- หน้าแรก
- ขอโทษที พอดีผู้เล่นคนนี้มีแท็กเยอะเป็นบ้า
- บทที่ 35 - คำนวณ, เขาวงกตกระจก และบทละครใหม่
บทที่ 35 - คำนวณ, เขาวงกตกระจก และบทละครใหม่
บทที่ 35 - คำนวณ, เขาวงกตกระจก และบทละครใหม่
บทที่ 35 - คำนวณ, เขาวงกตกระจก และบทละครใหม่
เมื่อเสียงปู๊นๆ ของรถไฟของเล่นห่างออกไปพร้อมกับเด็กน้อย ดูเหมือนโจรสองคนนั้นจะตั้งสติได้แล้ว
ไอ้หมูตอนลุกพรวดขึ้นมาด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปร่าง มันจ้องหน้าเกาอี้ตาเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว:
"มึงใช่ไหมที่อัดลูกพี่กู?!"
ถามอะไรโง่ๆ ถ้าไม่ใช่เขาแล้วลูกพี่มันจะสะดุดล้มจนสภาพเละแบบนั้นได้ไงวะ
เกาอี้ไม่สนใจคำถามปัญญาอ่อนนั่น เขาหันไปประเมินฝีมือของทั้งคู่แทน
เมื่อเทียบกับโจรสองคนก่อนหน้า เลเวลผู้เล่นของพวกมันน่าจะอยู่ประมาณ E ถึง D
เก่งกว่าเขาแหละ แต่ก็ไม่ได้เก่งกว่ามาก
ส่วนเรื่องอุปกรณ์ พวกมันน่าจะมีไอเทมหลักพกติดตัวคนละชิ้นสองชิ้น แต่ไพ่ตายอย่างอื่นไม่น่าจะมีแล้ว
ฝีมือการต่อสู้ไม่ได้เก่งกาจอะไร ไม่งั้นคงไม่ต้องมาทำสันดานหมาหมู่ ปล้นจี้ชาวบ้านกินแบบนี้หรอก
แต่การที่ต้องสู้แบบหนึ่งรุมสองในสภาพที่ไม่พร้อมเต็มร้อยแบบนี้ เขาก็ยังต้องอาศัยไหวพริบและสมองมากกว่าเดิมอยู่ดี
ไอเทมของไอ้หมูตอน... ปลอกแขนเหล็กที่แขนขวานั่นเหรอ ดูน่าเกรงขามใช่ย่อย ไม่รู้ว่ามันใช้ยังไงแฮะ
ส่วนไอ้เตี้ยไม่รู้ไปควักหน้าไม้ไม้มาจากไหน ตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการขึ้นสายใส่ลูกดอก
โจมตีระยะไกลงั้นสิ รับมือยากแล้วสิเนี่ย
ต่อให้ลูกดอกไม่ได้อาบยาพิษ แต่แค่ยิงทะลุเนื้อก็พอจะทำให้เขาหมดสภาพสิ้นฤทธิ์ได้แล้ว
ถ้าพวกมันเข้าขากันดี ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว เกาอี้แทบจะไม่มีโอกาสชนะในการปะทะกันซึ่งๆ หน้าเลย
แต่... ความเป็นจริงก็คือ พวกมันไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันขนาดนั้น
ไอ้หมูตอนจ้องมองด้วยความโกรธแค้น ดูเหมือนจะโกรธแทน "ลูกพี่" ที่นอนกองอยู่กับพื้นจริงๆ
แต่ไอ้เตี่ยนี่สิ เห็นได้ชัดเลยว่ามันกำลังลังเล
ความลังเลแปลว่ามีความสงสัย และความสงสัยก็แปลว่ามันกำลังคิดและชั่งน้ำหนักอยู่
เมื่อมันกำลังใช้ความคิด เขาก็มีช่องว่างให้ปั่นหัวและตะล่อมมันได้
"นี่ พวกแกยังไม่หนีไปอีก มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไม ไม่เห็นเหรอว่าคนจากสำนักงานสืบสวนแห่กันมาข้างนอกแล้วเนี่ย?"
