เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

​บทที่ 220.สิบวันสุดท้าย

​บทที่ 220.สิบวันสุดท้าย

​บทที่ 220.สิบวันสุดท้าย


​เสียงของนายกองหน้าบาก ดังก้องสะท้อนไปทั่วสุสานหลวงอันกว้างใหญ่ ในความคิดของเขา พวกเขาคือตัวแทนของผู้สำเร็จราชการ ตัวแทนของว่าที่ฮ่องเต้ และเป็นตัวแทนของกฎหมายแห่งต้าเซี่ย!

​อย่าว่าแต่ซื่อจื่อที่สิ้นไร้ไม้ตอกเลย ต่อให้อดีตเจิ้นเป่ยอ๋องมายืนอยู่ตรงนี้ ก็ยังต้องเกรงใจพวกเขาสักสามส่วน!

​ทว่า เซียวจวินหลินก็ยังคงไม่หันหน้ากลับมา ไม่แม้แต่จะหยุดชะงักการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าทหารนับร้อยนายที่ยืนอยู่ตรงนี้ เป็นแค่สายลมแผ่วเบาที่พัดผ่านหูไปเท่านั้น

​การถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบนี้ มันชวนให้โมโหยิ่งกว่าการถูกด่าทอเสียอีก

​ใบหน้าของนายกองหน้าบากดำคล้ำลงทันที

​“เซียวจวินหลิน! แกกล้าขัดคำสั่งของท่านผู้สำเร็จราชการเชียวรึ! หรือว่าแกอยากจะลองไปนอนในคุกดูสักรอบ!”

​เขาสะบัดมืออย่างแรง พร้อมกับตวาดลั่น

​“จับตัวมัน!”

​“รับทราบ!”

​ทหารคนสนิทฝีมือดีที่สุดกว่าสิบคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ขานรับเสียงดังฟังชัด พวกเขาประสานงานกันอย่างรู้ใจ ก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมกัน เสียงโซ่ตรวนในมือดังกราว เตรียมจะเข้าไปคล้องคอเซียวจวินหลิน

​แต่วินาทีที่พวกเขาก้าวล่วงล้ำเข้ามาในระยะสามก้าวรอบตัวเซียวจวินหลิน

​รังสีอำมหิตที่มองไม่เห็น ก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง!

​มันไม่ใช่พายุ แต่กลับรุนแรงยิ่งกว่าพายุ! ไม่ใช่คลื่นยักษ์ แต่กลับถาโถมยิ่งกว่าคลื่นยักษ์!

​ทหารคนสนิทกว่าสิบคนที่พุ่งเข้ามาเป็นกลุ่มแรก รู้สึกเหมือนตัวเองวิ่งไปชนกับภูเขาที่มองไม่เห็น หน้าอกถูกกระแทกด้วยพลังมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ ชุดเกราะเหล็กชั้นดีที่สวมใส่อยู่ ยุบตัวลงไปในพริบตา ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ราวกับจะทนรับแรงกระแทกไม่ไหว

​“อั้ก!”

​พวกเขายังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวน ก็พากันกระอักเลือดคำโต ร่างลอยกระเด็นถอยหลังไปกระแทกกับเพื่อนทหารที่อยู่ด้านหลัง ล้มลุกคลุกคลานระเนระนาด ส่งเสียงโอดครวญกันระงม

​สภาพการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

​มีเพียงเซียวจวินหลินเท่านั้น ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แผ่นหลังดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

​จนกระทั่งตอนนั้นเอง เขาถึงได้ค่อยๆ หันหน้ากลับมา

​สายตาของเขา เย็นชา ไร้ความรู้สึก จ้องมองนายกองหน้าบากที่กำลังตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

​“อยากจะเอาผิดข้า ก็ไปตามเจียงฮั่นมาจัดการเอง”

​“แต่บอกมันไว้ด้วยล่ะ... เตรียมใจที่จะเสียมือไปอีกข้างไว้ให้ดี”

​นายกองหน้าบากเข่าอ่อน ยืนแทบไม่อยู่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

​เขามองดูท่านซื่อจื่อตรงหน้า นึกไม่ถึงเลยว่าวรยุทธ์ของท่านซื่อจื่อจะร้ายกาจถึงเพียงนี้!

​และในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว ว่าท่านผู้สำเร็จราชการไปกระตุกหนวดเสือที่น่ากลัวขนาดไหนเข้า ถึงได้โดนตัดมือไปข้างหนึ่ง!

​นายกองหน้าบากลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล พาทหารที่เหลือหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากสุสานหลวงไปอย่างไม่คิดชีวิต

​เซียวจวินหลินหันหน้ากลับมา ชูจอกเหล้าขึ้นตรงหน้าหลุมศพ เอ่ยเสียงเบา

​“พี่เจียงเล่อ คราวนี้ไม่มีใครมารบกวนพวกเราดื่มเหล้าแล้วล่ะ”

​……

​ตำหนักตะวันออก

​ภายในห้องนอนอันหรูหรา อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรฉุนกึก

​องค์ชายห้า เจียงฮั่น หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ มือขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว กำขอบเตียงไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

​ความเจ็บปวดจากการสูญเสียมือซ้าย และความอัปยศอดสูในท้องพระโรง ราวกับอสรพิษสองตัว ที่คอยกัดกินเส้นประสาทของเขาอยู่ตลอดเวลา จนเขาไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสงบเลยแม้แต่วินาทีเดียว

​เดิมทีเขาคิดจะส่งทหารรักษาเมืองไปก่อกวนที่สุสานหลวง ถึงจะทำอะไรเซียวจวินหลินไม่ได้ แต่ก็ยังได้หยามหน้ามันบ้าง เพื่อระบายความแค้นในใจ

​แต่พอนายกองหน้าบากวิ่งกระหืดกระหอบกลับมารายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัว โดยเฉพาะตอนที่ทวนประโยคที่ว่า ‘เตรียมใจที่จะเสียมือไปอีกข้างไว้ให้ดี’ ของเซียวจวินหลิน เส้นความอดทนของเจียงฮั่นก็ขาดผึงลงทันที

​“พรวด!”

​เลือดจากขั้วหัวใจพุ่งกระฉูดออกมา ย้อมผ้าห่มปักดิ้นทองตรงหน้าจนแดงฉาน

​ความแค้นเก่าและใหม่ประดังประเดเข้ามา ประกอบกับความโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ทำให้แผลที่เพิ่งจะทำแผลเสร็จ ฉีกขาดออกอีกครั้ง เลือดสดๆ ซึมทะลุผ้าพันแผลออกมาในพริบตา

​“เซียว! จวิน! หลิน!” เขาคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง

​“ฮั่นเอ๋อร์!”

​ม่อหลินที่คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างๆ รีบถลันเข้าไปหา ในใจนางก็เกลียดชังเซียวจวินหลินเข้ากระดูกดำไม่แพ้กัน แต่การกระทำของนางกลับเยือกเย็นผิดปกติ

​นางรีบหยิบผ้าพันแผลผืนใหม่มาจัดการห้ามเลือดให้ลูกชายอย่างชำนาญ น้ำเสียงหนักแน่น

​“ฮั่นเอ๋อร์ ยิ่งอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เรายิ่งต้องอดทน”

​“อดทนงั้นรึ? เสด็จแม่! ท่านจะให้ข้าอดทนได้ยังไง! มือข้าขาดไปข้างนึงนะ! ไอ้เซียวจวินหลินมันกล้าหยามเกียรติข้าขนาดนี้! ข้าอยากจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้นซะเดี๋ยวนี้เลย!” เจียงฮั่นแผดเสียงร้อง

​ม่อหลินกดไหล่ของเขาไว้แน่น บังคับให้เขาสบตากับนาง ดวงตาหงส์ที่เคยหวานหยดย้อย บัดนี้เหลือเพียงความเย็นยะเยือก

​“สับเป็นหมื่นๆ ชิ้นงั้นรึ? มันง่ายเกินไปสำหรับมัน” น้ำเสียงของนางกดต่ำลง แฝงไปด้วยความเคียดแค้น

​“ฮั่นเอ๋อร์ ฟังแม่ให้ดีนะ เหลือเวลาอีกแค่สิบวัน เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอย่างเป็นทางการแล้ว สิบวันนี้ เราจะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้มันกำเริบเสิบสานไปให้เต็มที่”

​“พอผ่านไปสิบวัน เจ้าก็จะได้เป็นว่าที่ฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ย ​ถึงตอนนั้น ชีวิตของเซียวจวินหลิน จะอยู่หรือตาย จะคุกเข่าหรือหมอบกราบ ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของเจ้าเพียงคำเดียวไม่ใช่หรือ?”

​นางลูบไล้ใบหน้าของลูกชายเบาๆ

​“ถึงตอนนั้น แม่จะทำให้มันรู้ซึ้ง ว่าการอยู่ไม่สู้ตายมันเป็นยังไง ​พวกเราจะถอนเขี้ยวเล็บของมันออกทีละซี่ๆ ปล่อยให้มันมองดูตัวเองกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก แล้วก็ต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอความตายจากเจ้า เหมือนหมาตัวนึง”

​คำพูดเหล่านี้ ราวกับคำสาปแช่งที่ชั่วร้ายที่สุด แต่กลับสามารถทำให้จิตใจที่กำลังคลุ้มคลั่งขององค์ชายห้า สงบลงได้อย่างน่าประหลาด

​ความบ้าคลั่งในดวงตาของเขาค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความอำมหิตและเคียดแค้น ที่ถอดแบบมาจากแม่ของเขาเป๊ะๆ

​ใช่แล้ว เหลือเวลาอีกแค่สิบวันเท่านั้น

​เซียวจวินหลิน แกคอยดูเถอะ!

​……

​สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านพวงแก้ม หอบเอาผมหงอกปอยหนึ่งข้างขมับปลิวไสว

​เซียวจวินหลินเดินย่ำแสงจันทร์ อำลาสถานที่หลับใหลของเจียงเล่อ เดินทางกลับจวนอ๋อง

​ที่หน้าประตูจวนอ๋อง มีเงาร่างอรชรที่คุ้นตา กำลังคุกเข่าอยู่ที่พื้นอย่างไม่ยอมลุกไปไหน

​นางคือหวังเยียนหนิง

​หวังเยียนหนิงคุกเข่าอยู่บนบันไดหินอันเย็นเฉียบหน้าประตูจวนอ๋อง

​ศีรษะที่เคยเชิดสูงด้วยความหยิ่งยโส บัดนี้ก้มต่ำลงอย่างน่าเวทนา ปอยผมสีดำขลับหลุดลุ่ยลงมาปรกหน้า ดูโดดเดี่ยวอ้างว้างท่ามกลางสายลมโชยอ่อน

​ฝีเท้าของเซียวจวินหลินชะงักไปเล็กน้อย

​ในใจของหวังเยียนหนิงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอับอายและเจ็บใจ

​นางไม่อยากมาเลย

​นางเกลียดการต้องมาคุกเข่าเป็นลิงเป็นค่างให้ใครต่อใครยืนดูอยู่ที่นี่เป็นที่สุด

​แต่นางไม่มีทางเลือก

​นับตั้งแต่สิ้นสุดการไต่สวนคดี เซียวจวินหลินก็รอดพ้นข้อกล่าวหามาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ในขณะที่องค์ชายเจ็ดต้องไปนอนในคุกหลวง และองค์ชายห้าก็ถูกตัดมือกลางท้องพระโรง อำนาจบารมีของจวนเจิ้นเป่ยอ๋องไม่เพียงแต่จะไม่ลดลง แต่กลับยิ่งแผ่ขยายกว้างไกลขึ้นไปอีก

