เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

(ฟรี) บทที่ 390 ความขัดแย้งระหว่างอูและเหยาที่ไม่อาจไกล่เกลี่ย

(ฟรี) บทที่ 390 ความขัดแย้งระหว่างอูและเหยาที่ไม่อาจไกล่เกลี่ย

(ฟรี) บทที่ 390 ความขัดแย้งระหว่างอูและเหยาที่ไม่อาจไกล่เกลี่ย


บทที่ 390 ความขัดแย้งระหว่างอูและเหยาที่ไม่อาจไกล่เกลี่ย

"นั่นคือจอมเวทบรรพกาลหรือ? เหตุใดตบะถึงได้ต่ำต้อยเพียงนั้น?"

โชคชะตาบนร่างของจางไท่ผิงบ่งบอกชัดเจนว่าเธอควรจะเป็นตัวตนระดับเดียวกับจู่หลงและซื่อเฟิ่ง ในฐานะผู้นำของเผ่าพันธุ์ใหญ่แห่งยุคหงฮวง ประกอบกับการที่ไม่มีหยวนเสิน มีเพียงตบะหลอมกายา เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นจอมเวทบรรพกาลอย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่าตบะของเธอกลับต่ำต้อยเกินไปจริงๆ

มีเพียงระดับต้าหลัวขั้นต้นเท่านั้น

หากไปอยู่ในยุคไซอิ๋วรุ่นหลัง ระดับนี้ก็นับว่าเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยาก สามารถทำให้เจ้าลิงนั่นต้องวิ่งวุ่นกราบกรานขอความช่วยเหลือไปทั่วได้ แต่ในยุคที่เผ่าอูและเหยารุ่งเรืองถึงขีดสุดแห่งหงฮวงนี้ ระดับแค่นี้ถือว่าไม่สูงเลยสักนิด

ในบรรดาแขกสามพันคนแห่งตำหนักจื่อเซียว แทบไม่มีใครเลยที่ตบะต่ำกว่าระดับต้าหลัว!

ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าจอมเวทบรรพกาลที่ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ล้วนอยู่ในระดับ "ฮุ่นหยวน" กันหมด ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่อยู่ในระดับต้าหลัวขั้นปลาย!

แต่ไม่นานนัก ฉู่ซิวก็คลายความสงสัยให้แก่พวกเขา

"อย่ามาทำเป็นเล่น เธอวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาแบบนี้ ร่างกายยังก่อตัวไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ตบะมีไม่ถึงหนึ่งในสิบ ออกไปข้างนอกเผลอๆ จะสู้พวกลูกกระจ๊อกไม่ได้เลยมั้ง จะมาเป็นจักรพรรดิสวรรค์บ้าบออะไรล่ะ!" ฉู่ซิวกล่าวด้วยสีหน้าถมึงทึง

ในขณะเดียวกัน ทางด้านเจียอิ่นก็เผยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจจากการปรากฏตัวของจางไท่ผิง

เขาไม่คาดคิดเลยว่า ตนเพิ่งจะปรามาสไปหยกๆ ว่าเผ่าอูนั้นหยิ่งยโสโอหังและไม่มีทางยอมอยู่ใต้การปกครองของศาลสวรรค์ จู่ๆ ก็มีจอมเวทบรรพกาลโผล่พรวดเข้ามาบอกว่าจะขอชิงตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ซะอย่างนั้น

แถมยังบอกอีกว่าจะนำเผ่าอูทั้งหมดเข้าร่วมด้วย

"สหายเต๋าท่านนี้ ท่านคือจอมเวทบรรพกาลท่านใดของเผ่าอูหรือ?" เจียอิ่นเอ่ยปากถาม

แต่น่าเสียดายที่จางไท่ผิงไม่แม้แต่จะชายตามองเขา เธอหันไปพูดกับฉู่ซิวว่า "พวกตัวตึงในเผ่าอูมีตั้งเยอะแยะ ขาดฉันไปสักคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ทักษิณมีแค่ที่เดียวนี่นา ถ้าไม่รีบมาคว้าไว้ตอนนี้ ขืนโดนคนอื่นแย่งไปจะทำยังไงล่ะ?"

คำพูดนี้ทำเอาฉู่ซิวถึงกับพูดไม่ออก

เห็นได้ชัดว่าต่อให้อยู่ในอินสแตนซ์หลุดพ้นแห่งนี้ จางไท่ผิงก็ยังไม่ลืมเรื่องการพัฒนากิลด์

กลับเป็นตัวเขาเองที่เป็นถึงหัวหน้ากิลด์แท้ๆ แต่กลับไม่ค่อยได้นึกถึงกิลด์สักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเขาลืมกิลด์หนานเทียนไปแล้วหรอกนะ แต่ด้วยมุมมองของเขาในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องพิจารณาคือภาพรวมของเพลเยอร์ทั้งหมด การดับสูญของธารกาลเวลา และอินสแตนซ์ไฟนอล

ส่วนเรื่องกิลด์จะพัฒนาไปทางไหนนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้สลักสำคัญอะไร

ทว่าในมุมมองของสมาชิกกิลด์ ต่อให้ฉู่ซิวจะคว้าตราประทับหลุดพ้นมาได้และครอบครองเกมจูเทียนทั้งหมด พวกเขาก็ยังต้องฟาร์มเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปอยู่ดี

เพราะการที่ฉู่ซิวควบคุมเกมจูเทียน ไม่ได้หมายความว่ากิลด์หนานเทียนจะเป็นผู้ควบคุม และยิ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็นผู้ควบคุม

"เออๆ เอาที่สบายใจ! เธอก็พาเผ่าอูมาแปะป้ายชื่อกิลด์หนานเทียน แล้วเป็นจักรพรรดิสวรรค์ทักษิณไปก็แล้วกัน!" ฉู่ซิวกล่าว "ถือซะว่าหาอะไรให้คนในกิลด์ทำด้วย ไม่ว่าจะหลุดพ้นหรือไม่ ก็ให้มาฟาร์มกันอยู่ที่นี่แหละ ยังไงซะ ในอนาคตหลังจากที่โลกนี้ยกระดับขึ้น มันก็จะค่อยๆ พัฒนากลายเป็น 'บลูสตาร์' อีกแห่ง เพื่อใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์สุดท้าย!"

พูดจบ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือออกไปจับจางไท่ผิงยัดกลับเข้าไปในดินแดนบรรพบุรุษเผ่าอู เพื่อให้ฟักตัวต่อไป

"แต่เธอห้ามวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาอีกนะเว้ย ไปฟาร์มให้ดีๆ อย่าให้กลายเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนดจริงๆ ล่ะ ถึงตอนนั้นถ้าตัวเองไม่มีพลัง จะเอาปัญญาที่ไหนไปครองความเป็นใหญ่ในหงฮวงฮะ?"

สำหรับความหมกมุ่นในการครองความเป็นใหญ่ของจางไท่ผิง ในตอนแรกเขาคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ของเธอ

แต่ต่อมาเขาก็พบว่า มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพรสวรรค์เลยสักนิด

เธอแค่ชอบการเป็นใหญ่ก็เท่านั้น

ไม่เกี่ยวกับอำนาจ และไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง มันเป็นเพียงผลผลิตจาก "วัฒนธรรมเกมเมอร์" ที่ทำให้เกิดเพลเยอร์แสนจะธรรมดาคนหนึ่งขึ้นมา เพลเยอร์ที่แท้ทรู

"เย้!"

...

ด้วยการเข้าร่วมของเผ่าอู ขุมกำลังของศาลสวรรค์ก็เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเหนือจินตนาการของทุกคน ทว่าความขัดแย้งระหว่างเผ่าอูและเผ่าเหยากลับไม่ได้ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเข้ามาอยู่ในศาลสวรรค์ร่วมกันแล้วก็ตาม

ในทางกลับกัน ยิ่งต้องกระทบกระทั่งกันบ่อยเข้า ความขัดแย้งก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่ฉู่ซิวเองก็ยังไม่อาจกดข่มเอาไว้ได้

สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะเผ่าอูนั้นดำรงชีพด้วยการล่าอสูรเผ่าเหยาเป็นอาหาร มันจึงเป็นความขัดแย้งตามธรรมชาติที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยได้ แม้ว่าเผ่าเหยาเองจะกินกันเองเป็นอาหารอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงยึดหลัก "ห่วงโซ่อาหาร"

นั่นคือ แมวกินหนู ไก่กินแมลง เสือและหมาป่ากินวัวแกะ ส่วนวัวแกะก็กินหญ้า

ด้วยเหตุนี้ "เหยื่อ" จึงไม่สามารถรวมตัวกันจนมีจำนวนมากพอได้ ในขณะที่ผู้ล่าก็กินแค่ไม่กี่อย่าง จึงไม่ทำให้เผ่าพันธุ์ที่เป็นเหยื่อต้องสูญพันธุ์ไป

หนำซ้ำในบางครั้งยังหันกลับมาปกป้องเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดระเบียบแบบแผนที่พิเศษขึ้นมา

แต่เผ่าอูไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ในยามที่พวกเขาไม่ได้ใช้กายธรรม รูปลักษณ์ของพวกเขาก็เหมือนกับเผ่ามนุษย์ทุกประการ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ลักษณะทางกายภาพของเผ่ามนุษย์นั้นเหมือนกับเผ่าอูทุกประการ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีต้นกำเนิดเดียวกัน นั่นคือ มหาเทพผานกู่!

ดังนั้น เผ่าอูจึงมีคุณลักษณะเหมือนกับเผ่ามนุษย์ นั่นก็คือ กินได้ทุกอย่าง!

ตั้งแต่วัวแกะไปจนถึงธัญพืช ตั้งแต่แมลงไปจนถึงมังกรและหงส์ ไม่มีอะไรเลยที่พวกเขากินไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ยักษ์แห่งหงฮวง หรือเผ่าพันธุ์แต่กำเนิดมากมาย ล้วนตกเป็นเหยื่อของพวกเขา การสูญพันธุ์ของอสูรกลายพันธุ์หงฮวงก็ล้วนมาจากปากท้องของเผ่าอูทั้งสิ้น

แต่สามเผ่าพันธุ์อย่างมังกร หงส์ และกิเลน ได้ถอนตัวออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้ว ส่วนพวกอสูรกลายพันธุ์หงฮวงที่แทบจะไม่เหลือเผ่าพันธุ์ให้เห็น เมื่อถูกจับกินก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม

ดังนั้นในท้ายที่สุด เผ่าเหยาที่ค่อยๆ ผงาดขึ้นมาในยุคนี้จึงต้องรับเคราะห์แทน สำหรับศึกอูเหยานั้น ใครถูกใครผิด คงเป็นเรื่องที่ไม่อาจตัดสินได้อย่างชัดเจนจริงๆ

"ตี้จวิ้น แผนการปศุสัตว์ที่ข้าเคยบอกเจ้าไปก่อนหน้านี้ ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว?" ฉู่ซิวเอ่ยถาม

สำหรับการบรรเทาความขัดแย้งระหว่างอูและเหยา แนวคิดของเขาคือการทำเหมือนในยุคหลัง นั่นคือการเพาะเลี้ยงสัตว์ปีกและปศุสัตว์ให้มีจำนวนมากพอสำหรับบริโภค จากนั้นก็สั่งห้ามกิน "ของป่า" อย่างเด็ดขาด

ไม่เพียงแต่เผ่าอูเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ภายในเผ่าเหยาได้อีกด้วย

ในเรื่องนี้ ตี้จวิ้นและไท่อีต่างก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

เนื่องจากเผ่าอูไม่สามารถจับอีกาทองคำมากินได้ พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของเผ่าเหยาได้อย่างแท้จริง เดิมทีการปะทุขึ้นของศึกอูเหยาในยุคหงฮวง ก็เป็นเพราะโฮ่วอี้ยิงสิบอีกาทองคำจนตายไปก่อน

แต่ตอนนี้มีฉู่ซิวคอยกดข่มเอาไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างจอมเวทบรรพกาลและอีกาทองคำจึงถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี

"ไม่ได้ผลพ่ะย่ะค่ะ!" ตี้จวิ้นส่ายหน้าและกล่าวว่า "สัตว์ที่เพาะเลี้ยงขึ้นมานั้นไม่มีพลังวิญญาณมากพอ เมื่อเผ่าอูกินเข้าไปแล้ว ก็ไม่อาจดับความหิวโหยได้เลย!"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกจนปัญญาเช่นกัน

ปราณฟ้าดินในดินแดนหงฮวงนั้นมีปริมาณคงที่ อสูรเผ่าเหยาที่แข็งแกร่งซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาก็มีจำนวนจำกัดเช่นกัน

การที่ผู้บำเพ็ญเพียรดูดซับพลังอย่างต่อเนื่อง และเผ่าอูที่ออกล่าเหยื่ออย่างไม่หยุดหย่อน ได้ทำให้สภาพแวดล้อมของฟ้าดินหงฮวงย่ำแย่ลงเรื่อยๆ หากไม่ควบคุมให้ดี เกรงว่าอีกไม่นาน คงจะดึงดูดให้ฟ้าดินทำการปรับสมดุลด้วยตัวเอง และกระตุ้นให้เกิดมหาภัยพิบัติขึ้นมา

"ก่อนที่วิถีมนุษย์จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น คงจะยังทำไม่ได้สินะ!" ฉู่ซิวส่ายหน้า

เดิมทีเขาคิดจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาหงฮวง เพราะคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว ที่นี่ก็คือโลกที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่วิทยาศาสตร์พัฒนาไปจนถึงขีดสุด

แต่เมื่อได้ลองทำจริงๆ เขากลับพบว่ามันใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด

กฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์คืออะไร? แท้จริงแล้ว มันก็คือกฎเกณฑ์ของวิถีมนุษย์!

พลังงานไฟฟ้าทำให้เกิดแสงสว่าง ดวงดาวมีแรงโน้มถ่วง นิวเคลียสของอะตอมสามารถปลดปล่อยพลังงานได้... ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "วิถีมนุษย์" มีอยู่จริง จึงจะสามารถเป็นจริงได้

มิฉะนั้น ตรรกะหลายๆ อย่างก็ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย

"แต่พอพูดถึงเผ่ามนุษย์ ทางฝั่งเจ้าแม่หนี่วา ก็น่าจะเริ่มปั้นดินสร้างมนุษย์แล้วสินะ?" เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาของฉู่ซิวก็ทอดผ่านสวรรค์สามสิบสามชั้น ลงมายังดินแดนหงฮวง

ณ ที่แห่งนั้น เจ้าแม่หนี่วาได้ปั้น "มนุษย์" คนแรกขึ้นมาแล้ว โดยตั้งชื่อให้ว่าเสวียนตู ซึ่งถูกไท่ซ่างรับไปเป็นศิษย์เรียบร้อยแล้ว

"เดี๋ยวนะ นี่มันลอกการบ้านกันชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง?" ฉู่ซิวตรวจสอบเผ่ามนุษย์อย่างละเอียด และพบว่าไอ้เรื่องที่บอกว่าเป็นอาหารเลือดของหมื่นเผ่าพันธุ์ หรือเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอนั้น มันไร้สาระทั้งเพ

ทำไมถึงมีเพียงเจ้าแม่หนี่วาที่สร้างมนุษย์แล้วสามารถบรรลุเป็นอริยะได้?

นั่นก็เป็นเพราะ เธอได้สร้าง "เมต้า" ให้กับฟ้าดินหงฮวงขึ้นมา พลังในการ "กลืนกินหลอมรวม" ที่ท้าทายสวรรค์ของเผ่ามนุษย์นั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าเทพวิชาใดๆ เสียอีก!

นี่มันถูกกำหนดมาให้เป็นตัวเอกแห่งฟ้าดินชั่วนิรันดร์ชัดๆ!

(จบบทที่ 390)

จบบทที่ (ฟรี) บทที่ 390 ความขัดแย้งระหว่างอูและเหยาที่ไม่อาจไกล่เกลี่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว