เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ตบหน้าสาวเกิดใหม่  (7)

บทที่ 7 ตบหน้าสาวเกิดใหม่  (7)

บทที่ 7 ตบหน้าสาวเกิดใหม่  (7)


แม้ว่าตอนนี้จะเป็นยุคทศวรรษที่ 80 แล้ว ทว่าหมู่บ้านเสี่ยวกูตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล จึงยังคงรักษาขนบธรรมเนียมพื้นบ้านแบบเก่าบางอย่างไว้อย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างเช่น หากคนหนึ่งทำผิดพลาด ก็อาจจะส่งผลกระทบไปถึงคนทั้งครอบครัว

บ้านไหนมีคนที่ทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม ชื่อเสียงของทั้งตระกูลก็จะพังพินาศ

หากลูกสาวบ้านไหนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หญิงสาวที่มีความเกี่ยวดองเป็นญาติกับบ้านนั้นก็จะพลอยถูกหางเลขไปด้วย

เมื่อถูกอันหนิงเตือนสติ หลินอันเจี๋ยก็พลันนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาได้

เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านเสี่ยวกูตั้งท้องก่อนแต่งจนคนเขารู้กันทั่ว บรรดาญาติมิตรที่เป็นผู้หญิงในครอบครัวของเธอต่างก็ซวยกันไปหมด แม้แต่หลานสาวที่นิสัยซื่อสัตย์เอื้อเฟื้อของเธอยังถูกฝ่ายชายถอนหมั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าหลานย่อมเหมือนอา ในเมื่ออาทำตัวไม่ดี หลานสาวก็คงไม่ใช่คนดีเด่อะไรเหมือนกัน

หลินอันเจี๋ยมองไปที่อันหนิง ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบและมีเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายออกมา

หากว่า...

อันหนิงหิ้วกระเป๋าใบนั้นออกไปจริงๆ แล้วเสื้อเชิ้ตผู้ชายที่เห็นชัดว่าไม่ใช่ของพ่อหรือน้องชายร่วงลงพื้นต่อหน้าผู้คน นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับอันหนิงแน่ แต่สำหรับหลินอันเจี๋ยผู้เป็นพี่สาว มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยสักนิด

ถึงตอนนั้น ไม่แน่ว่าซูจื้อเฉียงอาจจะขอถอนหมั้นกับเธอด้วยก็ได้

เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินอันเจี๋ยก็รู้สึกหวาดกลัวย้อนหลังขึ้นมา โชคดี... โชคดีที่อันหนิงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเสียก่อน มิฉะนั้นพวกเธอทั้งคู่คงได้พังพินาศไปพร้อมกันแน่ๆ

ในใจคิดเช่นนั้น แต่หลินอันเจี๋ยก็ยังยืนกรานไม่ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของเธอ

เธอทำน้ำตาคลอเบ้า พลางสะอึกสะอื้นเสียงเบา "หนูไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่ฝีมือหนูนะ หนูจะใส่ร้ายอันหนิงไปเพื่ออะไร? หนูจะไม่รู้เชียวหรือว่าถ้าอันหนิงเสียคน หนูเองก็ต้องพลอยซวยไปด้วย..."

เธอมองหลินอ้ายกั๋วด้วยสายตาอ้อนวอน "พ่อ พ่อต้องเชื่อหนูนะ หนูไม่ใช่คนแบบนั้น"

หลินอ้ายกั๋วมองเห็นความมีพิรุธในแววตาของหลินอันเจี๋ยได้อย่างชัดเจน แต่เพียงชั่วพริบตา หลินอันเจี๋ยก็ซ่อนอารมณ์นั้นไว้ได้อย่างมิดชิดจนทำให้หลินอ้ายกั๋วรู้สึกเอียนในท่าทีนั้น

"เอาละ เรื่องนี้ห้ามใครยกขึ้นมาพูดอีก"

หลินอ้ายกั๋วตบโต๊ะเบาๆ ถือเป็นการปิดฉากเรื่องนี้ลง

เขาหันไปสั่งหวังชุ่ยฮวา "คุณไปช่วยอันหนิงเก็บของหน่อยเถอะ เดี๋ยวให้อันผิงขี่จักรยานไปส่งอันหนิงที่โรงเรียน"

หวังชุ่ยฮวารับคำ เธอรีบไปเก็บแผ่นแป้งไว้ใส่ถุง จัดเตรียมผักกาดดอง และแบ่งเนื้อกับไส้กรอกที่เหลือจากการเลี้ยงแขกใส่อีกถุงให้อันหนิง เมื่อเตรียมเสร็จก็เร่งให้หลินอันผิงไปส่งพี่สาว

อันหนิงหิ้วกระเป๋าเดินออกมาจากห้อง หลินอันผิงที่รีบอยากจะขี่จักรยานยืนเร่งอยู่ในลานบ้านแล้ว

สีหน้าของอันหนิงดูไม่สู้ดีนัก เธอกระชับกระเป๋าแล้วเดินตามหลินอันผิงออกไปอย่างเชื่องช้า

เมื่ออันหนิงจากไปแล้ว หลินอ้ายกั๋วก็ถลึงตาใส่หลินอันเจี๋ย "เมื่อกี้อันหนิงกับอันผิงอยู่ พ่อเลยไม่อยากจะว่าอะไรแกมาก แต่ตอนนี้พวกนั้นไปแล้ว พ่อต้องพูดกับแกให้รู้เรื่อง แกกำลังจะแต่งเข้าตระกูลซูอยู่รอมร่อ ช่วงนี้ก็ทำตัวให้มันดีๆหน่อย ถ้าแกยังกล้าก่อเรื่องอีก พ่อจะเรียกลุงใหญ่กับอาเล็กของแกมาล้อมวงสะสางเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที"

น้ำเสียงของหลินอ้ายกั๋วจริงจังและแฝงไปด้วยการข่มขู่ ทำให้หลินอันเจี๋ยรู้สึกขยาด

เธอตอบรับเสียงค่อย "หนู... หนูทราบแล้วค่ะ"

หวังชุ่ยฮวามองลูกสาวคนโตแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

ลูกคนนี้ถูกเธอตามใจจนเสียคนไปหมดแล้ว อายุขนาดนี้แล้วงานการก็ทำไม่เป็น นิสัยใจคอก็ไม่ดี ไม่รู้ว่าแต่งเข้าตระกูลซูไปแล้วจะทนไหวไหม กลัวแต่ว่าจะต้องไปตกระกำลำบากอยู่ใต้เงื้อมมือแม่ผัวน่ะสิ

เมื่อนึกถึงหลิ่วเอ้อนีแม่ของซูจื้อเฉียงที่มีนิสัยดุร้ายและปากจัด หวังชุ่ยฮวาก็ยิ่งกังวลแทนหลินอันเจี๋ยมากขึ้นไปอีก

หลินอันผิงปั่นจักรยานไปส่งอันหนิงที่โรงเรียนมัธยมประจำตำบล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนกำลังกลับเข้าโรงเรียนพอดี ที่หน้าประตูโรงเรียนจึงเห็นนักเรียนจำนวนมากหิ้วกระเป๋าสัมภาระเดินเข้าประตูไป

อันหนิงกระโดดลงจากจักรยานพลางโบกมือให้หลินอันผิง "เอาละ รีบกลับบ้านเถอะ อย่ารอจนมืดเดี๋ยวจะเดินทางจะลำบาก"

หลินอันผิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว "ได้ครับพี่ ผมไปก่อนนะ ถ้ามีเรื่องอะไรก็ฝากคนมาส่งข่าวด้วยล่ะ"

อันหนิงพยักหน้า มองตามหลังหลินอันผิงที่ปั่นจักรยานห่างออกไปจนลับสายตา แล้วจึงเดินเข้าประตูโรงเรียนไป

เธอหิ้วกระเป๋ามุ่งหน้าไปยังหอพักเป็นอันดับแรก

ในช่วงเวลานี้อากาศหนาวจัดมากแล้ว ทว่าภายนอกยังพอมีไออุ่นจากแสงแดดหลงเหลืออยู่บ้าง จึงดูจะอุ่นกว่าภายในห้องเล็กน้อย

เนื่องจากเป็นวันหยุด หอพักจึงไม่ได้ก่อไฟมานานกว่าหนึ่งวันเต็ม เมื่อก้าวเข้าไปข้างในจึงรู้สึกหนาวเหน็บราวกับอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง

แม้แต่คนอย่างอันหนิงยังอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เธอจึงกระทืบเท้าแรงๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาบ้าง

เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึง อันหนิงจึงหาอุปกรณ์เชื้อไฟและเริ่มจุดเตา

ในยุคนั้นยังไม่มีระบบทำความร้อน ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียนหรือหอพัก ต่างก็ต้องใช้เตาดิน เพื่อสร้างความอบอุ่น เตาแบบนี้จุดติดยากมาก หากไม่ระวังไฟก็พร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้หากจุดทิ้งไว้นานๆ จะมีกลิ่นถ่านหินฟุ้งกระจายจนทำให้เวียนหัวตาลาย และหากนอนหลับไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจจะเกิดอันตรายจากการสูดดมก๊าซพิษจากถ่านหินได้

ถึงแม้เตาดินจะมีข้อเสียสารพัด แต่เพื่อความอบอุ่น พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้มัน

อันหนิงถอดเสื้อนวมตัวนอกออก แล้วหาเสื้อคลุมกันเปื้อนที่ทนต่อความเลอะเทอะมาสวมทับ เธอหยิบเศษกระดาษและฟืนเชื้อไฟมาจุดจนไฟเริ่มลุกโชน เมื่อไฟแรงได้ที่แล้วเธอก็เริ่มทยอยใส่ก้อนดินผสมถ่านลงไปทีละก้อน

ในยุคนี้ ถ่านหินถือเป็นของราคาแพงสำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านกลางหุบเขา ในฤดูหนาวพวกเขาไม่อาจสู้ราคาถ่านหินเป็นก้อนๆ ได้ ทุกคนจึงมักจะซื้อผงถ่านมาผสมกับดินโคลนแล้วปั้นเป็นก้อนเพื่อใช้แทน ซึ่งวิธีนี้ช่วยประหยัดถ่านหินไปได้มากทีเดียว

ทางโรงเรียนเองก็เช่นกัน ทุกปีเมื่อเข้าสู่ต้นฤดูหนาว นักเรียนจะต้องทำก้อนดินผสมถ่านในวิชาเกษตรหรือวิชาแรงงาน โดยต้องทำสะสมไว้ให้เพียงพอสำหรับใช้ตลอดทั้งฤดูหนาว จากนั้นแต่ละห้องเรียนก็จะเก็บโควตาของตนเองไว้และใช้อย่างประหยัดที่สุด

อันหนิงจุดไฟได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานก้อนดินผสมถ่านก็เริ่มติดไฟ ประกายไฟดวงเล็กๆ ที่กระเด็นออกมาช่วยให้ห้องทั้งห้องเริ่มมีไออุ่นขึ้นมาบ้าง

แม้ไฟจะติดแล้ว แต่เพราะการจุดไฟทำให้ในห้องมีกลิ่นควันและฝุ่นคลุ้งไปหมด

อันหนิงจึงรีบพรมน้ำลงบนพื้นแล้วกวาดห้องรอบหนึ่ง จากนั้นก็จัดที่นอนของตนเองให้เรียบร้อย เมื่อทำความสะอาดเสร็จเธอก็เปลี่ยนชุดกันเปื้อนออก แล้วใช้น้ำร้อนที่ต้มบนเตามาล้างหน้าล้างตา

หลังจากขยับร่างกายไปมาครู่ใหญ่เธอก็เริ่มรู้สึกหิว จึงนำไส้กรอกและแผ่นแป้งที่พกมาจากบ้านมาเสียบด้วยตะเกียบแล้วย่างบนเตาพอให้ร้อนเพื่อกินประทังหิว

ไส้กรอกนี้เป็นฝีมือที่บ้านทำเองจึงใส่เครื่องปรุงรสจัดจ้าน ส่วนแผ่นแป้งก็เพิ่งทำมาไม่นานยังพอมีไออุ่นหลงเหลืออยู่ เมื่อนำมาย่างไฟเช่นนี้ กลิ่นหอมกรุ่นก็เริ่มตลบอบอวลไปทั่วห้อง

