูราวกับถูกหล่อขึ้นจากทองคำดำ

ชีพจรดูราวกับมีมังกรเจียวขดตัวอยู่ ยามที่เลือดไหลเวียนกลับมีเสียงลมปนเสียงอัสนีแว่วออกมาจางๆ!

ภายในห้วงสติ แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสี่มั่นคงอย่างสมบูรณ์ บนผิวปรากฏอักขระอาคมที่ลี้ลับ

กระบี่น้ำแข็งย้อมด้วยแสง, ง้าวสงครามหมุนเคว้ง, กระบี่โลหิตเกิดไอสังหาร, กระบี่ดำควบแน่นแข็งแกร่ง......

ทั้งสี่สัมพันธ์เกื้อกูลกัน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

ในยามนั้นเอง!

เสียงอัสนีเหนือฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้าก็ยิ่งมายิ่งรุนแรง

จ้าวมูจี๋เงยหน้าขึ้นขวับ ภายใต้การสังเกตด้วยเนตรซ้อน ในส่วนลึกของความโกลาหลนั้น มีรอยแยกของดวงตาที่ทอดข้ามไปนับพันหลี่กำลังค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นดวงตาขนาดยักษ์ที่ขุ่นมัวประดุจอำพันเพียงครึ่งดวง

ที่ตรงใจกลางรูม่านตานั้น สะท้อนเงาร่างที่ตัวเล็กจ้อยราวกะมดของเขาออกมา

“ครืนนน!”

ในกลุ่มเมฆทัณฑ์มีเสียงโซ่ตรวนสั่นไหวดังสนั่น รอยแยกของดวงตาเปิดกว้างขึ้นอีกสามส่วน กลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อยร่วงโรยตกลงมาประดุจสิ่งมีชีวิต ค่ายกลป้องกันรอบนอกของถ้ำสวรรค์ไห่ซานพลันมืดดับลงในพริบตา

“ดวงตาหนึ่งตื่น อีกหนึ่งหลับ......”

รูม่านตาของจ้าวมูจี๋หดเกร็ง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้เนตรซ้อนมองดูฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้า

ครั้งนี้เขามองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์นั่น กลับมีดวงตาเพียงดวงเดียวจริงๆ!

เปลือกตาอีกข้างหนึ่งปิดสนิท เห็นรอยแผลเป็นที่ดุร้ายราวกะภูเขาซ้อนทับกันไปมา เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นประดุจใยแมงมุม ราวกับถูกอาวุธแหลมคมบางอย่างควักลูกตาออกไปสดๆ

ในรอยแยกของดวงตาที่เปิดอยู่ในยามนี้ สะท้อนภาพลวงตาของราชวงศ์ที่พังทลายลงนับไม่ถ้วน...... ราวกับสรรพสิ่งล้วนเป็นเพียงฟองสบู่ที่เกิดและดับลง

ในวินาทีที่เขาเห็นรอยแยกของดวงตานั้น เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกสายหนึ่ง

ดูเหมือนจะเป็นความเฉยชาที่สวรรค์มองว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นเพียงหุ่นฟาง เป็นความเย็นชาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก

จิตใจของเขาสั่นสะเทือน

ในยามที่แทบจะรับไม่ไหวนั้น มุกหยางก็เริ่มชำละล้างมลทินภายในร่างกาย ประสานเข้ากับเนตรซ้อนเพื่อกดข่มไว้ และถูกกระบี่โลหิตเล่มเล็กภายในห้วงสติกลืนกินเข้าไป

ท่ามกลางกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวของสีเหลืองขุ่นที่หมุนวนอยู่นั้น รอยแยกของดวงตาที่เปิดอยู่นั้นดูราวกะตะวันลับขอบฟ้า ในส่วนลึกของรูม่านตาดูเหมือนจะแบกรับเจตจำนงของสรวงสวรรค์เอาไว้

จ้าวมูจี๋รู้สึกปวดเนตรซ้อนอย่างรุนแรง ที่หัวตาพลันมีเลือดซึมออกมาในทันที ทว่าเขาก็ยังคงจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์นั่นอย่างไม่วางตา

นั่นมันกลับเป็นใบหน้าที่แหว่งวิ่นขนาดยักษ์ใบหนึ่งจริงๆ!

ที่ตรงใจกลางรูม่านตาขวา กลับมีแสงสว่างสลัวที่มาจากแหล่งเดียวกับมุกหยินหยางแขวนเด่นอยู่ เพียงแต่ขนาดใหญ่กว่าเป็นพันเป็นหมื่นเท่า ราวกะหลุมดำที่กำลังกลืนกินปราณมลทินรอบด้านเข้าไป

“นี่มัน......”

วิญญาณของจ้าวมูจี๋สั่นสะเทือน เส้นไหมแห่งวิบากกรรมจากการขโมยอายุขัยถูกดึงดูดโดยรูม่านตานั้นประดุจใยแมงมุม

ในยามที่กลิ่นอายสีเหลืองขุ่นกำลังจะกลืนกินลงมาตามเส้นไหมแห่งวิบากกรรมนั้นเอง

มุกหยางภายในห้วงสติของเขาพลันระเบิดแสงสีทองจัดจ้าออกมา ประสานเข้ากับมุกหยินกลายเป็นภาพไท่จื่อหมุนวนอย่างรวดเร็ว บดขยี้พลังแห่งการสอดส่องนั้นทิ้งไปในทันที

“เก็บ!”

จ้าวมูจี๋รีบปิดมิติหูกว่างส่วนที่สองอย่างรวดเร็ว

เหนือฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้ามีเสียงอัสนีคำรามต่ำๆ ดังขึ้น ใบหน้าที่แหว่งวิ่นขนาดยักษ์ค่อยๆ เลือนหายไปในความโกลาหล

ผิวน้ำกลับคืนสู่ความสงบ แสงจันทร์ทอดตัวลงมาประดุจผ้านวมสีเงิน

หากไม่ใช่เพราะภายในมิติหูกว่างมีปราณมลทินเพิ่มขึ้นมานับร้อยสายที่วนเวียนอยู่ ทุกอย่างเมื่อครู่ก็ดูราวกับความฝัน

“สวรรค์เนตรเดียว... ร่างจำแลงมลทินที่แหว่งวิ่นอย่างนั้นหรือ?”

จ้าวมูจี๋สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของร่างกายและวิญญาณ พลางครุ่นคิดในใจ

การขโมยอายุขัยในครั้งนี้ แม้จะไปสะกิดให้สิ่งนั้นตื่นขึ้นอีกครั้ง ทำให้ภายในร่างกายเกิดปราณมลทินที่พัวพันกับวิบากกรรมมากขึ้น

ทว่าภายใต้การประสานส่งเสริมระหว่างหยินหยาง ทัณฑ์กรรมเหล่านั้นกลับกลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงแทน

พลังวิญญาณโลหิตสังหารภายในร่างกายหลังจากกลืนกินมลทินเข้าไปแล้ว ก็ยิ่งควบแน่นแข็งแกร่งขึ้น แกนกลางโลหิตสังหารก็ขยายขนาดขึ้นถึงสามส่วน

บนผิวของมุกหยินหยางแสดงคาว่า “ระดับบำเพ็ญเพียรมรรคาวูเซียน: ช่วงวูต่านระยะต้น”

ระดับบำเพ็ญเพียรมรรคาวูเซียน เพิ่มขึ้นมานับพัน

มุกหยินขโมยอายุขัยสำเร็จ มุกหยางชำระล้างมลทิน ภายใต้การประสานส่งเสริมระหว่างหยินหยาง

ความแข็งแกร่งของร่างกายเขาพุ่งพรวด ความทนทานของวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เจตจำนงมรรคาวูยังส่งผลให้สัมผัสวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นอีกไม่น้อย

จ้าวมูจี๋พลันแผ่ขยายสัมผัสวิญญาณออกมา

สัมผัสวิญญาณแผ่ปกคลุมไปถึงสามร้อยหลี่ และยังคงขยายออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสามร้อยหกสิบหลี่ จึงหยุดนิ่งลง

“สามร้อยหกสิบหลี่...... ขอบเขตสัมผัสวิญญาณเพิ่มขึ้นมาหกสิบหลี่...... ก็นับว่าเหนือกว่าผู้บำเพ็ญที่เพิ่งเข้าสู่ช่วงจินตานในระยะต้นทั่วไปแล้ว”

จ้าวมูจี๋คิดในใจ

ในขณะนั้นเอง สัมผัสวิญญาณของเขาก็พาดผ่านผิวน้ำ พลันพบเรือวิญญาณลำหนึ่งแล่นผ่านมา

บนเรือวิญญาณมีลูกศิษย์ที่สวมชุดของสำนักกระบี่เผิงไหลอยู่สองสามคน กำลังมองมาทางถ้ำสวรรค์ไห่ซานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางกระซิบกระซาบกัน

“เมื่อครู่ยังมีเมฆทัณฑ์หนาทึบ เหตุใดจู่ๆ ถึงลมสงบคลื่นเรียบ?”

ลูกศิษย์คนหนึ่งที่สะพายกระบี่ยาวขมวดคิ้วกล่าว “ถ้ำสวรรค์ไห่ซานแห่งนี้มีเรื่องประหลาดมาตลอด เกรงว่าคงกำลังวางแผนเรื่องเลวร้ายอะไรอยู่แน่ๆ”

“จริงด้วย!”

อีกคนหนึ่งกำด้ามกระบี่แน่น แววตาฉายประกายดุดัน “เรื่องของหลานชางไห่เจ้าถ้ำคนก่อนของพวกเขายังไม่ได้รับการสังคายนา เจ้าหลานชางไห่นั่นก็หนีไปพึ่งพิงตระกูลหวังเสียก่อน

ทว่าหนีได้แต่ตัวแต่หนีถิ่นที่อยู่ไม่ได้ ครั้งนี้จะต้องรายงานผู้อาวุโส เพื่อกวาดล้างเนื้อร้ายนี้ให้สิ้นซาก!”

จ้าวมูจี๋ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ลูกศิษย์สำนักกระบี่เผิงไหลเหล่านี้แม้จะมีเจตนาที่ดี ทว่ากลับไม่รู้ว่าวิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นที่นี่มาจากการขโมยอายุขัยของเขานั่นเอง

หากเรียกผู้อาวุโสสำนักกระบี่มาจริงๆ ไม่เพียงแต่จะรบกวนแผนการรวบรวมชีพจรวิญญาณของเขา ทว่ายังเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยตัวตนอีกด้วย

“ช่างเถอะ......”

ชุดคลุมสีดำรอบกายเขาปลิวไสว ไอสังหารพุ่งพล่าน แววตาดุจสายฟ้าฟาด

“วันนี้ ก็ให้ชื่อเสียงของ ‘บรรพบุรุษเทียนหนาน’ ได้เพิ่มบันทึกเรื่องการช่วงชิงชีพจรวิญญาณไปอีกสักเรื่องเถิด!”

“แม้ข้าจะลงมือช่วงชิง ทว่าก็เพื่อสร้างเสริมความแข็งแกร่ง เพื่ออนาคตจะได้อาศัยมุกหยินหยางสืบหาความจริงเรื่องไอวิญญาณเหือดแห้งของโลกใบนี้......”

“ถามใจตัวเองแล้ว ไร้ซึ่งความละอาย!”

เขาเก็บสัมผัสวิญญาณกลับคืนมาทันที

จากนั้นก็สังเกตข้อมูลใหม่กลุ่มหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของมุกหยินหยาง

“การสรรค์สร้างร่างกายใหม่: 2/2”

มุกหยินหยางสมบูรณ์ โอกาสในการสรรค์สร้างร่างกายใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง

จ้าวมูจี๋รู้ดีว่า แม้วิชานี้จะช่วยให้ร่างกายของเขาไม่แตกสลาย ราวกับไม่มีวันตาย ทว่าวิธีการสังหารและทำลายวิญญาณในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นมีสารพัดวิธี หากดวงวิญญาณถูกทำลาย สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นความตาย

ทว่า มีวิชานี้คุ้มครองอยู่ ในวันข้างหน้าต่อให้ฝึกถึงขั้นหยวนอิง แล้วร่างกายเกิดพังทลายลงโดยบังเอิญ ก็ไม่จำเป็นต้องไปแย่งร่างผู้อื่นมาใช้งานเอง สามารถสรรค์สร้างขึ้นมาใหม่ได้เอง

เขากวาดสายตามาที่มุกหยินเม็ดที่สามที่ถูกปลดล็อกแล้ว

อักขระอ๊อดกลุ่มแรกบนผิวมุกหยินนี้ ตั้งแต่สมัยที่ทำความเข้าใจ ‘ตำราหวงถิงภายใน’ วิชากลั่นวิญญาณภายใน ก็ได้ส่องสว่างขึ้นมาถึงเจ็ดส่วนแล้ว

บัดนี้ปลดล็อกได้อย่างสมบูรณ์ ข้อมูลวิชาบทหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาออกมา......

“วิชาตี้ซาเจ็ดสิบสองบท · ยีจิ่ง (ย้ายทัศนียภาพ)”

“กลับเป็นวิชานี้อย่างนั้นหรือ......”

แววตาของจ้าวมูจี๋ชะงักไป

ตามที่เขารู้มา วิชายีจิ่งคือมรรคาที่ลึกลับในการควบคุมสภาพแวดล้อมทางมิติ สามารถย้ายตนเองหรือเป้าหมายไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ในพริบตา เพื่อสลับเปลี่ยนสนามต่อสู้ และยังสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนียภาพเฉพาะจุดได้อีกด้วย ทั้งจริงและลวงตาสลับกันไปมา

ส่วนจะมีกลไกอื่นอีกหรือไม่ ยังต้องรอให้คลายปริศนาได้อย่างสมบูรณ์เสียก่อนถึงจะรับรู้ได้

ทว่าจากอานุภาพที่รับรู้มา หากประสานเข้ากับวิชาหูกว่างและวิชาพรางกาย ย่อมจะต้องไร้ผู้ต่อต้านอย่างแน่นอน!

“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาศึกษา...... เวลาเปลี่ยนไปยังไม่ถึงเวลา เก็บชีพจรวิญญาณก่อน แล้วรีบจากไปจากที่นี่เสีย!”

แววตาของจ้าวมูจี๋ดูขรึมลง เดิมทีวางแผนจะควบแน่นจินตานจิ๋วที่ถ้ำสวรรค์ไห่ซาน ทว่าบัดนี้กลับต้องลงมือล่วงหน้าเสียแล้ว

เขาใช้จิตสำผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของมิติหูกว่างส่วนแรก......

ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา อาศัยหินวิญญาณโบราณแปดก้อนและผลึกต้นกำเนิดนับพันที่หวังเจิงส่งส่วยมาให้ มิติก็ได้ขยายออกไปถึงหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าจั้งแล้ว ปราณวิญญาณปกคลุมไปทั่ว ชีพจรปฐพีมั่นคง

ส่วนชีพจรวิญญาณระดับสองที่เหือดแห้งของถ้ำสวรรค์ไห่ซานนั้น แม้จะยาวถึงสองร้อยกว่าจั้ง

ทว่าในด้านปริมาตร มิติหูกว่างก็เพียงพอที่จะบรรจุไว้ได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อการวางผังทรัพยากรภายใน

“เก็บ!”

เขาเหินกายขึ้นสู่ความว่างเปล่า ชุดคลุมสีดำปลิวไสวไปตามแรงลม พร้อมกับส่งกระแสจิตเข้าไปในมิติหูกว่าง......

“เสี่ยวเยว่, เสี่ยวหยาง รีบเข้าไปหลบในหอคอยก่อน!”

เด็กทั้งสองแม้จะไม่รู้สาเหตุ ทว่ากกลับไม่ลังเลใจ แปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณสองสายพุ่งเข้าสู่หอคอยไปทันที

จ้าวมูจี๋ยกมือขึ้นตบถุงเก็บสมบัติเบาๆ

แผนผังพลังวิญญาณแห่งชีพจรปฐพีอันเก่าแก่และลึกลับแผ่นหนึ่งก็กางออกตามแรงลม

บนแผนผังมีอักขระสีทองไหลเวียน ราวกับมีชีวิตส่งผ่านทางเดินของชีพจรวิญญาณใต้ดินออกมา

“ชีพจรปฐพีค้นหาไอวิญญาณ นำพาหกสิบจุดดึงดูดมังกร!”

เขาประสานมุทรา สองมือระเบิดแสงวิญญาณที่เจิดจ้าออกมา วิชาชักปราณที่บรรลุระดับโดดเด่นทำงานถึงขีดสุด ช่วยในการควบคุมชีพจรปฐพีให้ค้นหาไอวิญญาณ

วูบ วูบ วูบ!

ดวงตาทั้งสองของเขาส่องแสงวิญญาณจัดจ้า ปราณวิญญาณรอบกายพุ่งพล่านประดุจน้ำหลาก และลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว

พริบตาเดียว ใต้ดินก็มีเสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้น ราวกับสัตว์ยักษ์จากบรรพกาลกำลังตื่นขึ้น......

“ครืนนน!!”

ทั่วทั้งเกาะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ขุนเขาถล่มทลาย ต้นไม้อายุนับร้อยปีโค่นล้มลง

ในส่วนลึกใต้ดิน ชีพจรวิญญาณระดับสองที่เงียบสงบมานานนับปี ดูราวกับถูกมือยักษ์ที่ไร้รูปกระชากขึ้นมา ฝืนลอกออกจากชั้นหินอย่างแรง!

ชีพจรวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นมังกรเจียวไอวิญญาณที่ส่องประกาย ดิ้นรนแผดเสียงคำราม ทว่ากลับถูกโซ่ตรวนอักขระสีทองของแผนผังพลังวิญญาณแห่งชีพจรปฐพีพันธนาการไว้ทีละชั้น และลากออกมาทีละนิ้ว!

ผิวน้ำพลันเกิดคลื่นยักษ์สูงนับร้อยจั้ง ไอวิญญาณภายในเกาะพุ่งพวยออกมาอย่างบ้าคลั่ง พืชพรรณเหี่ยวเฉา บ่อน้ำพุวิญญาณเหือดแห้ง

ลูกศิษย์ภายในถ้ำสวรรค์ที่สัมผัสได้ถึงพื้นดินสั่นสะเทือนและไอวิญญาณที่ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ล้วนแต่ตกตะลึงจนหน้าถอดสี มีคนตะโกนก้องว่า: “ชีพจรวิญญาณเกิดปัญหาแล้ว?!”

มีผู้ดูแลและผู้อาวุโสกำลังจะรุดมาตรวจสอบชีพจรวิญญาณ ทว่ากลับถูกไป่เฉิงซางที่คุ้มกันอยู่ขัดขวางไว้

และในขณะนั้น ภายในมิติหูกว่าง

“นายท่าน นี่มัน......”

เสี่ยวเยว่เบิกตากว้าง ยังพูดไม่ทันจบ ท้องฟ้าพลันฉีกขาดเป็นรอยแยกสีดำมืดมิดสายหนึ่ง

“ตู้ม!!”

ชีพจรวิญญาณประดุจมังกรเจียวที่โอบอุ้มปราณปฐพีอันมหาศาล พุ่งทะลวงเข้าสู่มิติหูกว่างทันที!

ร่างมังกรพาดผ่านที่ใด ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ก็พุ่งพล่าน เปลือกโลกนูนขึ้นมา ถึงกับเกิดขุนเขาวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาท่ามกลางพื้นที่ราบ!

เสี่ยวหยางตกใจจนกอดเสี่ยวเยว่ไว้แน่น กล่าวตะกุกตะกักว่า “ให... ใหญ่มาก ภ... ภูเขา ภูเขางอกออกมาแล้ว?!”

รอบด้านผิวน้ำของถ้ำสวรรค์ไห่ซานเกิดคลื่นยักษ์พัดกระหน่ำ ตัวเกาะดูราวกับเรือลำเล็กที่โครงเครงอยู่ท่ามกลางคลื่นลมที่รุนแรง

“บังอาจ! เจ้าหัวขโมยหน้าไหนกัน ถึงกับมารนหาที่ในเขตทะเลบูรพาของสำนักกระบี่เผิงไหลอย่างนี้?!”

ในขณะนั้นเอง เสียงตวาดกร้าวที่สนั่นหวั่นไหวพร้อมกับสัมผัสวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัว ก็ระเบิดขึ้นมาจากทิศทางที่ห่างออกไปร้อยหลี่ ราวกับอัสนีที่ฉีกกระชากฟากฟ้า!

สัมผัสวิญญาณช่วงรวมสมาธิสมบูรณ์ร้อยหลี่!

และสิ่งที่ตามมา ก็คือเสียงกระบี่ที่แหลมคมจนแสบแก้วหูพุ่งทะลวงม่านเมฆเข้ามา!

“วูบบบ!!!”

กระบี่ไม่ทันถึงตัว เจตจำนงกระบี่ก็มาถึงก่อน!

เพียงพริบตา ทั่วทั้งผืนน้ำก็ราวกับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเขตแดนกระบี่ที่ไร้รูปร่าง ผิวน้ำที่พุ่งพล่านกลับมีแนวโน้มที่จะถูกสยบจนเรียบนิ่ง!

“ผู้อาวุโสสำนักกระบี่เผิงไหลอย่างนั้นหรือ? มาได้เร็วดีนี่!”

ชุดคลุมสีดำของจ้าวมูจี๋ปลิวไสว ใบหน้าที่แก่ชราและเย็นชาพลันเงยหน้าขึ้นขวับ!

ในแววตามีเนตรซ้อนดวงจันทร์โลหิตวูบผ่าน รอบกาย “ตู้ม” กะด้วยไอสังหารสีแดงฉานระเบิดออกมาเป็นวงกว้าง!

“หนวกหู!”

เขาส่งเสียงฮึดฮัดเย็นชา กระบี่โลหิตเล่มเล็กภายในห้วงสติสั่นสะเทือนกะทันหัน เจตจำนงกระบี่ที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายมลทินอันน่าหวาดหวั่นสายหนึ่ง พลันหลอมรวมเข้ากับเข็มกระบี่โลหิตสังหารที่พุ่งออกไปทันที!

“สยบคลื่น!” เขาพลันประสานมุทรา

“ชิ้งงง!”

เข็มกระบี่โลหิตสังหารที่ราวกับขนนกพุ่งผ่านที่ใด ผิวน้ำก็ถูกกรีดออกเป็นร่องลึกนับร้อยจั้ง น้ำทะเลทั้งสองฝั่งดูราวกับถููกแช่แข็งไว้อย่างกะทันหัน!

“อะไรกัน?!”

สัมผัสวิญญาณของผู้อาวุโสสำนักกระบี่เผิงไหลพึ่งจะมาถึง ก็ชนเข้ากับเจตจำนงกระบี่สีเลือดอย่างจัง!

“อั๊ก!!”

สัมผัสวิญญาณของเขาพลันดูราวกับถูกดาบนับพันเล่มกรีดกระชาก แตกกระจายหายไปในพริบตา ซ้ำยังถูกมลทินพัวพันเข้าใส่อีกด้วย!

ผู้อาวุโสส่งเสียงครางต่ำออกมาที่มุมปากมีเลือดซึม เงาร่างโซเซถอยหลังไปร้อยจั้ง เมื่อเห็นผิวน้ำที่ถูกตัดขาดเป็นร่องน้ำลึกของน้ำทะเลที่น่าตกใจ ในแววตาก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น: “สัมผัสวิญญาณระดับจินตาน?! หนึ่งกระบี่ตัดผืนน้ำ เฒ่าประหลาดขั้นจินตาน! ไม่...... เป็นไปไม่ได้!”

ในโลกที่ไอวิญญาณเหือดแห้งเช่นนี้ จะมีเฒ่าประหลาดระดับจินตานกล้าออกมือลงมือได้เห็นแจ้งเช่นนี้ได้อย่างไร!?

ในขณะที่เขากำลังตกใจอยู่นั้น

จ้าวมูจี๋ก็เหินกายออกมาจากสถานที่ที่ชีพจรวิญญาณถูกดูดออกไป ยืนเอามือไพล่หลังเด่นสง่าอยู่กลางเวหา ชุดคลุมสีดำปลิวไสวอย่างไร้แรงลม ใบหน้าแก่ชรา สีหน้าเย็นชา นัยน์ตาทั้งคู่ลุ่มลึกสุดที่ใครจะหยั่งถึง ให้ความรู้สึกที่ดุดันเย็นชาและไร้ความเมตตา ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยเจตนาที่น่าสะพรึงกลัวจนสั่นคลอนหัวใจ

เขาจ้องมองลงมาจากที่สูง น้ำเสียงรัวกะดังมาจากขุมนรกที่หนาวเหน็บ:

“ข้าคือบรรพบุรุษเทียนหนาน วันนี้ออกจากด่านฝึกตน เพื่อมาสะสางบัญชีแค้นที่หลานชางไห่เคยล่วงเกินข้า ช่วงชิงชีพจรวิญญาณของถ้ำสวรรค์ไห่ซาน เพื่อเป็นการเตือนสติผู้คน!”

จบบทที่ บทที่ 258 เนตรสวรรค์หนึ่งเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว