- หน้าแรก
- ระบบเหรียญทองแดงเสี่ยงทาย พลิกชะตาสู่มรรคาเซียน
- บทที่ 150 - ไม่ประมาทในยามสงบ หิมะมงคลบอกนิมิตปีแห่งความอุดมสมบูรณ์
บทที่ 150 - ไม่ประมาทในยามสงบ หิมะมงคลบอกนิมิตปีแห่งความอุดมสมบูรณ์
บทที่ 150 - ไม่ประมาทในยามสงบ หิมะมงคลบอกนิมิตปีแห่งความอุดมสมบูรณ์
บทที่ 150 - ไม่ประมาทในยามสงบ หิมะมงคลบอกนิมิตปีแห่งความอุดมสมบูรณ์
เมื่อต้าเซี่ยมีจักรพรรดิองค์ที่สามขึ้นครองอำนาจ ข่าวการขึ้นครองราชย์ก็แพร่สะพัดออกจากเมืองหลวงไปยังสี่ทิศแปดทางอย่างรวดเร็ว
คนทั้งแผ่นดินต่างก็ตกตะลึง จักรพรรดินีผู้กุมอำนาจ จะมีใครมาสืบทอดอำนาจต่อหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อนแน่นอน
ณ จวนหนานอวี้ ลมหนาวพัดกระหน่ำ
เมื่อเทียบกับหิมะที่ตกหนักในแดนเหนือ ที่นี่จะเน้นไปที่ความหนาวเหน็บมากกว่า วิธีคลายหนาวเพียงวิธีเดียวก็คือการจุดเตาถ่านผิงไฟ
ปีใหม่ใกล้เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหรือคนธรรมดา ต่างก็เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปอยู่กับครอบครัวและญาติมิตร
ผู้ฝึกตนก็มีครอบครัวเช่นกัน ผู้ฝึกตนที่มีอายุมากและไร้ญาติขาดมิตรนั้นถือว่าเป็นส่วนน้อย
ส่วนใหญ่ยังคงเป็นศิษย์สำนักเซียนที่ยังหนุ่มยังแน่น
ทางสำนักเองก็ถือว่ามีมนุษยธรรมมากพอ ในช่วงปีใหม่ จะอนุญาตให้ศิษย์ลงจากเขาไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่และครอบครัวได้
ภายในหอคอยแห่งหนึ่งของสมาคมการค้าเทียนอู้สาขาย่อย กลิ่นหอมของสมุนไพรอบอวลไปทั่ว
"ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ ควบคุมไฟให้ดี"
ชายชราซอมซ่อหรี่ตาที่แก่ชราลง คอยชี้แนะอย่างใจเย็น น้ำเสียงราบเรียบ "ไฟแท้แต่กำเนิดคือไฟแห่งมรรคาที่หล่อหลอมขึ้นภายในร่างกายของผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน สามารถใช้หลอมโอสถและหลอมอาวุธได้ เจ้าอย่าได้ดูถูกมันเชียวล่ะ เล่าลือกันว่าหากฝึกฝนไฟแท้แต่กำเนิดจนถึงขีดสุด ก็สามารถนำมาใช้เป็นวิชาต่อสู้ได้ด้วย ในคัมภีร์โบราณยังเคยบันทึกไว้เลยนะว่า ไฟแท้ซานเม่ยของเซียนเพียงอึดใจเดียว ก็สามารถแผดเผาผู้คนทั้งใต้หล้าให้มอดไหม้ได้"
"แน่นอนว่า ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน แค่หลอมโอสถให้สำเร็จได้ ก็ถือว่ายากมากแล้ว"
จ้าวหวยหลับตาลง เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ประสานนิ้วมือ รวบรวมพลังจิตจ้องไปที่เตาหลอมโอสถที่มีเปลวไฟสีส้มเต้นระริกอยู่ตรงหน้า พลังเวทในร่างกายพุ่งพล่านเป็นระยะๆ
"ปุดๆๆ!"
ความร้อนเดือดพล่าน ฝาเตาหลอมโอสถเปิดขึ้นแล้วปิดลง ส่งเสียงดังสนั่น ราวกับน้ำเดือดพล่าน
กลิ่นหอมหวนเริ่มโชยมาให้ได้กลิ่นแล้ว
ไม่นานนัก จ้าวหวยก็ผ่อนแรงลง ความเคลื่อนไหวของเตาหลอมโอสถก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
เขาลืมตาขึ้น เพื่อดูผลงานชิ้นเอก
เปิดฝาเตาออก หมอกยาพวยพุ่ง พัดเข้าใส่หน้าเต็มๆ
ยาลูกกลอนสีน้ำตาลเป็นเงางามหลายเม็ดนอนนิ่งอยู่ในเตา
ชายชราซอมซ่อมมองดูแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยประเมิน "ไม่เลว หลอมได้เจ็ดเม็ด ถือว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม"
"เพิ่งจะเรียนได้ไม่กี่วัน ก็สามารถหลอมยารวมปราณระดับสูงออกมาได้แล้ว"
"จุ๊ๆ ความเข้าใจและความจำของเจ้านี่มันน่าทึ่งจริงๆ นะ คิดดูสิ ตอนที่ข้าเรียนคัมภีร์โอสถปึกหนาเตอะนั่น ข้าต้องใช้เวลาถึงสามเดือนเลยนะ แต่เจ้าใช้เวลาแค่สามวันก็อ่านจบหมด แถมยังท่องจำได้ขึ้นใจ และเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่งอีกต่างหาก"
จ้าวหวยได้รับคำชม ก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้หลงระเริงไปกับคำชม แต่กลับถ่อมตัวว่า "ทั้งหมดเป็นเพราะผู้อาวุโสสอนมาดี สมกับฉายากู่เต้าจื่อจริงๆ"
เป็นผลมาจากดวงชะตา [เนตรสวรรค์ตื่นรู้] ที่ทำให้เขาอ่านคัมภีร์โอสถจบได้ภายในครึ่งวัน
ถ้าไม่ได้มีธุระอื่น ก็คงไม่ต้องรอถึงสามวันหรอก
กู่เต้าจื่อลูบหนวดเคราสีขาวด้วยความหงุดหงิด ไม่เชื่อคำโกหกของจ้าวหวย ถอนหายใจแล้วพูดว่า
"เฮ้อ ฝึกวิถีกระบี่มาดีๆ แท้ๆ ดันมาแย่งงานข้าซะได้ ทำไปทำไมกันล่ะ สำนักที่อยู่เบื้องหลังเจ้าไม่แจกยาให้เจ้าหรือไง"
"ความจริงแล้ว ข้าไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักเซียนหรอก"
จ้าวหวยไม่ได้คิดจะปิดบัง จึงพูดความจริงออกไป
"เจ้าไม่ได้เป็นศิษย์ของภูเขาวิญญาณหรอกหรือ"
กู่เต้าจื่อถามด้วยความประหลาดใจ
"ใช่แล้ว ข้าก้าวเข้าสู่วิถีการบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับผู้ฝึกตนพเนจรหรอก"
หลังจากคลุกคลีกับกู่เต้าจื่อมาหลายวัน ความสัมพันธ์ก็เป็นไปได้ด้วยดี ประกอบกับในอนาคตก็ต้องร่วมงานกัน จ้าวหวยจึงตัดสินใจพูดความจริงออกไปตรงๆ
"เป็นแค่ผู้ฝึกตนพเนจร แต่กลับมีระดับการฝึกฝนมาถึงขั้นนี้ได้ ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ เอาไปสิ นี่คือยาสร้างรากปราณที่เจ้าต้องการ"
กู่เต้าจื่อพูดพลางยื่นขวดกระเบื้องให้จ้าวหวย
"ขอบคุณผู้อาวุโส"
จ้าวหวยก็ไม่เกรงใจ รีบรับขวดกระเบื้องมาทันที
ในฐานะนักหลอมโอสถระดับหก การจะหลอมยาสร้างรากปราณย่อมทำได้สบายๆ ลูกน้องของเขาในกลุ่มอำนาจเก่าของต้าเหยียน ส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ที่ขาดก็คือยารวมปราณและยาสร้างรากปราณนี่แหละ
อีกไม่ถึงปี เขาก็จะสามารถปั้นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก
ฟังดูเหมือนขั้นสร้างรากฐานจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย คนธรรมดาที่ไหนจะมีปัญญาซื้อยารวมปราณได้สักเม็ด ยารวมปราณระดับต่ำในท้องตลาดก็ราคาปาเข้าไปตั้งพันตำลึงเงินแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยาสร้างรากปราณที่มีเงินเป็นพันตำลึงทองก็หาซื้อไม่ได้
คนที่สามารถผูกมิตรกับนักหลอมโอสถระดับหกได้อย่างจ้าวหวย ถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก
พูดก็พูดเถอะ ทั้งหมดก็เป็นเพราะป้ายคำสั่งราชันโอสถนั่นแหละ
จ้าวหวยเองก็ไม่รู้ว่าเหยียนจิ่งมีฐานะอะไรในหุบเขาโอสถเซียน
แต่ที่แน่ๆ คือเขาต้องมีอะไรปิดบังอยู่อีกแน่ๆ
ทั้งสองคนเคยตกลงกันไว้แล้วว่า หากมีวาสนาต่อกันบนวิถีเซียนก็คงจะได้พบกันอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่
หลังจากบอกลากู่เต้าจื่อ จ้าวหวยก็รีบกลับมาที่คฤหาสน์หออวี๋
เพิ่งจะเข้าประตูมา ซ่งจือซูในชุดบัณฑิตก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ราวกับมีเรื่องด่วน
"องค์รัชทายาท ข่าวใหม่ล่าสุดพ่ะย่ะค่ะ!"
"ฮ่องเต้องค์ใหม่ของต้าเซี่ยขึ้นครองราชย์แล้ว"
ซ่งจือซูทำความเคารพอย่างถูกธรรมเนียม โค้งคำนับและประสานมือ
จ้าวหวยพยักหน้าและถามว่า "เคลื่อนไหวเร็วจริงๆ สืบรู้หรือยังว่าเป็นใคร"
"ทูลองค์รัชทายาท เป็นองค์หญิงแห่งต้าเซี่ยที่เคยโด่งดังในอดีตพ่ะย่ะค่ะ"
"เป็นจักรพรรดินีงั้นหรือ"
จ้าวหวยมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าคำพูดของอินหนานอวี้จะกลายเป็นความจริงแล้ว คนที่สามารถขึ้นเป็นจักรพรรดินีได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
จะเป็นนางยักษ์โรซาที่ฆ่าคนเป็นผักปลาเหมือนในข่าวลือหรือเปล่านะ
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่คงเป็นหายนะของต้าเซี่ยแน่ๆ จักรพรรดินีผู้นี้อาจจะเป็นทรราชย์ก็ได้
ซ่งจือซูกล่าวว่า "ใช่พ่ะย่ะค่ะ มีนางอยู่ ดินแดนต้าเซี่ยก็เริ่มสงบลงแล้ว ส่วนจักรวรรดิหมาป่าอุดรก็ตั้งหลักอยู่ทางตอนเหนือ ไม่ยอมเคลื่อนไหวใดๆ"
จ้าวหวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "สืบข่าวภายในของต้าเซี่ยต่อไปให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยิ่งละเอียดยิ่งดี โดยเฉพาะต้องสืบให้รู้ว่าจักรพรรดินีแห่งต้าเซี่ยผู้นี้เป็นคนแบบไหน เรื่องพวกนี้ขอมอบหมายให้พวกเจ้าจัดการก็แล้วกัน ช่วงนี้ข้าอาจจะต้องเริ่มเก็บตัวฝึกฝนแล้ว คงไม่ได้ออกมาให้เห็นหน้าอีกนาน"
"นี่คือรางวัลสำหรับบรรดาทหารและขุนนางที่มีความดีความชอบ นำไปแจกจ่ายตามความเหมาะสมก็แล้วกัน"
จ้าวหวยหยิบขวดยาออกมาจากแหวนมิติหลายขวด แล้วยื่นให้อีกฝ่าย
"รับทราบพ่ะย่ะค่ะ"
ซ่งจือซูพยักหน้าอย่างจริงจัง รับขวดยามาด้วยสองมือ
ด้วยพรสวรรค์ในการฝึกฝนขององค์รัชทายาท การเก็บตัวฝึกฝนในครั้งนี้ย่อมต้องเป็นการเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำอย่างแน่นอน
ซึ่งถือเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งสำหรับต้าเหยียน
"งั้นข้าน้อยขอตัวก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ"
จ้าวหวยมองเขาเดินจากไป พลางมองดูดอกเหมยที่ค่อยๆ บานสะพรั่งอยู่ในสวน
เห็นสิ่งของก็พาลให้คิดถึงคน เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
คนของต้าเหยียนทุกคนต่างก็มองเขาเป็นเจ้านาย เคารพนบนอบเขา ใกล้จะปีใหม่แล้ว เขายังอยู่ที่นี่ ไม่มีแม้แต่เพื่อนรู้ใจสักคน
นี่สินะที่เขาเรียกว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว
หนทางยาวไกล เส้นทางสู่ความเป็นเซียนย่อมต้องโดดเดี่ยว
ด้วยการอาศัยเวลาที่เร็วกว่าปกติถึงแปดเท่าของกระจกวัฏจักรภพอันเป็นของวิเศษบรรพกาล
เขาจำเป็นต้องรีบทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำให้เร็วที่สุด
...
ณ สำนักเซียนอู๋จี๋ ที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้
ภูเขาวิญญาณที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกเซียน บัดนี้ถูกหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว
บนท้องฟ้ามีเสียงฟ้าร้องดังก้องมาเป็นระยะๆ
นักพรตเฒ่าในชุดคลุมสีพื้น ผู้มีกลิ่นอายลึกล้ำสุดหยั่งคาด ยืนมองดูยอดเขาที่ถูกหิมะปกคลุม พลางไอกระแอมออกมาเป็นระยะๆ
"ท่านประมุข เวลาของท่านเหลือน้อยแล้วนะขอรับ"
ผู้อาวุโสในชุดคลุมขาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจ
ไม่ว่าจะมองยังไง ผู้อาวุโสของสำนักเซียนอู๋จี๋ก็มีระดับการฝึกฝนอย่างน้อยก็ขั้นก่อกำเนิดวิญญาณ แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว กลับดูเป็นกังวลอย่างมาก
ประมุขสำนักอู๋จี๋โบกมือปฏิเสธ บ่งบอกว่าตนเองไม่เป็นอะไร ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า
"อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายไปเลย ข้ามีชีวิตอยู่มานับพันปีแล้ว ทิวทัศน์ที่ควรเห็นก็ได้เห็นมาหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์อีกแล้ว"
"ตอนนี้เรื่องในโลกมนุษย์ ก็ไม่ต้องไปกังวลอะไรมากนัก มังกรแดงกลายเป็นหงส์ ชะตาบ้านเมืองของต้าเซี่ยมั่นคงแล้ว หลังจากนี้ข้าก็ลองคำนวณดูแล้ว ไม่มีปัญหาใหญ่หรอก สองคนนั้นชะตากรรมเกี่ยวพันกัน แต่มีรากฐานต่างกัน ล้วนเป็นบุคคลที่หาได้ยากในใต้หล้า เขามีขอบเขตของเขา"
"การที่ท่านประมุขไปพัวพันกับวิบากกรรมเช่นนี้ เกรงว่าเคราะห์สายฟ้าในวันข้างหน้า..."
ผู้อาวุโสชุดขาวรู้ดีว่า ระดับการฝึกฝนของประมุขสำนักนั้นทะลุขั้นแปลงเทพไปนานแล้ว เข้าสู่ระดับใหม่แล้ว เพียงแต่พยายามกดพลังเอาไว้มาตลอด
เหนือกว่าขั้นแปลงเทพ ก็คือขั้นหลอมความว่างเปล่า
เหนือกว่าขั้นหลอมความว่างเปล่า ก็คือขั้นมหายาน
แต่ขั้นหลอมความว่างเปล่าเป็นเพียงแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ผู้ฝึกตนจะไม่หยุดอยู่ตรงนี้นานนัก
ขั้นหลอมความว่างเปล่าเป็นระดับที่ต้องเผชิญกับด่านเคราะห์
เคราะห์สายฟ้า เคราะห์ในใจ เคราะห์แห่งมรรคา...
ผู้ฝึกตนกลัวด่านเคราะห์แบบไหน ด่านเคราะห์แบบนั้นก็จะมาเยือน
ด่านเคราะห์นี้ไม่ได้หมายถึงสายฟ้าเส้นเดียว ฟาดลงมาแล้วก็จบ แต่หมายถึงช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงเวลาแห่งการผ่านด่านเคราะห์
หากผ่านพ้นไปได้ก็จะเป็นผู้ทรงพลัง หากผ่านไม่ได้ก็ต้องดับสูญ ความพยายามนับพันปีพังทลายลงในพริบตา
และเมื่อทะลวงผ่านไปได้ก็คือขั้นมหายาน
ขั้นมหายานถูกเรียกอีกอย่างว่าครึ่งเซียน สามารถผลัดเปลี่ยนกระดูกและสร้างกระดูกเซียนขึ้นมาได้ และสามารถดูดซับปราณเซียนได้
สามารถโบยบินเป็นเซียนได้โดยตรง
หรืออาจจะรอผ่านด่านเคราะห์เซียนก่อนก็ได้ แต่หลังจากผ่านด่านเคราะห์เซียนแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถบอกได้ว่าตนเองได้บรรลุมรรคผลและเป็นเซียนแล้วจริงๆ
แต่หลังจากเส้นทางสู่ความเป็นเซียนถูกตัดขาดเมื่อแปดร้อยปีก่อน ก็ไม่มีใครโบยบินเป็นเซียนได้อีกเลย
ขั้นมหายานนับเป็นครึ่งเซียนแล้ว หากไม่โบยบินเป็นเวลานาน และยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ที่ไม่มีปราณเซียนคอยหล่อเลี้ยง พลังชีวิตในร่างกายก็จะเสื่อมถอย และระดับการฝึกฝนก็จะลดต่ำลง
ดังนั้นในช่วงหลายร้อยปีหลังจากเส้นทางสู่ความเป็นเซียนถูกตัดขาด จึงมียอดฝีมือจำนวนมากต้องร่วงหล่นและดับสูญไป
ในขณะเดียวกัน พลังวิญญาณก็ค่อยๆ เบาบางลง ทำให้ผู้ฝึกตนในรุ่นหลังๆ ด้อยลงกว่ารุ่นก่อน
จนกระทั่ง ยอดฝีมือขั้นแปลงเทพยังไม่กล้าที่จะทะลวงระดับเลย
เพราะมันคือทางตันชัดๆ
ผู้ฝึกตนต้องแบกรับความเสี่ยงในการทะลวงระดับ และแม้ว่าจะทะลวงไปถึงขั้นหลอมความว่างเปล่าหรือมหายานได้ แต่อายุขัยก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงกลับเพิ่มขึ้นแทน
หลังจากผู้ฝึกตนทะลวงเข้าสู่ขั้นแปลงเทพแล้ว พวกเขาต่างก็ตกลงกันอย่างลับๆ ว่าจะไม่บำเพ็ญเพียรต่อ หลบไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษในป่าเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เผชิญกับเคราะห์สายฟ้า และไม่ให้เข้าไปพัวพันกับวิบากกรรม
นับตั้งแต่เส้นทางสู่ความเป็นเซียนถูกตัดขาด นอกจากปฐมกษัตริย์ต้าเหยียนแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถแหกกฎนี้ได้เลย
ดังนั้น ผู้คนในวงการผู้ฝึกตนจึงเชื่อว่า ปฐมกษัตริย์ต้าเหยียนเป็นเซียนที่จุติลงมาเกิด ไม่ใช่การโบยบินเป็นเซียน
เวลานี้ ประมุขสำนักอู๋จี๋กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้
พลังของเขาสะสมมานานเกินไป จนทะลุขั้นแปลงเทพไปตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผ่านด่านเคราะห์ เพียงแต่ใช้เคล็ดวิชาลับในการกดพลังเอาไว้ รักษาสมดุลอันเปราะบางเอาไว้
ช่วงก่อนหน้านี้เขาไปพัวพันกับวิบากกรรมมากเกินไป จนตอนนี้สมดุลนั้น ไม่สามารถรักษาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
ความลับสวรรค์ยังคงล็อกเป้าหมายมาที่เขา
"หากท่านประมุขไม่อยู่ พวกพรรคมารคงจะก่อความวุ่นวายขึ้นอีกแน่"
"ศิษย์ที่ออกไปหาประสบการณ์ทางภาคเหนือก็ยังไม่กลับมา เกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายเสียแล้ว"
ผู้อาวุโสชุดขาวเอ่ยถึงความกังวลในใจ
วงการผู้ฝึกตนไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็นภายนอก
ความสงบสุขในตอนนี้ เป็นสิ่งที่สำนักเซียนคอยค้ำจุนเอาไว้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นสิ่งที่ปฐมกษัตริย์ต้าเหยียนใช้กำลังปราบปรามเอาไว้เมื่อห้าร้อยปีก่อน
ตอนนี้ปฐมกษัตริย์ต้าเหยียนจากไปนานแล้ว มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เริ่มควบคุมไม่อยู่
ความแข็งแกร่งของประมุขสำนัก ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาปรมาจารย์ของสำนักเซียนต่างๆ
มีเพียงเขาเท่านั้น ที่สามารถนั่งเป็นเสาหลักอยู่ที่ภูเขาวิญญาณได้
ประมุขสำนักอู๋จี๋กล่าวว่า "ประมุขมารได้รับบาดเจ็บสาหัสจากปฐมกษัตริย์ต้าเหยียน อย่างน้อยภายในร้อยปีนี้ เขาคงไม่ออกมาหรอก ให้พวกอัจฉริยะในสำนักรีบเติบโตขึ้นเถอะ นี่ต่างหากคือวิธีรับมือกับพรรคมารที่แท้จริง"
"ผู้อาวุโสไห่คอยดูแลทะเลวังวนหนานไห่อยู่เพียงลำพัง นั่งตกของวิเศษมาได้ห้าร้อยปีแล้ว หากข้าไม่อยู่แล้ว ก็ให้เขามารับตำแหน่งต่อจากข้าเถอะ"
...
เมืองหลวงต้าเซี่ย
ในท้องพระโรง ขุนนางบุ๋นบู๊ยืนเรียงรายซ้ายขวา บรรยากาศแตกต่างจากความหดหู่ในสมัยที่ฮ่องเต้น้อยว่าราชการอย่างสิ้นเชิง
ขุนนางหนุ่มหลายคนดูมีไฟแรงมาก มองดูจักรพรรดินีบนบัลลังก์มังกรด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
แน่นอนว่า ยังมีขุนนางบางคนที่ซ่อนเจตนาร้ายเอาไว้ รู้สึกว่าการให้สตรีมาเป็นฮ่องเต้นั้นไม่เหมาะสม เพียงแต่ด้วยบารมีของพระองค์ พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากออกมา
"การให้ขุนนางเก่ากลับมารับราชการ และการปฏิรูปกองทัพ ข้าตัดสินใจแล้ว หากไม่เร่งปรับปรุงแก้ไขให้เด็ดขาด ก็คงทำได้แค่นั่งรอความตาย"
"ฝ่าบาท นโยบายทางบุ๋นนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นผู้กำหนดขึ้น การเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน จะไม่เป็นการทำลายบารมีของพระองค์หรอกหรือ"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างขุนนางเก่าก็เกษียณไปแล้ว จะให้กลับมาว่าราชการในท้องพระโรงได้อย่างไร!"
ขุนนางเก่าแก่หลายคนก้าวออกมา และเอ่ยปากทัดทานอย่างเสียงดัง
อวี๋ชิงหานปรายตาหงส์มองพวกเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"กองทัพหมาป่าอุดรบุกมาถึงหัวเมืองแล้ว พวกเจ้ายังจะให้ข้าเปิดสอบจอหงวนอีกหรือ ให้พวกขุนนางเก่ามาอุดตำแหน่งที่ว่างลงนั่นแหละดีแล้ว"
"ตั้งแต่โบราณกาล กษัตริย์ผู้ได้รับบัญชาสวรรค์และกษัตริย์ผู้ฟื้นฟูบ้านเมือง ล้วนต้องมีปราชญ์และขุนนางที่ดีมาร่วมปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น"
"ผู้มีปัญญา ไม่จำเป็นต้องอายุมาก แก่แล้วไง ทำงานได้ก็พอ ใครมีความสามารถก็รับเข้ามาทำงาน ข้าพร้อมใช้งานพวกเขาทั้งหมด"
"ส่วนพวกเจ้า กลับพยายามหาเรื่องตั้งแง่ ทำหูทวนลมกับคำสั่งของข้า โต้แย้งไปมา นี่คือการทำเพื่อชาติเพื่อราษฎรจริงๆ หรือว่ามีจุดประสงค์แอบแฝงกันแน่"
เมื่อถูกอวี๋ชิงหานตั้งคำถามเช่นนี้ ขุนนางเก่าแก่ทั้งหลายก็ถึงกับสะอึก พูดไม่ออก
พวกเขาย่อมไม่อยากให้ตำแหน่งของตนต้องสั่นคลอน
โดยเฉพาะกลุ่มขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งประเทศที่มีฟ่านเยียนเป็นแกนนำ
เมื่อเห็นจักรพรรดินีองค์ใหม่ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและเผด็จการเช่นนี้
ขุนนางหนุ่มหลายคนต่างก็มองตากัน แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
ช่างเป็นการตอบกลับที่ยอดเยี่ยม "ผู้มีปัญญา ไม่จำเป็นต้องอายุมาก" และ "ใครมีความสามารถก็รับเข้ามาทำงาน"
ในสายตาของพวกเขา อวี๋ชิงหานมีข้อดีของฮ่องเต้สองพระองค์ก่อนหน้านี้รวมอยู่ด้วยกัน ทั้งเก่งกาจด้านการรบและปราดเปรื่องด้านการปกครอง เป็นกษัตริย์ที่ควรค่าแก่การสนับสนุน
นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับปัญญาชนหนุ่มอย่างพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ทันใดนั้น
อวี๋ชิงหานก็เอามือปิดปาก คิ้วขมวดเข้าหากัน
"ฝ่าบาท ทรงเป็นอะไรไปเพคะ หรือว่าพระวรกายไม่สู้ดี"
มีขุนนางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
อวี๋ชิงหานกลับมามีสีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ส่ายหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ไม่มีอะไร แค่เมื่อคืนพักผ่อนดึกไปหน่อยเท่านั้น"
"ฝ่าบาทโปรดรักษาสุขภาพด้วย"
อวี๋ชิงหานกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง แล้วเอ่ยด้วยความเยือกเย็นว่า "หิมะตกหนักบ่งบอกถึงปีที่อุดมสมบูรณ์ ปีหน้าฟ้าใหม่จะต้องเป็นปีที่อุดมสมบูรณ์อย่างแน่นอน ผลกระทบจากภัยแล้งก็น่าจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังปีใหม่ให้ออกราชโองการ ให้ทางการแจกจ่ายเครื่องมือทำนา วัวไถนา และเมล็ดพันธุ์ จัดการดูแลราษฎรให้ดี ต้องรับประกันว่าปีหน้าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเต็มที่"
"รับด้วยเกล้า!"
ขุนนางหลายคนเมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
"หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ก็เลิกประชุมเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ!"
ขุนนางทั้งหลายก้มกราบ
หลังจากเลิกประชุม ขุนนางก็ทยอยกันแยกย้ายไป
แต่เหตุการณ์เมื่อครู่นี้กลับถูกขุนนางที่มีสายตาเจ้าเล่ห์คนหนึ่งเห็นเข้า และจดจำไว้ในใจ จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของจวนฉางหนิงอ๋อง
หลังจากลงจากท้องพระโรง อวี๋ชิงหานก็ถอดชุดจักรพรรดินีสีแดงสดออก เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าของชาวบ้านธรรมดา แล้วสวมผ้าคลุมหน้า
เธอเดินทางไปที่โรงหมอในเมืองหลวงเพียงลำพัง เพื่อขอรับการตรวจรักษา
หมอเป็นชายชราอายุหกสิบกว่าปี ท่าทางดูมีประสบการณ์มาก
เขาตรวจชีพจรให้อวี๋ชิงหาน ไม่นานก็วินิจฉัยโรคได้ พร้อมกับยิ้มและเอ่ยว่า "ยินดีด้วย ฮูหยิน ท่านตั้งครรภ์แล้ว"
ดวงตาของอวี๋ชิงหานฉายแววดีใจขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขมขื่น แววตาแฝงความสับสนอยู่บ้าง กัดริมฝีปากถามว่า
"ประมาณกี่เดือนแล้ว"
"สองเดือน" หมอชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
"ตามหลักแล้ว สองเดือนก็น่าจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนแล้ว ฮูหยินมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่"
"มี"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ผิดแน่ ต่อจากนี้ไป หน้าท้องก็จะเริ่มนูนขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ฮูหยินสามารถบอกให้สามีเตรียมตัวบำรุงครรภ์ได้แล้ว ข้าจะจัดยาบำรุงครรภ์ให้สักสองสามเทียบ น่าจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง"
"เดี๋ยวก่อน"
อวี๋ชิงหานเอ่ยขัดจังหวะการเขียนเทียบยาของหมอ
หมอหยุดมือ หรี่ตาที่แก่ชรามองเธอ แล้วขมวดคิ้วถาม "หรือว่าฮูหยินไม่อยากคลอด หรือไม่อยากได้เด็กคนนี้แล้ว"
กรณีแบบนี้ เขาเคยเจอมาเยอะ
มักจะเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่ถูกอันธพาลหลอกฟัน แล้วแอบมาหาเขาเพื่อทำแท้งโดยไม่ให้คนในครอบครัวรู้
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี๋ชิงหานก็กัดฟันแน่น รู้สึกสับสนลังเล
สาเหตุที่เธอออกมาหาหมอชาวบ้าน ก็เพราะไม่อยากให้หมอหลวงในวังรู้เรื่องนี้
ถ้าเหล่าขุนนางรู้เรื่องนี้เข้า เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
วิธีที่ดีที่สุด แน่นอนว่าคือการใช้ยาสกัดเพื่อทำแท้ง
แต่นี่คือสายเลือดของสามี อาจจะเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ด้วยซ้ำ
เธอตัวคนเดียว พี่ชายและพ่อก็จากไปหมดแล้ว สามีก็หายตัวไป
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตอนนี้มีเพียงเด็กคนนี้เท่านั้น ที่จะสามารถอยู่เคียงข้างเธอและเป็นที่พึ่งพิงให้เธอได้
บรรยากาศเงียบงันไปพักใหญ่
อวี๋ชิงหานกำลังครุ่นคิด หมอก็กำลังรอคำตอบจากเธอ
ในที่สุด หลังจากดิ้นรนอยู่ในใจมานาน
เธอก็เงยหน้าขึ้น สบตากับหมอ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า
"รบกวนหมอด้วย ช่วยจัดยาบำรุงครรภ์ให้ข้าสักสองสามเทียบที"
...