จังหวะนั้นเอง มีเพื่อนร่วมห้องผลักประตูเข้ามาพอดี เมื่อเห็นอันหนิงกำลังกินของอร่อย เธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย

เพื่อนคนนั้นเบือนหน้าหนี วางกระเป๋าลงแล้วหยิบกระติกน้ำไปกดน้ำร้อนมาเทใส่ชาม นำแผ่นแป้งที่เย็นชืดและแข็งกระด้างลงไปแช่พอนิ่ม แล้วรีบกินคู่นับผักกาดดองอย่างหิวโหย

อันหนิงนั่งละเลียดกินไส้กรอกอยู่ด้านข้าง กัดไส้กรอกคำหนึ่งสลับกับแผ่นแป้งคำหนึ่ง กินอย่างเอร็ดอร่อยเป็นที่สุด

เธอกินไส้กรอกไปครึ่งหนึ่งและแผ่นแป้งอีกหนึ่งแผ่น ส่วนที่เหลือเธอเก็บเข้าตู้ของตนเอง โดยตลอดทั้งกระบวนการนั้น เธอไม่มีท่าทีว่าจะแบ่งให้เพื่อนชิมเลยแม้แต่น้อย

เพื่อนคนนั้นก้มหน้าต่ำ แววตาฉายแววริษยาออกมาวูบหนึ่ง

อันหนิงทำเป็นมองไม่เห็น หลังจากจัดของเสร็จเธอก็หยิบหนังสือมานั่งอ่านบนเตียง

หลังจากนั้น เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ก็ทยอยกันเข้ามา ทุกคนต่างพกของกินมาจากบ้านกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครเอ่ยปากชวนให้คนอื่นชิมแม้แต่คำเดียว

ในยุคนี้ทุกคนต่างก็ไม่ได้มั่งมี หลายครอบครัวยังกินไม่อิ่มท้องด้วยซ้ำ อาหารจึงเป็นของล้ำค่าสำหรับทุกคน ต่อให้เป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ก็ไม่มีใครใจกว้างพอที่จะแบ่งปันอาหารของตนออกไปง่ายๆ

เพราะอันหนิงเข้าใจจุดนี้ดี เมื่อครู่เธอจึงไม่ได้เอ่ยปากชวนเพื่อนที่ฐานะทางบ้านดูไม่ค่อยดีคนนั้น

อันหนิงอ่านหนังสือไปได้สักพัก ก็มีเพื่อนเดินเข้ามาถาม "อันหนิง ผลสอบครั้งนี้ออกหรือยัง เธอได้คะแนนเท่าไหร่เหรอ?"

อันหนิงยิ้มพลางวางหนังสือลง "ยังไม่ออกเลยจ้ะ พรุ่งนี้น่าจะประกาศคะแนนนะ ฉันว่าฉันก็น่าจะทำได้พอใช้ได้อยู่"

พูดตามตรง อันหนิงเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมทำคะแนนไว้เท่าไหร่ เธอรู้เพียงว่าเจ้าของร่างผลการเรียนดีมากและได้ที่หนึ่งตลอด แต่โรงเรียนแห่งนี้เป็นเพียงโรงเรียนมัธยมประจำตำบลที่ห่างไกล ต่อให้ได้ที่หนึ่ง คะแนนก็อาจจะไม่สูงส่งเท่าไหร่นัก

อันหนิงก้มหน้ายิ้มบางๆ เธอตัดสินใจแล้วว่าในช่วงเวลานี้เธอจะพัฒนาคะแนนให้สูงขึ้น และค่อยๆ แสดงความสามารถที่โดดเด่นออกมาทีละน้อย

ในเมื่อเจ้าของร่างเดิมอยากเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้ได้ อันหนิงตั้งเป้าไว้ว่าเธอจะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้!

จบบทที่ บทที่ 7 ตบหน้าสาวเกิดใหม่  (7)

คัดลอกลิงก์แล้ว