เกาอี้แกล้งทำเป็นเดินทอดน่องสบายๆ ค่อยๆ ขยับเข้าหาผนังด้านข้าง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะโดนลอบโจมตีจากระยะไกล
ไอ้หมูตอนเพิ่งจะรู้ตัว มันเงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูทางเข้า
ภาพผู้คนแตกตื่นวิ่งหนี กับกลุ่มคนใส่สูทสีดำที่โผล่มา เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเกาอี้ไม่ได้โกหก
แต่ไอ้แห้งนั้นน่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว มันหน้าดำคร่ำเครียดจ้องเกาอี้เขม็ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง:
"เลิกพล่ามได้แล้ว ทิ้งแว่นตากับเข็มขัดไว้ แล้วกูจะไว้ชีวิตมึง!"
มาทรงนี้ดี เป็นสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาต่อรองแล้ว
การเถียงกันในระหว่างต่อสู้มันไร้สาระ แต่พอเข้าสู่ช่วงเจรจา ปัญหาเดียวที่เหลืออยู่ก็คือจำนวนของที่ใช้ต่อรองเท่านั้นแหละ
ไอ้เตี้ยนี่อยากได้ [แว่นตาค้นหาศัตรู] กับ [เข็มขัดผาดโผน] โลภมากชะมัด
ถ้าเอาแค่ [แว่นตาค้นหาศัตรู] แลกกับการได้เดินออกไปสวยๆ แถมเคลียร์ภารกิจพิเศษจบด้วย เกาอี้ก็พอรับได้อยู่หรอก
ยังไงซะของชิ้นนี้ก็ปล้นมาจากสาวผมแดงอีกที ทิ้งไปก็ไม่เสียดาย
แต่ [เข็มขัดผาดโผน] นี่สิ เขาจ่ายเงินเกมไปตั้ง 300 เหรียญ คิดเป็นเงินสดก็ตั้งสามแสนบาทเลยนะ ใครจะยอมทิ้งไว้เล่า
จุดที่น่าสังเกตก็คือ ไอ้เตี้ยไม่ถามถึงเพื่อนผู้หญิงของมันเลยว่าตอนนี้เป็นยังไง อยู่ที่ไหน
ดูท่าทางแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกมันไม่ได้สนิทแนบแน่นอย่างที่คิดแฮะ
เป็นไปตามคาด พอไอ้หมูตอนได้ยินแบบนั้น มันก็หันขวับกลับมาหา ไขมันบนหน้าสั่นกระเพื่อม ตะคอกใส่ไอ้เตี้ยเสียงดัง:
"มึงหมายความว่าไงวะ? ลูกพี่นอนเจ็บอยู่ตรงนี้ มึงคิดจะหนีเอาตัวรอดคนเดียวรึไง?!"
ต่างจากไอ้เตี้ย ไอ้หมูตอนดูจะรักและเคารพ "ลูกพี่" ของมันจริงๆ พอรู้ว่าเพื่อนร่วมแก๊งคิดจะชิ่งหนี มันก็เลยของขึ้นทันที
"ลูกพี่ห่าเหวอะไรล่ะ กูแค่รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มาสมทบกับพวกมึงแค่นั้นแหละ พอได้เข็มขัดภารกิจกูก็จบ ใครจะไปสนพวกมึงวะ!"
ไอ้เตี้ยก็ไม่ยอมลดราวาศอก มันสวนกลับทันควัน
คำสั่งจากเบื้องบน? อยากได้เข็มขัดเส้นนี้เหรอ?
นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงไม่ปล้นเงิน แต่กลับดึงดันจะตามล่าเขาให้ได้
ถ้าเป็นแบบนี้ พวกมันก็ไม่ใช่โจรธรรมดาๆ แล้วสิ หรือว่าจะมีขุมกำลังใหญ่หนุนหลังอยู่?
แต่เกาอี้ยังไม่ทันได้คิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ ไอ้หมูตอนก็คำรามลั่น ก้มหัวลง ยกมือขวาที่สวมปลอกแขนขึ้นมาบังหัวไว้
ท่ามกลางเสียงคำราม มันคงเปิดใช้งานเอฟเฟกต์อะไรสักอย่างของไอเทมแน่ๆ มันพุ่งตัวด้วยความเร็วสูง เข้าชน... เกาอี้
โอเค ไอ้หมูตอนนี่ไม่ได้โง่อย่างที่คิดแฮะ
ถึงจะมีปากเสียงกัน แต่ไอ้เตี้ยก็ยังเป็นเพื่อนร่วมทีมของมันอยู่ดี
และต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวล ก็คือตัวเกาอี้นี่แหละ
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ขอแค่คว่ำ "เหยื่อ" คนนี้ได้ ทุกอย่างก็จบ
ความคิดของไอ้หมูตอนนั้นเรียบง่าย ซื่อตรง แต่มันคือความจริง
ถึงการโจมตีกะทันหันนี้จะไม่ถึงกับเหนือความคาดหมายนัก แต่มันก็ทำให้เกาอี้ต้องหลบหลีกแบบฉิวเฉียดเหมือนกัน
เอฟเฟกต์ใช้งานของ [เข็มขัดผาดโผน] หมดเวลาไปอย่างสมบูรณ์แล้ว และผลข้างเคียงที่ทำให้ขาปวดล้าก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะได้บัฟพลังการต่อสู้จากแท็ก [พลเมืองดี] มาช่วย แต่การเคลื่อนไหวก็ยังฝืนๆ อยู่ดี
แถม "พลังการต่อสู้" มันก็เป็นนามธรรมซะเหลือเกิน
ในความเป็นจริง ไม่มีใครเอาเครื่องวัดพลังมาวัดค่าพลังการต่อสู้ของแต่ละคนได้หรอก
แถมยังมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องอีกเพียบ
ถ้าสู้มือเปล่า แชมป์มวยโลกก็ต้องเก่งกว่าทหารเกณฑ์ธรรมดาอยู่แล้ว
แต่ถ้าคุณเอาปืนไรเฟิลอัตโนมัติให้ทหารล่ะก็ สถานการณ์อาจจะพลิกกลับเลยก็ได้
ยังไงก็ตาม "พลังการต่อสู้" ที่เพิ่มขึ้นในตัวเกาอี้ อย่างน้อยก็ทำให้สมรรถภาพทางกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ
แม้ความเร็วในการพุ่งชนของไอ้หมูตอนจะเทียบไม่ได้กับรองเท้าสเก็ตของไอ้แห้ง แต่ก็ถือว่าเร็วมากอยู่ดี
เกาอี้พุ่งหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว รอดพ้นจากการชนครั้งแรกมาได้
แต่ที่น่ากลัวคือ ไอ้หมูตอนไม่ได้หยุดพุ่งชน มันกระแทกเข้ากับเสาปูนด้านหลังอย่างจัง จนเสาปูนรัศมีกว่าหนึ่งเมตรหักสะบั้นลงมาทั้งต้น
แรงกระแทกบ้าอะไรพังตึกได้ขนาดนี้? พละกำลังต้องมหาศาลขนาดไหนวะเนี่ย?
ไม่สิ น่าจะเป็นเพราะการพุ่งชนนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ "สามารถทำลายสิ่งก่อสร้างได้" มากกว่า
ในขณะที่เกาอี้กำลังใช้ความคิด ไอ้เตี้ยที่อยู่ทางซ้ายก็ยกหน้าไม้ขึ้นเล็ง เตรียมลั่นไกแล้ว
ถึงเวลาแล้วสินะ ต้องใช้มันแล้วล่ะ
เกาอี้หลับตาลงครึ่งหนึ่ง รวบรวมสมาธิ และใช้ไพ่ตายใบสุดท้ายที่เหลืออยู่
เอฟเฟกต์กดใช้ของ [นักสืบเก้าอี้โยก] ถูกเปิดใช้งานทันที
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เกาอี้ก็สัมผัสได้ว่าทุกอย่างตรงหน้าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ไอ้เตี้ยตรงหน้ากำลังเหนี่ยวไกปล่อยลูกดอกพุ่งเข้ามา
ไอ้หมูตอนที่อยู่ด้านหลังหันขวับกลับมาด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม ดูท่าทางแล้วเตรียมจะพุ่งชนอีกรอบ
ตรงทางเข้าด้านนอกไกลออกไป มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่งกำลังตั้งแถว เตรียมบุกเข้ามาควบคุมสถานการณ์การต่อสู้นี้
ในขณะเดียวกัน สมองของเขาก็ไม่เคยแล่นเร็วขนาดนี้มาก่อน
เขามองเห็นเส้นทางลูกดอกที่พุ่งแหวกอากาศมา พร้อมจุดตกกระทบอย่างชัดเจน หินจากเสาปูนที่ร่วงลงมาก็ถูกวงกลมทำเครื่องหมายจุดตกไว้หมด แม้แต่เส้นทางที่ไอ้หมูตอนจะพุ่งเข้ามา เขาก็มองเห็นล่วงหน้าอย่างทะลุปรุโปร่ง
ภาพตรงหน้าเหมือนคนเล่นเกมเปิดโปรแกรมโกง ไม่ก็เหมือนฉากสืบสวนไขคดีในหนังที่ตัวเอกมองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ไม่เพียงเท่านั้น เกาอี้ยังสามารถ "จำลอง" ผลลัพธ์ของการกระทำแต่ละอย่างในเวลาอันสั้น และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
จะพุ่งไปอัดไอ้เตี้ย หรือจะหันไปจัดการไอ้หมูตอนก่อน
จะใช้หมัดเปล่าๆ หรือจะใช้ท่อนเหล็กฟาดดี
ความเป็นไปได้มากมายหลั่งไหลเข้ามาให้เลือกละลานตาไปหมด
แต่สำหรับเกาอี้ในตอนนี้ เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาที ก็ประมวลผลทุกอย่างเสร็จสรรพ
เขายกท่อนเหล็กในมือขึ้น เอี้ยวตัวเล็กน้อย แล้วเขวี้ยงใส่ไอ้เตี้ยสุดแรง
เส้นทางที่คำนวณมาอย่างแม่นยำ ทำให้ท่อนเหล็กปัดลูกดอกหน้าไม้กระเด็นไป และด้วยความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยนี้ ก็ช่วยปรับตำแหน่งให้ท่อนเหล็กพุ่งไปฟาดเข้าที่ข้อมือขวาของไอ้เตี้ยอย่างจัง
เสียงร้องโหยหวนผสมกับเสียงสบถด่าดังลั่น แต่เกาอี้ไม่ได้สนใจไอ้เตี้ยที่หมดสภาพไปชั่วคราวเลยสักนิด
เขาหมุนตัวกลับอีกครั้ง ก้าวเท้ายาวๆ พุ่งพรวดเข้าไปหลังม่านสีฟ้าที่อยู่ด้านข้างทันที
ไอ้หมูตอนสติแตกไปแล้ว มันพุ่งชนกำแพงด้านข้างจนพังยับเยิน แล้ววิ่งตามเกาอี้เข้าไปติดๆ
โดยไม่ได้สังเกตป้ายชื่อโซนที่ติดอยู่ข้างบนเลยแม้แต่น้อย
[เขาวงกตกระจก]
พอเข้ามาข้างในเต็มตัว ไอ้หมูตอนถึงเพิ่งรู้สึกสำนึกเสียใจ
เขาวงกตที่เต็มไปด้วยกระจกเงาจำนวนมหาศาลนี้ ลบสัมผัสการรับรู้ทิศทางของโจรคนนี้ไปจนหมดสิ้น มันเดินวนไปวนมาอย่างสูญเปล่า ตะโกนโวยวายลั่น แต่ก็หาตัวศัตรูไม่เจอ
จู่ๆ ร่างของเกาอี้ก็โผล่มาด้านข้าง มันยกปลอกแขนขึ้นทุบสุดแรง แต่กลับทำได้แค่ทุบกระจกแตกไปอีกบานเท่านั้น
ความตื่นตระหนกและกระวนกระวายเข้าครอบงำจิตใจ สัญชาตญาณความกลัวนักล่าที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอผุดขึ้นมาในหัวของมัน
ตอนนี้ สถานะของผู้ล่าและผู้ถูกล่าสลับกันแล้ว
ไอ้หมูตอนแหกปากโวยวายลั่นเขาวงกต วิ่งไล่ตามเงาของเกาอี้อย่างทุลักทุเล แต่สิ่งที่มันทำลายได้มีเพียงแค่กระจกเงาบานแล้วบานเล่าเท่านั้น
ผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าถูกเศษกระจกบาดจนได้เลือดไปทั่วตัว แม้ความเจ็บปวดจะถูกกดทับด้วยอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน แต่เลือดที่ไหลซึมออกมา ก็ยิ่งสะสมความกลัวและความสิ้นหวังในใจของมันให้เพิ่มมากขึ้น
มันไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายหายไปไหน และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงสัมผัสการมีอยู่ของอีกฝ่ายในฐานะ "ผู้เล่น" ไม่ได้เลย
จนกระทั่งเศษกระจกแตกแหลมคมทิ่มเข้าที่ไหล่ขวา จนมันล้มคะมำลงไปในกองเศษกระจก กำแพงแห่งจิตใจของไอ้หมูตอนก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์
"พี่สาวครับ พี่สาว ผมผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตผมเถอะ ผมโดนบังคับมา..."
ตอนนี้น้ำตาและน้ำมูกของไอ้หมูตอนไหลอาบหน้า มันนอนขดตัวอยู่ตรงมุมกระจกที่แตกละเอียด ร้องโหยหวนพลางพยายามถอยกรูดหนี
เห็นได้ชัดว่า หลังจากแขนขวาใช้งานไม่ได้ มันก็เสียขวัญจนสติแตกไปแล้วจริงๆ
ถึงกับเรียกเกาอี้ว่า "พี่สาว" ออกมาเต็มปากเต็มคำ
ก็เข้าใจได้ไม่ยากหรอก ไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่า "โจร" พวกนี้ วันๆ ก็เก่งแต่หมาหมู่รังแกคนที่อ่อนแอกว่านั่นแหละ
อาวุธพวกนั้นก็มีไว้แค่ขู่เท่านั้น เอาเข้าจริงพวกมันก็แทบจะไม่เคยใช้ต่อสู้จริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง
ถ้ามั่นใจในฝีมือตัวเองนัก ทำไมไม่ไปโชว์เทพในดันเจี้ยนล่ะ
พอลองมาคิดดูดีๆ คนที่มีฝีมือและคอยสั่งการในกลุ่มสี่คนนี้จริงๆ ก็คือผู้หญิงกับไอ้แห้งที่เขาจัดการไปตั้งแต่แรกแล้ว
ส่วนไอ้สองตัวที่เหลือนี่ แทบจะไม่มีสมองและฝีมืออะไรเลย แถมยังขี้ขลาดตาขาวที่สุดด้วย
แต่จะว่าไป เขากลับถูกโจรปลายแถวพวกนี้ไล่ต้อนจนมุมซะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย...
แต่ตอนนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โจรพวกนี้อีกต่อไปแล้ว
เกาอี้เงี่ยหูฟัง เอฟเฟกต์ของ [นักสืบเก้าอี้โยก] หมดฤทธิ์แล้ว ผลจากการใช้พลังจิตมากเกินไปแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน ผลข้างเคียงก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แต่เขาก็ยังกัดฟันข่มความเจ็บปวด ฟังความเคลื่อนไหวภายนอกเขาวงกต
กองกำลังติดอาวุธครบมือยังไม่บุกเข้ามา แต่น่าจะเตรียมตัวพร้อมแล้ว
ทว่า จากเสียงฝีเท้าและเสียงวิทยุสื่อสารแผ่วๆ เกาอี้ก็พอจะเดาได้ว่าคนของ "สำนักงานสืบสวน" ที่กำลังบุกเข้ามามีไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน
เสียงซ่าๆ จากวิทยุสื่อสาร เสียงเนื้อผ้าเสียดสีกัน เสียงปลดเซฟปืน... มีปืนด้วย!
เกาอี้ก้มดูมือถือ ตอนนี้เวลา 20:59 น.
ผลของ [หน้ากากหมอก] บนใบหน้าของเขาก็ใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว
เขาหันไปมองไอ้หมูตอน มันไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขา ได้แต่นอนขดตัวร้องครวญครางอยู่ตรงนั้น
"เอาเงินเกม ยา แล้วก็ปลอกแขนนั่นส่งมาให้หมด แล้วฉันจะไว้ชีวิตแก!"
ถึงแม้ภัยอันตรายจะจ่อคอหอยอยู่รอมร่อ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้เกาอี้ยกเศษกระจกขึ้นมาขู่รีดไถไอ้หมูตอนจนหยดสุดท้าย
ไอ้หมูตอนที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตไปแล้ว ไม่ลังเลแม้แต่น้อย มันล้วงของทุกอย่างออกมาให้เกาอี้จนเกลี้ยง ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ยังหลงเหลืออยู่
เกาอี้ไม่มีเวลามานั่งเช็กของทีละชิ้น เขาจับของทุกอย่างยัดใส่ช่องเก็บของตรงข้อมือ กะว่าเดี๋ยวค่อยไปตรวจดูทีหลัง
บนผนังกระจกในเขาวงกต ปรากฏเงาของเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีดำให้เห็นแล้ว ดูเหมือนคนของ "สำนักงานสืบสวน" จะรู้แล้วว่าศึกระหว่างตั๊กแตนตำข้าวกับจักจั่นจบลงแล้ว
พวกเขารู้ว่า ตอนนี้ถึงเวลาที่นกกระจาบอย่างพวกเขาต้องออกโรงแล้ว
หนี... คงไม่มีทางหนีรอดไปได้ง่ายๆ แน่
ถ้าเขาเดินออกไปยอมมอบตัวดีๆ พวกนั้นก็คงไม่ถึงขั้นเปิดฉากยิงใส่หรอกมั้ง?
ถ้าจะให้พูดตรงๆ สิ่งที่เขาทำลงไปก็น่าจะเข้าข่ายป้องกันตัวแหละ...
แต่เกาอี้ก็ยังไม่คิดจะยอมแพ้และปล่อยให้คนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตของเขาอยู่ดี
ที่เขากล้าหนีเข้ามาในที่ที่ไม่มีทางออกแบบนี้ ก็เป็นเพราะเขายังมีไพ่ตายใบสุดท้ายอยู่นั่นเอง
เขาตวัดมือขวา ตั๋วใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
มันคือตั๋วใบที่จ้าวเชียนให้เขามาเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง
[เรื่องลี้ลับซีเฉิง (7 ดาบ)]
[โหมด: หลายคน]
[เวลาเริ่ม: 00:00:13]
จู่ๆ ความทรงจำก็หวนกลับมา เสียงของไอ้หมอผีจอมกวนประสาทคนนั้นดังขึ้นในหัวของเกาอี้
"ผลการทำนายบอกไว้แบบนี้ นายต้องได้เข้าไปในดันเจี้ยนนี้แน่นอน"
นี่เขาต้องโดนบีบให้เข้าดันเจี้ยนนี้จริงๆ เหรอเนี่ย... ไม่รู้เลยว่าไอ้เด็กนั่นมันมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ สัมผัสได้ถึงรูปร่างที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป เวลาของ [หน้ากากหมอก] หมดลงแล้ว ร่างกายเดิมของเขาน่าจะกลับมาแล้วล่ะ
อดพักผ่อนสบายๆ อีกแล้วสิเรา...
นี่คือความคิดสุดท้ายในหัวของเกาอี้ ก่อนที่แสงสีขาวจะสว่างวาบขึ้นมา
...
"หัวหน้าครับ ทำไมคุณถึงลงมาคุมเองเลยล่ะครับ?"
ภายในพื้นที่กว้างขวางของ "สวนสนุกเด็ก" ลูกค้าถูกอพยพออกไปจนหมดแล้ว
ในที่เกิดเหตุ เหลือเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและคนจากสำนักงานสืบสวนในชุดเครื่องแบบที่กำลังตามเก็บกวาด ซากปรักหักพัง โดยมีเจ้าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าสองสามคนคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ
ทั้งเคลียร์พื้นที่ คุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวน ควบคุมกระแสข่าว เขียนรายงาน...
นั่นหมายความว่า วันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนในที่นี้ได้จบสิ้นลงแล้ว
เจ้าหน้าที่หญิงที่คอยสั่งการอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา พอหันไปมองก็พบว่าคนที่มาคือผู้บัญชาการสูงสุดของภารกิจในครั้งนี้นี่เอง
เขาไม่ได้ใส่เครื่องแบบ แต่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีดำสไตล์นักธุรกิจ ใบหน้าถูกบดบังอยู่ภายใต้เงาของปีกหมวก
ชายที่ถูกเรียกว่าหัวหน้ากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะเอ่ยปากถามช้าๆ:
"จับตัวได้หมดแล้วใช่ไหม?"
"ควบคุมตัวโจรได้ทั้ง 4 คนแล้วค่ะ เหลือแค่ผู้เล่นหญิงคนนั้นที่หายตัวไป..."
เขาก้มมองเศษเลโก้กับเศษหินที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น มองห้างสรรพสินค้าที่ว่างเปล่ากับเสาปูนที่หักโค่น แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ:
"ที่เมืองหนานคังมีตัวปัญหาโผล่มาอีกแล้วสินะ..."