- หน้าแรก
- วันพีซ จากผู้อุปถัมภ์บิ๊กมัมสู่เจ้าพ่อแห่งท้องทะเล
- ตอนที่ 141 : การระดมสมองของอาเธอร์
ตอนที่ 141 : การระดมสมองของอาเธอร์
ตอนที่ 141 : การระดมสมองของอาเธอร์
ตอนที่ 141 : การระดมสมองของอาเธอร์
ภายในมิติประตู ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสีเขียวสดใส
เหล่าสมาชิกตระกูลชาร์ล็อตต์มารวมตัวกัน โดยมีเซเฟอร์นอนฟุบอยู่บนพื้นตรงกลางวง ดวงตาของเขาว่างเปล่าและไร้ซึ่งชีวิตชีวา
"เฮ้! ตาแก่ ได้ยินฉันมั้ย?"
กาเวนโบกมือไปมาเหนือหัวของเขา แต่เซเฟอร์ดูเหมือนจะมองไม่เห็น สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
"เขาไม่ยอมตื่นเลย พวกเราจะเอายังไงกันดี? ใช้กำลังเลยมั้ย?" กาเวนถามพลางหันไปมองอาเธอร์
อาเธอร์ขมวดคิ้ว ยังคงจมอยู่ในห้วงความคิด
ในจังหวะนั้นเอง ชารอนก็พูดขึ้น "ให้ฉันลองดูสิ บางทีฉันอาจจะปลุกเขาได้นะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กาเวนก็รีบหลีกทางให้ทันที
ชารอนก้าวไปยืนอยู่ตรงหน้าเซเฟอร์และยื่นฝ่ามือไปเหนือศีรษะของชายคนนั้น ไม่นานนัก ม่านหมอกสีเทาจำนวนมากก็ลอยออกมา ก่อตัวเป็นมือขนาดยักษ์ภายใต้การควบคุมของเขาและคว้าจับไปที่ศีรษะของเซเฟอร์
มือหมอกขนาดยักษ์ยกตัวขึ้น และดึงเอาแมลงสีขาวที่ดูคล้ายกับหมอกควันออกมาจากร่างของเซเฟอร์จริงๆ
"แมลงงั้นเหรอ?"
"น่าจะเรียกว่าเป็นพลังงานสะกดจิตชนิดหนึ่งมากกว่านะ แค่มันอยู่ในรูปแบบของแมลงน่ะ?"
อาเธอร์ตระหนักขึ้นมาได้ "พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อกี้เขาน่าจะติดอยู่ในความฝันสินะ? เหมือนกับที่พี่สาวโนร่าทำกับพวกเราก่อนหน้านี้เลย!"
"ก็อาจจะนะ ฉันรู้สึกว่าหมอกนั่นมันค่อนข้างคล้ายกับหมอกสีเทาของฉัน ก็เลยเดาว่ามันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่คิดเลยว่ามันจะได้ผลจริงๆ" ชารอนตอบกลับ
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน ดวงตาของเซเฟอร์ที่นอนอยู่บนพื้นก็ค่อยๆ กลับมากระจ่างใสอีกครั้ง
"พวกเธอเองเหรอ... พวกเธอช่วยฉันไว้สินะ?"
เขาจดจำอาเธอร์และคนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งในทันที
กาเวนรีบยกแขนขึ้นกอดอกขวางหน้าเขาไว้ทันที "อะไรกัน คิดจะเนรคุณคนที่ช่วยชีวิตไว้รึไง?"
เซเฟอร์ไม่ได้ตอบอะไร แต่รีบมองไปรอบๆ ในทันที จากนั้นก็ถามอย่างร้อนรนว่า "ที่นี่คือที่ไหน? เกิดอะไรขึ้นกับลูกน้องของฉัน?"
เห็นได้ชัดว่ากาเวนยังคงผูกใจเจ็บเรื่องที่เซเฟอร์ไล่ล่าพวกตนอยู่ เขากอดอกและพูดว่า "พวกนั้นถูกสัตว์ประหลาดกินไปหมดแล้วล่ะ!"
ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นถูกเอ่ยออกมา ความโศกเศร้าอันมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่เซเฟอร์ในฉับพลัน เขาทรุดเข่าลงบนพื้นอย่างสิ้นหวัง น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ "พวกเขาก็ตายกันหมดแล้ว... ฉันปกป้องใครไว้ไม่ได้เลยสักคน ทั้งๆ ที่พวกเขาเชื่อใจฉันมากขนาดนั้นแท้ๆ!"
น้ำตาไหลรินอาบแก้มของชายชาติทหารผู้แข็งแกร่ง เขากระแทกกำปั้นลงบนพื้นอย่างแรงหลายต่อหลายครั้ง กำปั้นของเขาซึ่งไม่ได้เคลือบฮาคิเกราะไว้ทุบลงไปจนเลือดอาบ
แต่เขาเศร้าโศกอยู่ได้ไม่นาน เขาก็เงียบหน้าขึ้นมองอาเธอร์และอ้อนวอน "ขอบใจพวกเธอมากนะที่ช่วยฉันเอาไว้ แต่ตอนนี้ฉันขอร้องล่ะ ปล่อยฉันออกไปจากที่นี่ที ฉันต้องไปแก้แค้นให้ลูกน้องของฉัน!"
อาเธอร์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แม้จะรู้ดีว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคือพลเรือโท แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย
"ต่อให้ลุงออกไปจากที่นี่ได้ ลุงก็แก้แค้นให้พวกนั้นไม่ได้หรอก ถ้าลุงทำได้ ลุงก็คงไม่มาจบลงในสภาพแบบนี้หรอก"
เซเฟอร์เงียบไป เขาถูกความโกรธเกรี้ยวบดบังหน้ามืดตามัวไปแล้วจริงๆ ถ้าเขาผลีผลามลงมือ เขาคงต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้งแน่ๆ
เมื่อเห็นว่าเขาสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว อาเธอร์ก็พูดต่อ "ลุงไม่ต้องเสียใจไปหรอก ถ้าฉันเดาไม่ผิดพวกลูกน้องของลุงน่าจะยังไม่ตายหรอกนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความหวังก็จุดประกายขึ้นมาในดวงตาของเซเฟอร์อีกครั้งในฉับพลัน
"พวกเขายังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?"
"ฉันก็รับประกันไม่ได้หรอกนะ แต่ความเป็นไปได้มันสูงมากเลยล่ะ" อาเธอร์เอานิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับคางของตัวเอง และเริ่มเดินวนไปวนมา
"ถ้าหมอกนี่มีคุณสมบัติในการสะกดจิตล่ะก็ เป็นไปได้มั้ยว่าเมืองทั้งเมืองนี้คือความฝันขนาดมหึมา?"
เทียร์ถามขึ้น "แต่พวกเรามีตัวตนอยู่จริงๆ นะ"
อาเธอร์พูดต่อ "พวกเรามีตัวตนอยู่จริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่แค่นั้นนะ ผู้คนมากมายในเมืองนี้ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ ถ้าพวกเราไม่เข้าไปแทรกแซง ตาแก่ผมม่วงคนนี้ก็คงจะกลายเป็นหนึ่งในชาวเมืองครึ่งจริงครึ่งปลอมไปแล้วเหมือนกัน"
อาธีน่าพูดขึ้น "งั้นที่นายเดาว่าพวกทหารเรือยังไม่ตาย ก็เพราะว่าพวกเขาถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชาวเมืองโบราณนิทราไปแล้วสินะ"
อาเธอร์พยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองเซเฟอร์แล้วถามว่า "นี่ตาแก่ ลุงค้นพบอะไรบ้างตอนที่สู้กับสัตว์ประหลาดพวกนั้นน่ะ?"
ด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้ว่าอาเธอร์จะดูเหมือนเด็กที่อายุไม่ถึงสิบขวบ แต่การวิเคราะห์ของเขากลับทำให้เซเฟอร์รู้สึกราวกับกำลังมองดูเซ็นโงคุหรือซึรุกำลังวิเคราะห์ปัญหาอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เขาตอบกลับแทบจะในทันทีโดยไม่ต้องคิด "สัตว์ประหลาดพวกนั้นมันฆ่าไม่ตาย ฉันบดขยี้หัวปลาหมึกยักษ์จนแหลกละเอียด แต่มันก็ฟื้นฟูกลับมาได้แทบจะในพริบตาเลย!"
อาธีน่าถามหยั่งเชิง "การงอกใหม่เพื่อฟื้นฟูตัวเองเหรอ?"
อาเธอร์ส่ายหัวอีกครั้ง "ไม่ใช่หรอก มันไม่ใช่การงอกใหม่ แต่มันคือการประกอบร่างใหม่ต่างหาก! เหมือนกับหมอกไงล่ะ!"
เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกเขาเจอโนร่าในหุบเขาขึ้นมาได้ในทันที ภายใต้การควบคุมของเธอ หมอกสีเทาของผลฝันร้ายสามารถเปลี่ยนเป็นหน้าผีหรือรูปร่างอื่นๆ ได้สารพัด
กาเวนรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิดจากการที่ต้องคิดมากเกินไป เขาเกาหัวและถามขึ้นว่า "แล้วพวกเราควรจะทำยังไงกันดีล่ะ?"
"สลายม่านหมอก... แล้วตามหาตัวคนที่ใช้พลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังให้เจอ!" อาเธอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
กาเวนถามอีกครั้ง "แล้วเราจะไปตามหาที่ไหนล่ะ? คนที่ใช้พลังก็น่าจะเป็นเจ้านั่นเมื่อกี้ใช่มั้ยล่ะ? แต่เรามองไม่เห็นหน้ามันเลยนะ"
พวกเขาเข้ามาในมิติประตูและรีบรุดมาที่นี่ทันทีที่ได้ยินเสียงการต่อสู้ พวกเขาเห็นร่างที่ปรากฏตัวขึ้นในตอนท้าย แต่เจ้านั่นถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างหน้าตาได้เลย
เซเฟอร์เสนอขึ้น "ถ้าพวกเราออกไปตอนนี้ หมอนั่นจะต้องมาจับพวกเราแน่ๆ ใช่มั้ยล่ะ? เราก็แค่รอให้มันโผล่มาหาเราเองก็สิ้นเรื่อง..."
"ไม่!"
อาเธอร์ปฏิเสธคำแนะนำของเขาอย่างตรงไปตรงมา เซเฟอร์ไม่ได้โกรธ แต่กลับส่งสายตาเป็นเชิงตั้งคำถามไปให้เขาแทน
"ถ้าสุดท้ายแล้วคนที่ใช้พลังไม่โผล่หัวออกมา และเอาแต่ส่งสัตว์ประหลาดที่ฆ่าไม่ตายพวกนั้นมาสู้กับลุง ลุงจะเอาชนะได้มั้ยล่ะ?"
"พละกำลังของฉัน... มันก็มีขีดจำกัดนะ"
"นั่นแหละประเด็น พวกเราต้องตามหาตัวคนใช้พลังให้เจอ ถ้าหมอนั่นไม่ยอมปรากฏตัวและเอาแต่พึ่งพาสัตว์ประหลาดพวกนั้นมาสู้กับเรา พวกเราอาจจะไม่ได้เห็นหน้ามันเลยด้วยซ้ำ มีเพียงการเปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกเท่านั้นถึงจะสามารถทำลายสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ได้"
เซเฟอร์ต้องยอมรับเลยว่าการวิเคราะห์ของอาเธอร์นั้นมีเหตุผลมากๆ สายตาที่เขามองดูเด็กชายเริ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
โจรสลัดที่แข็งแกร่งน่ะน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน แต่โจรสลัดที่ฉลาดหลักแหลมนั้นเป็นตัวปัญหาที่น่าปวดหัวยิ่งกว่า
และอาเธอร์ก็คือโจรสลัดที่ครอบครองทั้งพรสวรรค์และสติปัญญา เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะต้องกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของกองทัพเรืออย่างแน่นอน
แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลยในเวลานี้ เขาคือเซเฟอร์ เขามีค่านิยมและจุดยืนเป็นของตัวเอง
อาเธอร์เริ่มใช้ความคิดอีกครั้ง ทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดปกติไปนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในเมืองแห่งนี้ พยายามจะกระชากหน้ากากของผู้บงการที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้
"เมืองโบราณนิทรา... หมอก... การสะกดจิต... ระฆัง... การนอนหลับ... สัตว์ประหลาดที่เป็นอมตะ เดี๋ยวก่อนนะ... เสียงระฆัง!"
จู่ๆ ประกายแสงอันเฉียบคมก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาของอาเธอร์ เมื่อเห็นดังนั้น คนอื่นๆ ก็ต่างพากันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
"เสียงระฆังมันมีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ?" กาเวนถาม
"แน่นอนว่ามีสิ!"
อาเธอร์ไม่อาจซ่อนความดีใจบนใบหน้าของเขาได้ ราวกับว่าเขาได้ค้นพบเบาะแสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการไขปริศนาแล้ว
"ทุกคนจะต้องเข้านอนเมื่อระฆังดังขึ้น นี่คือสิ่งที่ชาวเมืองโบราณนิทราทุกคนรู้ดี บอกฉันมาสิว่า เจตจำนงของใครกันล่ะที่สามารถมีอิทธิพลต่อเมืองทั้งเมืองได้ขนาดนี้?"
ดวงตาของชารอนก็สว่างวาบขึ้นเช่นกัน "เจ้านายแห่งม่านหมอก ซึ่งก็คือคนที่ใช้พลังยังไงล่ะ!"
อาธีน่าก็เดาความคิดของอาเธอร์ออกแล้วในจุดนี้และพูดขึ้นว่า "และก็ยังเป็นคนตีระฆังด้วย!"
อาเธอร์ดีดนิ้วและยิ้ม "ถูกต้องที่สุด"