เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 160 - อายุยังน้อยก็รับบทคุณพ่อเสียแล้ว แถมยังมีลูกเยอะไประดับร้อยล้าน!

บทที่ 160 - อายุยังน้อยก็รับบทคุณพ่อเสียแล้ว แถมยังมีลูกเยอะไประดับร้อยล้าน!

บทที่ 160 - อายุยังน้อยก็รับบทคุณพ่อเสียแล้ว แถมยังมีลูกเยอะไประดับร้อยล้าน!


แคว้นเฟิ่งกุ้ยเป็นประเทศเล็กๆ มีเมืองเพียงสามแห่งเท่านั้น

และเมืองทั้งสามนี้ ก็คือสถานที่ที่แม่ทัพทั้งสิบแห่งแคว้นเฟิ่งกุ้ยหลั่งเลือดปกป้องเอาไว้

ทว่าบัดนี้ แม่ทัพทั้งสิบตายไปแล้วถึงเจ็ด เหลือเพียงสามคนเท่านั้น

แม่ทัพร่างใหญ่กำยำผมขาวโพลน ทอดสายตามองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและโศกเศร้า

"ท่านแม่ทัพฉี สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" เสียงใสเจือความอ่อนเยาว์ดังขึ้น กษัตริย์หญิงในวัยดรุณีแรกแย้มสวมอาภรณ์เรียบง่ายก้าวเดินเข้ามา

"กองทัพมารหลัวมีจำนวนมากกว่าเราหลายเท่าตัวนัก ยากยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!" ท่านแม่ทัพฉีมีสีหน้าเคร่งเครียด

กำลังพลฝ่ายตั้งรับน้อยกว่าฝ่ายโจมตีนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ทว่าศัตรูของพวกเขา คือเผ่ามารหลัว

นักรบเผ่ามารหลัวทุกคนล้วนแข็งแกร่งทัดเทียมกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหนึ่ง

หลังจากที่ฟ้าดินเปลี่ยนแปลง วิถีบู๊รุ่งเรืองขึ้น ทวีปเฝ้าจันทราก็มียอดฝีมือปรากฏขึ้นมากมาย

ทว่าเมื่อเทียบกับเผ่ามารหลัวแล้ว ความห่างชั้นก็ยังมีมากเกินไปอยู่ดี

ทั่วทั้งแคว้นเฟิ่งกุ้ย มียอดฝีมือระดับสามเพียงไม่กี่คน และมีหลัวซีที่เพิ่งกลับมาจากราชวงศ์เยว่อยู่ในระดับสี่เท่านั้น

หากเทียบกับการแบ่งระดับของโลกชางหลาน ระดับสามก็เทียบเท่ากับขอบเขตแก่นปราณ

ส่วนเหล่าทหารหาญ โอกาสที่จะมีผู้ฝึกยุทธ์ปะปนอยู่ก็มีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น

"ไม่รู้ว่าท่านหลัวซีจะหาคนมาช่วยได้หรือไม่" กษัตริย์หญิงในวัยดรุณีมีสีหน้าหม่นหมอง

ท่านแม่ทัพฉีได้ยินดังนั้นก็เงียบไป

เงื่อนไขที่หลัวซีเสนอนั้น ยากที่จะทำให้คนต่างแดนหวั่นไหวได้

อีกทั้ง คนต่างแดนพวกนั้น ใช่ว่าจะมาร้ายน้อยกว่าพวกมารหลัวเสียเมื่อไหร่

พวกมันก็แค่เผ่ามารหลัวฉบับอ่อนแอกว่าเท่านั้นเอง

กษัตริย์หญิงในวัยดรุณีมีสีหน้าเด็ดเดี่ยว "ต่อให้ไม่มีกำลังเสริม ข้าก็จะสู้ตายเพื่อปกป้องแคว้นนี้!"

"ขอสาบานว่าจะยอมตายเพื่อเฟิ่งกุ้ย ขอสาบานว่าจะยอมตายเพื่อทวีปเฝ้าจันทรา!" ท่านแม่ทัพฉีกล่าวเสียงหนักแน่น

สงครามตรงหน้านี้ ไม่ใช่แค่สงครามสิ้นชาติ แต่เป็นสงครามสิ้นโลก

ประชากรในทวีปเฝ้าจันทรา กลายเป็นเนื้อหอมที่ใครๆ ก็อยากแย่งชิง

มีเพียงการลุกขึ้นสู้สุดใจเท่านั้น ถึงจะมีแสงสว่างแห่งทางรอด

ในเวลานั้นเอง เสียงอันเลื่อนลอยก็ดังขึ้น

"ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้ามาตายแทนข้าหรอกนะ"

คนห้าคนปรากฏตัวขึ้นบนกำแพงเมืองอย่างกะทันหัน

หัวใจของท่านแม่ทัพฉีกระตุกวูบ มือคว้าด้ามกระบี่ที่เอวทันที

ทว่าเมื่อเห็นหลัวซี ความระแวดระวังในใจก็ลดลงไปบ้าง ทว่ามือก็ยังไม่ยอมปล่อยจากด้ามกระบี่

"กราบทูลท่านอ๋อง นี่คือพันธมิตรจากโลกชางหลานพ่ะย่ะค่ะ" หลัวซีรีบแนะนำ

กษัตริย์หญิงได้ยินดังนั้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ก็เผยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ "คารวะทุกท่าน"

ฉีหยวนมองดูกษัตริย์หญิง

ไม่รู้ทำไม เขาถึงนึกถึงจิ่นหลีขึ้นมา

จิ่นหลีในตอนนั้น ก็น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนี้แหละมั้ง

"อืม เผ่ามารหลัวมีแค่นี้เองเหรอ" ฉีหยวนมองออกไปนอกเมือง กวาดสายตามองค่ายทหารที่ตั้งเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก

ท่านแม่ทัพฉีสงสัย แค่นี้เองเหรอ หมายความว่ายังไง

"ไม่ทราบว่ากองกำลังของสำนักเบื้องหลังผู้อาวุโสจะเดินทางมาถึงเมื่อใด พวกข้ายินดีเป็นทัพหน้าบุกทะลวงไปบั่นคอศัตรูพ่ะย่ะค่ะ!" ท่านแม่ทัพฉีกล่าวเสียงดังฟังชัด

กษัตริย์หญิงเองก็มองฉีหยวนที่ดูหนุ่มเกินวัยด้วยแววตาคาดหวังเช่นกัน

"ข้ารีบน่ะ ฆ่าพวกเผ่ามารหลัวที่นี่เสร็จ ข้ายังต้องไปต่อที่อาณาจักรอื่นอีกตั้งหกแห่ง"

ท่านแม่ทัพฉีนัยน์ตาฉายแววฉงน

กษัตริย์หญิงหันไปมองหลัวซี เพื่อขอคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น

ในเวลานี้ สายตาของฉีหยวนมองทะลุออกไปไกลหลายสิบหลี่ เขามองเห็นชนเผ่ามารหลัวที่มีรูปร่างหน้าตาดุร้ายราวกับสัตว์ประหลาดทีละตัวๆ

พวกมันสูงถึงสามเมตร ผิวพรรณสีดำสลับน้ำเงิน บนแผ่นหลังเต็มไปด้วยเกล็ดหนาเตอะ

ในปากที่อ้ากว้าง ฟันของพวกมันยังมีเมือกสีเขียวติดอยู่เลย

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือ รอยแผลเป็นสีเลือดแดงฉานบนหน้าผาก ที่ดูราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน

กระบี่สีเลือดปรากฏขึ้นในมือของฉีหยวน

ดวงตาของฉีหยวน ราวกับมองทะลุผ่านกระแสธารแห่งกาลเวลา

ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย เขาพาเยว่หนวี่ บุกตะลุยสังหารกวาดล้างพันธมิตรร้อยเมือง

กองกำลังชุดดำอันลึกลับ ล้วนตกตายเป็นเบือภายใต้คมกระบี่ของเขา

บัดนี้ เผ่ามารหลัวบุกรุกเข้ามาในทวีปเฝ้าจันทราของเขา

ในฐานะวิถีสวรรค์ของโลกใบนี้ ฉีหยวนย่อมไม่เกรงใจอยู่แล้ว

มือของฉีหยวนลูบไล้ไปตามใบกระบี่ ราวกับกำลังเช็ดคราบเลือดและฝุ่นผง

ทุกคนในที่นั้นต่างมองไปที่กระบี่ในมือของฉีหยวน นัยน์ตาของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตะลึงอย่างไม่อาจควบคุมได้

ราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูมารร้ายที่เข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วน!

จิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากชายต่างแดนผู้นี้ รุนแรงจนทำให้ฟ้าดินต้องสะเทือนเลื่อนลั่น

มารร้ายผู้บ้าคลั่งเช่นนี้ จะเป็นผู้กอบกู้แคว้นเฟิ่งกุ้ยได้จริงๆ หรือ

ทว่า เมื่อมือของเขาเช็ดคราบเลือดบนใบกระบี่ออกจนหมด ประกายแสงอันเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้น

ชาวแคว้นเฟิ่งกุ้ยทุกคน เมื่อได้เห็นแสงสีขาวนั้น ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกอบอุ่น และเกิดความรู้สึกผูกพันขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ราวกับว่าพวกเขาได้เห็นองค์ราชา ได้เห็นเทพเจ้าของพวกเขา!

เสียงอันทรงพลังกึกก้องดั่งเทพเจ้าตรัสลงมา

"ข้ามีกระบี่หนึ่งเล่ม ปัดเป่าธุลีจนแสงบังเกิด

สังหารสิ้นมารหลัว คืนความร่มรื่นแก่พงไพร"

กระบี่สีเลือดหลุดจากมือฉีหยวน พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ประกายแสงไร้ที่สิ้นสุดสาดส่องออกมาจากใบกระบี่ ลำแสงกระบี่อันแหลมคมพุ่งทะลวงเข้าไปในค่ายทหารของเผ่ามารหลัวโดยตรง

"ข้าศึกบุก!" ภายในค่ายเพิ่งจะมีเสียงตะโกนเตือนภัยดังขึ้นอย่างร้อนรน

ทว่าแสงสว่างและลำแสงกระบี่ ก็กลืนกินพวกเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว

นักรบเผ่ามารหลัวแทบทุกคน ไม่ทันได้ตอบสนองใดๆ ก็ถูกแสงกระบี่แผดเผาจนละลายหายไป

นักรบเผ่ามารหลัวถึงแปดพันคน ซึ่งในนั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะรวมอยู่ด้วย กลับกลายเป็นเถ้าถ่านภายใต้กระบี่เล่มนี้

เพียงสามอึดใจเท่านั้น

ลำแสงกระบี่วาบผ่าน ค่ายของเผ่ามารหลัวก็ราบเป็นหน้ากลอง!

ผู้คนยังไม่ทันได้หายตกตะลึง ก็เห็นดอกไม้สีแดงฉานค่อยๆ ผลิบานขึ้นมาจากผืนดินที่ไหม้เกรียมและเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย

สนามรบเมื่อครู่ กลายเป็นทุ่งดอกไม้ไปในพริบตา

ดอกไม้บานสะพรั่งเบียดเสียดกัน ตัดกับภาพความโหดร้ายก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

ฉีหยวนนัยน์ตาเปื้อนยิ้ม "ในเมื่อกล้าเข้ามาในบ้านข้า ก็จงอยู่เป็นปุ๋ยดอกไม้ที่นี่เสียเถอะ!"

ต้าจื้อเจินจวินยกนิ้วโป้งให้ "สหายช่างเชี่ยวชาญเรื่องการนำของเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจริงๆ"

เจียงย่าที่ยืนอยู่ข้างๆ มองฉีหยวนจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

ส่วนท่านแม่ทัพฉีและกษัตริย์หญิงในวัยดรุณี ต่างเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย

พลังระดับนี้ ... มันคือขอบเขตอะไรกันแน่

นี่คือยอดฝีมือระดับห้าในตำนานงั้นหรือ

ส่วนหลัวซีเอาแต่จ้องมองกระบี่ของฉีหยวนเมื่อครู่ ในใจเกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด "วิชากระบี่ของท่าน ... ดูคุ้นตาเหลือเกิน!"

ใช่แล้ว ในกระบี่ของฉีหยวน เขาเห็นร่องรอยวิชากระบี่ของท่านมหาปุโรหิต

"งั้นหรือ" ฉีหยวนปรายตามองหลัวซี ในใจเต็มไปด้วยความฝันอันกว้างไกล "ไป ไปอาณาจักรต่อไปกันเถอะ"

ฉีหยวนสะบัดแขนเสื้อ ไม่รั้งรออีกต่อไป เขาพาเจียงย่า ต้าจื้อเจินจวิน สวี่ถงเฉิน และคนอื่นๆ หายตัวไปในพริบตา

ทิ้งให้กษัตริย์หญิงและท่านแม่ทัพฉียืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

"ไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ" กษัตริย์หญิงงุนงง

มาก็เร็ว ไปก็เร็วปานสายฟ้าแลบ

ทุกอย่างดูเหมือนความฝัน

เกิดจากหิน สลายดั่งฝัน

หากไม่ใช่เพราะมีทุ่งดอกไม้สีสันสดใสอยู่หน้าเมือง นางคงคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตา

"ท่านราชครูหลัวซี ท่านต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรไปบ้าง ถึงได้เชิญผู้อาวุโสท่านนี้มาได้" ท่านแม่ทัพฉีเอ่ยถามด้วยความกังวล

กษัตริย์หญิงเองก็รู้สึกใจคอไม่ดี

ยอดฝีมือต่างแดนที่แข็งแกร่งปานนี้ จะยอมร่วมมือกับพวกเขาด้วยเหตุผลใดกัน

"มะ ... ไม่เสียอะไรเลย"

คำตอบของหลัวซี ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน?

ไม่เสียอะไรเลย?

ใครๆ ก็รู้ว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรจากโลกชางหลาน เห็นแก่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง

ครั้งก่อนมีอาณาจักรหนึ่งไปขอความช่วยเหลือจากพวกยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะ ไม่เพียงแต่ต้องยอมยกเมืองให้หลายแห่ง แต่ยังต้องส่งองค์ชายองค์หญิงไปเป็นทาสรับใช้ด้วย

ชายหนุ่มผู้นั้น จะ ... ประเสริฐขนาดนี้เชียวหรือ

"เขาบอกว่า ทวีปเฝ้าจันทราคือบ้านของเขา"

"บ้านมีแขกไม่ได้รับเชิญมา เขาย่อมต้องมาส่งแขกด้วยตัวเอง!"

ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง

กษัตริย์หญิงนัยน์ตาเป็นประกาย "หรือว่า ... ผู้อาวุโสท่านนี้ จะเป็นคนของทวีปเฝ้าจันทราเรา"

ท่านแม่ทัพฉีเองก็ตกตะลึงเช่นกัน

มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ

นัยน์ตาของหลัวซีลึกล้ำ "วิชากระบี่ของเขาเมื่อครู่ ข้ารู้สึกคุ้นตามาก

เขา ... เป็นใครกันแน่"

...

ลำแสงพุ่งทะยานผ่านท้องฟ้า

ทุกคนต่างเงียบกริบ ราวกับยังอึ้งกับวิชากระบี่ของฉีหยวนเมื่อครู่ไม่หาย

เจียงย่ามองฉีหยวน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น "ข้าขอเสนอแนะอะไรหน่อยได้ไหม"

ฉีหยวนชะงักไป "ว่ามาเลย"

นี่มันแม่บุญทุ่มเชียวนะ ต้องเกาะขาไว้ให้แน่น

"คือก่อนจะไป ช่วยบอกให้พวกเขานำเคล็ดวิชามามอบให้ก่อนได้ไหม" ที่เจียงย่าตามมาด้วย ส่วนใหญ่ก็เพื่อรวบรวมเคล็ดวิชาในโลกใบนี้นี่แหละ

ฉีหยวนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียดายจนแทบกระอักเลือด

เจียงย่าได้เคล็ดวิชาน้อยลงหนึ่งวิชา เขาก็ได้น้อยลงตั้งห้าวิชาเลยนะ!

"เจ้าควรจะเตือนข้าให้เร็วกว่านี้นะ" ฉีหยวนมองกลับไปยังแคว้นเฟิ่งกุ้ยด้วยความเสียดาย ทว่าก็มองไม่เห็นแล้ว

กลับไปงั้นหรือ ไม่กลับหรอก

เขาต้องเดินหน้าเข่นฆ่าเผ่ามารหลัวต่อไป

เขาค้นพบว่า การสังหารคนของเผ่ามารหลัว ก็ช่วยร่นระยะเวลาที่เขาจะกลับมาเป็นวิถีสวรรค์ของโลกใบนี้ได้เช่นกัน

ถ้าอย่างนั้น ก็ฆ่า ฆ่า ฆ่า ให้เลือดนองแผ่นดินไปเลย!

ต้องรีบกลับมาควบคุมวิถีสวรรค์ของโลกนี้ให้ได้ก่อนที่ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณหยินของเผ่ามารหลัวจะรู้ตัว

เช่นนั้น เขาถึงจะมีหลักประกันมากยิ่งขึ้น

...

เวลาห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉีหยวนพาทุกคนตระเวนเข่นฆ่าไปทั่วอย่างไม่หยุดหย่อน

เผ่ามารหลัวเกือบหนึ่งแสนคนในอาณาจักรทั้งเจ็ด ล้วนตกตายภายใต้กระบี่ของฉีหยวนจนหมดสิ้น

ครั้งนี้ เขาไม่ได้รีบร้อนจากไปเหมือนครั้งก่อน แต่พอไปถึง ก็สั่งให้กษัตริย์ของอาณาจักรนั้นๆ รวบรวมเคล็ดวิชามาให้

หลังจากสังหารเผ่ามารหลัวเสร็จ เขาก็จะรั้งอยู่ต่ออีกหลายชั่วยาม เพื่อรอรับเคล็ดวิชาคร่าวๆ ก่อนจะเดินทางไปสังหารมารหลัวในอาณาจักรต่อไป

ต้องยอมรับเลยว่า การสังหารเผ่ามารหลัว ทำให้ฉีหยวนรู้สึกเหมือนได้กลับไปฟาร์มมอนสเตอร์ในทวีปเฝ้าจันทราอีกครั้ง

ทุกครั้งที่สังหารมารหลัวได้หนึ่งคน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้การกลับมาเป็นวิถีสวรรค์ของโลกใบนี้อีกก้าวหนึ่ง

ความรู้สึกที่ได้พัฒนาขึ้นและเห็นหลอดความคืบหน้าเพิ่มขึ้น มันช่างให้ความรู้สึกถึงความสำเร็จเสียจริง

ฉีหยวนยืนอยู่ในพระราชวังของอาณาจักรสุดท้ายจากทั้งเจ็ดอาณาจักร ชุดคลุมสีโลหิตบนร่างของเขาดูเย้ายวนและแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

แม้แต่เจียงย่ายังมองฉีหยวนด้วยสายตาแปลกๆ รู้สึกว่าเขาคือมารร้ายตัวฉกาจ

สวี่ถงเฉินเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ระหว่างทาง ต้าจื้อเจินจวินเคยถามขึ้นตรงๆ ว่า "ผู้อาวุโส กลิ่นอายเลือดบนตัวท่านน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก นี่ท่านสังหารสิ่งมีชีวิตไปมากเท่าใดกัน"

ตอนนั้นฉีหยวนตอบกลับไปว่า "จำไม่ได้แล้ว นับไม่ถ้วนหรอก"

คำตอบนั้นยิ่งทำให้เจียงย่ามั่นใจว่า เทพกระบี่โลหิตคือมารร้ายของแท้

มารร้ายเช่นนี้ ไปปรากฏตัวที่ใด เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรย่อมต้องหวาดกลัวจนตัวสั่น ส่วนคนธรรมดาก็คงขวัญผวาจนเก็บไปฝันร้าย และพยายามหลบเลี่ยงให้ไกล

ทว่า ที่นี่ ภาพที่เจียงย่าเห็นกลับแตกต่างจากที่คิดไว้อย่างสิ้นเชิง

บรรดาคนธรรมดา รวมไปถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนาง ต่างมองฉีหยวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูนและผูกพัน

จริงอยู่ว่าเทพกระบี่โลหิตเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้!

ทว่าความหวาดกลัวและอาการสั่นเทาที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด ย่อมไม่อาจปิดบังได้

แต่เจียงย่ากลับไม่เห็นความหวาดกลัวจากคนเหล่านี้เลย

ภาพที่พวกเขามองเทพกระบี่โลหิตผู้เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือด ราวกับกำลังมองวีรบุรุษหาใช่มารร้ายไม่

"ผู้อาวุโส นี่คือเคล็ดวิชาทั้งหมดขอรับ แม้แต่เคล็ดวิชาประจำตระกูลของราชวงศ์เรา และความลับที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้ ล้วนรวมอยู่ในนี้หมดแล้วขอรับ!" กษัตริย์แคว้นเว่ยถวายเคล็ดวิชาให้ด้วยใบหน้าประจบประแจง

ภายในท้องพระโรง เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ต่างมองฉีหยวนด้วยสายตาเทิดทูน

เจียงย่ายังแอบเห็นว่า มีเด็กเล็กๆ หลายคนแอบแง้มม่านดูเทพกระบี่โลหิตด้วยสายตาชื่นชมอีกด้วย

นางเต็มไปด้วยความสงสัยในใจ

คนพวกนี้ผิดปกติ หรือว่านางผิดปกติกันแน่?

ฉีหยวนรับเคล็ดวิชามา แล้วส่งต่อให้เจียงย่า

เจียงย่ารีบเก็บเคล็ดวิชาเหล่านั้นลงในถุงเก็บของทันที

ฉีหยวนกางแผนที่ออก พลางเอ่ยถาม "ในแคว้นฉวงมีเผ่ามารหลัวเยอะไหม"

แคว้นฉวงอยู่ห่างจากเมืองหลวงแคว้นเว่ยไปเกือบพันหลี่

การที่ฉีหยวนจะเดินทางไปยังราชวงศ์เยว่ จำเป็นต้องผ่านแคว้นฉวง

"เยอะมากขอรับ!" กษัตริย์แคว้นเว่ยพยักหน้า ก่อนจะกระซิบเตือน "ผู้อาวุโส ในแคว้นฉวง มีผู้บำเพ็ญเพียรจากโลกชางหลานอยู่ไม่น้อย ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้น ไม่ได้มีน้ำใจเสียสละอย่างผู้อาวุโส หากท่านไปสังหารมารหลัวในแคว้นฉวง อาจจะ ... ไปขัดหูขัดตาพวกเขาก็ได้นะขอรับ"

คำเตือนของกษัตริย์แคว้นเว่ยนั้นมีเหตุผล

แคว้นฉวงยอมจ่ายค่าตอบแทนราคาแพง เพื่อจ้างผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะกลุ่มหนึ่งมาช่วยรับมือกับเผ่ามารหลัว

หากฉีหยวนบุกไปถึงที่ ไม่เอาดินแดน ขอแค่เคล็ดวิชา แล้วก็กวาดล้างมารหลัวจนหมดสิ้น

นี่ก็เท่ากับเป็นการไปลบหลู่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะกลุ่มนั้นที่มาช่วยก่อนหน้านี้ และอาจทำให้พวกเขาโกรธแค้นฉีหยวนด้วย

"ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนมีเหตุผล ข้าใช้เหตุผลโน้มน้าวพวกเขาได้แน่" ฉีหยวนพูดอย่างไม่ใส่ใจ

"เหตุผลของผู้อาวุโส คือเหตุผลอันสูงสุดที่แท้จริง ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง" ต้าจื้อเจินจวินสนับสนุน

เจียงย่าถึงกับพูดไม่ออก

นี่เรียกว่าเหตุผลหรือ?

นี่มันเรียกว่าฆ่าคน เรียกว่าบั่นคอชัดๆ!

นางเริ่มสงสัยแล้วว่า ต้าจื้อเจินจวินที่ติดตามเทพกระบี่โลหิตมาตลอดทาง จะต้องซึมซับนิสัยเสียๆ ไปแน่ๆ หากอาจารย์ของเขารู้ว่าศิษย์เดินผิดทาง คงได้โกรธจนต้องออกจากสมาธิมาจัดการแน่

ในเวลานี้ ฉีหยวนหันไปมองขุนนางทั้งมวล ก่อนจะกล่าวสั้นๆ ว่า "ลาก่อน!"

ดวงตาอันดุดันของกษัตริย์แคว้นเว่ย พลันฉายแววอาลัยอาวรณ์ "ขอผู้อาวุโส ... จงเดินทางโดยสวัสดิภาพ!"

เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ไปจนถึงทหารองครักษ์ ต่างก็มองตามฉีหยวน บางคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า อาดูรสุดแสน

ราวกับว่าพ่อบังเกิดเกล้ากำลังจะจากไป ไม่สิ ยิ่งกว่าพ่อบังเกิดเกล้าเสียอีก!

บรรยากาศเริ่มดู ... ประหลาดขึ้นมาทันที อย่างน้อยในสายตาของเจียงย่าก็รู้สึกเช่นนั้น

นางรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

นางไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

อารมณ์ของคนพวกนี้ ... มันจะพรั่งพรูอะไรขนาดนั้น!

แถมยัง ... ดูไม่ออกเลยว่าเสแสร้ง มันขนาดนั้นเลยหรือ?

"ไปกันเถอะ" ฉีหยวนไม่ได้มองคนเหล่านั้นเบื้องล่าง เขาพาเจียงย่าและคนอื่นๆ จากไปในทันที

ภายในพระราชวัง เสียงร้องไห้ระงมดังขึ้น ยิ่งใหญ่อลังการกว่าเมื่อครู่เสียอีก

ในใจของเจียงย่าเต็มไปด้วยข้อสงสัย "ผู้อาวุโส ... เหตุใดพวกเขาถึงปฏิบัติต่อท่านเช่นนี้"

ในที่สุดนางก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่

มันแปลกเกินไปแล้ว

"ก็เพราะข้าช่วยชีวิตพวกเขาไว้น่ะสิ" ฉีหยวนตอบอย่างเป็นเรื่องปกติ

เจียงย่าไม่เชื่อหรอก

จอมมารตนหนึ่งช่วยชีวิตนางไว้ นางย่อมรู้สึกขอบคุณ ทว่าความหวาดกลัวย่อมมีมากกว่า

แต่สายตาอันร้อนแรงของชาวทวีปเฝ้าจันทราเหล่านั้น ราวกับว่าพวกเขามองเทพกระบี่โลหิตจอมมารตนนี้ ... เป็นพ่อไปแล้ว

เมื่อเห็นเจียงย่าไม่เชื่อ สีหน้าของฉีหยวนก็เศร้าสร้อยลง "นึกไม่ถึงเลยว่า ข้าอายุยังน้อย ยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ ก็รับบทคุณพ่อเสียแล้ว แถมลูกๆ ... ยังเยอะไประดับร้อยล้านเลย"

เขาเป็นถึงวิถีสวรรค์ของโลกใบนี้

ดังนั้น สิ่งมีชีวิตในทวีปเฝ้าจันทรา ในความหมายหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นลูกของเขานั่นแหละ

เจียงย่ามึนตึ้บไปเลย

ในตอนนั้นเอง ต้าจื้อเจินจวินก็พูดขึ้นว่า "จากประสบการณ์หลายปีของข้า ปัจจัยสืบทอดชีวิตนั้น มีจำนวนนับร้อยล้านตัว

ตามทฤษฎีแล้ว หากคู่บำเพ็ญเพียรทั้งสองฝ่ายมีสภาพร่างกายที่เหมาะสม การร่วมรักเพียงครั้งเดียวก็สามารถให้กำเนิดบุตรได้ถึงหนึ่งร้อยล้านคน

ข้าเองก็ศึกษาเรื่องนี้มาตลอด

วิถีสองแก่นปราณของข้า หากในอนาคตไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้ ข้าก็จะปล่อยให้ลูกหลานนับหมื่นนับแสนของข้า ... เป็นผู้ก้าวเดินต่อไป"

เมื่อฉีหยวนได้ยินดังนั้น ความเลื่อมใสในตัวต้าจื้อเจินจวินก็ยิ่งเพิ่มพูน

นี่มันต้าจื้อ(ฉลาด)ตรงไหน นี่มันอวี๋กง(โง่เขลา)ชัดๆ นี่มันคมในฝัก ฉลาดล้ำแสร้งโง่เขลาชัดๆ!

"ต้าจื้อเจินจวินช่างรอบรู้ยิ่งนัก" ฉีหยวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

ต้าจื้อเจินจวินกล่าวเสียงแผ่ว "เหตุผลแฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงเจ้ามีดวงตาที่มองเห็นเหตุผล และรู้จักสรุปบทเรียน

ตัวอย่างเช่น ข้าค้นพบว่า หากข้าอดกลั้นตัณหาเพียงครึ่งวัน ความจริงแล้วข้าก็ถือว่าอดกลั้นตัณหามาครึ่งชีวิตแล้ว

ดังนั้น พวกที่บ้ากาม ความจริงแล้วไม่ได้บ้ากามจริงๆ หรอก แค่อดกลั้นตัณหามานานเกินไปต่างหาก"

"มรรคาวิถีคืนสู่สามัญ!" ฉีหยวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมอีกครั้ง

ความจริงเขาก็ค้นพบสัจธรรมหลายอย่างเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ในโลกมนุษย์ คนที่อายุยืนยาว มักจะเป็นคนแก่ทั้งนั้น

เจียงย่าไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว

ในเวลานี้ ความสงสัยในใจของนาง ก็ยังไม่คลี่คลายอยู่ดี

"ผู้อาวุโส ... ทวีปเฝ้าจันทราคือบ้านของท่านจริงๆ หรือ" นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม เพื่อดึงบทสนทนากลับเข้าฝั่ง

มิเช่นนั้นแล้ว สองคนนี้คงพ่นหลักสัจธรรมอะไรออกมาอีกแน่ๆ

"อืม" ฉีหยวนพยักหน้าอย่างหนักแน่น ไม่คิดจะปิดบัง

"หรือว่าผู้อาวุโส ... จะเกิดที่ทวีปเฝ้าจันทรา" เจียงย่านึกถึงตอนที่ไปพบเทพกระบี่โลหิตเป็นครั้งแรก นางก็สัมผัสได้ว่า วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้บนตัวของเขา ดูเหมือนจะเข้ากับโลกชางหลานไม่ได้เลย

"ก็นับว่าครึ่งหนึ่งแล้วกัน ข้าได้ ... สร้างรากฐานระดับวิถีสวรรค์ที่นี่!" ฉีหยวนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

"สร้างรากฐานระดับวิถีสวรรค์หรือ" เจียงย่าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกฉงน

นางพิจารณาฉีหยวนอย่างถี่ถ้วน หมายจะค้นหาอะไรบางอย่าง ทว่าน่าเสียดาย ที่นางไม่พบอะไรเลย

...

แคว้นฉวง

องค์ชายหนุ่มกำลังประคองอ่างน้ำล้างเท้า สีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย

หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น "ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงไม่รับข้อเสนอของผู้อาวุโสจางเยี่ยนล่ะ มิเช่นนั้นท่านก็คงไม่ต้องมาทนรับความอัปยศเช่นนี้"

เมื่อครึ่งปีก่อน แคว้นฉวงเผชิญวิกฤต กองทัพมารหลัวบุกประชิด

ฮ่องเต้แคว้นฉวงเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะแห่งโลกชางหลานด้วยตนเอง

สุดท้าย ต้องยอมเฉือนเมืองห้าแห่ง และคัดเลือกองค์ชายองค์หญิงเก้าพระองค์ไปเป็นทาสรับใช้

ในจำนวนนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะที่ชื่อจางเยี่ยน เกิดถูกใจจ้าวฉือ และอยากจะรับเป็นศัตรู

ทว่าจ้าวฉือกลับปฏิเสธ ทำให้จางเยี่ยนโกรธแค้น และคอยกลั่นแกล้งสารพัด

"น้องหญิง เจ้าก็รู้ว่าคนที่ข้าเลื่อมใสที่สุดคือเทพกระบี่ไร้ใบหน้า

ข้าได้เข้าร่วมลัทธิเทพไร้ใบหน้า และเป็นหนึ่งในสาวกแล้ว ข้าไม่อาจเปลี่ยนไปนับถือผู้อื่นได้อีก!"

เมื่อห้าพันปีก่อน ลัทธิเทพไร้ใบหน้าเริ่มก่อตั้งขึ้น

ลัทธิเทพไร้ใบหน้าบูชาเทพกระบี่ไร้ใบหน้าเป็นเทพเจ้า

เล่าลือกันว่า ในยุคโบราณ มารร้ายจากนอกพิภพได้บุกรุกทวีปเฝ้าจันทรา

ในเวลานั้น ทวีปเฝ้าจันทราทุกข์ยากแสนสาหัส

ใต้พฤกษาโบราณกู่ฉี มีซากศพของชาวทวีปเฝ้าจันทราที่ลุกขึ้นต่อต้านมารร้ายจากนอกพิภพแขวนอยู่กว่าล้านร่าง

เทพกระบี่ไร้ใบหน้าไม่อาจทนเห็นสรรพสัตว์ต้องทนทุกข์ทรมาน จึงใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว บุกเดี่ยวเข้าต่อกรกับมารร้ายจากนอกพิภพถึงสามพันตน

และสุดท้าย เขาก็พลีชีพไปพร้อมกับมารร้ายเหล่านั้น

เด็กสาวได้ยินดังนั้น แววตาก็หม่นหมองลง "ทวีปเฝ้าจันทรา ไม่มีเทพกระบี่ไร้ใบหน้าคนที่สองหรอก"

เรื่องราวของเทพกระบี่ไร้ใบหน้านั้น เป็นตำนานที่เล่าขานกันมายาวนานมาก จนเด็กสาวเองก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง

ทว่าเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ แววตาของเด็กสาวก็ฉายประกายความหวัง "ท่านพี่ ท่านรู้จักเทพกระบี่โลหิตที่เข่นฆ่าเผ่ามารหลัวหรือไม่ ท่านคิดว่า ... เขาจะช่วยให้แคว้นฉวงของเรา ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้หรือไม่"

จ้าวฉือได้ยินดังนั้นก็เงียบไป ได้แต่ทอดถอนใจยาวออกมา

ผ่านทางจางเยี่ยน เขาได้แอบรู้เกี่ยวกับการแบ่งขุมกำลังในแดนตะวันออกของโลกชางหลานมาบ้างแล้ว

ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณหยินทั้งสามท่าน คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริง

มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับห้าอยู่ใต้บังคับบัญชานับร้อยคน

ส่วนเทพกระบี่โลหิตผู้นั้น ตามคำบอกเล่าของพวกเขา ก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับห้าเท่านั้น

เขายกอ่างน้ำล้างเท้าขึ้น เคาะประตู แล้วเดินเข้าไปในห้อง

ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะนามว่าจางเยี่ยน ปรายตามองจ้าวฉือ นัยน์ตาฉายแววเย้ยหยัน "แคว้นฉวงของพวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า เทพกระบี่โลหิตจะสามารถช่วยพวกเจ้าได้"

หัวใจของจ้าวฉือกระตุกวูบ เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 160 - อายุยังน้อยก็รับบทคุณพ่อเสียแล้ว แถมยังมีลูกเยอะไประดับร้อยล้าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว