เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40.เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว

บทที่ 40.เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว

บทที่ 40.เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว


​เช้าวันรุ่งขึ้น

​ฉินอี้และอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ เดินทางออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานกว้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

​"ศิษย์พี่ฉิน ศิษย์พี่อวิ๋น" หวังชงรีบเดินเข้ามาทักทาย ทำตัวเป็นศิษย์น้องที่ว่าง่ายอย่างรู้หน้าที่

​ฉินอี้พยักหน้ารับทักทายหวังชง ก่อนจะชวนคุยสัพเพเหระอยู่สองสามประโยค

ที่ลานกว้างแห่งนี้ คลาคล่ำไปด้วยคนหนุ่มสาวจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็คือศิษย์ใหม่ที่เข้าร่วมการทดสอบพร้อมกับฉินอี้นั่นแหละ และก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นอัจฉริยะที่ถูกรับเข้าสำนักยุทธ์เทียนซิงเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่ถึงปี

​ชายหนุ่มร่างกำยำ ผิวสีทองแดงผู้หนึ่ง กำลังจ้องมองฉินอี้ด้วยสายตาเย็นชา

​ชายผู้นี้คืออัจฉริยะที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเทียนเสวียน นามว่าหวังเฉียง

​ปัจจุบันเขามีระดับพลังถึงขอบเขตแก่นทองคำที่มีแก่นเงินขั้นที่ห้า และครอบครองกายาวิเศษระดับสุดยอด ที่มีชื่อว่าสายเลือดคลุ้มคลั่ง

​เมื่อใดที่เขาปลดปล่อยพลังสายเลือดออกมา เขาก็จะกลายเป็นคนบ้าคลั่ง และพละกำลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

​หากวัดกันที่พลังต่อสู้แล้ว หวังเฉียงแข็งแกร่งกว่าฉินกวงที่มีระดับพลังขอบเขตแก่นทองคำขั้นที่เจ็ด ซึ่งเพิ่งจะตกตายด้วยน้ำมือของฉินอี้ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเสียอีก

​แม้จะถูกหวังเฉียงจ้องมองเขม็ง แต่ฉินอี้ก็ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

​มองไปเถอะ อยากมองก็มองไป จะมองให้ตาถลนก็ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของเขาร่วงสักเส้นหรอก

​ที่มุมหนึ่งของกลุ่มศิษย์ตำหนักเทียนซู บรรดาอัจฉริยะที่ถูกรับเข้าสำนักเป็นกรณีพิเศษต่างก็รวมหัวกันจ้องมองมาที่ฉินอี้ แววตาของพวกเขาซ่อนเร้นความอาฆาตมาดร้ายไว้อย่างมิดชิด

​ในสถานการณ์เช่นนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะลงมือ

​พวกเขาย่อมไม่โง่พอที่จะออกไปโวยวายหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อนหรอก ทุกอย่างต้องรอให้ไปถึงหนองน้ำโลหิตมรณะเสียก่อน ค่อยว่ากันอีกที

​ครู่ต่อมา

​ชายชราผู้หนึ่ง ก็ได้นำชายวัยกลางคนสองคน พร้อมด้วยศิษย์สายในของสำนักยุทธ์เทียนซิงที่ดูมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์อีกกลุ่มหนึ่ง เดินเข้ามาในลาน

​ชายชราผู้นี้มีนามว่าโจวเลี่ยหยาง ดำรงตำแหน่งรองเจ้าหอภารกิจแห่งสำนักยุทธ์เทียนซิง

​หอภารกิจของสำนักยุทธ์เทียนซิงนั้น ไม่ได้ขึ้นตรงต่อตำหนักใดตำหนักหนึ่งในเจ็ดตำหนัก แต่ขึ้นตรงต่อท่านเจ้าสำนักเพียงผู้เดียว การทดสอบศิษย์ใหม่ในครั้งนี้ จึงอยู่ในความรับผิดชอบของหอภารกิจ

​เมื่อโจวเลี่ยหยางมาถึง เสียงจอแจในลานกว้างก็เงียบสนิทลงทันที

​สายตาของเขากวาดมองไปทั่วฝูงชน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ฉินอี้และอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ครู่หนึ่ง

​เขาไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ออกคำสั่งให้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หนองน้ำโลหิตมรณะทันที

​เรือเหาะวิญญาณลำมหึมาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

​ทุกคนต่างพากันขึ้นไปบนเรือเหาะ

​พื้นผิวของเรือเหาะวิญญาณส่องประกายเจิดจ้า วินาทีต่อมา เสียงระเบิดก็ดังสนั่น พร้อมกับที่เรือเหาะพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ หายลับไปจากน่านฟ้าของสำนักยุทธ์เทียนซิงในชั่วพริบตา!

​สองวันต่อมา

​เรือเหาะวิญญาณก็เดินทางมาถึงหนองน้ำโลหิตมรณะ

​ทุกคนยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือเหาะ ทอดสายตามองลงไปยังหนองน้ำโลหิตมรณะเบื้องล่าง

​หมอกสีเลือดหนาทึบม้วนตัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

​แม้จะอยู่บนท้องฟ้าสูงลิบ แต่พวกเขาก็ยังคงได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยมาเตะจมูก

​ศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมการทดสอบ ต่างแสดงสีหน้าหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด

​แม้ว่าพวกเศษสวะลัทธิมารโลหิตที่กบดานอยู่ที่นี่ จะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนัก แต่เมื่อนึกถึงวิธีการอันโหดเหี้ยมอำมหิตของพวกมัน ก็อดที่จะรู้สึกหวาดผวาไม่ได้

​ทว่าในใจของฉินอี้ กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

​เพราะในวินาทีนี้ แม้จะยังไม่ได้ก้าวเข้าไปในดงหมอกสีเลือดนั้น แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงเลือดลมและพลังในร่างกายที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

​สถานที่แห่งนี้... ช่างเหมาะเหม็งราวกับสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

​โจวเลี่ยหยาง รองเจ้าหอภารกิจ เริ่มกล่าวเปิดงาน

​น้ำเสียงของเขาก้องกังวาน ทรงพลัง

​"ฟังให้ดี การทดสอบในครั้งนี้ จะกินเวลาทั้งหมดสิบวัน!"

​"พวกเศษสวะลัทธิมาร ก่อกรรมทำเข็ญมานับไม่ถ้วน สมควรตายร้อยครั้งพันครั้ง!"

​"พวกเจ้าเข้าสู่สำนักยุทธ์เทียนซิงแล้ว ในอนาคตก็ต้องรับมือกับพวกมารพวกนี้อยู่บ่อยๆ เพราะภารกิจของสำนักยุทธ์เทียนซิงกว่าครึ่ง ล้วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามพวกมารทั้งสิ้น!"

​"การทดสอบครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของพวกเจ้าในฐานะศิษย์สำนักยุทธ์เทียนซิง!"

​"เมื่อการทดสอบเริ่มขึ้น จงสังหารพวกเศษสวะลัทธิมารโลหิต แล้วยึดป้ายประจำตัวของพวกมันมาให้ได้ เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง ป้ายประจำตัวเหล่านั้นจะถูกนำมาคำนวณเป็นแต้มดาราให้พวกเจ้า!"

​"หลังจากครบสิบวัน ผู้ที่ได้แต้มดาราสูงสุด จะได้รับรางวัลพิเศษเป็นแต้มดาราสามพันแต้ม อันดับสองได้สองพันแต้ม และอันดับสามได้หนึ่งพันแต้ม"

​"แต่ถ้าใครทำแต้มดาราได้ไม่ถึงสามร้อยแต้มภายในสิบวันนี้ ก็เชิญไสหัวออกจากสำนักยุทธ์เทียนซิงไปได้เลย"

​เมื่อโจวเลี่ยหยางกล่าวจบ ก็มีคนนำยันต์สวรรค์มาแจกจ่ายให้กับศิษย์ใหม่ที่เข้าร่วมการทดสอบทุกคนคนละแผ่น

​ยันต์สวรรค์แผ่นนี้ มีหน้าที่หลักคือใช้สำหรับขอความช่วยเหลือเมื่อตกอยู่ในอันตราย

​เพียงแค่ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในยันต์สวรรค์ โจวเลี่ยหยางก็จะสามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำ และจะส่งคนไปช่วยเหลือทันที

​หลังจากแจกจ่ายยันต์สวรรค์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

​โจวเลี่ยหยางก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "เด็กๆ เอ๋ย เส้นทางแห่งวิถียุทธ์ของพวกเจ้า เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันนี้นี่แหละ และเส้นทางนั้น ก็รอพวกเจ้าอยู่เบื้องล่าง จงงัดความกล้าหาญของพวกเจ้าออกมา แล้วลงไปเผชิญหน้ากับการทดสอบนี้ซะ!"

​สิ้นคำพูด

​ร่างของคนหนุ่มสาวก็พุ่งทะยานลงมาจากเรือเหาะวิญญาณทีละคนๆ

​ฉินอี้ อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ และหวังชง จับกลุ่มกันเป็นทีมสามคน ทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าสู่หนองน้ำโลหิตมรณะ เลือดลมและพลังในร่างกายของฉินอี้ก็ยิ่งเดือดพล่านขึ้นไปอีก!

