เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 โต๊ะอาหาร

ตอนที่ 6 โต๊ะอาหาร

ตอนที่ 6 โต๊ะอาหาร


ผมนั่งพักอยู่ครู่นึงก่อนที่จะรู้สึกว่าร่างกายเริ่มกลับมาเป็นปกติและอาการปวดหัวก็เริ่มหายไป

 

และหวังว่าร่างกายจะพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้เมื่อผมต้องเข้าไปเล่นเกมอีกครั้ง

หลังจากหายดีแล้วผมก็เดินลงไปที่ห้องนั่งเล่นที่ชั้นล่างแต่ยังไม่ทันได้นั่งพักเสียงกริ่งดังขึ้นที่หน้าบ้าน

 

「ยูมิกลับมาแล้วงั้นเหรอหรือว่า...」

 

ผมมุ่งหน้าไปที่ประตูพร้อมกับบิดลูกบิดประตูและค่อยๆเปิดมันออกอย่างช้าๆ

 

ที่นั่นคนที่ผมคาดหวังว่าจะยืนอยู่ตรงนั้นราวกับว่าเธอเหนื่อยกับการรอ

 

「หนูกลับมาแล้วค่ะ พี่ 」

 

คนที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านคือน้องสาวของผมเอง เธอเดินเข้ามาข้างในขณะที่ปรากฎรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ให้กับผม

 

ผมเธอของเธอสั้นถูกตัดจนสั้นและมันก็โบกสะบัดไปตามการเคลื่อนไหวของเธอ

 

เมื่อใดก็ตามที่เธอกลับบ้านเธอมักยิ้มแย้มราวกับว่าเธอดีใจที่เห็นผมมารอตอนรับเธอ

 

「ยินดีต้อนรับกลับ ประตูก็เปิดอยู่ไม่ใช่หรอทำไมเธอไม่เปิดเข้ามาเลยละ」

 

「 ชิ พี่ก็น่าจะรู้เห็นผลอยู่แล้วนี้ค่ะ」

 

「เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าพี่จะต้องมาเปิดให้เธอใช่มั้ยละ เธอเนี่ยน้าเป็นแบบนี้ตลอดเลย」

 

「โถ่ว พี่อะ..พี่ก็รู้อยู่แล้วว่าหนูเหงาเวลาที่พี่ไม่อยู่ด้วยนี่น่า」

 

ผมส่ายหน้ากับความน่ารักของน้องสาวของผม

 

อย่างไรก็ตามอีกเดี๋ยวยูมืก็จะกลับมาอีกดังนั้นผมไม่ควรที่จะล๊อกประตู

 

บ้านของยูมินั้นไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านของผมมากนัก ใช้เวลาเดินทางไปกลับเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น

 

ดังนั้นผมจึงหันไปบอกริเซะ

 

「ริเซะ อย่าพึ่งล๊อกประตูนะ เดียวยูมืจะมากินข้าวกับพวกเราด้วย」

 

เมื่อริเซะได้ยินคำพูดของผมจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเธอกลายเป็นแข็งทื่อ

 

หลังจากนั้นราวกับว่าเธอกำลังมวนคำพูดของผมเป็นเวลาหลายวินาที ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างขึ้น ...

เธอรีบวิ่งกลับไปที่ประตูอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกดล๊อคประตูพร้อมกับเอาโซ่ที่ปิดประตูมาปิดไว้อีกชั้นนึงพร้อมกับรอยยิ้ม

 

 

 

เห้อ เอาอีกแล้วสินะ

 

「ริเซะ เธอล็อคประตูทำไม! พี่บอกให้เธอเปิดทิ้งไว้ไม่ใช่หรอ!? 」

 

「หนูขอโทษ หนูคงได้ยินผิด แต่ที่สำคัญกว่านั้นพี่ควรที่จะไปเตรียมข้าวเย็นให้กับหนูได้แล้วนะ」

 

「…เข้าใจแล้ว」

 

แม้ว่าริเซะจะล๊อกประตูแต่ถ้ายูมิกลับมาเธอก็คงกดกริ่งหน้าบ้าน

 

ซึ่งตัวผมเองก็อยู่ที่ชั้นล่างผมน่าจะได้ยินเสียงกริ่งนั้นจะไม่หน้ามีปัญหาอะไรเมื่อยูมิกลับมา

 

ผมจึงมุ่งหน้าเข้าไปในห้องครัวจากนั้นผมก็เริ่มเตรียมอาหารเย็น

 

เมนูวันนี้เป็นสตูว์เนื้อ

 

และเมื่อวันก่อนผมพึ่งได้รับขนมปังฝรั่งเศสจำนวนมากมากจากคนรู้จักดังนั้นผมจึงคิดว่าจะเอามากินพร้อมกับสตูว์เนื้อ

 

โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะนำสตูว์เนื้อมากินกับข้าวสวยร้อนๆ แต่ถ้าพูดถึงสตูว์กับขนมปังผมบอกได้เลยมันก็เข้ากันดีไม่น้อยไปกว่ากัน

 

แถมในตู้แช่ยังมีไวส์แดงอยู่อีกด้วย

 

ผมที่มองหาวัตถุดิบภายในตู้แช่และพยายามนึกว่ามันต้องใช้อะไรบ้างในการทำสตูว์

 

วัตถุดิบมีดังนี้: เนื้อวัว, หัวหอม, แครอท, กระเทียมเล็กน้อยและเครื่องเทศอีกห้าชนิด

 

ก่อนอื่นผมเอาเนื้อออกมาและโรยด้วยเกลือพริกไทยและแป้งสาลี จากนั้นผมก็คลุกเคล้าให้ส่วนประสมเข้ากันก่อนที่จะนำมีดมาหันให้เป็นชิ้นพอดีคำและเอาลงไปผัดบนกระทะ

 

กลิ่นหอมกระจายไปทั่วห้องครัว…โอ้ ดูเหมือนว่าผมจะลืมเปิดพัดลมระบายอากาศ

「มีอะไรให้หนูช่วยไหมพี่」

 

เมื่อผมหันกลับไปทางต้นเสียงก็เห็นริเซะที่กำลังชะโงกหน้าเข้ามาทางห้องครัวพร้อมกับเดินเข้ามา ตอนนี้เธอเปลี่ยนจากชุดนักเรียนเป็นชุดอยู่บ้าน

 

และเช่นเคยเธอใส่เสื้อผ้าของผมถึงแม้มันจะใหญ่สำหรับเธอไปสักหน่อยแต่ก็เหมาะกับเธอเป็นอย่างดี

 

บางครั้งเสื้อผ้าของผมบางตัวมันก็ไม่ได้เหมาะกับเธอ ... ซึ่งมันทำให้บางทีเธอก็โชว์เรือนร่างที่ดูดีไม่น้อยสำหรับเด็กผู้หญิงในวัยเรียน

 

ริเซะเดินมาหยิบผ้ากันเปื้อนตรงที่แขวน เมื่อเธอส่วนเสร็จผมรู้สึกว่าเธอดูน่ารักขึ้นและมันก็ดูเข้ากับเธอจริงๆสำหรับผ้ากันเปื้อนสีชมพู

 

「นำส่วนผสมใส่เข้าไปในหม้อแล้วเปิดไฟ」

 

「ได้เลย เราต้องเอาทุกอย่างลงไปต้มใช่ไหมพี่」

 

「ใช่ ฝากด้วยนะ」

 

「ไว้ใจหนูได้เลย」

 

เมื่อเนื้อวัวที่ผัดอยู๋เริ่มสุกและเปลี่ยนเป็นสำน้ำตาลอมแดงริเซะก็ยกกระทะขึ้นและเทลงหม้อที่ต้มน้ำไว้อยู่

 

จากนั้นผมก็หันมะเขือเทศ หัวหอม แครอทลงในหม้ออัดความดัน

 

ถักมาผมจะต้องใส่ไวน์แดงลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ ในขณะที่กำลังหันไปหยิบ..

 

「นี่ค่ะ พี่ 」

 

「ขอบใจ」

 

โดยที่ผมยังไม่ทันหยิบ ตรงหน้าผมก็มีไวน์แดงยื่นเข้ามาให้ดูเหมือนว่าริเซะจะรู้ว่าผมต้องการอะไร

 

ฉันคว้าหม้อขณะที่สวมถุงมือในครัวด้วยมือทั้งสองแล้วเทไวน์ลงไป

 

แต่ดูเหมือนผมจะเทแรงเกินไปหน่อยจนไวน์มันหกเละเทอะไปหมด

 

และแน่นอนว่ามีคนเต็มใจที่จะช่วยผมเช็ดไวน์ที่ผมทำหก

 

ขณะที่ผมหันไปหยิบผ้าและก้มลงมาเช็ดไวน์

 

ผมรู้สึกถึงอะไรอุ่นๆขณะที่กำลังก้มลงเช็ดไวน์ ซ฿่งมันไม่น่าจะใช่ความร้อนจากหม้อเพราะผมปิดฝาไปแล้ว

 

「เดี๋ยวนะ…ริเซะเธอเข้ามาใกล้ปแล้วนะ

 

「อ๊ะ ขอโทษ หนูแค่อยากจะช่วยพี่」

 

มันก็ดีอะนะที่น้องสาวของผมมาช่วยผมแบบนี้ แต่…

 

ห้องครัวในบ้านของเราไม่กว้างขวางมากนัก

 

และด้วยความที่ห้องครัวไม่ได้กว้างมากนัก ทำให้ร่างของผมกับริเซะแทบจะติดกันอยู่แล้ว

 

… แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันขนาดนี้เลยไม่ใช่เหรอ?

 

「…อืม…เอ่อ…ขอบใจนะ…? 」

 

「พ..พี่ หนูขอรางวัลหน่อยสิอุส่าช่วยพี่เลยนะ…」

 

ในขณะที่ผมรู้สึกเขินๆ ผมลูบหัวเธอในแบบที่จะไม่ทำให้ทรงผมของเธอยุ่ง

 

เมื่อผมทำเช่นนั้นลุกขึ้นเบียดเสียดดวงตาของเธอเต็มไปความดีใจราวกับว่าเธอเป็นแมว

 

เวลาเธอช่วยเหลืออะไรผมสักอย่างเธอมักจะของรางวัลจากผม ดังนั้นผมไม่คิดว่าผมจะมีทางเลือกมากมาย แต่ก็ ...

 

เมื่อพิจารณาว่าเธออายุ 15 ปีแล้วผมก็อยากให้เธอโตขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องติดผมขนาดนี้

 

「 พี่ แล้วคุณอาเคโนะละ …? 」

 

ริเซะถามขึ้นพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไป

 

อาเคโนะเป็นแม่ของพวกเราเอง

 

คิชิคามิ อาเคโนะเธอทำงานเป็นพยาบาล

 

「แม่บอกว่ามีงานเร่งด่วนหน่ะ คงกลับมาดึกๆ  หรือไม่ก็อาจจะไม่กลับมาคืนนี้…และพี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกว่าแม่ แม่จะเสียใจนะถ้าได้ยินเธอเรียกแม่แบบนั้น」

 

ในขณะที่ผมกำลังอธิบายอยู่นั้นริเซะก็รีบลุดขึ้นมาจนหน้าเธอเข้ามาใกล้หน้าของผมมากยิ่งขึ้น

 

ผมยังไม่ได้บอกสินะว่าผมกับริเซะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ

 

คนๆเดียวที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างสายเลือดของพวกเราก็คือพ่อ ใช่แล้ว..ผมและริเซะเป็นพี่น้องต่างแม่นั้นเอง เพราะพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ผมยังเด็กและตอนนั้นรอิเซะก็เกิดแล้วหลังจากที่พ่อเสียไปมันทำให้ริเซะเหงามาโดยตลอดเพราะเธอเป็นคนที่ติดพ่อมา ดังนั้นหลังจากที่เธอย้ายมาอยู่กับผมเธอถึงมาติดผมแทน

 

ตรงกันข้ามกับระยะทางกับแม่ที่มักจะอยู่ไกลบ้านเพราะงาน

 

มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เข้ากัน แต่ทัศนคติของริเซะที่มีต่อแม่นั้นไม่ดีเท่าไหร่

 

「มันเป็นเพราะความดื้อรั้นของหนูเอง แต่หนูรอเวลาที่จะสามารถเรียกเธอว่าแม่ได้จริงๆอยู่」

 

「พี่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่…เธอหมายความว่าจะเรียกแม่ว่าแม่จริงๆเมื่อถึงเวลาใช่ไหม นั้นก็พอแล้ว 」

 

「ม..มันก็ขึ้นอยู่กับพี่ด้วยนะ … ฮิฮิฮิ」

 

「ขึ้นอยู่กับพี่ ทำไมละ?」

 

ทำไมการที่ริเซะจะเรียกอาเคโนะว่าแม่ถึงมาเกี่ยวกับผมได้ ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

... ในตอนนั้นเองผมได้ยินเสียงแปลก ๆ อยู่ข้างหลังฉัน

 

ผมจึงเดินออกมาจากีิเซะและหันไปทางเสียง ... หน้าต่างของห้องนั่งเล่น?

 

มันไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคยเลย ผมจึงรีบเดินออกไปดู

 

「พี่จะไปดูเกินว่าเสียงอะไร ปล่อยให้หม้อหุงความดันตั้งเวลาไว้ที่ 30 นาที」

 

「อ๊ะ ต้องไปด้วยหรอพี่? 」

 

「ถ้าหากเป็นโจรละริเซะ แม่ทิ้งบ้านไว้กับพี่ พี่มีหน้าที่ที่น้องดูแล」

 

「 พี่หมายความว่า…」

 

ผมพยักหน้าพร้อมกับเดินออกจากห้องครัวและเดินไปที่หน้าต่างที่มีผ้าม่านปิดอยู่ภายในห้องนั่งเล่น

 

นกบินมาชนรึเปล่านะ? อย่างไรก็ตามมันทำให้เสียงแปลก ๆ ราวกับว่ามีบางอย่างติดอยู่กับมัน

 

ผมเปิดม่านเพื่อมองออกไปข้างนอกและดวงตาของผมได้พบกับ "บางสิ่ง" ในความมืด

 

ดวงตาแดงก่ำมองมาที่ฉัน ...

 

「เฮ้ย !?…ยูมิไม่ใช่หรอ!? 」

 

สิ่งที่ผมเห็นคือมือทั้งสองของยูมิที่แนบชิดกับกระจกพร้อมกับใบหน้าของเธอที่ถ้าเป็นไปได้เธอคงทะลุเข้ามาแล้ว

 

ซึ้งสภาพของเธอตอนนี้ต้องบอกเลยว่าน่ากลัวมาก!

 

ถ้าคนในโรงเรียนเห็นเธอเช่นนี้พวกเขาอาจจะเป็นลม…?

 

โดยเฉพาะนักเรียนหญิงอายุน้อยกว่า ...

 

เนื่องจากเธอหยุดติดหน้าต่างหลังจากสังเกตเห็นผม ผมจึงเปิดหน้าต่างทันที

 

「ยูมิ เธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้」

 

「ก็เพราะนายนั้นแหละ ฉันกดกริ่งไปตั้งหลายรอบแต่นายก็ยังไม่มาเปิดประตู หรือว่าตอนที่ฉันล้มใส่นายมันทำให้นายบาดเจ็บหรอ! ฉันคุยกับพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาบอกว่านายจะยกโทษให้ฉันถ้าฉันหมอบลงบนพื้นเพื่อขอโทษ」

 

「หยุดเลยๆ! แล้วเมื่อกี้เธอบอกว่ากดกริ่งตั้งหลายรอบงั้นหรอ? ตั้งแต่ตอนไหน?」

 

「ฮืม ก็คงตั้งแต่ 5 นาทีก่อนได้ละมั้ง ฉันกดปตั้ง 16 ครั้ง! 」

 

「เธอกดปตั้งเยอะขนาดนั้นเลยหรอ! แต่ทำไมฉันถึงไม่ได้ยินเสียงกริ่งเลยละ… อ๊ะ..หรอว่า! 」

 

「วาตารุ...มีอะไรหรอ ?」

 

เนื่องจากคำพูดของยูมิ ผมจึงออกจากห้องนั่งเล่นอย่างเร่งรีบและตรวจสอบว่าเสียงกริ่งได้เปิดไว้รึเปล่า

 

อ๊ะ...ว่าแล้วว่ามันปิดไปอย่างที่ฉันคาดไว้!

 

คนที่จะทำแบบนี้ได้คงมีเพียงคนๆเดียวเท่านั้น

 

「ยัยตัวแสบรีบออกมานี้เลยนะ!」

 

ดูเหมือนผมจะพลาดไปจริงๆ

 

ผมที่เดินกลับมาหาริเซะในห้องครัวก็ปรากฎว่าริเซะไม่ได้อยู่ในห้องครัวแล้วแต่หม้อแรงดันที่ต้มสตูว์อยู่ในดูเหมือนจะถูกตั้งเวลาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ยังไงก็ตามดูเหมือนครั้งนี้ริเซะจะทำเกินไป

 

「ยูมิ ฉันขอโทษทีนะ ครั้งหน้าฉันจะไม่ให้เห็นการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เดี๋ยวฉันจะอธิบายกับลุงอากิฟุมิเอง 」

 

「ฮืม ฉันไม่เข้าใจที่นายพูดเท่าไหร่แต่นายไม่ได้ฉันแล้วโกรธใช่มั้ย」

 

「ไม่เลยยูมิ ที่จริงแล้วเป็นฉันมากกว่าที่ต้องขอโทษเธอ… 」

 

หลังจากพูดคุยกับยูมืเสร็จ ยูมิก็พาพ่อของเธอเข้ามาค่างในบ้านในขณะที่ผมดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อไปริเซะและพาเธอลงมาเพื่อขอโทษลุงอากิฟุมิ ซึ่งเธอหนีไปที่ห้องของผมด้วยเหตุผลบางอย่างแทนที่จะเป็นห้องของเธอเอง

 

การที่ต้องให้แขกมารออยู่ที่หน้าประตูบ้านแบบนี้ทั้งๆที่ผมเป็นคนเชิญเขามามันชั่งน่าอายจริงๆ

 

「เอาน่าๆ ริเซะเขาก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรนี่น่า วาตารุก็อย่าไปดุเธอเยอะเลย  ลุงไม่ว่าอะไรหรอก」

 

「ต้องขอโทษจริงๆนะครับ ลุงอากิฟุมิ」วาตารุรีบกล่าวขอโทษด้วยความสำนึกผิด

 

「เย้ หนูรักลุงที่สุดเลย」

 

「ยัยตัวแสบ มานี้เลย ยังจะมากระโดดดีใจอยู่อีก รีบมาขอโทษลุงอากิฟุมิก่อน 」

 

「ฮ่า ๆ ๆ ๆ  เอาน่า ลุงไม่เป็นไรหรอกวาตารุ」

 

「แต่ลุงอากิฟุมิครับ…」

 

ลุงอากิฟุมิยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและก็ไม่ด้ถือโทษโกรธเรื่องที่ต้องปล่อยให้เขารออยู่หน้าบ้าน

 

เมื่อมองแวบแรกเขาดูเหมือนชายร่างผอมและใจดีที่มีผมสีดำซึ่งทำให้เขาดูเหมือนเด็ก แต่ ...

 

「เห็นเธอเป็นแบบนี้ฉันก็สบายใจ คิดถูกจริงๆที่ฝากยูมิไว้กับเธอนะวาตารุ」

 

 

「ครับ ?」

 

「พ่อพูดถูกที่สุดเลย」 ยูมิร้องขึ้นพร้อมกับพยักหน้าก่อนที่ทั้งคู่จะมองหน้ากันและหัวเราะออกมา

 

「ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ」

 

「…เฮ้อ…」

 

พวกคุณคงสามารถเดาได้ว่าเสียงหัวเราะของพวกเขาทั้งคู่ชั่งคล้องจองกันสะเหลือเกิน ผมไม่สงสัยเลยว่ายูมิได้ใครมา

 

อาชีพของลุงอากิฟุมิเป็นหัวหน้าฝ่ายขายใน บริษัท ยาแห่งหนึ่ง

 

ผู้คนต่างเรียกลุงอากิฟุมิว่า「 Mr 」ภายใน บริษัท ด้วยความสามารถของเขานั้นตัวตนของเขาจึงสำคัญสำหรับบริษัทอย่างมาก นั้นทำให้เขาแถบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย

 

และวันหยุดส่วนใหญ่ของเขาก็จะไปอยู่กับการตีกอล์ฟตลอดทั้งัวนจนไม่มีเวลาให้กับยูมิ

 

ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ผมจึงพาทั้งคู่มายังห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะกับข้าวเตรียมรอไว้แล้ว

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่งผมก็นำเนื้อตุ๋นที่ต้มจนได้ที่แล้วยกมาที่โต๊ะ

 

ในระหว่างนี้ผมก็มีริเซะที่คอยเตรียมมันฝรั่งและบร็อคโคลี่ที่จะใช้ตกแต่งจาน

 

จากนั้นฉันวางหม้อยังร้อนอยู่บนโต๊ะอาหาร ซึ่งดูเหมือนว่าอาหารทั้งหมดจะพร้อมเรียบร้อยแล้ว

 

เมื่อยูมิเห็นสตูว์เนื้อวัวที่มาพร้อมกับควันอันหอมชุย เธอก็เอนไปข้างหน้าและทำหน้าตาราวกับว่ากำลังฝันหวานอยู่

 

