- หน้าแรก
- มัจฉาน้อยผู้กลืนกิน
- บทที่ 590 - ลดกระหน่ำยังไม่เอาอีกเหรอ?
บทที่ 590 - ลดกระหน่ำยังไม่เอาอีกเหรอ?
บทที่ 590 - ลดกระหน่ำยังไม่เอาอีกเหรอ?
บทที่ 590 - ลดกระหน่ำยังไม่เอาอีกเหรอ?
แม่ตู้จ้องมองหวังชิงซงด้วยความประหลาดใจ “นี่เธอคิดจะกระโดดเข้าสู่วงการเครื่องประดับจริงๆ เหรอ? เธอมีความรู้เรื่องนี้บ้างไหมล่ะ?”
หวังชิงซงส่ายหน้าปฏิเสธ “ผมไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ แต่มีคนรอบตัวผมที่เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่ ผมเลยอยากจะลองทำดูน่ะครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น แม่ตู้ก็ได้แต่ส่ายหน้า “รู้หน้าไม่รู้ใจนะจ๊ะ ธุรกิจแต่ละประเภทมันมีรายละเอียดต่างกันมาก ถ้าเธอไม่เคยทำธุรกิจสายนี้มาก่อน น้าว่าเธอควรจะศึกษาดูให้ดีเสียก่อนนะ บางครั้งเรื่องของธุรกิจมันไม่ได้มีแค่เรื่องเงินอย่างเดียวหรอกนะจ๊ะ”
หวังชิงซงยิ้มรับในความปรารถนาดีของเธอ “ผมทราบครับคุณน้า แต่ผมก็ยังอยากจะขอลองดูสักตั้งน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะรบกวนคุณน้าได้ไหม ส่วนเรื่องค่ากำเหน็จผมพร้อมจะจ่ายให้ตามราคาตลาดแน่นอนครับ”
ทำไมแบรนด์หรูระดับโลกถึงจะเกิดขึ้นในจีนบ้างไม่ได้ล่ะ?
แม่ตู้นิ่งคิดครู่หนึ่งอย่างลังเล แต่สุดท้ายเธอก็ยอมพยักหน้าตกลง
“ก็ได้จ้ะ แล้วเธอต้องการเครื่องประดับรูปแบบไหนล่ะ?”
หวังชิงซงได้ยินดังนั้นจึงหยิบกระเป๋าออกมาและดึงแผ่นแบบร่างที่เตรียมไว้ออกมาส่งให้เธอ
นี่คือคอลเลกชันที่หยางซีซีจัดเตรียมไว้ให้
ซึ่งรวมเอาดีไซน์ยอดฮิตที่เคยโด่งดังไปทั่วโลกจากช่วงเวลาต่างๆ ในอนาคตมาไว้ด้วยกัน แต่เขาเลือกที่จะดึงออกมาเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
แม่ตู้รับแบบร่างไปดูครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที เธอเริ่มกวาดสายตามองรายละเอียดในแบบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในนั้นมีแบบเพียงสิบรายการเท่านั้น
แต่เธอก็ใช้เวลาจดจ้องอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะดูจนครบ
จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย “นี่... เธอไปได้แบบพวกนี้มาจากไหนกัน?”
“ทำไมเหรอครับ? มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่าครับ?”
หวังชิงซงแสร้งทำสีหน้าฉงนสงสัย
แม่ตู้รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “เปล่าๆ ไม่มีปัญหาอะไรหรอกจ้ะ น้าแค่จะบอกว่าดีไซน์พวกนี้มันช่างดูงดงามและมีรสนิยมมากจริงๆ น้าเห็นแล้วยังรู้สึกชอบมากเลยล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น พอจะรับทำได้ไหมครับ?”
“เรื่องนี้ น้าคงต้องเอาแบบไปปรึกษากับเหล่าปรมาจารย์ที่โรงงานก่อนนะถึงจะให้คำตอบได้”
“ตกลงครับ งั้นแบบพวกนี้ผมฝากคุณน้าไว้เลยนะ ถ้าผลิตออกมาเสร็จแล้วก็ฝากวางโชว์ไว้ที่นี่ก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะแวะมาจัดการเอง ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมจะมาเคลียร์ให้ทีหลังครับ”
แม่ตู้ย่อมตอบตกลงอยู่แล้ว
“ได้จ้ะ ไม่มีปัญหา”
หวังชิงซงกวาดสายตามองไปที่เคาน์เตอร์โชว์สินค้าพลางเอ่ยขึ้น “คุณน้าครับ ผมว่าการจัดวางสินค้าในเคาน์เตอร์ตอนนี้มันดูไม่ค่อยส่งเสริมตัวสินค้าเท่าไหร่เลยครับ เดี๋ยวคราวหน้าผมจะหิ้วอุปกรณ์ตกแต่งบางอย่างมาฝาก เผื่อจะช่วยให้ร้านดูน่าสนใจมากขึ้นครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ตู้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บเงียบไว้
“จ้ะ! งั้นคราวหน้าเธอก็หิ้วมาดูแล้วกันนะ”
หวังชิงซงยิ้มรับคำ “ครับคุณน้า ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวลาไปจัดการธุระอื่นก่อนนะครับ”
หลังจากกล่าวคำลา เขาก็เดินตรงไปยังอาคารฝั่งตรงข้ามทันที
ใช่แล้ว นั่นคือพื้นที่ที่เขาวางแผนจะเปิดร้านแบรนด์เนมสุดหรูของตัวเอง
โดยเขาตั้งใจจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับจัดแสดงเครื่องคิดเลขระดับพรีเมียมของเขาด้วย
และที่สำคัญ ในอนาคตที่แห่งนี้จะกลายเป็นโชว์รูมโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลกแน่นอน
การออกแบบร้านเน้นความล้ำสมัยด้วยกระจกบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ทำให้คนภายนอกสามารถมองเห็นความหรูหราภายในร้านได้อย่างชัดเจน
ในตอนนี้ พื้นที่ด้านหลังร้านยังคงอยู่ระหว่างการเร่งตกแต่ง
สาเหตุที่ขั้นตอนการทำงานดูจะล่าช้าไปบ้าง ก็เพราะเขาเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยมีการสั่งติดตั้งตู้นิรภัยคุณภาพสูงไว้หลายจุด
เพราะเครื่องคิดเลขเพียงเครื่องเดียวในตอนนี้ ก็มีมูลค่าเทียบเท่ากับทองคำแท่งขนาดใหญ่เลยทีเดียว
การปล้นสินค้าชิ้นนี้ จึงนับว่าคุ้มค่ากว่าการปล้นร้านทองทั่วไปเสียอีก
แสงไฟในร้านของแม่ตู้เมื่อกี้ แม้จะถือว่าดีที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว แต่สำหรับสายตาของเขามันกลับดูหม่นหมองเกินไป
เพราะหลอดไฟในยุคนี้มักจะให้แสงสีส้มอ่อนๆ ดูไม่ค่อยสดใส
ช่วงที่ผ่านมาเขาจึงกว้านซื้อหลอดไฟ LED จำนวนมากส่งมอบให้หลี่ซือเฉินนำมาติดตั้งที่นี่
รวมถึงระบบไฟบนเพดานที่ไม่ได้ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบยาวเหมือนร้านทั่วไป
เมื่อตกแต่งเสร็จสิ้น ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำในยุคหลังแน่นอน
ร้านสินค้าหรู ย่อมต้องมีความภูมิฐานและดูแพงเป็นอันดับหนึ่ง
ลำพังแค่ระบบแสงสีภายในร้านของเขา ก็เพียงพอจะข่มร้านค้าอื่นๆ ในละแวกนี้ได้จนมิดแล้ว
ตอนแรกเขาตั้งใจจะแนะนำให้ร้านอื่นเปลี่ยนมาใช้ไฟแบบนี้เหมือนกัน แต่พอนึกดูอีกทีเขาก็เปลี่ยนใจ ปล่อยให้พวกเขาเห็นผลลัพธ์ด้วยตาตัวเองก่อนดีกว่า ถึงตอนนั้นพวกเขาก็คงจะวิ่งมาอ้อนวอนขอซื้อจากเขาเอง
ในเมื่อการตกแต่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เขาจึงไม่ได้เข้าไปตรวจสอบด้านใน
เขาเดินกลับไปยังชั้นจอดรถเพื่อหยิบรถเข็นคันเล็ก จากนั้นจึงนำลังบรรจุเครื่องชงกาแฟและเมล็ดกาแฟวางลงบนรถเข็น
แล้วจึงลากสัมภาระทั้งหมดขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสอง
บรรยากาศชั้นสองไม่ต่างจากชั้นหนึ่งเท่าไหร่นัก เพียงแต่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรเป็นร้านค้าขนาดเล็ก
เขาเข็นรถไปหยุดที่หน้าประตูร้านกาแฟเป้าหมาย
“อาเซวียน!”
เฉินซูหลี่ที่กำลังคุยอยู่กับพนักงานหญิงสองคน เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาก็รีบตะโกนทักทายพลางยิ้มกว้าง
ก่อนจะหันไปสั่งพนักงาน “พวกเธอไปทำงานต่อเถอะจ้ะ”
เมื่อพนักงานทั้งสองเดินลับตาไปแล้ว เธอถึงได้เดินเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หวังชิงซงปล่อยมือจากรถเข็นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน
เพียงหนึ่งเดือนที่ไม่ได้แวะมา การตกแต่งภายในก็เสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้แทบไม่ต่างจากแบบแปลนที่เขาให้ไว้เลยสักนิด
และที่สำคัญ ภายในร้านยังมีเสียงดนตรีอันไพเราะขับขานออกมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลยแม้แต่คนเดียว
เขาสลัดความคิดทิ้งพลางยิ้มถาม “เป็นยังไงบ้างครับ?”
ในขณะนั้นเอง อาเสียก็เดินเข้ามาสมทบพอดี
เธอยิ้มกว้างพร้อมเล่าสถานการณ์ให้ฟัง “ทุกอย่างเกือบจะพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะค่ะ ตอนนี้เหลือแค่ของสามอย่าง คือโซฟาแถวยาว, เครื่องชงกาแฟ แล้วก็เมล็ดกาแฟค่ะ ที่คุณกำชับห้ามไม่ให้พวกเราซื้อเครื่องชงกาแฟเอง เพราะคุณตั้งใจจะจัดการเองใช่ไหมคะ?”
หวังชิงซงยิ้มรับพลางตบลังที่วางอยู่บนรถเข็นเบาๆ “เครื่องชงกาแฟกับเมล็ดกาแฟอยู่ที่นี่หมดแล้วครับ ส่วนโซฟาชุดรับรอง เดี๋ยวอีกสักพักผมจะจัดการขนมาให้ครับ”
ความจริงในยุคสมัยนี้เริ่มมีเครื่องชงกาแฟใช้งานกันบ้างแล้ว แต่มันยังไม่ค่อยทันสมัยเท่าไหร่
เขาจึงตั้งใจจะนำของที่ดีที่สุดมาใช้
ส่วนเรื่องโซฟาชุดรับรองนั้น การขนย้ายไม่ใช่เรื่องยากเพราะน้ำหนักมันค่อนข้างเบา เพียงแค่มันกินพื้นที่มากไปหน่อยเท่านั้นเอง
อาเสียและเฉินซูหลี่มองดูสัมภาระเหล่านั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หวังชิงซงจัดการเปิดลังนำเมล็ดกาแฟออกมาหลายกล่อง พร้อมกับเครื่องชงกาแฟอีกสามเครื่อง
จากนั้นจึงช่วยกันขนย้ายเข้าไปในครัวของร้าน
เขาแกะกล่องเครื่องชงกาแฟและดึงวัสดุอุปกรณ์ออกมาอย่างระมัดระวัง
พร้อมกับวางคู่มือการใช้งานที่เขาพิมพ์ออกมาด้วยตัวเองไว้ข้างๆ
เขานำเครื่องชงกาแฟไปวางบนเคาน์เตอร์ที่จัดเตรียมไว้ แล้วเริ่มลงมือประกอบทันที
ระบบท่อน้ำถูกเดินสายเตรียมไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว โดยเขาเลือกใช้ก๊อกน้ำคุณภาพสูงที่หิ้วมาจากยุคหลังเพื่อให้มั่นใจในความทนทาน และขั้นตอนการติดตั้งก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร
เพียงครู่เดียวเขาก็ประกอบเสร็จไปหนึ่งเครื่อง
แต่เขายังไม่ได้เริ่มใช้งานในทันที เขาเลือกที่จะประกอบเครื่องที่เหลือให้เสร็จสิ้นก่อน ถึงค่อยปลีกตัวไปล้างมือ
“อาเสีย ช่วยหยิบเมล็ดกาแฟรุ่นราคาถูกมาให้ผมหน่อยครับ”
หวังชิงซงร้องสั่ง
อาเสียซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้วรีบส่งของให้ทันที “แล้วเจ้าเครื่องนี้มันใช้งานยังไงเหรอคะ?”
“ใจเย็นๆ ครับ ในนี้มีคู่มือเตรียมไว้ให้แล้วนะ พวกคุณถือไปคนละชุดเลย เดี๋ยวผมจะสอนวิธีใช้งานตามคู่มือให้ดูครับ”
แน่นอนว่าก่อนจะนำมาส่ง เขาได้ทดลองใช้งานจนชำนาญแล้ว
เจ้าเครื่องนี้ความจริงใช้งานง่ายมากจริงๆ
“เครื่องชงแต่ละเครื่องสามารถบรรจุเมล็ดกาแฟได้หนึ่งชนิดนะครับ ใส่เมล็ดลงในกล่องด้านบนนี้ แล้วเติมน้ำในถังให้เต็ม เดี๋ยวผมจะตรวจสอบระบบการไหลของของเหลวก่อน...”
เขาพูดไปพลางหยิบเมล็ดกาแฟใส่เครื่องและเติมน้ำไปพลาง
พนักงานทั้งสองต่างจ้องมองการสาธิตอย่างไม่วางตา
“ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด~”
ท่ามกลางสายตาที่ลุ้นระทึกของทั้งคู่
เพียงสองนาที กาแฟที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นก็เริ่มไหลออกมาจนเต็มถ้วยและหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ
หวังชิงซงยื่นถ้วยกาแฟให้อาเสีย “ลองชิมรสชาติดูสิครับ!”
อาเสียรับถ้วยไปแต่ยังไม่ได้ยกดื่มทันที เธอจ้องมองเครื่องจักรตรงหน้าด้วยความตกตะลึง “ทำไมมันถึงทำงานได้รวดเร็วขนาดนี้ล่ะคะ? แล้วที่สำคัญ... แค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆ มันก็ทำงานได้แล้วเหรอคะเนี่ย?”
เธอไม่เคยเห็นเครื่องชงกาแฟระบบสัมผัสมาก่อนในชีวิต!
หวังชิงซงมองดูเครื่องจักรพลางยิ้มพยักหน้า “ใช่ครับ ระบบนี้เรียกว่าหน้าจอสัมผัส ลองชิมดูก่อนเถอะครับ”
จากนั้นเขาก็ชงเพิ่มอีกถ้วยหนึ่งส่งให้เฉินซูหลี่
อาเสียจิบกาแฟเข้าไปคำหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “อืม รสชาติดีมากเลยค่ะ ไม่ต่างจากรสชาติที่ได้จากเครื่องชงทั่วไปเลย แต่รู้สึกว่ามันจะมีความละเอียดนุ่มนวลมากกว่า และไม่มีกากกาแฟหลงเหลืออยู่เลยค่ะ”
เฉินซูหลี่เองก็แสดงท่าทางเห็นด้วยเช่นกัน “นั่นสิคะ! ยอดเยี่ยมไปเลย!”
หวังชิงซงจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “รสชาติพวกนี้สามารถปรับแต่งได้ตามความชอบนะครับ แต่ในสถานการณ์ปกติผมไม่แนะนำให้ไปปรับเปลี่ยนมันบ่อยนัก และที่สำคัญพวกคุณต้องคอยตรวจสอบรสชาติของกาแฟในทุกๆ วันด้วย หากรู้สึกว่ารสชาติเริ่มจืดชางไป ก็ต้องทำการปรับจูนระบบใหม่ทันที
อ้อ อีกอย่าง เครื่องชงหนึ่งเครื่องสามารถบรรจุเมล็ดกาแฟได้ถึงสองชนิดนะ เดี๋ยวคราวหน้าผมจะหิ้วมาให้อีกสามเครื่อง รวมเป็นหกเครื่อง พวกคุณจะมีเมล็ดกาแฟให้เลือกถึง 12 ชนิด ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อความต้องการแน่นอนครับ”
เครื่องจักรย่อมไม่ใช่ผู้วิเศษ บางครั้งรสชาติของกาแฟที่ออกมาอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง
หากไม่มีการปรับจูนที่ถูกต้อง ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของร้านแน่นอน
ส่วนเรื่องความหลากหลายของชนิดกาแฟนั้น เขาไม่ได้ต้องการให้มันเยอะจนเกินไป ลำพังแค่เมล็ดกาแฟ 12 ชนิด ผสมผสานกับฝีมือการชงและการเติมแต่งส่วนผสมที่ต่างกัน
ก็สามารถรังสรรค์เมนูกาแฟออกมาได้มากกว่ายี่สิบสามสิบรายการแล้ว
อย่างเช่น เมนูลาเต้ ซึ่งก็คือกาแฟเอสเพรสโซ่ผสมนมร้อนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟชนิดไหนก็สามารถนำมาทำเป็นเมนูลาเต้ได้ทั้งนั้น
เพียงแต่รสสัมผัสที่ได้ย่อมมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างกันไป
ส่วนเรื่องกลยุทธ์การขายนั้น เขาเลือกที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานทั้งสองคนตัดสินใจเอง
อาเสียจิบกาแฟอีกคำหนึ่งก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี หวังชิงซงจึงบอกว่า “พวกคุณลองฝึกใช้งานกันไปก่อนนะ เดี๋ยวผมจะไปจัดการเรื่องโซฟามาให้ครับ”
“ค่ะ ให้พวกเราช่วยขนไหมคะ?”
“ไม่เป็นไรครับ ผมจัดการเองได้”
ในเมื่อเขายืนกรานแบบนั้น อาเสียจึงไม่ได้เซ้าซี้ต่อ
ทั้งคู่เริ่มก้มหน้าก้มตาศึกษาคู่มือการใช้งานกันอย่างขะมักเขม้น
หวังชิงซงลากรถเข็นเปล่ากลับลงไปที่ชั้นใต้ดิน แล้วขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสี่ทันที
ตั้งแต่ชั้นสามลงมาเป็นพื้นที่สำหรับร้านค้า ส่วนตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไปเป็นสำนักงานให้เช่า
ในเมื่อเขาวางแผนจะขนย้ายโซฟามาที่นี่ เขาย่อมต้องเตรียมพื้นที่ส่วนตัวไว้รองรับแน่นอน
เขาเดินไปยังห้องว่างที่ยังไม่ได้ตกแต่งห้องหนึ่งบนชั้นสี่ ใช้กุญแจไขเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปข้างในทันที
จากนั้นเขาจึงดึงชุดโซฟาแบบที่นั่งโซฟา (Booth Sofa) ที่ซื้อเตรียมไว้ออกมาจากมิติ
มันคือโซฟาแถวยาวที่แยกส่วนพนักพิงออกได้ และมีน้ำหนักเบามาก
เขามองดูโซฟาที่จัดวางไว้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับไปยังชั้นสามซึ่งเป็นโซนร้านค้าที่ตอนนี้ผู้คนยังเบาตามาก
เขาจัดหาทีมช่างตกแต่งบางส่วนที่อยู่แถวนั้น ยอมจ่ายเงินค่าจ้างเพื่อให้พวกเขามาช่วยกันขนย้ายโซฟาลงไปยังชั้นล่าง
……
“วางตรงนี้ครับ! ใช่ครับ จัดให้ลงล็อคพอดีเลย!”
หวังชิงซงยืนสั่งการอยู่ภายในร้านกาแฟ
พนักพิงของที่นั่งโซฟาถูกตั้งตระหง่านไว้กับผนัง จากนั้นจึงดันตัวโซฟาเข้าไปประกบจนสนิท ขั้นตอนการถอดถอนก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ดึงออกมาก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ทันที
เพียงแค่ต้องยึดพนักพิงไว้กับผนังให้แน่นหนาขึ้นอีกนิดก็นับว่าใช้ได้แล้ว
เมื่อโซฟาทุกตัวถูกจัดวางจนเข้าที่ พื้นที่ส่วนที่นั่งที่เคยดูว่างเปล่าก็ถูกเติมเต็มจนดูสวยงามและน่านั่งขึ้นมาทันที
อาเสียและเฉินซูหลี่เดินออกมาดูผลงาน
เธอยืนมองดูทุกคนที่กำลังเร่งทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
เมื่อทีมช่างแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว หวังชิงซงจึงบอกว่า “เดี๋ยวพวกคุณค่อยลอกแผ่นพลาสติกที่หุ้มโซฟาออกนะ อ้อ แล้วพวกคุณตั้งใจจะเปิดร้านวันไหนเหรอครับ?”
อาเสียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “พวกเราเล็งไว้อยู่สองวัน คือวันขึ้นแปดค่ำกับสิบแปดค่ำของเดือนอ้ายค่ะ ทั้งสองวันถือเป็นฤกษ์งามยามดี แต่ถ้าคุณคิดว่าการขนของมามันยุ่งยากเกินไป พวกเราจะเลือกวันที่สิบแปดก็ได้นะคะ พวกเราหาคนมาดูฤกษ์ให้เรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ”
หวังชิงซงพยักหน้าเบาๆ รับทราบ
คนในฮ่องกงให้ความสำคัญกับเรื่องฤกษ์ยามมากจริงๆ โดยเฉพาะคนทำมาค้าขายที่จะต้องมีการดูดวงเพื่อความเป็นสิริมงคล
ยิ่งธุรกิจมีขนาดใหญ่เพียงใด เม็ดเงินที่ใช้จ่ายไปกับเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งมหาศาลตามไปด้วย
“ตกลงครับ พวกคุณจัดการตามที่เห็นสมควรได้เลย ส่วนวันเปิดร้านผมคงไม่ได้แวะมาหรอกนะ เดี๋ยวอีกสักพักผมจะหิ้วเครื่องชงกาแฟที่เหลือมาส่งให้ครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น อาเสียก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“วันเปิดร้าน คุณจะไม่มาจริงๆ เหรอคะ?”
หวังชิงซงพยักหน้ายืนยัน “ครับ ผมคงปลีกตัวมาไม่ได้ แต่ผมเชื่อมั่นในความสามารถของพวกคุณนะ อ้อ อย่าลืมเรื่องแผ่นพับโฆษณาล่ะสำคัญมากเลยนะ แล้วก็ในร้านกาแฟควรจะมีเมนูผลไม้จานรวมและสลัดเพิ่มเข้ามาด้วยนะ เลือกวัตถุดิบที่สดและมีคุณภาพหน่อย แผ่นพับโฆษณาก็อย่าลืมกระจายออกไปให้ทั่วล่ะ
อีกไม่กี่วันผมจะเอาเครื่องทำไอศกรีมมาให้ จะได้มีเมนูพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านเพิ่มขึ้นมา
ส่วนพวกขนมปังและเค้ก พวกคุณลองมองหาซัพพลายเออร์ที่ทำงานประณีตและรสชาติดีมาร่วมธุรกิจดูนะ แล้วก็ค่อยๆ ทยอยรับสมัครพนักงานเพิ่มตามความเหมาะสมด้วยครับ”
เขาพ่นคำสั่งออกไปเป็นชุด
ร้านกาแฟในยุคสมัยนี้เมนูค่อนข้างจะเรียบง่ายและจำเจ
ส่วนใหญ่จะมีเพียงกาแฟ ขนมปัง และเค้กไม่กี่ชนิดเท่านั้น
การเพิ่มเมนูผลไม้จานรวมเข้าไป จึงถือเป็นแนวคิดที่จำเป็นเพื่อสร้างความแตกต่าง
อาเสียพยักหน้าเบาๆ รับคำ “ค่ะ ทราบแล้วค่ะ”
นี่คือสิ่งที่ทั้งคู่เคยพูดคุยกันไว้ตั้งแต่ตอนเดินสำรวจร้านครั้งแรก เธอจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
หวังชิงซงมองดูทั้งคู่พลางยิ้ม “เอาละ ผมฝากดูแลร้านด้วยนะ ไม่ต้องเครียดไปหรอกครับ เดี๋ยวผมไปเอาเครื่องชงกาแฟที่เหลือมาก่อน อ้อ จริงด้วย ในลังนั้นมีเสื้อผ้าอยู่จำนวนหนึ่งนะ เป็นยูนิฟอร์มพนักงาน เวลาทำงานต้องสวมใส่ให้เหมือนกันทุกคนนะครับ”
เมื่อได้ยินคำสั่ง อาเสียก็ปรายตามองไปยังลังที่วางอยู่ข้างๆ
เธอรีบเดินเข้าไปเปิดดู ก็พบกับชุดพนักงานที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบหลายชุดทีเดียว
“ผมสั่งมาแค่สองสามไซส์นะ พวกคุณลองไปสวมดู ถ้าใส่ไม่ได้ยังไงก็แจ้งขนาดมา เดี๋ยวผมจะไปหาซื้อมาเปลี่ยนให้ใหม่ครับ”
เขาสั่งมาจำนวนมากพอสมควร คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน
เพราะในระยะแรกพนักงานประจำร้านก็น่าจะมีเพียงแค่หกถึงเจ็ดคนเท่านั้น
อาเสียพยักหน้ายิ้มรับ “ค่ะ งั้นพวกเราขอตัวไปลองชุดกันก่อนนะคะ!”
หวังชิงซงยิ้มรับ “ครับ เดี๋ยวผมไปเอาเครื่องชงกาแฟที่เหลือมาให้ครับ”
พูดจบเขาก็เดินออกจากร้านมุ่งหน้าตรงไปยังลิฟต์ทันที
เพียงครู่เดียว เขาก็หิ้วเครื่องชงกาแฟสามเครื่องสุดท้ายมาส่งให้ถึงที่
ในขณะนั้น ภายในร้านมีหญิงสาวสี่คน ซึ่งทุกคนต่างก็สวมใส่ยูนิฟอร์มชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว
เสื้อสีแดงสดใสตัดกับกางเกงสีดำขลับ เป็นดีไซน์ชุดพนักงานร้านกาแฟสุดคลาสสิกในยุคหลัง
พูดตามตรง จากเดิมที่สวมชุดลำลองทั่วไป พอมาสวมเครื่องแบบชุดนี้เข้า มันกลับขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งให้ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที
ท่ามกลางบรรยากาศในเกาะฮ่องกงแบบนี้ มันช่างดูแปลกตาและมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น เขาไม่ได้รู้สึกกังวลใจอะไรมากนัก
เนื่องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นี่ล้วนเป็นคนของคนขายปลาเฉินทั้งสิ้น ลำพังแค่เฉินซูหลี่อยู่ที่นี่ ก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องใส่ตัวแน่นอน
หากเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ พวกเธอก็สามารถเรียกคนมาช่วยได้ทันท่วงที
เขาไม่ได้สนใจเรื่องอื่นต่อ แต่รีบเดินหน้าประกอบและปรับจูนเครื่องจักรที่เหลือทันที
เพียงไม่นาน เครื่องชงกาแฟทั้งสามเครื่องก็พร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบ
“ชุดนี้สวยจริงๆ ค่ะ แถมเนื้อผ้ายังดีมากด้วย! เป็นยังไงบ้างคะ? ดูดีไหม?”
เฉินซูหลี่ซึ่งมีบุคลิกร่าเริง เดินหมุนตัวโชว์โฉมให้เขาดูหนึ่งรอบพลางเอ่ยถามยิ้มๆ
ส่วนอาเสียนั้นดูจะมีความเอียงอายอยู่ไม่น้อย
แต่นี่ก็นับว่าพัฒนาขึ้นมากแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงที่เธอเพิ่งเริ่มทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟใหม่ๆ
หวังชิงซงกวาดสายตามองดูพลางพยักหน้าพอใจ “อืม สวยมากครับ ดูดีจริงๆ อ้อ อย่าลืมผูกผ้าพันศีรษะให้เรียบร้อยด้วยนะ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเส้นผมร่วงหล่นลงในอาหารครับ”
อาเสียพยักหน้ายิ้มรับ “ค่ะ!”
หวังชิงซงยิ้มตอบ “เอาละ พวกคุณจัดการธุระกันไปนะ ผมขอตัวไปจัดการงานอื่นต่อก่อน ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรมาหาผมตามเบอร์นี้นะ ตอนกลางวันผมอาจจะยุ่งหน่อย แต่ช่วงกลางคืนปกติผมจะอยู่ที่โรงงาน โทรเบอร์นี้รับรองเจอตัวแน่นอนครับ”
พูดไปพลางหยิบกระดาษออกมาเขียนเบอร์โทรศัพท์ของโรงงานส่งให้อาเสีย
อาเสียรับไปดูครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ “ค่ะ ทราบแล้ว คุณไปจัดการธุระเถอะค่ะ!”
หวังชิงซงยิ้มลาแล้วเดินออกจากร้านไป
……
เมื่อก้าวพ้นประตูร้านออกมา เขาไม่ได้ตรงกลับในทันที แต่เลือกที่จะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบน
เขาสวมหน้ากากอนามัยและเดินตรงไปยังหน้าบริษัทของตู้หว่านถิง
พนักงานในบริษัทเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากับชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากคนนี้ดีแล้ว ทุกคนต่างรู้ว่าเขาคือแฟนหนุ่มของเจ้านายสาวสวย
ทว่ากลับไม่มีใครเคยได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาเลยสักคนเดียว
“อาเซวียน? กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?”
ตู้หว่านถิงที่กำลังยุ่งอยู่กับกองงานเงยหน้าขึ้นเห็นเขาเข้าพอดี เธอแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
หวังชิงซงถอดหน้ากากออกพลางยิ้มตอบ “เพิ่งจะถึงวันนี้เองครับ เมื่อกี้ผมบังเอิญเจอคุณน้าที่ชั้นล่างเลยได้มีโอกาสคุยกันครู่หนึ่งน่ะครับ”
“อ้าว? เจอคุณแม่เหรอคะ? ท่านไม่ได้ทำอะไรให้คุณต้องลำบากใจใช่ไหมคะ!”
“เปล่าเลยครับ ทุกอย่างปกติดีมากครับ!”
พูดจบเขาก็โน้มตัวลงไปจุมพิตเธอหนึ่งทีพลางยิ้มถาม “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ? ทางฝั่งถังซิวหยวนยังไม่ยอมถอนตัวอีกเหรอ? หรือว่าคุณน้ายังให้การสนับสนุนพวกเขาอยู่?”
ตู้หว่านถิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่าทีของคุณแม่ดูจะแปลกๆ ไปหน่อยนะคะ ฉันเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน จะว่าพอใจในตัวคุณไหม ท่านก็ไม่เคยเอ่ยปากรับรองสักที แต่จะว่าไม่พอใจก็ไม่ใช่ เพราะคุณป้าถังแวะมาหาหลายครั้งแต่คุณแม่ก็ยังไม่ยอมแสดงท่าทีที่ชัดเจนออกมาเลยค่ะ”
จากนั้นเธอก็เข้ามากอดแขนเขาพลางออดอ้อน “วางใจเถอะค่ะ มีฉันอยู่ทั้งคน!”
หวังชิงซงพยักหน้ายิ้มรับ “อืม ผมทราบครับ อ้อ จริงด้วย ช่วงนี้สถานการณ์ในบริษัทเป็นยังไงบ้างครับ?”
ตู้หว่านถิงได้ยินคำถามก็ยิ้มกว้างออกมาทันที “กำลังจะเล่าให้ฟังพอดีเลยค่ะ คุณลองทายดูสิว่าตอนนี้เครื่องคิดเลขขายไปได้กี่เครื่องแล้ว?”
หวังชิงซงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่รู้สิครับ เท่าไหร่เหรอ?”
“รวมทั้งหมดห้าพันสามร้อยกว่าเครื่องแล้วค่ะ! หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ยอดขายในฮ่องกงอยู่ที่ 430 เครื่อง ส่วนที่เหลือเป็นการจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอเมริกาและอังกฤษ และทางฝั่งญี่ปุ่นเองก็มียอดสั่งซื้อเข้ามาไม่น้อยเลยทีเดียว โดยรุ่นราคา 298 ดอลลาร์สหรัฐ ครองส่วนแบ่งยอดขายถึง 70% เลยค่ะ เมื่อหักภาษีทั้งหมดแล้ว บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.38 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงค่ะ”
หวังชิงซงนิ่งฟังข้อมูลพลางครุ่นคิดในใจ
ในยุคสมัยนี้เกาะฮ่องกงยังไม่ได้เติบโตเต็มที่ และยังไม่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่เสือแห่งเอเชีย
สินค้าที่มีราคาสูงขนาดนี้จึงมียอดขายในพื้นที่ค่อนข้างต่ำนับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ปัจจุบันเกาะฮ่องกงกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม ราคาที่ดินโรงงานและภาษีต่างๆ จึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
ทว่าในตอนนั้นเอง เขาก็พลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง
เขาอุุตส่าห์เสนอราคาลดกระหน่ำให้กับซ่งเหวินชิงไปแล้ว ทำไมจนถึงตอนนี้ทางนั้นถึงยังเงียบเชียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยนะ!
เป็นเพราะเสียดายเงิน, ไม่มีงบประมาณเพียงพอ หรือว่าพวกเขารู้สึกว่ามันไม่มีความจำเป็นกันแน่?
ในช่วงที่ผ่านมาเขาไม่ได้เอ่ยปากทวงถาม เพราะเกรงว่าการเร่งเร้าจนเกินงามจะทำให้ทุกอย่างดูไม่ดี
(จบแล้ว)