- หน้าแรก
- ระบบเหรียญทองแดงเสี่ยงทาย พลิกชะตาสู่มรรคาเซียน
- บทที่ 220 - จ้าวหวยแห่งต้าเหยียน ขอเชิญจักรพรรดิปีศาจไปลงนรก
บทที่ 220 - จ้าวหวยแห่งต้าเหยียน ขอเชิญจักรพรรดิปีศาจไปลงนรก
บทที่ 220 - จ้าวหวยแห่งต้าเหยียน ขอเชิญจักรพรรดิปีศาจไปลงนรก
บทที่ 220 - จ้าวหวยแห่งต้าเหยียน ขอเชิญจักรพรรดิปีศาจไปลงนรก
ใจกลางจวนอันซีคือลานกว้างขวางที่ปูด้วยหินอ่อน
รอบด้านมีหอคอยสูงตระหง่าน สลักลวดลายค่ายกลโบราณอันซับซ้อน หอคอยทั้งแปดแห่งร่วมกันสร้างเป็นค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่
ด้านนอกค่ายกลถูกปกคลุมไปด้วยชั้นเมฆปีศาจหนาทึบ ภายในหมู่เมฆมีดวงดาวสีเลือดแดงก่ำสี่ดวงกะพริบวิบวับดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ดวงดาวแต่ละดวงคือตัวแทนของจักรพรรดิปีศาจหนึ่งตน
พวกมันจ้องมองเผ่ามนุษย์ภายในค่ายกลอย่างมาดร้าย
ภายในค่ายกลมียอดฝีมือเผ่ามนุษย์เหลือรอดอยู่หลายร้อยคน พวกเขาถอยร่นมาตั้งรับอยู่ตรงใจกลางจัตุรัสพร้อมกับจักรพรรดินีแห่งต้าเซี่ย
ผู้ฝึกตนที่สามารถดิ้นรนมาถึงจุดนี้ได้ย่อมไม่ใช่ไก่กา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้อาวุโส ผู้คุมกฎ และศิษย์สืบทอดทั้งสิ้น
แต่หลังจากผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดมาหลายต่อหลายครั้ง พลังเวทในร่างของทุกคน รวมถึงยาลูกกลอนที่ใช้ฟื้นฟูต่างก็ร่อยหรอไปจนหมดสิ้น บนใบหน้าของแต่ละคนฉายแววเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ภายใต้การโจมตีอย่างหนักหน่วงของเหล่าราชันและจักรพรรดิปีศาจ ค่ายกลก็แทบจะต้านทานไว้ไม่อยู่แล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ พวกเขามองไม่เห็นแสงสว่างของวันพรุ่งนี้อีกต่อไป
"ทำลายค่ายกลซะ!"
"กินเลือดเนื้อของพวกมนุษย์พวกนี้ให้หมด!"
ราชันปีศาจขั้นที่หกหลายตนยืนเรียงรายอยู่แปดทิศของค่ายกล พวกมันลงมือโจมตีอย่างพร้อมเพรียง งัดเอาอาวุธของตนเองออกมาโจมตี
แม้อาวุธของเผ่าปีศาจจะเทียบไม่ได้กับของวิเศษเผ่ามนุษย์ แต่มันก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน อาวุธเหล่านี้มักจะถูกสร้างขึ้นจากการหลอมรวมเลือดเนื้อของยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ที่ตายไปแล้วเข้ากับชิ้นส่วนร่างกายของเผ่าพันธุ์พวกมันเอง
ราชันปีศาจที่มีอาวุธคู่กายนั้นมีไม่มากนัก
ยกตัวอย่างเช่นราชันหมาป่าดำตนนี้ที่ถือหอกยาวปลายแหลม ปลายหอกถูกสร้างขึ้นจากนอของเผ่าแรด มันมีความคมกริบเป็นอย่างมาก ร้ายกาจยิ่งกว่าของวิเศษทั่วไปเสียอีก
ในเวลานี้ ภายในค่ายกล
อวี๋ชิงหานสวมเกราะสีเงิน นางเหลียวมองเจ้าอาวาสแห่งวัดเสี่ยวหลิงอิ่นที่กำลังรักษารอยแผลอยู่ด้านหลัง ก่อนจะแหงนหน้ามองหมู่เมฆปีศาจที่กำลังพ่นควันพวยพุ่ง นัยน์ตาหงส์ทอประกายเคร่งเครียดสุดบรรยาย
ผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมาครึ่งค่อนวัน นางเองก็ต้องลงสนามรบเช่นกัน สูญเสียพลังไปมหาศาล ปรมาจารย์จากหลายสำนักต่างก็พร้อมใจกันลงมือต่อกรกับจักรพรรดิปีศาจ
ในหมู่ศัตรูมีจักรพรรดิปีศาจขั้นที่แปดถึงสองตน พลังอำนาจเทียบเท่ากับยอดฝีมือขั้นผ่านด่านเคราะห์ เจ้าอาวาสแห่งวัดเสี่ยวหลิงอิ่นเพียงคนเดียวย่อมรับมือไม่ไหว ทำได้เพียงต้านทานไว้อย่างยากลำบาก สุดท้ายก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้
โชคดีที่ยังสามารถพายอดฝีมือเผ่ามนุษย์ที่เหลือรอดฝ่าวงล้อมออกมาได้ มิฉะนั้นผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ในจวนอันซีคงต้องตายกันหมดแน่
จวนอันซีถูกตีแตกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ยอดฝีมือของเผ่าปีศาจมีมากเกินไป ลำพังแค่กองกำลังของสำนักเซียนย่อมไม่เพียงพอ เพราะยังมีมิตินรกและมิติมารสวรรค์ทางเป่ยโจวที่ซุ่มรอจังหวะอยู่ พวกเขาก็ต้องแบ่งกำลังคนไปเฝ้าระวัง จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
จักรพรรดิปีศาจหลายตนซ่อนตัวอยู่ในเมฆปีศาจ รอคอยจังหวะที่จะลงมือ เมฆปีศาจอันแปลกประหลาดนี้เป็นเหมือนสื่อกลางชนิดพิเศษที่ช่วยให้จักรพรรดิปีศาจปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้
ในกลุ่มผู้ฝึกตนที่มาสมทบ มีขุนพลเหยียนสองคนคือตงฟางเสวียนและโจวผิงรวมอยู่ด้วย
พวกเขาได้รับคำสั่งเกณฑ์พลจากจักรพรรดินีแห่งต้าเซี่ย จึงรีบรุดมายังสนามรบซีโจว
ทว่าในตอนนี้ ทั่วร่างของโจวผิงเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว แสงของพลังเวทหม่นหมองลง เส้นผมยุ่งเหยิงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเลือด กระบองยาวสีดำขลับก็มีรอยแหว่งวิ่น
เขาเป็นกองหน้าบุกทะลวง สังหารราชันปีศาจไปได้หลายตน ต่อสู้กับจักรพรรดิปีศาจขั้นที่เจ็ดไปกว่าร้อยกระบวนท่า ก่อนจะล้มลงด้วยความหมดแรงและได้รับการช่วยเหลือจากปรมาจารย์ขั้นแปลงเทพคนหนึ่ง
ตงฟางเสวียนเองก็สูญเสียความสง่างามในอดีตไปเช่นกัน ผ้าปิดหน้าสีดำหลุดลุ่ย เผยให้เห็นใบหน้าสวยเยือกเย็นที่บัดนี้ซีดเผือด ชุดกระโปรงขาดรุ่งริ่ง กลางหลังมีรอยกรงเล็บอันน่าสยดสยอง ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของสัตว์ร้ายตนใดตนหนึ่งที่เกือบจะแทงทะลุร่างนางไปแล้ว
บาดแผลส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของราชันปีศาจก่อนตาย
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมือนกับจ้าวหวย ที่มีดวงชะตาคอยหนุนหลัง เมื่อสังหารสัตว์ป่าได้แล้วก็สามารถฟื้นฟูพลังเวทและปราณโลหิตได้ ทำให้ยิ่งสู้ยิ่งแกร่ง
ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ย่อมต้านทานการต่อสู้แบบคลื่นมนุษย์ไม่ไหว ยิ่งสู้พลังก็ยิ่งถดถอย ย่อมต้องมีจังหวะที่พลาดพลั้งหมดแรง และถูกราชันปีศาจฉวยโอกาสโจมตี
"ครืน!"
เมฆปีศาจบนท้องฟ้าสั่นสะเทือน ก่อตัวเป็นวังวนหมอก ก่อนที่หมอกเหล่านั้นจะควบแน่นกลายเป็นหญิงสาวรูปร่างเย้ายวนเรียวขาเสลา บนเรือนผมสีดำขลับสลวยมีดอกไม้สีสันสดใสผลิบาน เท้าเปลือยเปล่าคู่หนึ่งดูขาวเนียนดุจคริสตัล
เถาวัลย์สีเขียวที่มีหนามแหลมพันเกี่ยวอยู่บนท่อนแขนขาวผ่องดุจรากบัว บนใบหน้าประดับรอยยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมในปาก
ทว่าในสายตาของเผ่ามนุษย์เบื้องล่าง รอยยิ้มนี้ช่างดูโหดเหี้ยมอำมหิต
พวกเขาไม่มีวันลืมเลยว่าจักรพรรดิปีศาจตนนี้แหละ
ที่อัญเชิญต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าออกมา จากนั้นดอกตูมนับไม่ถ้วนก็ผลิบาน รากและหนามกระดูกสีเขียวจำนวนมหาศาลพุ่งกระจายออกไป ปลิดชีพผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ไปกองพะเนิน
พลังของจักรพรรดิปีศาจตนนี้ช่างน่าหวาดหวั่นนัก
ยังไม่มีใครล่วงรู้ว่าร่างจริงของนางคืออะไร
รู้เพียงว่าพวกเผ่าปีศาจต่างพากันเรียกขานนางว่า เจ้าแม่จักรพรรดินีบุปผา
เจ้าแม่จักรพรรดินีบุปผายิ้มแย้มมองดูผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์เบื้องล่าง แลบลิ้นเลียมุมปากพลางส่งกระแสจิตว่า
"จักรพรรดินีแห่งต้าเซี่ย หากเจ้ายอมจำนนและมาเป็นทาสของข้า บางทีข้าอาจจะพิจารณาปล่อยผู้ฝึกตนพวกนี้ไปก็ได้นะ"
เหล่าองครักษ์คนสนิทของอวี๋ชิงหาน รวมถึงผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ต่างก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ไอ้จักรพรรดิปีศาจบัดซบตนนี้กล้าดียังไงถึงอยากให้จักรพรรดินีไปเป็นทาสของเผ่าปีศาจ นี่มันเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเผ่ามนุษย์จนจมดินชัดๆ ไม่เห็นหัวกันเลยสักนิด
แววตาของเจ้าแม่จักรพรรดินีบุปผาแฝงความนัยลึกล้ำ ภายนอกดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แท้จริงแล้วในใจกลับคิดการอื่น
จักรพรรดินีแห่งต้าเซี่ยนับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของเผ่ามนุษย์ หากสามารถจับตัวนางมาแบบเป็นๆ ได้ ขวัญกำลังใจของเผ่ามนุษย์จะต้องตกต่ำลงอย่างแน่นอน การกรีธาทัพบุกจงโจวก็จะเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
"ฝ่าบาท ห้ามตอบตกลงพวกมันเด็ดขาด!"
"นี่มันคือกลยุทธ์ทำลายขวัญกำลังใจ ต่อให้พวกเราต้องตายสู้ตาย ก็จะไม่ยอมให้พวกมันมาเชือดคอเอาตามอำเภอใจแน่!"
"ใช่แล้ว! คำพูดของเผ่าปีศาจจะเชื่อถือได้อย่างไร"
ผู้ฝึกตนหลายคนเริ่มกังวลว่าอวี๋ชิงหานจะตัดสินใจทำอะไรที่ไร้เหตุผล
อวี๋ชิงหานกำหมัดแน่น นัยน์ตาหงส์ฉายแววฆ่าฟัน ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจ
นางไม่ใช่คนโง่ นางรู้ดีว่าฉากหน้าอีกฝ่ายทำเป็นเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนน แต่แท้จริงแล้วต้องการทำลายขวัญกำลังใจของพวกนาง ทำให้พวกนางยอมแพ้ และยังคิดจะยุแยงให้เผ่ามนุษย์แตกคอกันเองอีกด้วย
คนส่วนใหญ่อาจจะยอมตายสู้ตาย แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนส่วนน้อยเกิดความหวั่นไหว
เพราะตราบใดที่นางยอมจำนน คนอื่นๆ ก็จะมีชีวิตรอด เงื่อนไขแบบนี้ ยากนักที่จะไม่ให้คนหวั่นไหว
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เจ้าแม่จักรพรรดินีบุปผาหัวเราะเสียงใสราวกับกระดิ่ง ก่อนจะแค่นเสียงเย็น "นี่เจ้าจะปล่อยให้พวกเขาต้องมาตายจริงๆ หรือ ข้าอุตส่าห์เสนอทางรอดให้พวกเขาแล้วแท้ๆ หากเจ้ายังดื้อดึงไม่เข้าเรื่อง ก็เตรียมตัวตายหมู่กันไปได้เลย"
พอสิ้นคำพูดนี้ ก็มีผู้ฝึกตนบางคนที่อ่อนแอจนแทบจะยืนไม่ไหว ล้มพับลงกับพื้น แววตาฉายแววคาดหวังออกมาให้เห็น
พวกเขายังอายุน้อย ล้วนเป็นอัจฉริยะจากสำนักใหญ่ต่างๆ ไม่ควรจะต้องมาตายอยู่ที่นี่ ตายไปบนผืนทรายสีเหลืองนี้ และกลายเป็นอาหารของเผ่าปีศาจ
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด แผ่นดินก็เกิดการสั่นสะเทือน
ฝูงสัตว์ป่าบริเวณประตูเมืองพากันวิ่งกรูกันเข้ามาที่ลานกว้างอย่างแตกตื่น ราวกับพวกมันไปเจออะไรที่น่าหวาดกลัวเข้า
"ท่านจักรพรรดิปีศาจ! มีผู้ฝึกวิถีกระบี่ไร้เทียมทานคนหนึ่งบุกเข้ามาในเมือง ราชันปีศาจถูกฆ่าตายเกลี้ยง พวกเราต้านทานไม่ไหวเลยขอรับ!"
"ใช่แล้ว! ขนาดท่านราชันช้างกับท่านราชันสิงโตยังถูกฆ่าตายคาที่ เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ กองทัพปีศาจนับหมื่นถูกเขาคนเดียวลบเกลี้ยง! พวกเราไม่ใช่คู่มือของเขาเลย มีเพียงท่านจักรพรรดิปีศาจเท่านั้นที่จะจัดการคนผู้นี้ได้!"
ไม่นานนัก ข่าวจากประตูเมืองก็แว่วเข้าหูเจ้าแม่จักรพรรดินีบุปผา
ในเวลาเดียวกัน ราชันปีศาจและมหาปีศาจในฝูงสัตว์ก็พากันรับรู้ถึงคำพูดอันน่าเหลือเชื่อนี้
การได้รู้ว่ามีผู้ฝึกวิถีกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้บุกเดี่ยวเข้ามาในเมือง
ไม่เพียงแต่เผ่าปีศาจเท่านั้น แม้แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่ภายในค่ายกล รวมถึงอวี๋ชิงหานต่างก็รู้สึกฉงนใจ จนถึงขั้นคิดไปว่ามียอดฝีมือเผ่ามนุษย์มาช่วย
แต่ถ้าเป็นกำลังเสริมล่ะก็ ทำไมไม่พาคนมาให้มากกว่านี้ล่ะ
"ฟิ้ว!"
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังสงสัย ลำแสงสีขาวสายหนึ่งก็พุ่งทะยานมาอยู่เหนือลานกว้าง
เงาร่างของจ้าวหวยปรากฏขึ้นอย่างสง่างาม กลิ่นอายแข็งแกร่งดุดัน มาพร้อมกับปราณกระบี่นับพันสายที่กวาดล้างไปทั่วทิศ เผ่าปีศาจตนใดที่ขวางทางล้วนถูกปราณกระบี่ฟันขาดกระจุย
เพียงชั่วพริบตาเดียว บนพื้นดินก็มีซากศพกองเป็นภูเขาเลากา
ตั้งแต่ต้นจนจบ จ้าวหวยเอาแต่เหยียบอยู่บนตัวกระบี่ ไม่ได้ลงมาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ปราณกระบี่ที่พาดผ่านก็สามารถปลิดชีพราชันปีศาจขั้นที่ห้าได้แล้ว
พลังเวทราวกับเป็นของแจกฟรี เขาใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย แสงกระบี่นับพันส่องประกายจิตสังหาร ทำเอาฝูงสัตว์ป่าและราชันปีศาจรอบด้านขวัญหนีดีฝ่อ พากันถอยร่นไปเป็นแถบ
ทันใดนั้น สายตาของจ้าวหวยก็ตวัดมองไปยังจักรพรรดิปีศาจบนท้องฟ้า ล็อกเป้าหมายไปที่เจ้าแม่จักรพรรดินีบุปผา ใบหน้าของเขาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย แม้ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจนับหมื่นตามลำพัง ท่าทีของเขาก็ยังคงสุขุมเยือกเย็น เขาหรี่ตาลงพลางเอ่ยว่า
"จ้าวหวยแห่งต้าเหยียนอยู่ที่นี่แล้ว ขอเชิญจักรพรรดิปีศาจไปลงนรกซะ"
[จบแล้ว]