แค่ท่าทางของเธอก็บอกได้เลยว่าสตูว์เนื้อนี้มันหอมและน่ากินขนาดไหน

 

「นี่ๆๆ! ฉันอยากกินแล้วอะ 」

 

「ไม่ต้องรีบร้อนเดี๋ยวเธอได้กินแน่นอน  แต่รอฉันเตรียมจานแปปนึง」

 

「…ไม่มีมารยาท」

 

ริเซะพึมพำเบาๆ

 

อย่างไรก็ตามเธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เธอว่ายูมิ

 

แต่มีหรอที่ยูมิจะไม่ได้ยิน

 

「 ยัยเตี้ยเมื่อกี้พูดว่าไรนะ」

 

「ห้ะ สูงกว่าฉันแค่นิดเดียวกล้าเรียกฉันว่ายัยเตี้ยเลยหรอ สูงตายแหละ」

 

…เมื่อทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมันมักจะเป็นแบบนี้เสมอ

 

เนื่องจากผมและลุงอากิฟุมิคุ้นเคยกับมันอยู่แล้วจึงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองมากนัก

 

เมื่อพวกเขาเริ่มกินพวกเขาจะหยุดทะเลาะกันดังนั้นฉันไม่คิดว่าจะมีอะไรต้องกังวล

 

「ลุงอากิฟุมิครัย นี่คือไวน์ และในสตูว์ผมก็ได้ใส่ไวน์ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหอม」

 

「อ่า ขอบใจมากวาตารุ นี้สิถึงจากเรียกว่ามื้อเย็น…」

 

และก็เป็นอย่างที่ผมคิดว่า เมื่อสตูว์ถูกตักใส่จานของยูมิและริเซะการโต้เถียงกันของทั้งคู่ก็หยุดลง

 

ใช่นี่เป็นเรื่องปกติ

 

และด้วยวิธีการจัดที่นั่งของผมทำให้ทั้งคู่ต่างไม่มีปัญหาเพราะทางซ้ายผมเป็นยูมิและทางขวาเป็นริเซะทั้งคู่จะไม่มีทางมีปัญหาเรื่องแย่งกันนั่งข้างๆผม

พวกเราทั้งสี่คนเริ่มลงมื้อทานสตูว์เนื้อพร้อมกันอย่างสงบ

 

「หืมม อร่อย ความเปรี้ยวปานกลางความหวานของผักและกลิ่นอันหอมหวน…มันแถบจะกลายเป็นสตูว์เนื้อในร้านอาหารในภัตคารได้เลย วาตารุเธอทำมันออกมาได้ยอกเยี่ยมจริงๆ 」

 

「ขอบคุณมากครับลุงอากิฟุมิ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับร้านอาหารในภัตคาร ... การต้มของพวกเขานั้นใช้เวลาเป็นอาทิตย์ สตูว์ของผมเอาไปเทียบไม่ได้หรอกครับ 」

 

「ฮ่าฮ่า อย่าถอมตัวเลย นี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้วเชื่อลุงสิ ใช่ไหมยูมิ 」

 

「อาย๋อย 」ยูมิพูดขึ้นพร้อมกับกำลังเคี้ยวเนื้อวัวไปด้วย

 

「เคี้ยวให้เสร็จก่อนสิยูมิค่อยพูด แต่เอาเถอะ เห็นไหมวาตารุ ขนาดยูมิยังบอกเลยว่าอร่อย ยูมิลูกนี้โชคดีจริงๆที่มีเพื่อนอย่างวาตารุ 」

 

「อื่ม!」

 

「อ๊ะ ขอบคุณมากครับ…」

 

ฉันเชื่อว่ายูมิจะบอกทุกอย่างว่าอร่อยไม่ว่าเธอจะกินอะไรก็ตาม…

 

สตูว์เนื้อวัวหมือนี้ถือว่าผ่าน

 

นอกจากส่วนที่ผมทำมาเลี้ยงในวันนี้แล้วยังมีอีกส่วนนึงที่ผมแยกไว้เพื่อเตรียมให้กับแม่

 

พวกเราทั้งสี่ดื่มด่ำกับอาหารเย็นในมือนี้อย่างมีความสุขและดูเหมือนว่าทั้งลุงอากิฟุมิและยูมิจะพอใจกับสตูว์เนื้อนี้ไม่น้อยก่อนที่ทั้งคู่จะขอตัวกลับหลังจากทานเสร็จ

จบบทที่ ตอนที่ 6 โต๊ะอาหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว