- หน้าแรก
- วันพีซ ยอดนักพัฒนาอสังหาฯ แห่งวาโนคุนิ
- บทที่ 161 ยามอัสดงของทวยเทพ!!!
บทที่ 161 ยามอัสดงของทวยเทพ!!!
บทที่ 161 ยามอัสดงของทวยเทพ!!!
บทที่ 161 ยามอัสดงของทวยเทพ!!!
ยมโลก, รากของต้นไม้โลก
"หงิง~ หงิง~~"
เหล่าเจ้าแห่งภูเขาผู้ทรงพลังที่เคยปกครองอาณาเขตแห่งนี้ บัดนี้นอนหมอบราบคาบอยู่กับพื้น ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัวราวกับสัตว์เลี้ยงขี้ขลาด
"เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นบนโลกดวงอาทิตย์วะเนี่ย?!"
โลกิแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน แล้วกระชากโซ่ที่พันธนาการร่างมหึมาของเขาไว้อย่างร้อนรน แต่ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการคุมขังได้
โลกดวงอาทิตย์ที่ปกตินั้นจะถูกบดบังด้วยเมฆหมอก บัดนี้กลับเปล่งแสงสีส้มแดงน่าสะพรึงกลัว ราวกับเมฆยามอาทิตย์อัสดง
ราวกับว่า... ท้องฟ้าทั้งผืนกำลังลุกเป็นไฟ!
ภาพเหตุการณ์นี้ตรงกับคำทำนายในตำนานโบราณของเอลบัฟเปี๊ยบ
แร็กนาร็อก !
"หรือจะเป็นไอ้หมอนั่น?"
เหงื่อเย็นไหลย้อยลงมาตามหน้าผากของโลกิ ตามมาด้วยคลื่นความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
"ไอ้บ้าคลั่งชาคนนั้น! ข้าต่างหากที่จะต้องเป็นคนนำพาแร็กนาร็อกมาสู่ที่นี่!"
โลกิคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าตัวเองคือผู้ถูกลิขิตให้นำจุดจบมาสู่เอลบัฟ แต่ตอนนี้บทบาทตามคำทำนายของเขากลับถูกคนอื่นขโมยตัดหน้าไป!
อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด!
ท่าเรือเอลบัฟ
ฮัจรูดินคุกเข่าลงกับพื้น เปลวเพลิงสะท้อนวูบไหวในดวงตา เสียงการต่อสู้และเสียงกรีดร้องของเหล่านักรบยักษ์ดังแว่วมาเข้าหูไม่ขาดสาย
เขาอยากจะลุกขึ้นสู้ใจจะขาด แต่ทำไม่ได้แม้แต่จะยืน
การโจมตีเมื่อครู่ทำเอากระดูกในตัวเขาหักไปเกือบหมด เขาทำได้แค่เฝ้ามองเอลบัฟถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาอย่างทำอะไรไม่ได้
"แร็กนาร็อก!"
คำทำนายโบราณของเอลบัฟเป็นจริงแล้ว!
กาลครั้งหนึ่ง เขาเคยปักใจเชื่อว่าโลกิจะเป็นคนนำแร็กนาร็อกมาสู่ที่นี่ เหมือนดั่งตำนานที่ทำนายไว้ว่าโลกิฆ่าพ่อตัวเอง
แต่ตอนนี้ แร็กนาร็อกมาเยือนจริงๆ แล้ว
ตัวการที่แท้จริงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากหายนะที่มีนามว่าไดจิ ซึ่งเขาเป็นคนพามายังบ้านเกิดเมืองนอนด้วยตัวเอง แม้ผู้บุกรุกอาจจะมาถึงเอลบัฟได้โดยไม่ต้องพึ่งเขา แต่ความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นในใจมันเกินจะรับไหว
"ไดจิ!!!"
ฮัจรูดินคำรามด้วยความโกรธแค้นสุดขีด น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม!
เป็นความผิดของเขาเองทั้งหมด!
"ฮัจรูดิน!"
เกิร์ด, โร้ด, และโกลด์เบิร์ก
เมื่อเพื่อนพ้องกลุ่มโจรสลัดนักรบยักษ์รุ่นใหม่ได้ยินเสียงคำรามแห่งความเจ็บปวดของฮัจรูดิน พวกเขารีบวิ่งเข้ามาหาทันที สถานการณ์นี้มันเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว สมองของทุกคนขาวโพลนไปหมด
ในฐานะนักรบรุ่นใหม่ พวกเขาได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสให้อพยพชาวบ้าน ในตอนนี้คนยักษ์และเด็กๆ ที่ไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้ถูกย้ายไปหลบภัยอย่างปลอดภัยบนเมฆทะเลแล้ว
คนยักษ์ทุกคนที่พอจะสู้ไหวต่างมุ่งหน้าสู่แนวหน้า แต่ขอบเขตของหายนะยังคงขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ สถานการณ์การสู้รบน่าจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่ใครคาดคิด
ศัตรู... แข็งแกร่งเกินไป!
"ฮัจรูดิน เราจะทำยังไงดี?"
"ข้าไม่รู้"
ฮัจรูดินทุบกำปั้นลงบนพื้นอย่างแรง
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไง เขาทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
"การได้เป็นราชาของคนยักษ์ทั้งปวงคือความฝันสูงสุดของข้า แต่ตอนนี้ข้ากลับทำได้แค่นั่งดูเอลบัฟพินาศ!"
"คนอ่อนแออย่างข้า จะมีหน้าไปเป็นราชายักษ์ได้ยังไงกัน!"
"โลกิ!"
ในห้วงเวลาที่จมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง ฮัจรูดินนึกถึงโลกิ คนที่เขาเกลียดเข้าไส้มาตลอด ถ้าโลกิได้เป็นราชายักษ์ ด้วยพลังอันมหาศาลของมัน คงหยุดยั้งชายคนนั้นได้แน่
ความคิดนี้ยิ่งทำให้เขารังเกียจตัวเองมากขึ้นไปอีก!
เวลาผ่านไปทีละน้อย
สองข้างทางของถนนสายหลักที่ทอดยาวจากปราสาทราชาสู่ท่าเรือ เต็มไปด้วยร่างคนยักษ์ที่บาดเจ็บสาหัสและใกล้ตาย แม้แต่นักรบที่แข็งแกร่งที่สุด อดีตสมาชิกกลุ่มโจรสลัดนักรบยักษ์ ก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ
สนามรบลุกเป็นไฟไปทั่วทุกหัวระแหง ถ้าไม่มีใครมาช่วยเหลือนักรบที่ล้มลง พวกคนยักษ์คงต้องตายแน่ แต่การช่วยเหลือก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เอลบัฟขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก
เมื่อไดจิมาถึงท่าเรือ คนยักษ์ที่หลบภัยอยู่บนเรือต่างตกอยู่ในความสิ้นหวังอย่างที่สุด เด็กๆ ร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว
แค่เห็นหน้าสัตว์ประหลาดตนนั้น พวกเขาก็ตัวสั่นงันงกควบคุมตัวเองไม่อยู่
"หยุดนะ! ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้แกเอง!"
นักรบที่ไม่คาดฝันก้าวออกมาขวางทางกราวดอน!
"นั่นมัน... โคลอน!"
พวกผู้ใหญ่ตกใจแทบสิ้นสติ เด็กๆ ก็กลัวจนแทบหยุดหายใจ
โคลอนคือเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา ลูกครึ่งระหว่าง "ยาซัง" กับครูริปลีย์ เด็กที่พวกเขาเคยตราหน้าว่าเป็น "พวกบ้าความรุนแรง"
พวกเขาทุกคนเคยเกลียดโคลอน
แต่ในวินาทีนี้ โคลอนกลับยืนหยัดอย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องพวกเขา ภาพนี้กระทบใจเด็กๆ เข้าอย่างจัง
เท่ชะมัด!
"หืม?"
ดวงตาของไดจิเลื่อนต่ำลงเล็กน้อย
เด็กตัวกะเปี๊ยกคนหนึ่ง ถือดาบไม้
ไม่เลวนี่!
รอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาของไดจิ
"เจ้าหนู บอกชื่อมาซิ!"
"ข้าชื่อโคลอน!"
โคลอนตอบเสียงดังฟังชัด แม้ขาจะสั่นพั่บๆ ด้วยความกลัว แต่เขาไม่คิดจะหนี กลับกระชับดาบแน่น เตรียมพร้อมสู้ตาย
"ข้าจะจดจำชื่อของเจ้าไว้ นักรบยักษ์ผู้กล้าหาญ!"
ไดจิหัวเราะร่า แล้วเงื้ออุ้งเท้าขนาดมหึมาขึ้น
"เพี๊ยะ!"
เจ้าหนูโดนตบปลิวละลิ่วหายวับไปในอากาศ
อย่าคิดว่าเขาจะออมมือให้เพราะเป็นเด็กนะ
เขาชอบตบเด็กเกรียนที่สุดเลยล่ะ
"โคลอน?!!!"
พวกคนยักษ์บนเรือตาถลนแทบหลุดจากเบ้า หน้าตาไม่อยากจะเชื่อ พวกเขาไม่นึกเลยว่าศัตรูจะกล้าลงมือกับเด็กจริงๆ
จิตใจทำด้วยอะไรเนี่ย?
ความโกรธแค้นปะทุขึ้นทันที!
"ไอ้สารเลว!"
ริปลีย์กระโดดลงจากเรือ วิ่งรี่เข้าหาไดจิพร้อมแกว่งอาวุธ เห็นลูกชายโดนตบปลิวไปต่อหน้าต่อตา สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็ระเบิดออกมา
"อย่าดูถูกความโกรธของคนเป็นแม่นะยะ!"
"เพี๊ยะ!"
ไดจิตวัดกรงเล็บอีกครั้ง ตบแม่ยักษ์ปลิวตามลูกชายไปติดๆ
ครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่ด้วยกันสิ
"แม้แต่ครูริปลีย์ยังโดนจัดการ!"
"พวกเราหมดหวังแล้ว!"
"ย้ากกก! สู้ตายกับเจ้าสัตว์ประหลาด!"
คนยักษ์ที่เหลือกระโดดลงจากเรือด้วยความเศร้าโศกและโกรธแค้น พุ่งเข้าใส่ไดจิ เห็นๆ อยู่ว่าหนีไม่พ้น พวกเขาก็ได้แต่ดิ้นรนครั้งสุดท้ายอย่างสุดชีวิต
แม้แต่เด็กๆ ยังตะโกน "ลุย!"
"แต่มันน่ากลัวจะตาย! ทำไมเราต้องลงมาด้วยเนี่ย!"
"ไม่รู้สิ! อยากกลับบ้านแล้ว!"
"ผู้ใหญ่สู้กัน เราก็ต้องสู้ด้วยสิ!"
"แต่ข้าเกลียดความรุนแรงนะ!"
เด็กๆ วิ่งไปร้องไห้ไป ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เห็นผู้ใหญ่โดดลงมา ก็โดดตามๆ กันมา
น่ากลัวชะมัด!
"เพี๊ยะ!"
"ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!"
ไดจิออกอาวุธด้วยสองมือ ตบคนยักษ์ปลิวไปทีละคน แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น พวกคนยักษ์เองก็ให้ความร่วมมือดีเหลือเกิน ต่อแถวกันมาให้ตบปลิวว่อน
ไม่นาน โลกก็กลับมาเงียบสงบ
เกิร์ดและเพื่อนๆ มาถึงท่าเรือในที่สุด โดยพยุงฮัจรูดินที่บาดเจ็บสาหัสมาด้วย แต่ภาพเบื้องหน้าทำให้พวกเขาโกรธแค้นจนแทบคลั่ง
ผู้หญิง คนแก่ เด็ก
ทุกคนนอนสลบไสลเกลื่อนกลาด เลือดไหลซึมจากปาก
โดนกวาดเรียบ!
แม้แต่เกิร์ดยังทนไม่ไหว ตาเปลี่ยนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้วยความโกรธ
"ไดจิ นายทำเกินไปแล้วนะ!"
"เกินไปเหรอ?"
ไดจิหันกลับมา ร่างกายค่อยๆ หดเล็กลงกลับสู่ร่างมนุษย์
"พวกเขาท้าดวลชั้นในฐานะนักรบ และชั้นก็เคารพการตัดสินใจของพวกเขาตามธรรมเนียมเอลบัฟ ชั้นปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนคู่ต่อสู้และตอบโต้ไปตามนั้น นี่คือมารยาทพื้นฐานที่สุดแล้ว!"
"ตรงไหนที่เรียกว่าเกินไป?"
เกิร์ดถึงกับพูดไม่ออก
ในเอลบัฟสมัยก่อน แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ถือเป็นนักรบ มารยาทที่สำคัญที่สุดในยุคนั้นคือการจริงจังกับการต่อสู้ทุกครั้ง แม้คู่ต่อสู้จะเป็นเด็กก็ตาม
นี่คือธรรมเนียมดั้งเดิมของเอลบัฟ!
"เฮ้อ~~"
ไดจิถอนหายใจยาวเหยียด ดูเหนื่อยล้าเต็มที
คนยักษ์แข็งแกร่งมาก เขาต้องจัดการคนยักษ์นับไม่ถ้วนและรับการโจมตีมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดทาง
เหมือนเอากิ่งไม้ตีลูกมะพร้าว ต่อให้เปลือกมะพร้าวไม่แตก แต่ความเสียหายสะสมย่อมส่งผลกระทบต่อเนื้อในมะพร้าวบ้างแหละ
การต่อสู้ลากยาวตั้งแต่เช้ายันค่ำ ทำเอาเขาเหนื่อยแทบขาดใจ อีกอย่างเขาต้องสู้บนต้นไม้ ไม่มีผืนดินมั่นคงให้เหยียบยืมพลัง ถ้าเป็นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตอนที่เอลบัฟยังมีคนยักษ์โบราณจำนวนมากและยังเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาอาจจะแพ้ไปแล้วก็ได้
ไดจิเงยหน้ามองฮัจรูดินและพวก
"ถ้าอยากสู้ ก็เข้ามาเลย!"
ฮัจรูดินผลักเพื่อนๆ ออกไป กัดฟันกรอดขณะหยิบขวานยักษ์ขึ้นมา
ลำพังแค่พวกเขาสี่คน ไม่มีทางช่วยพี่น้องคนยักษ์จำนวนมากจากทะเลเพลิงได้ทัน นั่นหมายความว่าเอลบัฟถูกทำลายลงแล้วจริงๆ
ฮัจรูดินยกขวานยักษ์ด้วยมือที่สั่นเทา ถามด้วยความโกรธแค้น "ทำไมแกต้องทำแบบนี้? ทำแบบนี้แล้วแกได้ประโยชน์อะไร?"
"ประโยชน์?"
ไดจิแหงนมองท้องฟ้า
"ฮัจรูดิน ความฝันของแกคือการเป็นราชายักษ์ใช่มั้ย?"
ฮัจรูดินเงียบกริบ
ตอนนี้เขาไม่มีคุณสมบัติจะเป็นราชาอีกแล้ว
"รู้อะไรมั้ย ฮัจรูดิน หลังจากชั้นมาถึงเอลบัฟ ชั้นรู้สึกแต่ความผิดหวังและความโกรธ!"
ไดจิชี้ไปที่ทะเลเพลิงด้านหลัง
"แหกตาดูให้ชัดๆ เอลบัฟที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก กลับตกต่ำกลายเป็นพวกอ่อนแอไร้น้ำยา ขนาดที่ชั้นคนเดียวก็ทำลายได้ราบคาบ!"
"สันติภาพเหรอ? น่าขำสิ้นดี!"
"พวกแกคือคนยักษ์! คนยักษ์ที่มีเลือดนักรบไหลเวียนอยู่! ชนชาตินักรบที่เคยทำให้ทั่วโลกหวาดกลัว!"
"แต่ตอนนี้พวกแกกลับทิ้งเขี้ยวเล็บ มาสวดอ้อนวอนขอสันติภาพจอมปลอม วันนี้เป็นชั้น พรุ่งนี้เป็นโลกิ มะรืนนี้อาจจะเป็นสี่จักรพรรดิ รัฐบาลโลก หรือกองทัพเรือ!"
"พลังของคนยักษ์เป็นที่ต้องการไปทั่วโลก ถ้าไร้ซึ่งกำลังทหาร พวกแกจะเอาอะไรมาปกป้องสันติภาพของตัวเอง?"
"เอลบัฟอ่อนแอขนาดนี้ ต่อให้แกได้เป็นราชายักษ์ มันจะมีประโยชน์อะไร? มันจะช่วยกู้ศักดิ์ศรีนักรบกลับมาให้แกได้สักนิดมั้ย?!"
นี่คือการเชือดเฉือนถึงจิตวิญญาณ
หน้าของฮัจรูดินซีดเผือด ขวานยักษ์ในมือร่วงหล่นลงพื้น
เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้คนยักษ์อ่อนแอจริงๆ แม้แต่เด็กในหมู่บ้านยังเกลียดการต่อสู้และความรุนแรง ต่างจากสมัยที่เขายังเด็กอย่างสิ้นเชิง
เขาเคยคิดจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่สันติภาพคือปณิธานสุดท้ายของท่านพ่อ ราชาฮารัลด์ และเป็นเจตนารมณ์ที่ฝากฝังไว้กับเขา
ฮัจรูดินคุกเข่าลงกับพื้น ใช้มืออันอ่อนแรงยันตัวไว้ "พูดไปตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว เอลบัฟถูกทำลายไปแล้ว"
"นี่ ฮัจรูดิน"
ไดจิเงยหน้ามองฟ้า เหนือหัวเขาคือสวรรค์ชั้นสามของเอลบัฟ เงาของต้นไม้ยักษ์ทอดทับลงมาตรงหัวพอดี
เมื่อเขายกเลิกการแปลงร่าง ผลของแสงแดดจ้าก็หายไป ภายใต้ความร้อนระอุจากเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ ไอน้ำจำนวนมหาศาลกำลังควบแน่นกลายเป็นเมฆฝนอยู่เบื้องบน
"แกเคยเรียนฟิสิกส์มั้ย?"
"ฟิสิกส์?"
ฮัจรูดินงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจความหมาย
"ฝนจะตกแล้วนะ"
ไดจิส่ายหน้า แล้วเดินไปที่ริมฝั่ง
"ฮัจรูดิน ชั้นจะเตือนอะไรไว้อย่าง ถ้าเอลบัฟไม่เปลี่ยนแปลง แร็กนาร็อกที่แท้จริงจะมาถึงแน่"
"โลกิ สี่จักรพรรดิ และรัฐบาลโลก!"
"หายนะที่เอลบัฟกำลังจะเผชิญ... มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!"
"ลาก่อน"
หลังทิ้งคำเตือนสุดท้าย ไดจิก็กระโดดลงจากฝั่ง
"ไดจิ!!!"
ฮัจรูดินและอีกสามคนรีบวิ่งไปที่ริมฝั่ง ชะโงกมองลงไปด้วยความตกใจ ที่นี่สูงจากพื้นดินตั้งหลายพันเมตร!
ตกลงไปตายแน่!
"ซ่าาาา!"
ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมา!
ฮัจรูดินชะงักไปครู่หนึ่ง หันกลับไปมองทางหมู่บ้านด้วยความประหลาดใจ
เอลบัฟ... รอดแล้ว!
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล จบตอน By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล ═❀═❀═❀═❀═❀═❀═