​โดยที่เขาไม่ต้องตั้งสมาธิเพ่งจิตเลยด้วยซ้ำ

​ร่างจำแลงมารร้ายก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเขาเอง

​ภาพเงาของทะเลเลือดเบื้องล่างร่างจำแลงมารร้าย เดือดพล่านขึ้นมาทันที

​"ศิษย์พี่ฉิน พวกเราจะไปทางไหนกันดี?" หวังชงเอ่ยถาม

​ฉินอี้มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ พลางเอ่ย "ตามข้ามา!"

​เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ความผันผวนของพลังลึกลับบางอย่างที่แผ่ซ่านมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้นั้น รุนแรงที่สุด!

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์และหวังชงรีบเร่งฝีเท้าตามฉินอี้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ทันที

​ผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ

​จู่ๆ ฉินอี้ก็หยุดเดิน

​กระบี่เต๋าระดับต่ำเทียนจวินถูกชักออกจากฝัก แสงกระบี่เย็นเยียบสว่างวาบ

​สีหน้าของอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์เคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางชักกระบี่ที่เปล่งประกายความคมกริบออกมาเช่นกัน

​หลังจากนางควบแน่นแก่นทองคำระดับต่ำได้สำเร็จ และได้รับรางวัลเป็นแต้มดาราสามหมื่นแต้ม มู่หว่านก็ยังได้มอบแต้มดาราเพิ่มให้อีกก้อนหนึ่ง เพื่อให้นางนำไปแลกกระบี่วิญญาณระดับสุดยอดเล่มนี้มา

​ส่วนหวังชงก็กระชับหอกยาวในมือแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมเตรียมพร้อมรับมือ

​"คุณชายฉิน เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?" อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ แต่กลับไม่พบร่องรอยของศัตรูในบริเวณใกล้เคียงเลย

​หวังชงเองก็มีสีหน้างุนงง เขาไม่สัมผัสถึงความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย

​ฉินอี้ไม่ตอบคำ เขาก้าวเท้าออกไป พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดฟันกระบี่ลงไปอย่างดุดัน

​พื้นโคลนของหนองน้ำถูกกระบี่ของฉินอี้ฟันขาดกระจุย

​"อ๊าก!"

​เสียงร้องโหยหวนดังลั่น

​วินาทีต่อมา ร่างหลายร่างก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน พวกมันกระจายตัวโอบล้อมฉินอี้ อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ และหวังชงไว้ตรงกลางอย่างรวดเร็ว

​มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดยี่สิบกว่าคน

​แต่ละคนล้วนแผ่ซ่านกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

​บนหน้าผากของพวกมัน มีรอยสักรูปดอกบัวสีเลือดแดงฉานปรากฏอยู่

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์และหวังชงต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

​พวกเศษสวะลัทธิมารเจ้าเล่ห์นัก แถมที่นี่ยังเป็นถิ่นของพวกมัน นึกว่าจะหาตัวจับยากซะอีก

​ที่ไหนได้ ฉินอี้เล่นขุดขึ้นมาทีเดียวทั้งรังเลย...

​ผู้นำของกลุ่มมารโลหิตกลุ่มนี้ เป็นชายวัยกลางคนที่มีระดับพลังขอบเขตแก่นทองคำขั้นที่สาม มันจ้องมองฉินอี้ พลางแค่นเสียงเย็น "ประสาทสัมผัสเฉียบแหลมดีนี่!"

​"ตอนแรกข้ากะจะรอให้พวกเจ้าเดินผ่านไปก่อน แล้วค่อยลอบโจมตีทีเถอะ จากนั้นพวกข้าจะได้ดูดกลืนเลือดเนื้ออันโอชะของพวกเจ้าทั้งสามคนให้อิ่มหนำสำราญ!"

​"ไม่นึกเลยว่า เจ้าจะรู้ตัวก่อนซะได้!"

​"แต่ถึงรู้แล้วจะทำไมล่ะ? ยังไงซะพวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!"

​"ส่วนแม่นางคนสวยนั่น ข้าจะ..."

​พริบตาต่อมา

​ประกายกระบี่สว่างวาบดุจสายฟ้าแลบ

​ฉึก!

​กระบี่ของฉินอี้แทงทะลุลำคอของหัวหน้ากลุ่มมารโลหิตอย่างแม่นยำ

​ฉินอี้ยืนอยู่เบื้องหน้ามัน พร้อมกับแสยะยิ้มเย็นเยียบ พลางเอ่ย "เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว!"

จบบทที่ บทที่ 40.เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว