เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - ยอดอัจฉริยะอันดับเก้า

บทที่ 80 - ยอดอัจฉริยะอันดับเก้า

บทที่ 80 - ยอดอัจฉริยะอันดับเก้า


"ปรมาจารย์มู่ รีบกลับสำนักศึกษาไท่ชางเถิด ไท่ชางต้องการเจ้า" เจ้าหอกระบี่มองมู่หยวนพลางกล่าวเสียงเรียบ "สำนักศึกษาไท่ชางไม่สามารถทำผลงานที่ดีในการประลองแดนลับสามเขตมาหลายครั้งติดต่อกันแล้ว หากครั้งนี้ยังคงไม่ได้รับอันดับที่น่าพอใจ ป้ายชื่อของสำนักศึกษาไท่ชาง คงต้องถูกปลดลงเป็นแน่"

"ขอตัวลาก่อน" มู่หยวนพยักหน้าแล้วหันหลังเดินออกจากหอ

เจ้าหอกระบี่จ้องมองแผ่นหลังของเขา เมื่ออีกฝ่ายเดินลับสายตาไป เขาก็รีบสาวเท้าเดินออกจากหอเช่นกัน

"ปรมาจารย์เจียง ครั้งนี้จะให้เยว่เอ๋อร์เข้าร่วมด้วยได้หรือไม่" เจ้าหอกระบี่หันไปถาม

เจียงว่านเหนียนชะงักไป ก่อนจะเผยรอยยิ้มขื่น "เยว่เอ๋อร์เองก็มีความตั้งใจ แต่ทว่า ... ท่านเจ้าหอกระบี่ ความเสี่ยงมันสูงเกินไป แดนลับไม่เหมือนเมืองเซิ่งหยางของเรา ที่นั่นมีสายตาจับจ้องอยู่มากมาย หากเยว่เอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยนิด เมื่อคนผู้นั้นรู้เข้า จะต้องมาลงความโกรธแค้นที่หอกระบี่ของเราเป็นแน่ ... "

"ช่างเถิด" เจ้าหอกระบี่ถอนหายใจเบาๆ "ลี่เฟยตายไปแล้ว การประลองครั้งนี้ หอกระบี่ของเราจำเป็นต้องเลือกตัวแทนกันใหม่ รีบเรียกตัวเหล่าศิษย์มารวมกัน เตรียมตัวเข้าสู่แดนลับ"

"ขอรับ"

...

สำนักศึกษาไท่ชาง

ปู้อี้และปรมาจารย์อาวุโสจ้าวกำลังดื่มชาอยู่ในเรือน เมื่อเห็นมู่หยวนกลับมา ปู้อี้ก็รีบวางถ้วยชาลงและลุกขึ้นต้อนรับทันที

"ปรมาจารย์มู่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที" ปู้อี้ประสานมือพร้อมรอยยิ้ม

มู่หยวนประสานมือตอบ "ปรมาจารย์ปู้ ก่อนหน้านี้ต้องขอขอบคุณท่านมากที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"

"ปรมาจารย์มู่เกรงใจไปแล้ว" ปู้อี้ส่ายหน้าถอนหายใจ "หลายวันก่อนได้เห็นความสามารถของปรมาจารย์มู่ที่หอการค้า น่าเสียดายที่ท่านรีบจากไป ข้าจึงไม่ได้ขอคำชี้แนะ ช่างน่าเสียดายจริงๆ"

มู่หยวนถามอย่างราบเรียบ "ไม่ทราบว่าปรมาจารย์ปู้มีเรื่องอันใดชี้แนะหรือ"

ปู้อี้มีสีหน้าจริงจังขึ้นมา "การประลองแดนลับใกล้เข้ามาแล้ว เวลาของปรมาจารย์มู่มีค่า ข้าขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน ขอเรียนถามปรมาจารย์มู่ ท่าน ... ใส่จิตวิญญาณลงในตัวอ่อนของแก่นไม้เซิงเซิงสำเร็จแล้วใช่หรือไม่"

มู่หยวนไม่ตอบ เขาเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ หม้อปรุงยาอูจินก็พุ่งออกมาจากแหวนมิติ

ในพริบตาที่หม้อปรุงยาปรากฏขึ้น ปู้อี้ก็ม่านตาหดเกร็ง รีบก้าวเดินเข้าไปหา

มือทั้งสองข้างของเขาสั่นเทาเล็กน้อย เขาพิจารณาลวดลายบนพื้นผิวหม้อปรุงยาอย่างละเอียด แววตาสาดประกายแสงเจิดจ้า "กลิ่นอายนี้ ... เป็นแก่นไม้เซิงเซิงจริงๆ ไม่คิดเลยว่า ในช่วงชีวิตนี้ ข้าจะยังมีโอกาสได้เห็นปาฏิหาริย์เช่นนี้"

ปรมาจารย์อาวุโสจ้าวที่อยู่ด้านข้างเผยสีหน้าตกใจ "ปรมาจารย์มู่แตกฉานในวิถีแห่งการหลอมอาวุธด้วยหรือนี่"

"พอรู้บ้างนิดหน่อย" มู่หยวนตอบเสียงเรียบ

ปู้อี้เงยหน้าขึ้นขวับ รีบถามด้วยความร้อนรน "ปรมาจารย์มู่ ไม่ทราบว่าท่านใช้สิ่งใดสลายพลังต่อต้านของตัวอ่อนแก่นไม้เซิงเซิงหรือ"

มู่หยวนใช้ปลายนิ้วลูบไล้ลวดลายบนหม้อปรุงยาอย่างแผ่วเบาพลางกล่าวเสียงเรียบ "เพียงแค่เติมเลือดชาดทมิฬลงไประหว่างการใส่จิตวิญญาณ แล้วใช้วิชาภาพวาดเหมาอี๋สลักร่องก็พอ ทว่าวิธีนี้มีอัตราความสำเร็จไม่สูงนัก ซ้ำยังต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาภาพวาดเหมาอี๋อย่างมาก"

"วิชาภาพวาดเหมาอี๋หรือ" ปู้อี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเป็นถึงยอดปรมาจารย์นักหลอมอาวุธแห่งยุค แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้มาก่อน

"วิชาวาดภาพนี้เป็นวิชาสืบทอดเฉพาะของสำนักเหมาอี๋" มู่หยวนหลุบตาลง ก่อนจะเริ่มร่ายบทกวี "กระดูกเขาไม่ร่วงหล่นฟังสายลมก่อน รอยน้ำเพิ่งขาดสอบถามมังกรคะนอง แต้มชาดกลางผากเบิกเนตรด้วยหมึก หนึ่งตวัดพู่กันเชื่อมหยินหยางทะลวงสองภพ ... "

ตอนแรกปู้อี้มีสีหน้างุนงง ทว่าจู่ๆ ม่านตาก็หดเกร็ง ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่ราวกับถูกสายฟ้าฟาด

รอจนมู่หยวนท่องเคล็ดวิชาจบทั้งหมด เขาจึงหันไปมองปู้อี้ "จำได้หรือไม่"

"จำได้แล้ว" ปู้อี้มีสีหน้าเคร่งขรึม จู่ๆ เขาก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก้าวสามขุมเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้ามู่หยวน ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "ปรมาจารย์มู่ถ่ายทอดวิชาให้อย่างใจกว้าง ปู้อี้ผู้นี้จะไม่มีวันลืมบุญคุณ ขอรับการคารวะจากปู้อี้ด้วยเถิด"

ปรมาจารย์อาวุโสจ้าวตกใจจนสะดุ้ง ปู้อี้เป็นบุคคลระดับไหน เขาคือปรมาจารย์นักหลอมอาวุธผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยหลอมอาวุธเวทพิทักษ์แคว้นให้แก่ราชวงศ์อวิ๋นเทียนเชียวนะ ทว่าตอนนี้เขากลับโค้งคำนับมู่หยวนอย่างนอบน้อมเสียนี่

"สวรรค์คุ้มครองไท่ชาง" หนวดเคราสีขาวของปรมาจารย์อาวุโสจ้าวสั่นระริก ดวงตาฝ้าฟางสาดประกายแสงเจิดจ้า "มีบุคคลระดับนี้คอยช่วยเหลือ ไท่ชางของเรามีความหวังที่จะฟื้นฟูแล้ว"

"ปรมาจารย์ปู้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรอก" มู่หยวนทำท่าประคองร่างเขาขึ้น ปู้อี้รู้สึกได้ถึงพลังอันนุ่มนวลที่ช่วยพยุงร่างของเขาให้ลุกขึ้นมา

ได้ยินเพียงมู่หยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผู้อื่นเคารพข้าหนึ่งเชียะ ข้าก็เคารพผู้อื่นหนึ่งจั้ง มู่หยวนผู้นี้ทำสิ่งใด ยึดถือหลักการนี้มาโดยตลอด"

"ประเสริฐ ปรมาจารย์มู่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาจริงๆ" ปู้อี้หัวเราะเสียงดังลั่น ทันใดนั้นเขาก็ลูบแหวนมิติ แสงสว่างวาบขึ้น กล่องสี่เหลี่ยมสีทองฝังหยกก็มาปรากฏอยู่ในมือของเขา

"ปรมาจารย์มู่ถ่ายทอดวิชาให้หมดเปลือก ข้าปู้อี้ก็ไม่ขอตระหนี่ถี่เหนียว ของสิ่งนี้มีชื่อว่าลูกปัดช่วงชิงวิญญาณ เดิมทีเป็นเครื่องบรรณาการที่เตรียมจะถวายให้ราชวงศ์ วันนี้ถูกชะตากับปรมาจารย์มู่ยิ่งนัก นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ โปรดรับไว้ด้วยเถิด"

มู่หยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วรับมา บนผ้ากำมะหยี่ในกล่องมีลูกปัดสีฟ้าครามขนาดเท่าเล็บมือวางอยู่ บนผิวลูกปัดมีแสงสลัวลี้ลับไหลเวียน เมื่อมองดูใกล้ๆ ก็พบว่ามีไอหมอกสีดำคล้ายสิ่งมีชีวิตกำลังแหวกว่ายอยู่ภายใน

"แฝงพลังมารเอาไว้ ... " ปลายนิ้วของมู่หยวนแตะเบาๆ บนผิวลูกปัด ทันใดนั้นความหนาวเหน็บเสียดกระดูกก็แล่นพล่านไปตามเส้นลมปราณ "กลับคล้ายคลึงกับหินชิงวิญญาณที่บันทึกไว้ในตำราโบราณถึงเจ็ดส่วน"

เขาครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยถาม "ปรมาจารย์ปู้ ของสิ่งนี้ท่านได้มาจากที่ใดหรือ"

"ใช้เงินก้อนโตให้ประธานเจิ้งไปกว้านซื้อมาจากนอกเขตแดนน่ะ"

"นอกเขตแดนหรือ" มู่หยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "ในเมื่อเป็นน้ำใจจากปรมาจารย์ปู้ ข้าก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดี"

"ปรมาจารย์มู่ ข้ารีบต้องเดินทางกลับเมืองหลวง ได้ยินมาว่าปรมาจารย์มู่มีความตั้งใจจะเข้าร่วมการประลองขุนพลสวรรค์ หากวันหน้าท่านเดินทางไปถึงเมืองหลวง ข้าจะต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับปรมาจารย์มู่อย่างแน่นอน"

"ตกลง"

"เช่นนั้นข้าจะรอต้อนรับปรมาจารย์มู่อย่างใจจดใจจ่อ ขอตัวลาก่อน" ปู้อี้ไม่อยู่รั้งรอ ประสานมือคารวะก่อนจะเดินจากไป

เมื่อเขาจากไป ปรมาจารย์อาวุโสจ้าวถึงค่อยลุกขึ้นยืน

"ปรมาจารย์มู่ ผู้อำนวยการกำลังเรียกเหล่าศิษย์มารวมตัวกันที่ลานฝึกยุทธ์ เพื่อคัดเลือกตัวแทนไปร่วมการประลองแดนลับ พวกเราก็ไปกันเถอะ"

"ไปกันเถอะ"

ภายในลานฝึกยุทธ์

ทันทีที่มู่หยวนไปถึง เขากลับพบว่าผู้คนต่างมีสีหน้าหดหู่ แววตาของแต่ละคนฉายแววหวาดกลัวและมืดมน

ภายในลานเงียบสงัดจนน่ากลัว

ปรมาจารย์อาวุโสจ้าวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหา "ผู้อำนวยการ เหตุใดยังไม่คัดเลือกตัวแทนเข้าร่วมการประลองอีกเล่า"

ลู่ฮั่นหยางยืนหันหลังให้ผู้คนอยู่หน้าหินทดสอบกระบี่ กระบี่เหล็กเสวียนเจ็ดสีที่เพิ่งหลอมเสร็จใหม่ๆ เล่มนั้นปักลึกเข้าไปในหิน

เขาค่อยๆ หันกลับมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "การประลองในครั้งนี้ สำนักศึกษาไท่ชาง ... ขอถอนตัว"

"อะไรนะ" ปรมาจารย์อาวุโสจ้าวตกใจจนหน้าถอดสี ก่อนจะรีบตะโกนถาม "ถอนตัวด้วยเหตุใดกัน พวกเราใช้เหล็กเสวียนเจ็ดสีหลอมยอดศาสตราวุธขึ้นมาแล้วนี่ เหตุใดจึงต้องถอนตัวด้วย"

"ปรมาจารย์อาวุโสจ้าว เพิ่งได้รับข่าวมาว่าการประลองในครั้งนี้ถูกเลื่อนให้เปิดเร็วกว่ากำหนด เป็นฝีมือของหลิงเจี้ยนเฟย" ม่อหงที่อยู่ด้านข้างถือหยกสื่อสารพลางส่ายหน้า

"หลิงเจี้ยนเฟยงั้นหรือ" ใบหน้าอันชราของปรมาจารย์อาวุโสจ้าวซีดเผือดลงทันที "ยอดอัจฉริยะอันดับเก้าผู้นั้นน่ะหรือ ... "

"หลิงเจี้ยนเฟยทะลวงผ่านขั้นรวบรวมจิตด้วยอายุยังไม่ถึงสามสิบปี เมื่อสามวันก่อนเขายังสามารถฝ่าค่ายกลหุ่นไม้ของราชวงศ์ชั้นที่ห้าไปได้สำเร็จ ทำให้ได้รับสิทธิ์ในการเลื่อนการประลองให้เปิดเร็วขึ้น ที่การประลองเลื่อนขึ้นมา ก็เป็นฝีมือของเขาเช่นกัน"

ปรมาจารย์อาวุโสจ้าวเงียบงันไป

ลู่ฮั่นหยางกล่าวเสียงเรียบ "การประลองครั้งก่อน เซียวอวี้ศิษย์ของสำนักเราทำให้บาดเจ็บน้องสาวของเขาในระหว่างการต่อสู้ ครั้งนี้เขาประกาศกร้าวว่า จะฆ่าศิษย์สำนักเราให้หมดเพื่อแก้แค้นให้น้องสาว เพื่อความปลอดภัยของเหล่าศิษย์ การถอนตัวไม่เข้าร่วม จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด"

สิ้นคำพูดนี้ เซียวอวี้ศิษย์เอกที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ตัวสั่นเทิ้ม ก้มหน้านิ่งไม่ปริปากพูดอะไรออกมา

"จะกลัวหาปะอะไรกัน" ตอนนั้นเอง ต้าจ้วงก็ตะโกนเสียงกร้าว "ยอดอัจฉริยะอันดับเก้าบ้าบออันใด ก็แค่สู้กับมันสิ อย่างมากก็แค่ตาย จะมากลัวจนหัวหดไม่กล้าสู้หรือ เราจะยอมเสียหน้าเช่นนี้ไม่ได้"

"ใช่แล้ว สู้กับมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย"

"เขามีกระบี่ ข้าก็มีกระบี่เหมือนกัน"

ชายหนุ่มเลือดร้อนหลายคนพากันตะโกนสนับสนุน

แต่เหล่าปรมาจารย์กลับเงียบกริบ

ต้องเข้าใจก่อนว่า การที่ยอดอัจฉริยะอันดับเก้าอย่างหลิงเจี้ยนเฟยสามารถฝ่าค่ายกลหุ่นไม้ของราชวงศ์ไปได้ ความแข็งแกร่งของเขาก็ก้าวข้ามเหล่าปรมาจารย์ไปแล้ว เพราะแม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถฝ่าค่ายกลหุ่นไม้นั้นไปได้ หากต้องมาปะทะกับหลิงเจี้ยนเฟยเข้าจริงๆ เกรงว่าแม้แต่ปรมาจารย์เหล่านี้ก็คงต้องตาย

"พวกเจ้าโง่หรือเปล่า" เซียวอวี้ถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมกับด่าทอ "พวกเจ้าอยากตายก็ไปกันเองสิ บิดาไม่ขอร่วมวงด้วยหรอก"

"ศิษย์พี่เซียว ท่านอุตส่าห์เป็นถึงศิษย์เอกแห่งไท่ชางของเรา เหตุใดถึงได้ขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้"

"ขี้ขลาดบิดาเจ้าสิ นั่นมันยอดอัจฉริยะอันดับเก้าเชียวนะ บิดาจะเอาอะไรไปสู้ การประลองคราวก่อน หากไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้เข้าร่วม บิดาจะได้กลับมาแบบเป็นๆ หรือ ไม่ว่าอย่างไรบิดาก็ไม่ไปเด็ดขาด"

"ท่านมียอดศาสตราวุธที่สำนักเราใช้เหล็กเสวียนเจ็ดสีหลอมขึ้นมา ต่อให้เผชิญหน้ากับเขา ก็ยังพอมีพลังต่อกรได้นะ"

"ข้าว่าเจ้าโง่เขลาพวกนี้คงไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิบสองอัจฉริยะกระมัง นั่นใช่พลังต่อสู้ที่จะสามารถชดเชยได้ด้วยอาวุธเพียงชิ้นเดียวหรือ" เซียวอวี้ด่าทอไม่หยุด "เอาเป็นว่าบิดาจะไม่ไป หากแน่จริงพวกเจ้าก็ฆ่าข้าเสียเลยสิ"

"เจ้า ... " คนเหล่านั้นถึงกับพูดไม่ออก

บรรยากาศเริ่มเงียบงันลง

มู่หยวนมองลูกปัดช่วงชิงวิญญาณในมือ จู่ๆ ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเปิดปากพูดขึ้น "ผู้อำนวยการลู่ การประลองในครั้งนี้ ข้าจะไปเอง"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 80 - ยอดอัจฉริยะอันดับเก้า

คัดลอกลิงก์แล้ว