- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 15 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (15)
บทที่ 15 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (15)
บทที่ 15 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (15)
ซูซวนจื่อและหลิ่วเอ้อนีถูกคนไปตามตัวมา
เนื่องจากปีนักษัตรของทั้งคู่ชงกับเหล่าสะใภ้ใหม่ พวกเขาจึงต้องหลบไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่เช้าตรู่ตามความเชื่อ ทำให้ไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นด้านนอก พอถูกตามตัวออกมาจึงยังมีท่าทีงุนงงสับสนอยู่บ้าง
อันหนิงเห็นหลิ่วเอ้อนีเดินมา ก็ยิ้มพลางเดินเข้าไปหา "คุณป้าคะ ตามหลักแล้ววันนี้เป็นวันมงคลพวกเราไม่ควรจะมาจับผิดอะไรกัน แต่ทางตระกูลหลินของเราก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมารังแกกันง่ายๆ พี่สาวของฉันเป็นสะใภ้คนโตของตระกูลซู ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมไหน พี่สาวฉันก็ควรจะได้เข้าประตูบ้านเป็นคนแรกใช่ไหมคะ?"
หลิ่วเอ้อนีได้แต่ยิ้มแห้งๆ ทำอะไรไม่ถูก
อันหนิงหันกลับไปมอง หวังหมิ่นแวบหนึ่ง "ยังไงเสียก็ต้องแบ่งลำดับใหญ่เล็กกันบ้างสิ เธอแต่งกับลูกคนที่สาม ถ้าขืนปล่อยให้เธอเข้าบ้านก่อนคนอื่นเขาจะพูดยังไง ใครจะไปแยกออกว่าเธอแต่งกับใครกันแน่? หรือว่าจริงๆแล้วเธออยากจะแต่งกับพี่จื้อเฉียงกันล่ะ?"
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำเอาหวังหมิ่นหน้าเปลี่ยนสีทันที
เมื่อครู่เซวียจินเหอก็เพิ่งฉีกหน้าเธอไปหยกๆ ทำให้หวังหมิ่นโกรธจนอกแทบระเบิด พอมาเจออันหนิงจี้จุดแบบนี้เข้าอีก เธอก็เริ่มจะทนไม่ไหว
"มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ ไม่ใช่ตัวเองแต่งงานสักหน่อย จะมาพล่ามหาอะไร"
อันหนิงไม่ได้โมโห "เป็นเจ้าสาวพูดมากแบบนี้มันไม่ดีนะ ดูพี่สาวฉันสิ ตั้งแต่ต้นจนจบแทบจะไม่เอ่ยปากพูดอะไรเลย นี่ต่างหากคือกิริยาที่เจ้าสาวควรจะมี อีกอย่าง พี่สาวฉันแต่งงาน จะไม่เกี่ยวอะไรกับฉันได้ยังไง ในเมื่อพวกเธอทำตัวไม่น่าดูแบบนี้ จะไม่ให้ฉันพูดสักประโยคสองประโยคเลยหรือไง"
หลินอันผิงเดินเข้ามาสมทบข้างกายอันหนิง พลางกางแขนปกป้องพี่สาวเพราะกลัวว่าเธอจะมีปากเสียงกับคนบ้านหวัง "พี่รองพูดถูก วันนี้พี่ใหญ่แต่งงาน พวกเราในฐานะคนฝั่งเจ้าสาว ย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนพี่ได้ ทำไม? แค่พูดจาไม่กี่คำก็ไม่ได้แล้วเหรอ"
ซูซวนจื่อเห็นท่าไม่ดี รีบเข้าไปห้ามทัพ "เอาล่ะๆ เรื่องนี้เป็นเพราะฉันเองที่ไม่ได้กำชับให้ดี เมื่อกี้มัวแต่หลบอยู่เลยลืมบอกเรื่องลำดับการเข้าบ้าน อันเจี๋ยเป็นเมียเจ้าใหญ่ ยังไงก็ต้องเข้าก่อน จากนั้นค่อยเป็นเมียเจ้าสองกับเมียเจ้าสาม เอาตามนี้แหละ!"
พูดจบเขาก็รีบจูงมือหลิ่วเอ้อนีเดินหนีไปทันที
หวังหมิ่นยังคงฮึดฮัดไม่พอใจ แต่ในเมื่อซูซวนจื่อเอ่ยปากแล้ว เธอก็ทำอะไรไม่ได้ หากยังฝืนโวยวายต่อไปก็เท่ากับจะพังงานแต่งนี้ทิ้งเสีย ทางตระกูลหวังเรียกค่าสินสอดจากตระกูลซูไปตั้งมากมาย ถ้างานแต่งล่มต้องคืนเงินขึ้นมา ไม่ใช่แค่ที่บ้านเธอหรอก แม้แต่ตัวหวังหมิ่นเองก็เสียดายเงินก้อนนั้นใจจะขาด
เมื่อสถานการณ์ได้ข้อสรุป มีคนจุดประตัดขึ้นอีกครั้ง อันหนิงเหลือบมองซูจื้อเฉียง "พี่เขย ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะคะ รีบอุ้มพี่สาวฉันเข้าบ้านเร็วเข้า!"
ซูจื้อเฉียงหน้าแดงก่ำ ขานรับเสียงเบา ก่อนจะรวบตัวอุ้มหลินอันเจี๋ยวิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
พอเขาเริ่มวิ่ง ซูจื้อเจี้ยนและซูจื้อคังก็รีบอุ้มเจ้าสาวของตนตามเข้าไปติดๆ
อันหนิงถึงได้ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เธอพร้อมด้วยหลินอันผิงและญาติฝ่ายส่งเจ้าสาวคนอื่นๆ ทยอยเดินเข้าบ้านตามไป
อากาศข้างนอกหนาวจัดเหลือเกิน ทุกคนยืนตากลมอยู่นานจนมือเท้าเย็นเฉียบ ร่างกายเริ่มแข็งทื่อ พอได้เข้าบ้านมานั่งผิงไฟที่เตาถ่านครู่หนึ่ง ถึงค่อยรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
เมื่อเจ้าสาวเข้าบ้านเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือการจัดเลี้ยงอาหารชั้นเลิศ
ตระกูลซูเตรียมการไว้พร้อมแล้ว ไม่นานนักก็มีคนทยอยยกกับข้าวออกมาเสิร์ฟ
อันหนิงนั่งกินกับข้าวไปสองสามคำและตามด้วยบะหมี่อีกชาม ก่อนจะลุกขึ้นไปบอกหลินอันเจี๋ย "พี่คะ หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะ เดี๋ยวตอนพิธีโขกหัว หนูจะมาใหม่"
หลินอันเจี๋ยพยักหน้า "อื้อ กลับไปก่อนเถอะ"
อันหนิงกำชับกับพวกป้าๆ น้าๆ อีกสองสามประโยคจึงเดินทางกลับบ้าน
เมื่อเธอกลับไปถึง ตระกูลหลินเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน อันหนิงรีบเข้าไปช่วยหวังชุ่ยฮวาต้อนรับแขก คอยยกน้ำยกน้ำชาช่วยงานไม่หยุด
จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยง อันหนิงจึงเดินทางไปที่ตระกูลซูอีกครั้ง
จากนั้นก็เริ่มพิธีเริ่นชินหรือการโขกหัวทำความรู้จักญาติพี่น้อง
ในหมู่บ้านเสี่ยวกูยังคงยึดถือธรรมเนียมเก่าแก่ ในวันแต่งงานเจ้าสาวจะต้องทำความรู้จักญาติฝ่ายเจ้าบ่าว โดยการให้เจ้าสาวโขกศีรษะคำนับผู้อาวุโส และบรรดาญาติผู้ใหญ่ก็จะมอบเงินเป็นค่าเปลี่ยนคำเรียกให้เป็นการรับขวัญ
ในช่วงโขกศีรษะ เจ้าสาวทั้งสามคนก็ยังมิวายจิกกัดชิงดีชิงเด่นกันอีกรอบ กว่าพิธีจะเสร็จสิ้นก็ล่วงเลยไปถึงบ่ายสองบ่ายสามโมง
อันหนิงรอจนหลินอันเจี๋ยเปลี่ยนชุดใหม่และจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอจึงค่อยเดินทางกลับบ้าน
หลังจากผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายมาทั้งวัน อันหนิงก็รู้สึกเหนื่อยล้า เธอซัดข้าวปลาแบบลวกๆ เมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็ล้มตัวลงงีบหลับไปทันที
การนอนครั้งนี้ช่างแสนหวานและเต็มอิ่ม จนกระทั่งเธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปจนความมืดสลัวเข้าปกคลุมเสียแล้ว
หวังชุ่ยฮวาเคาะประตูเดินเข้ามา ในมือถือชามบะหมี่ใส่ไข่มาด้วย "ตอนเรียกกินข้าวลูกก็ไม่ยอมตื่น ป่านนี้คงหิวแย่แล้วล่ะสิ รีบกินอะไรเสียหน่อยนะ"
อันหนิงยิ้มพลางหยัดกายลุกขึ้นนั่ง รับชามมาซดน้ำซุปบะหมี่ไปสองสามคำถึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นเต็มตา
"แม่คะ แม่ทานหรือยัง?"
หวังชุ่ยฮวายิ้มตอบ "แม่กินเรียบร้อยแล้วล่ะ ลูกรีบกินเถอะ กินเสร็จแล้วจะได้นอนต่อ"
อันหนิงขานรับสั้นๆ แล้วก้มหน้าก้มตาโซ้ยบะหมี่อย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวบะหมี่ชามโตก็หมดเกลี้ยง เธอสวมรองเท้าลงจากเตียง ถือชามออกไปล้างจนสะอาดก่อนจะกลับเข้ามาในห้อง
หวังชุ่ยฮวายังคงนั่งรออยู่ในห้องของอันหนิง เมื่อเห็นลูกสาวกลับมาเธอก็ยิ้มพลางดึงมืออันหนิงให้นั่งลงข้างๆ "อยู่ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างลูก? ที่อาจารย์สอนน่ะฟังเข้าใจไหม ปีหน้าพอจะมีหวังสอบติดมหาวิทยาลัยกับเขาบ้างไหม"
อันหนิงรู้ดีว่าสองสามีภรรยาตระกูลหลินฝากความหวังไว้ที่เธอมากเพียงใด
ตระกูลหลินนั้นเป็นชาวนาผู้ยากไร้มาแปดชั่วอายุคน ตรากตรำทำงานหนักกับผืนดินมาหลายชั่วอายุคน จึงมีความยำเกรงและโหยหาในตัวคนมีความรู้อย่างมาก พวกเขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องส่งลูกหลานเรียนให้ถึงมหาวิทยาลัยให้ได้สักคน แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ทั้ง หลินอันเยว่และหลินอันอี้ลูกพี่ลูกน้องของอันหนิง ต่างก็เรียนไม่เอาไหน ส่วนหลินอันเจี๋ยเองก็เป็นพวกไม่รักดีเรื่องเรียน จะมีก็เพียงหลินอันหนิงเท่านั้นที่เรียนเก่งมาตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าจะสอบครั้งไหนเธอก็คว้าอันดับหนึ่งหรือไม่ก็อันดับสองมาได้ตลอด ทำเอาพี่น้องตระกูลหลินต่างพากันเทความหวังทั้งหมดมาลงที่เธอเพียงคนเดียว
แม้แต่หวังชุ่ยฮวาเองก็เฝ้าฝันอยากให้อันหนิงเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอจึงคอยถามไถ่เรื่องการเรียนอยู่ทุกวัน
อันหนิงยิ้มตอบอย่างมั่นใจ "การเรียนโอเคเลยค่ะแม่ ตอนนี้หนูเรียนเนื้อหาของม.6 จบหมดแล้ว แถมยังไปขอยืมตำราเรียนมหาวิทยาลัยมาอ่านล่วงหน้าด้วย ปีหน้าสอบติดแน่นอนไม่มีปัญหาค่ะ"
เธอกอดแขนหวังชุ่ยฮวา พลางเอนศีรษะซบไหล่แม่แล้วกระซิบเบาๆ "แม่คะ หนูอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งค่ะ"
"มหาวิทยาลัยในปักกิ่งเหรอ?"
หวังชุ่ยฮวาตกใจจนตาโต แต่ครู่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นความปลาบปลื้ม "ลูกมั่นใจไหม? นั่นมันปักกิ่งเชียวนะ..."
อันหนิงพยักหน้าอย่างแน่วแน่ "หนูสอบติดแน่นอนค่ะ"
หวังชุ่ยฮวาดีใจจนยิ้มกว้างเห็นฟันแทบทุกซี่ ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง เสียงของหลินอันผิงก็ดังลัดฟ้าเข้ามาเสียก่อน
"แม่! พี่รอง! รีบออกมาเร็วเข้า ตระกูลซูเขาตีกันเละแล้ว!"
หวังชุ่ยฮวาทิ้งเรื่องมหาวิทยาลัยไว้เบื้องหลังทันที เธอรีบคว้ามืออันหนิงวิ่งพรวดออกไปข้างนอก
อันหนิงปฏิกิริยาไว เธอคว้าเสื้อนวมตัวใหญ่มาคลุมร่างไว้ได้ทันก่อนออกพ้นประตู จึงไม่ถูกลมหนาวบาดผิวเอา
เมื่อทั้งคู่มาถึงลานบ้าน ก็เห็นหลินอันผิงยืนรอด้วยท่าทางร้อนรน "รีบไปบ้านตระกูลซูกันเถอะครับ เรื่องใหญ่แล้วนะ ได้ยินว่าพวกตระกูลหวังแห่กันมาเพียบ กำลังอาละวาดกันหนักเลย"
หวังชุ่ยฮวากลัวว่าหลินอันเจี๋ยจะโดนรังแก เธอรีบจูงมืออันหนิงกับหลินอันผิงวิ่งหน้าตั้ง พลางถามไปด้วย "แล้วพ่อแกล่ะ?"
หลินอันผิงตอบ "พ่อไปตามลุงใหญ่กับอาเล็กครับ"
หวังชุ่ยฮวาใจชื้นขึ้นมาบ้างที่มีคนไปตามพวกผู้ชายมาช่วย
เมื่อทั้งสามวิ่งไปถึงบ้านตระกูลซู ก็พบว่าคนยืนล้นลานบ้านไปหมด
หวังหมิ่นนั่งร้องไห้โฮอยู่ในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงอยู่บนพื้นดิน ขณะที่ญาติฝ่ายแม่ของเธอกับคนบ้านตระกูลซูกำลังประเคนหมัดใส่กันอย่างนัวเนีย
ยายแก่ในเสื้อกั๊กติดกระดุมป้ายกำลังจิกหัวตบตีอยู่กับหลิ่วเอ้อนี ขณะที่ชายหนุ่มฉกรรจ์หลายคนรุมยำสามพี่น้องตระกูลซู ส่วนซูซวนจื่อเองก็ถูกชายวัยกลางคนสองคนรุมล้อมโจมตีอยู่
ทว่าหลินอันเจี๋ย กลับไม่ได้หลบอยู่ในห้องหอตามธรรมเนียม เธอกำลังถืออิฐแดงไว้ในมือ คอยดักซุ่มหาจังหวะลอบโจมตีพวกคนที่มารุมตีซูจื้อเฉียงอยู่เงียบๆ!
เมื่อเห็นภาพนั้น หลินอันผิงก็สติขาดผึง เขาร้องตะโกนสุดเสียงแล้วพุ่งเข้าไปตะลุมบอนกับชายหนุ่มสองคนที่รุมซูจื้อเฉียงอยู่ ปากก็โวยวายลั่น "ทำอะไรกันน่ะ! คิดว่าคนหมู่บ้านเสี่ยวกูไม่มีคนหรือไง เล่นตีคนตอนดึกๆ แบบนี้..."