​ตระกูลซูและตระกูลหวังเริ่มนั่งไม่ติด ท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ที่เคยมีเมื่อวันก่อน หายวับไปกับตา ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าเซียวจวินหลินจะมาคิดบัญชีย้อนหลัง

​ผู้อาวุโสของทั้งสองตระกูลต่างก็ผลัดกันมากดดันนาง ทั้งเสียงดุด่าจากผู้อาวุโสตระกูลหวัง และเสียงร้องไห้คร่ำครวญของพี่สาวและพี่เขย บีบบังคับให้นางต้องมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้ และต้องหาทางสานสัมพันธ์กับจวนเจิ้นเป่ยอ๋องให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

​ก็แหม ในเอกสารตัดขาดความสัมพันธ์นั่น มีชื่อของนางประทับหราอยู่ทนโท่นี่นา

​“ข้าแพ้แล้ว”

​เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หวังเยียนหนิงก็รู้ทันทีว่าเป็นเซียวจวินหลิน

​นางเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวแต่ยังคงความงดงาม เอ่ยเสียงแหบพร่า

​“ข้ามาทำตามสัญญา”

​พูดจบ นางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งลงไปได้เปลาะหนึ่ง

​จากนั้นนางก็ฝืนยิ้มแห้งๆ ที่ดูฝืนทนยิ่งกว่าร้องไห้ ตามที่ครอบครัวสั่งความมา

​“จวินหลิน คราวก่อน... เป็นความผิดของน้าเอง เป็นพวกเราที่ตาบอดมองคนผิดไป ​เห็นแก่หน้าฉานจิ้ง เจ้าก็อภัยให้พวกเราสักครั้งเถอะนะ พวกเรา... กลับมาคืนดีกันเหมือนเดิมเถอะนะ?”

​เซียวจวินหลินไม่ตอบ

​ส่วนซูกั๋วกงและฮูหยินซูที่แอบซุ่มดูลาดเลาอยู่ข้างๆ และรอจนแทบจะทนไม่ไหว ก็รีบโผล่หน้าออกมาทันที

​“ใช่แล้วๆ ลูกเขยจวินหลิน!” ซูกั๋วกงถูมือไปมา ทำหน้าตาประจบสอพลอ ไม่เหลือเค้าโครงความเย็นชาตอนที่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์เลยแม้แต่น้อย

​“ก็คนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะโกรธกันข้ามวันข้ามคืนไปทำไมล่ะ! พวกเราก็แค่หลงผิดไปชั่ววูบเท่านั้นเอง!”

​บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลหวังที่ยืนอยู่รอบๆ ก็พากันช่วยพูดสนับสนุนกันเซ็งแซ่ กลัวว่าหวังเยียนหนิงจะรับมือคนเดียวไม่ไหว

​เซียวจวินหลินมองดูคนพวกนั้น สายตาว่างเปล่า ราวกับกำลังมองดูตัวตลกเต้นแร้งเต้นกา ไม่มีความรู้สึกใดๆ เจือปนอยู่เลย

​เมื่อเห็นเซียวจวินหลินนิ่งเฉย หวังเยียนหนิงก็เริ่มร้อนรน นึกถึงคำสั่งที่ผู้นำตระกูลกำชับนางเป็นการส่วนตัวก่อนออกมา

​นางกัดริมฝีปาก คลานเข่าเข้าไปใกล้เซียวจวินหลินอีกนิด แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนว่า

​“จวินหลิน... ขอแค่เจ้ายอมยกโทษให้พวกเรา... ข้า... ข้ายอมทำตามใจเจ้าทุกอย่างเลย...”

จบบทที่ ​บทที่ 220.สิบวันสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว