- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 165 ต้นไม้ปีศาจโบราณ
บทที่ 165 ต้นไม้ปีศาจโบราณ
บทที่ 165 ต้นไม้ปีศาจโบราณ
บทที่ 165 ต้นไม้ปีศาจโบราณ
สายตาของจ้าวอู๋จีเต็มไปด้วยความพอใจ
เส้นสายเหล่านี้แม้จะยังดูอ่อนนัยนักเมื่อเทียบกับชีพจรวิญญาณที่แท้จริง เหมือนกับเป็นชีพจรวิญญาณขนาดจิ๋วสุดๆ
แต่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า ในอนาคตเมื่อพื้นที่ไหสวรรค์ขยายใหญ่ขึ้นและมีทรัพยากรมากขึ้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นชีพจรวิญญาณขนาดใหญ่ได้เอง
ฝูงแมลงกินวิญญาณที่เขาปล่อยเข้าไปในพื้นที่ไหสวรรค์ ในตอนนี้ได้เริ่มกัดกินสิ่งสกปรกที่ผิวหน้าของดินผลึกวิญญาณแล้ว
พลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่พวกมันพ่นออกมานั้น ถูกพื้นที่ดูดซับเข้าไปเอง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระเหยไปเองตามธรรมชาติถึงสิบเท่า
จ้าวอู๋จีขยับใจหยิบขวดเล็กน้ำหล่อเลี้ยงชีพจรระดับสี่ออกมา และหยดลงไปตรงที่เส้นชีพจรมาบรรจบกัน
น้ำหล่อเลี้ยงที่หนาแน่นดุจลาวาไหลไปตามรอยแยก และเติมเต็มช่องว่างระหว่างเส้นสาย จนทำให้ชีพจรวิญญาณขนาดจิ๋วกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
พื้นที่ไหสวรรค์สั่นสะเทือนอย่างแรงทันที วังวนพลังวิญญาณค่อยๆ สงบลง และเปลี่ยนมาเป็นระบบหมุนเวียนภายในและภายนอกที่มั่นคงแทน
ในการหมุนเวียนภายใน แมลงกินวิญญาณจะช่วยชำระล้างดินผลึก หมอกวิญญาณที่พุ่งขึ้นไปบนเพดานและกลายเป็นฝนวิญญาณที่ร่วงหล่นลงมาบำรุงดินเพื่อเพาะเลี้ยงชีพจรวิญญาณขนาดจิ๋ว
ส่วนในการหมุนเวียนภายนอก ก็คือการที่พลังวิญญาณจากข้างนอกถูกดึงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ต่อให้ในอนาคตจะออกจากแดนลับและกลับไปยังโลกที่ไร้พลังวิญญาณ อย่างน้อยระบบหมุนเวียนภายในของพื้นที่ไหสวรรค์ก็ยังคงอยู่
"หลังจากนี้ข้าสามารถปลูกผักในพื้นที่ไหสวรรค์ได้แล้ว ความหนาแน่นของพลังวิญญาณที่นี่ไม่ด้อยไปกว่าถ้ำสวรรค์หลินหลางเลย
ต่อให้อยู่ในที่ที่ไร้พลังวิญญาณ และให้ข้าใช้พลังเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเติมเข้าไป ก็น่าจะเพียงพอให้ใช้ได้ถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว..."
จ้าวอู๋จีคำนวณในใจ จากนั้นสายตาก็มองไปทางหนานจือเซี่ยที่กำลังฝึกฝนอยู่ในถ้ำหินอีกด้านหนึ่ง
เขาสะบัดถุงมิติ หยิบหินวิญญาณโบราณสองก้อนมาถือไว้ในมือ
พลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ในหินวิญญาณโบราณ เมื่อประกอบกับวิชากลืนกินและวิชาวิถีทางของเขา แทบจะทันทีที่ถูกดูดเข้าสู่ร่างกาย ก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณไหลเข้าสู่เส้นชีพจรและจุดตันเถียนได้เลย
ประสิทธิภาพนั้นมากกว่าการกำผลึกวิญญาณไว้ในมือเพื่อฝึกฝนถึงหลายสิบเท่าเลยทีเดียว
ทรัพยากรที่ล้ำค่าขนาดนี้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นชักนำปราณช่วงท้ายหลายคนก็ยังไม่มี และโดยปกติก็จะเอาไว้ใช้ตอนที่จะทะลวงด่านเท่านั้น
แต่จ้าวอู๋จีนั้นไม่มีคอขวดอะไรเลย
ในตอนนี้เขามีหินวิญญาณโบราณอยู่เจ็ดก้อน การจะเอาออกมาสองก้อนเพื่อใช้ฝึกฝนให้ระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็นับว่าไม่มีอะไรเสียหาย
"เหลือเวลาอีกแปดวัน เหลือไว้สองวันเพื่อเดินทางกลับไปที่ทางออก และยังต้องไปเอาบัวคู่หยินหยางที่กงอวี่เก็บมาให้ด้วย..."
เขารวบรวมสติ และรีบดูดซับพลังวิญญาณที่ยิ่งใหญ่จากหินวิญญาณโบราณเพื่อฝึกฝนทันที
บนตัวลูกปัดหยินหยาง ความคืบหน้าของระดับพลังเริ่มสั่นไหวให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันที
...
ในขณะเดียวกัน ที่ใต้ชีพจรวิญญาณระดับสี่ในส่วนลึกของแดนลับ ต้นไม้ปิศาจขนาดยักษ์สีดำสนิทต้นหนึ่งยืนอยู่อย่างเงียบเชียบในหลุมแร่ที่ลึกจนแทบจะโบ๋
รากของมันเหมือนกับมังกรที่เลื้อยคลาน และชอนไชลึกเข้าไปใต้ชีพจรวิญญาณที่กลายเป็นหิน
บนลำต้นมีลวดลายสีแดงคล้ำที่เหมือนกับเส้นเลือดปกคลุมอยู่ และในลวดลายนั้นก็มีของเหลวเรืองแสงที่เหนียวข้นไหลเวียนอยู่
ที่เรือนยอดของต้นไม้มีรากอากาศที่เป็นเส้นสายจำนวนนับไม่ถ้วนห้อยลงมา และที่ปลายรากแต่ละเส้นต่างก็พันธนาการหัวกะโหลกแห้งๆ ของผู้บำเพ็ญเพียรไว้คนละหัว
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ตายในแดนลับในอดีตทั้งสิ้น
ในตอนนี้พวกเขากลายเป็นสารอาหารไปนานแล้ว เหลือเพียงเบ้าตาที่ว่างเปล่า ซึ่งบางครั้งก็มีเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกย่อยสลายไปจนเกือบหมดสิ้นผุดขึ้นมาแวบหนึ่ง
ตรงใจกลางของต้นไม้ยักษ์ มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่เกิดจากสมองนับร้อยมาหลอมรวมกันค่อยๆ ขยับตัวไปมา บนกระพื้นผิวที่มีรอยนูนของใบหน้าคนขยับริมฝีปากและพ่นลมหายใจที่เป็นเสียงถอนหายใจที่แหบพร่าออกมา
ผ่านไปกี่ปีแล้วล่ะ มันไม่เพียงแต่จะไม่รอให้ถึงข้อมูลที่ต้องการได้เลย ตรงกันข้ามกลับยังถูกพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้ามาในแดนลับแย่งชิงเอาทรัพย์สิน ทรัพยากร และชีวิตของมันไปอย่างต่อเนื่องอีกต่างหาก
และจนถึงทุกวันนี้ โลกภายนอกก็ยังคงเป็นยุคที่ไร้พลังวิญญาณที่น่ากลัวนั่นอยู่ ต่อให้เป็นราชวงศ์ที่แข็งแกร่งซึ่งอาศัยการสืบทอดจากอดีตเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด ก็ยังคงเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมที่ซ่อนอยู่จนมันไม่เห็นหัว
หากไม่สามารถหาของวิเศษสืบทอดในตำนานชิ้นนั้นได้ล่ะก็... คงยากที่จะข้ามผ่านมหาภัยพิบัติแห่งยุคไร้พลังวิญญาณนี้ไปได้ เพื่อไปรอรับฤดูใบไม้ผลิที่พลังวิญญาณจะกลับมาอีกครั้ง
ในตอนนี้ รากต้นไม้ขยับตัว และเพิ่มหัวกะโหลกใหม่เข้าไปอีกไม่กี่หัว
ในเบ้าตาที่ว่างเปล่านั้น มีภาพเหตุการณ์ก่อนตายที่ถูกจ้าวอู๋จีควบคุมและฆ่าตายไหลผ่านไปมา โครงข่ายใยประสาทที่เหมือนโครงข่ายประสาทก็เริ่มวิเคราะห์รูปแบบของวิชาอาคมทันที
"วิชาควบคุมวิญญาณหยินเพื่อควบคุมหุ่นเชิดงั้นหรือ? ช่างหาได้ยากนัก!"
สมองที่เหมือนก้อนเนื้อจำนวนมากสั่นสะเทือนเบาๆ และนึกถึงส่วนหนึ่งของความทรงจำที่แสนยาวนาน
ในตอนนั้นสำนักโบราณ มีคนถือธงวิญญาณหยินที่ก็สามารถควบคุมวิญญาณหยินได้เช่นกัน
และทันใดนั้น เศษเสี้ยวในความทรงจำจากสมองใหม่หัวหนึ่ง ก็ดึงดูดความสนใจของมันเข้า
"หวงสาง... ตาเฒ่าคนนี้ถึงกับยังไม่ตายอีกงั้นหรือ ฮ่าๆๆ... น่าเสียดาย เขาเผยตัวออกสู่โลกใบนี้เร็วเกินไป... สุดท้ายคงหนีไม่พ้นภัยพิบัติครั้งนี้... อุตส่าห์คำนวณมาเสียดิบดี แต่สุดท้ายลิขิตคนก็สู้ลิขิตฟ้าไม่ได้อยู่ดี"
...
ที่นอกแดนลับ บรรยากาศเงียบขรึมและกดดันดุจเหล็กกล้า
"บัดซบ!"
เจ้าถ้ำแห่งถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งมีสีหน้าที่หมองคล้ำดุจน้ำ
เขาได้รับจดหมายส่งข่าวจากถ้ำสวรรค์มาตั้งแต่แรกแล้ว และรู้ข่าวเรื่องที่ตะเกียงดวงจิตของหงเยี่ยนซีที่เป็นเต้าจื่อ (ศิษย์เอก) และตะเกียงดวงจิตของฟางชิงหานได้แตกสลายไปแล้ว
สิ่งเดียวที่ยังทำให้เขาพอจะวางใจได้บ้าง ก็คือตะเกียงดวงจิตของหนานจือเซี่ยที่เป็นแม่นางเอกนั้นยังคงอยู่
เขากวาดสายตามองไปยังทุกคน ในแววตาซ่อนจิตสังหารเอาไว้ แต่ก็จำต้องสะกดกลั้นอารมณ์โกรธไว้ก่อน
ก็นั่นแหละ แดนลับนั้นอันตราย การที่ศิษย์จะล้มหายตายไปนับเป็นเรื่องปกติ แต่การตายของเต้าจื่อนั้น นับว่าไม่ธรรมดาแน่นอน
"เหอะ จนถึงทุกวันนี้ถ้ำสวรรค์กระดูกขาวของข้า มีศิษย์ที่ตะเกียงดวงจิตแตกสลายไปแล้วถึงห้าคน และหนึ่งในนั้นยังเป็นศิษย์แกนกลางในขั้นชักนำปราณระดับหกด้วย!"
เจ้าถ้ำกระดูกขาวแค่นเสียงเย็นชา สายตาที่ดูชั่วร้ายกวาดมองใบหน้าของทุกคน และสุดท้ายก็หยุดลงที่นักบวชโบราณและขุนพล "แดนลับเปิดครั้งนี้ ล้มตายไปมากขนาดนี้ แทบจะล้างสำนักกันเลยทีเดียว หรือว่าจะมีคนลอบวางแผนลับหลังอยู่?"
"ตลกสิ้นดี!"
เจ้าถ้ำแห่งถ้ำสวรรค์ชิงหมิงพูดยิ้มๆ "แดนลับก็คือสนามฝึกฝนแห่งชีวิตและความตาย ฝีมือไม่ถึงตายไปก็คือตายไป จำเป็นต้องหาข้ออ้างด้วยงั้นหรือ? ถ้ำสวรรค์ชิงหมิงของข้าเองก็เสียหายไปไม่น้อย แล้วใครจะมาให้ความยุติธรรมกับข้าบ้างล่ะ?"
"แก!" เจ้าถ้ำกระดูกขาวจ้องหน้าเขม็ง พลังวิญญารอบตัวเริ่มปั่นป่วน
เจ้าถ้ำเสวียนเซียวพูดราบเรียบ "เจ้าถ้ำกระดูกขาวช่างทุ่มทุนสร้างจริงๆ ถึงกับตั้งตะเกียงดวงจิตให้ศิษย์ทุกคนเลยเชียวหรือ ถ้ำสวรรค์เสวียนเซียวของข้ากลับตั้งให้ศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งศิษย์คนนั้นยังไม่ตาย ก็น่าจะแปลว่าทุกคนคงไม่เป็นอะไร"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเยาะในที "ศิษย์ของถ้ำสวรรค์บางแห่งก็ปะปนกันไปทั้งดีและเลว แน่นอนว่าอาจจะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก"
"เจ้าบ้า!" เจ้าถ้ำกระดูกขาวระเบิดโทสะออกมา
จงฮู้นั่งจัดระเบียบอยู่ข้างๆ ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มุมปากมีความเย็นเยาที่เลือนลอยปรากฏอยู่ ราวกับกำลังชมละครฉากหนึ่ง
แต่ไม่นานนักเขาก็แสร้งทำหน้าหมองคล้ำ ทำเป็นว่าศิษย์ของตัวเองล้มตายไปมากเช่นกัน
ฮวาเถี่ยอวิ๋นและเอี๋ยนหลานที่เดินทางมาถึงแล้ว ยืนขมวดคิ้วอยู่ที่มุมหนึ่ง สายตาที่มองคนนั้นคนนี้ของพวกเขา ในที่สุดก็หยุดลงที่จงฮู้
"มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล..." ฮวาเถี่ยอวิ๋นและเอี๋ยนหลานสบตากัน และต่างก็เห็นความกังวลในดวงตาของอีกฝ่าย
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินจงฮู้เปิดปากพูดขึ้นอย่างสบายอารมณ์ "ทุกท่านจะทะเลาะกันไปทำไม? แดนลับอันตราย ศิษย์ตายไปเป็นเรื่องปกติ แต่ว่า..."
เขาเปลี่ยนน้ำเสียงทันที สายตามีความหมายลึกซึ้งมองไปยังเจ้าถ้ำอู๋ซั่ง "หากมีคนคิดไม่ซื่อ และอาศัยมือของแดนลับเพื่อกำจัดคนเห็นต่างล่ะก็ นั่นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว"
คำพูดนี้ออกมา ทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่ต่างกันไป แววตาของเจ้าถ้ำอู๋ซั่งมีแสงเย็นปลาบขึ้นมา และพูดด้วยเสียงเข้ม "จงฮู้ แกหมายความว่ายังไง? ถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งของข้าต้องเสียเต้าจื่อไปคนหนึ่ง และยังเสียว่าที่แม่นางเอกในอดีตไปอีกคนนะ"
จงฮู้ยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยกจอกชาขึ้นมาจิบเบาๆ ด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลาย
ฮวาเถี่ยอวิ๋นและเอี๋ยนหลานในใจร้องเตือนภัยทันที และรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ดีแล้ว
"เจ้าแก่จงนั่น ดูเหมือนจะมีการวางแผนอะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้หรือเปล่า?"
เอี๋ยนหลานส่งเสียงทางจิตบอกฮวาเถี่ยอวิ๋น
ฮวาเถี่ยอวิ๋นมีแสงเย็นปลาบในดวงตาและส่งเสียงตอบ "ถ้าอู๋จีเป็นอะไรไปล่ะก็ ข้าจะเอาชีวิตเจ้าเฒ่าจงนั่นมาเซ่นไหว้เอง ศิษย์พี่ และท่านจะว่ายังไง?"
"ฮ่าๆๆ..."
เอี๋ยนหลานใช้มือบังปากหัวเราะเบาๆ ดวงตาหรี่ลงเป็นมุมที่ดูอันตราย "ศิษย์น้องจะบอกว่า ข้าไม่อยากได้ชีวิตเจ้าเฒ่าจงนั่นงั้นหรือ? แต่ข้ากลับยิ่งไม่อยากให้... หลานชายคนเก่งของพวกเราเป็นอะไรไปมากกว่าน่ะสิ..."
ในดวงตาของนางมีจิตสังหารสีแดงฉานวูบผ่านไป
...
เวลาไหลผ่านไป ในที่สุดก็ถึงสามวันสุดท้ายก่อนที่ทางออกแดนลับจะเปิดขึ้น
ในตอนนี้ ที่ทางออกภายในแดนลับ
หมอกวิญญาณสีเทาขาวดุจลมหายใจของอสูรยักษ์ที่กำลังจะตาย ล่องลอยไปมาตามผนังหินที่ร้าวระแหง
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์ต่างๆ ที่เหลือรอดมาได้ในช่วงสองวันนี้ ต่างก็พากันพุ่งออกมาจากทุกทิศทางด้วยความลนลาน
คนเหล่านี้แต่ละคนต่างก็มีชุดคลุมที่ขาดวิ่น สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ ต่างคนต่างเว้นระยะห่างเพื่อระวังตัวกันและกัน และอยากจะรีบออกจากแดนลับเฮงซวยนี่ไปให้พ้นๆ
"คนของถ้ำสวรรค์กระดูกขาว แทบจะโดนกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นโผล่มาเลยสักคน"
ศิษย์ถ้ำสวรรค์เสวียนเซียวคนหนึ่งใช้มือกุมแผลที่มีเลือดไหลอยู่ตรงหน้าอก และสายตาก็กวาดมองผู้คนที่มารวมตัวกัน
"ตายแล้ว... ตายกันหมดแล้ว! มีพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่สวมเกราะวิญญาณปริศนาที่แข็งแกร่งมากกลุ่มหนึ่ง ออกไล่ล่าพวกเราไปทั่ว"
แม่นางจากถ้ำสวรรค์เพลิงอัคคีคนหนึ่งใบหน้าซีดเผือด สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัว "ศิษย์พี่ชายทั้งสองคนของข้าตายหมดแล้ว"
"ข้า... ข้าเจอกับผู้ชายสามคน แต่พวกเขาแค่แย่งชิงของไปเท่านั้น ไม่ได้ฆ่าข้า"
ศิษย์ถ้ำสวรรค์กระดูกขาวคนหนึ่งพูดอย่างดีใจที่รอดชีวิตมาได้
กลุ่มศิษย์ถ้ำสวรรค์ชิงหมิงอีกไม่กี่คนต่างก็ยังมีท่าทางหวาดหวั่น สายตาที่มองไปทางพวกคนจากถ้ำสวรรค์หลินหลางและหุ่นเชิดศพเลือดสองตัวที่เหลืออยู่ไม่ไกลนั้นก็แฝงไปด้วยความระแวง
จี้โม่ไป๋มีสีหน้าที่หมองคล้ำ ในมือลูบดาบโดดเดี่ยวที่หักครึ่งไปแล้ว และค่อยๆ กำหมัดแน่น
เมื่อเขาอยู่ที่ป่าเงาลวง เขาได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่นำทีมโดยแม่นางปริศนาที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง
เขาเกือยจะถูกฝ่ายตรงข้ามควบคุมตัวด้วยวิชาอาคมที่แปลกประหลาด โชคดีที่มีดาบโดดเดี่ยวคุ้มกาย จึงฝืนสู้และหนีมาได้อย่างหวุดหวิด
ซึ่งนั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจจะไล่ฆ่าเขาด้วย ไม่อย่างนั้นล่ะก็...
"ศิษย์พี่จี้ ศิษย์น้องจ้าวยังเดินทางมาไม่ถึงอีกเหรอ เขาคงไม่โชคร้ายไปเจอกับคนกลุ่มนั้นจนเกิดเรื่องเข้าหรอกนะ?"
ฉางหมิงซีที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้น
"ศิษย์น้องจ้าว... เกรงว่าคงจะรอดได้ยากนะ!"
ที่ด้านข้าง ลู่หย่งเหนียนมีท่าทางเหม่อลอย ในหัวอดไม่ได้ที่จะนึกถึงร่างๆ หนึ่งที่เขาเจอที่ภูเขาโอสถขึ้นมา
ในตอนนั้นเขาฝืนหลุดออกจากการควบคุมของอาถรรพ์มาได้และรีบหนีเอาตัวรอดมาด้วยความลนลาน
พอมาคิดดูในภายหลัง ร่างที่อยู่ถัดจากผู้บำเพ็ญเพียรชุดเกราะดำและหุ่นเชิดศพเลือดที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึนในตอนนั้น... ดูเหมือนจะเป็นศิษย์น้องจ้าวนะ
ถ้าตอนนั้นศิษย์น้องจ้าวออกโรงช่วยด้วยจิตใจที่สูงส่ง แต่กลับเกิดอุบัติเหตุเข้าล่ะก็...
"ถ้าเป็นศิษย์น้องจ้าวคนนั้นจริงๆ..." ลู่หย่งเหนียนถอนหายใจและกำหมัดแน่น "ชีวิตนี้ของข้า..."
ในตอนนี้ ที่ในมุมมืดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผู้บำเพ็ญเพียรของราชวงศ์เก้าคนที่สวมเกราะดำลายมังกรที่ดูเย็นเยียบ กำลังแอบสังเกตการณ์สถานการณ์ที่ทางออกแดนลับจากที่ไกลๆ
กงอวี่ที่ถูกจ้าวอู๋จีควบคุมอยู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ภารกิจยุติลงแค่นี้ พวกเราเสียคนไปสามคนแล้ว การจะเข้าไปฆ่าพวกมันล้างบางก็ไม่มีความหมายอะไรอีก ข้าตั้งใจจะพากองกำลังกลับ"
ศิษย์พี่หญิงรองที่สวมหน้ากากรูปนกฮูกอยู่ข้างๆ แค่นเสียงเย็นชา "กงอวี่ แกกลายเป็นคนมีจิตใจเมตตาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
คนพวกนี้เห็นร่างของพวกเราไปแล้ว ถ้าไม่ฆ่าปิดปากพวกมันให้หมด พวกเจ้าถ้ำในเทียนหนานเหล่านั้นจะต้องเดาได้แน่ว่าแดนลับยังมีทางเข้าออกทางอื่นอีก และอาจจะเดาถึงที่มาของพวกเราได้ด้วย
นางนำเสียงพูดด้วยความเย็นชาและโหดร้าย "พวกมันต้องตาย! คนกลุ่มนี้จากถ้ำสวรรค์หลินหลางและถ้ำสวรรค์ชิงหมิง ก็ต้องพากลับไปด้วย"
กงอวี่ส่ายหน้า "ด้วยกำลังที่พวกเรามีอยู่ในตอนนี้ หากจะฆ่าล้างบางหรือจับเป็นพวกมันทั้งหมดล่ะก็ จะต้องเกิดการสูญเสียแน่นอน
และแกอย่าลืมสิ... ผู้อาวุโสวังเคยเตือนไว้แล้วว่า ส่วนลึกของแดนลับแห่งนี้มีปัญหา พวกเราต้องกลับออกไปก่อนล่วงหน้าสองวันเพื่อป้องกันเหตุร้าย เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว"
ศิษย์พี่หญิงรองหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "กับแค่ปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้ เราห้าคนฆ่าล้างบางพวกมันได้หมด แล้วจะมีอันตรายอะไรล่ะ?"
นางขยับสายตาเปลี่ยนไป "โดยเฉพาะแก แกคนเดียวก็พอที่จะถล่มพวกมันได้หมดแล้ว
ก็นั่นแหละ ศิษย์จากถ้ำสวรรค์หลินหลางและถ้ำสวรรค์ชิงหมิง ก็สามารถใช้คาถาโลหิตสืบสายควบคุมได้โดยตรงอยู่แล้ว"
กงอวี่ส่ายหน้า "แกดูเบาพวกมันเกินไปแล้ว ข้าเคยปะทะกับคนคนหนึ่งมาแล้ว ซึ่งก็คือจ้าวอู๋จีที่เจ้าถ้ำจงฮู้ต้องการให้กำจัดทิ้ง คนคนนั้นแข็งแกร่งมาก ส่วนคาถาโลหิตสืบสายก็ใช้กับเขาไม่ได้ผล!
แกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก ถ้าแกจะดึงดันอยากลงมือล่ะก็ งั้นก็เชิญได้เลย"
เขาไม่อยากจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ และหันหลังเดินจากไป "เบอร์หก เบอร์แปด พวกเราไป ที่เหลือตรงนี้ก็ยกให้ศิษย์พี่หญิงรองของพวกแกจัดการแล้วกัน!"
"ไอ้บ้า!"
ศิษย์พี่หญิงรองขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองกงอวี่เดินจากไปอย่างไม่ยินยอม จากนั้นนางก็มองไปข้างหน้าและยิ้มเย็น
"ต่อให้ไม่มีกงอวี่คอยช่วย พวกเราห้าคนก็ฆ่าล้างบางพวกมันได้อยู่ดี แต่..."
ดวงตาของนางมีแสงเย็นปลาบพุ่งพล่าน "ข้าก็อยากจะรู้นักว่าจ้าวอู๋จีคนนั้นจะแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่! ถึงขั้นทำให้กงอวี่ถึงกับต้องเกรงกลัว!"
จู่ๆ นางก็โบกมือ ภายใต้หน้ากากพ่นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารออกมา "พวกแกไปเถอะ นอกจากพวกจากถ้ำสวรรค์หลินหลางและถ้ำสวรรค์ชิงหมิงที่ต้องพากลับไปแล้ว ที่เหลือฆ่าทิ้งให้หมด อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!
ส่วนจ้าวอู๋จี ยกให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!"