- หน้าแรก
- ย้อนเวลาเริ่มต้นใหม่ ชีวิตตามใจปรารถนา ในคราบพนักงานประจำ
- บทที่ 40 คืนเปิดสนาม
บทที่ 40 คืนเปิดสนาม
บทที่ 40 คืนเปิดสนาม
คลับเฮาส์แห่งนี้น่าจะเป็นธุรกิจของครอบครัวไช่ปิน คน 3 คนที่หยางจ้านรู้จักมาก่อนก็คือ ไช่ปิน กับพี่น้องตระกูลหวังนั่นเอง
ครอบครัวของไช่ปินทำธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร มีการลงทุนในเมืองฮุ่ยและเมืองข้างเคียงอย่างเผิงเฉิงด้วย ในยุคนี้ที่รอบๆ เต็มไปด้วย 'สวรรค์ของผู้ชาย' การที่ครอบครัวเขาสามารถเปิด 'คลับเฮาส์และโรงแรม' ได้ ก็พอจะเดาออกว่ามีฐานะและเส้นสายไม่ธรรมดา
ส่วนพี่น้องตระกูลหวังชื่อ หวังจี้จง กับ หวังจี้เยว่ เป็นลูกพี่ลูกน้องกันและอายุเท่ากัน พ่อของทั้งสองคนแยกครอบครัวกันนานแล้ว แต่ก็ทำธุรกิจสายเดียวกันคืออุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูป แถมยังพ่วงด้วยธุรกิจแปรรูปและขายเหล็กด้วย สองพี่น้องคู่นี้ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด สนิทกันมาตั้งแต่เด็กจนติดเป็นนิสัย
ห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ในคลับเฮาส์ห้องนี้น่าจะเป็นห้องที่ไช่ปินตั้งใจทำไว้เพื่อดูบอลกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะ ภายในห้องมีครบทั้งโซฟา โต๊ะกาแฟ โต๊ะไพ่ และโต๊ะกินข้าว แถมยังมีจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่เต็มผนังด้านหนึ่งอีกด้วย ถ้าต้องการบริการพิเศษอื่นๆ ก็เรียกหาได้หมด แต่ปกติเวลาเพื่อนฝูงมารวมตัวกันดูบอล ก็มักจะไม่ได้เรียกใช้บริการพวกนั้นหรอก
พอเข้ามาในห้อง หลี่ชิงซานก็แนะนำเพื่อนที่หยางจ้านยังไม่รู้จักให้ฟังทีละคน อย่างจางหงชางที่บ้านเปิดโรงงานรองเท้า หลี่หมินที่บ้านทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก และหลี่เจียหนิงที่บ้านทำธุรกิจค้าส่งซูเปอร์มาร์เก็ต
ยังมีอีกสองคนที่หลี่ชิงซานไม่ได้แนะนำ คงจะเป็นลูกน้องคอยติดตามรับใช้ใครสักคนเหมือนเฝิงคุนนั่นแหละ
มองปราดเดียวก็รู้ว่าหยางจ้านเป็นน้องชายที่หลี่ชิงซานพามาด้วย ไม่ใช่ลูกน้องคอยรับใช้ทั่วไป คนอื่นๆ ก็เลยให้เกียรติและทำตัวเป็นกันเอง ไม่มีใครทำตัวหยิ่งยโสหรือวางมาดข่มใคร
พวกลูกเศรษฐีส่วนใหญ่ที่โตมาในสังคมแบบนี้มักจะรู้จักวางตัวและรักษามารยาท พวกที่เอะอะก็ชอบข่มคนอื่นตั้งแต่แรกเจอ มักจะเข้ากับคนในแวดวงนี้ไม่ได้หรอก
อาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มเต็มโต๊ะ คนอื่นๆ เริ่มลงมือกินกันแล้ว ไช่ปินในฐานะเจ้าบ้านเอ่ยปากเชิญชวน "บอกให้มาเร็วๆ ดันไปเตะบอลบ้าบออะไรกันก็ไม่รู้ พวกฉันหิวก็เลยกินกันก่อนละ นั่งลงแล้วตักกินกันตามสบายเลยนะ อยากกินอะไรอยากดื่มอะไรก็จัดการเอง ถ้าไม่พอก็ไปสั่งเพิ่มเอา"
หลี่ชิงซานลากหยางจ้านให้นั่งลง คีบอาหารเข้าปากพลางพูดตอบโต้ "แกจะไปรู้อะไรวะ ต้องเตะบอลเรียกเหงื่อก่อนดิวะ ถึงจะกินข้าวอร่อยดื่มเหล้าอร่อย ไม่ได้จะว่าพวกแกนะเว้ย แต่นอกจากกีฬาบนเตียงแล้ว พวกแกมีความสนใจกีฬาประเภทอื่นบ้างปะวะเนี่ย ดูบอลโลกนี่พวกแกรู้จักคำว่าล้ำหน้า รู้จักคำว่าจุดโทษหรือเปล่าก็ไม่รู้"
สองพี่น้องตระกูลหวังฟังแล้วก็ของขึ้น โวยวายขึ้นมาทันที "ลูกพี่หลี่ จะข่มกันเกินไปแล้วนะเว้ย ยอมรับว่าเรื่องเล่นบาสแกเก่งกว่าพวกฉัน แต่เรื่องเตะบอลเนี่ย ใครกากใครเทพก็รู้ๆ กันอยู่ มาหาว่าพวกฉันไม่เล่นกีฬาเหรอวะ มาดิ๊ ดวลสนุกเกอร์กันสักตั้งไหม ชนะพวกฉันให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาปากดี"
บนโต๊ะอาหาร ทุกคนก็พูดจาหยอกล้อแขวะกันไปมาแบบนี้แหละ ดูท่าทางหลี่ชิงซานคงจะมีแววความเป็นผู้นำมาตั้งแต่เด็ก คนในกลุ่มนี้ถึงได้ดูจะให้ความเคารพและยอมรับให้แกเป็นศูนย์กลางกลายๆ
หยางจ้านชอบบรรยากาศบนโต๊ะอาหารแบบนี้มาก เพราะไม่ต้องคอยประจบประแจงใคร เรื่องดื่มเหล้าก็ใครอยากดื่มก็ดื่มไป ไม่มีการบังคับ คนกลุ่มนี้ไม่เคยขัดสนเรื่องเงินทองหรือโอกาสในการดื่มกินอยู่แล้ว แถมพออยู่กับเพื่อนฝูงคนกันเอง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องมานั่งดวลเหล้ากันให้เมาหัวราน้ำ ทุกคนก็อายุสามสิบต้นๆ มีครอบครัวกันหมดแล้ว นิสัยบ้าบิ่นชอบดวลเหล้าแบบวัยรุ่นน่ะทิ้งไปตั้งนานแล้ว
ระหว่างนั่งกินข้าว หยางจ้านเหลือบไปเห็นกระดานไวต์บอร์ดแขวนอยู่ข้างๆ ผนังที่ฉายโปรเจกเตอร์ บนกระดานตีเป็นตาราง มีชื่อคนสิบกว่าคนเขียนเรียงกันลงมาในแนวตั้ง เขาเลยหันไปถามเฝิงคุนที่นั่งอยู่ข้างๆ "อาคุน กระดานไวต์บอร์ดนั่นเอาไว้ทำอะไรเหรอ"
เฝิงคุนเงยหน้าขึ้นมอง แล้วกระซิบตอบยิ้มๆ "อ๋อ นั่นเอาไว้จดสถิติการแทงบอลของลูกพี่หลี่กับพวกเพื่อนๆ เขาน่ะครับ กลุ่มนี้มีกันสิบกว่าคน บางคนอยู่เผิงเฉิง บางคนก็อยู่เมืองอื่น แต่ก็ฝากแทงบอลผ่านลูกพี่หลี่หมด"
"เขาตั้งกฎกันไว้ว่า แต่ละนัดแทงได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 หยวน จะแบ่งแทงยังไงก็ได้ตามใจชอบในวงเงินนี้ ได้กำไรเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเสียยอดรวมทะลุ 5,000,000 หยวนเมื่อไหร่ ก็ต้องหยุดแทงทันที"
"ถือว่าเป็นการคอยเตือนสติกันและกันน่ะครับ แต่เอาเข้าจริง ถ้าใครจะแอบไปแทงผ่านช่องทางอื่น มันก็ห้ามกันไม่ได้หรอก เหอะๆ กลุ่มนี้เป็นพวกลูกเศรษฐีที่รู้จักลิมิตตัวเองน่ะครับ"
หยางจ้านพยักหน้าเข้าใจ พลางคิดในใจว่า พวกลูกเศรษฐีที่รู้จักยับยั้งชั่งใจแบบนี้ ถือเป็นความโชคดีของครอบครัวพวกเขาจริงๆ การที่คนกลุ่มนี้มารวมตัวเป็นเพื่อนกันได้ ทางครอบครัวก็คงจะเห็นดีเห็นงามด้วยแน่ๆ
ส่วนเรื่องลิมิตการแทง 500,000 หยวนต่อนัด กับลิมิตการเสีย 5,000,000 หยวนนั้น มันก็เป็นแค่กฎที่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมั่นใจผลการแข่งขันจนกล้าทุ่มหมดหน้าตักเหมือนหยางจ้านซะหน่อย พวกเขาคงจะแทงหนักๆ เฉพาะนัดที่มั่นใจจริงๆ เท่านั้นแหละ นัดอื่นๆ ก็คงแทงขำๆ แค่ไม่กี่หมื่นหยวนเป็นเรื่องปกติ
ถ้าไม่หน้ามืดตามัวเล่นจนขาดสติ การจะเสียเงินเยอะขนาดนั้นมันก็ไม่ง่ายหรอก โดยปกติแล้วได้เสียกันแค่หนึ่งถึงสองล้านหยวนก็ถือว่าเยอะแล้ว สำหรับทัวร์นาเมนต์สี่ปีมีครั้งอย่างฟุตบอลโลก เงินแค่นี้ก็เหมือนเป็นแค่เงินทอนที่พวกลูกเศรษฐีเอามาเล่นสนุกๆ เท่านั้นเอง
พวกที่ผีพนันเข้าสิงจริงๆ ขับรถไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงมาเก๊าแล้ว สะดวกสบายจะตาย พวกนั้นคงไม่มานั่งจมอยู่กับกลุ่มแบบนี้หรอก
กินไปคุยไปจนถึงสองทุ่มก็อิ่มกันหมด เหลือเวลาอีกตั้งสี่ชั่วโมงกว่าบอลจะเตะ จะให้มาร้องคาราโอเกะดื่มเหล้าฆ่าเวลาก็คงไม่ใช่ที่ หลี่ชิงซานเลยเอ่ยปากชวน "กินอิ่มแล้ว หาอะไรทำสนุกๆ ดีกว่า"
คนอื่นๆ ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ไช่ปินเดินไปที่ผ้าม่านผืนหนึ่งแล้วรูดเปิดออก เผยให้เห็นโต๊ะไพ่นกกระจอกอัตโนมัติสองตัวกับโต๊ะสนุกเกอร์อีกหนึ่งตัวที่ตั้งอยู่ข้างใน
ไช่ปินพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ "เป็นไงล่ะ ที่ตรงนี้ฉันสั่งให้ขนของเก่าออกไปหมดเลยนะ แล้วก็เอาโต๊ะพวกนี้มาลงใหม่เอี่ยมแกะกล่อง เพื่อเอาไว้เล่นฆ่าเวลารอดูบอลโดยเฉพาะเลย หึๆ อยากเล่นอะไรก็เลือกกันเอาเองนะ ส่วนฉันขอจองโต๊ะไพ่นกกระจอก"
ทุกคนลองถามไถ่กันดู ปรากฏว่าทุกคนชอบเล่นไพ่นกกระจอกกันหมด แต่ในกลุ่มมีกันแค่เจ็ดคน แถมพวกลูกน้องเดี๋ยวก็ต้องไปทำธุระต่ออีก
หลี่ชิงซานเลยหันมาถามหยางจ้าน "น้องชาย มาร่วมวงให้ครบขาหน่อยไหมล่ะ เล่นตาละสองร้อยสี่ร้อย สเต็ปสี่บวกสอง ถ้านายไม่ถนัด เดี๋ยวพี่เรียกคนอื่นมาแทนก็ได้"
ช่วงนี้หยางจ้านดวงขึ้นสุดๆ เล่นไพ่กับพวกหวังเฉิงจนเกรงใจที่จะกินเงินพวกนั้นแล้ว มีหรือจะปฏิเสธ การเล่นไพ่แบบนี้ คืนนึงได้เสียกันอย่างมากก็แค่ไม่กี่หมื่นหยวน สำหรับหยางจ้านในตอนนี้ มันจิ๊บจ้อยมาก
"เอาสิครับ" หยางจ้านตอบตกลงแบบไม่ลังเล "แต่ผมพกเงินสดมาไม่เยอะนะ ถ้าจะเล่นเงินสด คงต้องรบกวนพี่หลี่ช่วยซัปพอร์ตให้ผมก่อนแล้วล่ะ ฮ่าๆ"
หลี่ชิงซานเห็นหยางจ้านรับคำเชิญอย่างไม่อิดออดก็ดีใจ เพราะขืนต้องโทรเรียกคนอื่นมาตอนนี้ ก็ทั้งเสียเวลาแถมยังเสียบรรยากาศอีก แกเลยกอดคอหยางจ้านเดินไปที่โต๊ะไพ่ พลางพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราใช้ชิปแทนเงินสดไปก่อน แจกให้คนละสองหมื่นหยวน ใครชิปหมดก็ค่อยควักเงินสดมาซื้อชิปเพิ่มจากคนที่ชนะเอา"
แบ่งกันนั่งสองโต๊ะ ปรากฏว่าสองพี่น้องตระกูลหวังดันไปนั่งโต๊ะเดียวกับไช่ปิน ไช่ปินเลยโวยวายขึ้นมา "เฮ้ยๆ พวกมึงสองคนจะนั่งโต๊ะเดียวกันไม่ได้นะเว้ย ถ้าคนไม่ครบขาฉันก็ไม่ว่าหรอก แต่วันนี้มีตั้งสองโต๊ะ พวกมึงต้องแยกกันนั่งโว้ย ไอ้หอกเอ๊ย พวกมึงสองคนตีไพ่เข้าขากันจะตายห่า"
หวังจี้เยว่เลยจำใจต้องลุกขึ้น ชกไหล่ไช่ปินไปทีนึง แล้วเดินมาที่อีกโต๊ะ "ไอ้ไช่ปินแม่งขี้แพ้ชวนตีว่ะ งั้นฉันมาเล่นโต๊ะนี้ละกัน ขอสลับตัวคนนึงไปโต๊ะนู้นดิ เอ๊ะ พอดีเลย อาจ้าน นายย้ายไปโต๊ะนู้นละกัน ให้ลูกพี่หลี่แกหมดหนทางทำมาหากิน ให้ทุกคนสู้กันตัวต่อตัวไปเลย ฮ่าๆ"
หยางจ้านก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร การย้ายไปเล่นกับคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก จะได้ไม่ต้องเกรงใจอะไรมาก เขาเลยลุกเดินไปที่โต๊ะของไช่ปิน โต๊ะนี้มีไช่ปิน หวังจี้จง และหลี่หมิน ซึ่งก็พอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง
พวกลูกน้องเอาชิปมาแบ่งแจกให้จนเสร็จสรรพ ก็ถอยไปยืนคอยบริการรินชา เสิร์ฟน้ำ จุดบุหรี่อยู่ข้างๆ แล้วก็ไปนั่งสแตนด์บายรอรับโทรศัพท์ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์หลังโต๊ะกาแฟ หยางจ้านเพิ่งจะถึงบางอ้อ ว่าที่แท้หน้าที่รับออร์เดอร์แทงบอลตอนกลางคืนก็เป็นของพวกลูกน้องนี่เอง ก็แน่ล่ะ หลี่ชิงซานจะเอาเวลาที่ไหนมานั่งจัดการเรื่องพวกนี้เองล่ะ มีลูกน้องคอยจัดการให้มันก็อีกเรื่องนึง
การเล่นไพ่เริ่มขึ้น กติกาก็เหมือนเดิม แค่เดิมพันได้เสียมันสูงขึ้นเท่านั้นเอง
ช่วงแรกๆ หยางจ้านยังเล่นแบบดูเชิง เน้นน็อกไพ่ตาน้อยๆ รักษาสถานการณ์ไม่ให้ขาดทุน แต่ผ่านไปไม่กี่ตา เขาก็เริ่มจับทางได้ คนพวกนี้กล้าได้กล้าเสีย เดิมพันหนักก็จริง แต่เอาเข้าจริงฝีมือการเล่นไพ่ยังสู้พวกหวังเฉิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
ที่สำคัญคือแต่ละคนใจถึงสุดๆ ถ้ามั่นใจว่าไพ่ในมือสวย ต่อให้ไปชนกับไพ่คู่แข่งก็ไม่มีใครยอมถอย พร้อมจะบวกก็บวก ต่อให้ทิ้งไพ่พลาดให้คนอื่นน็อกหรือคัง ก็บ่นแค่ว่าดวงไม่ดี แต่ตาหน้าก็ยังเล่นสไตล์เดิม
เห็นแบบนั้น หยางจ้านก็ไม่มัวมานั่งกั๊กแล้ว เขาเริ่มเดินเกมตามจังหวะของตัวเอง บวกกับความดวงดีของหนุ่มวัยละอ่อน หลายๆ ตา เขาแทบจะไม่สนใจจะกินไพ่หรือปงไพ่จากคนอื่นเลย เน้นปั้นไพ่รอจั่วเอง จนสุดท้ายก็สามารถน็อกไพ่ด้วยการจั่วได้เองซะส่วนใหญ่
ยิ่งเล่นก็ยิ่งผ่อนคลาย ยิ่งผ่อนคลายฝีมือและดวงก็ยิ่งพุ่งทะยาน พอใกล้จะถึงเที่ยงคืน ผลสรุปของโต๊ะนี้คือ หยางจ้านกินรวบทั้งสามคน เขาขายชิปคืนและรับเงินสดเข้ากระเป๋าไปแล้วถึง 60,000 หยวน
สรุปยอดตอนเลิกวง ชิปในมือหยางจ้านยังแลกคืนเป็นเงินสดได้อีก 12,000 กว่าหยวน เท่ากับว่าการเล่นไพ่วงนี้ หยางจ้านฟันกำไรไปถึง 72,000 กว่าหยวน
จริงๆ การได้เสียระดับนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับแวดวงนี้ หยางจ้านยังจำได้ดีว่า ชาติที่แล้วตอนที่เขาตามพี่เชากับเฟิงเกอ เพื่อนร่วมรุ่นระดับเศรษฐี ไปกินเลี้ยงรับรองนักลงทุน วงไพ่หลังกินข้าวของพวกเขานั้น ตาหนึ่งได้เสียกันไม่ต่ำกว่าแสนหยวน ตอนนั้นหยางจ้านนั่งดูไปก็ใจสั่นไป
แต่ตอนนี้พอตัวเองมีกำลังทรัพย์พอจะมาร่วมวงด้วยได้ ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการเล่นไพ่ขำๆ กับพวกหวังเฉิงเท่าไหร่เลย
พอรับเงินมา หยางจ้านก็เดินไปหาเฝิงคุน เห็นเฝิงคุนกำลังง่วนอยู่กับการจดออร์เดอร์แทงบอลในคอมพิวเตอร์ เลยถามว่า "อาคุน เหลืออีกไม่กี่นาทีจะเตะแล้ว ยังแทงทันไหมเนี่ย"
เฝิงคุนจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่หันมามอง "ยังทันอยู่ พี่จะแทงอะไร รีบๆ บอกมาเลย"
หยางจ้านแบ่งเงินสดในมือ 70,000 หยวน วางลงบนโต๊ะของเฝิงคุน แล้วหันไปพยักพเยิดกับหลี่ชิงซาน "นัดเปิดสนามทั้งที ต้องฉลองสกอร์กระจุยกระจายหน่อย จัดไปอีก 70,000 แทงสกอร์รวม 6 ประตูไปเลย แม่งเอ๊ย เงินที่ได้มาจากการพนันมันเหมือนไม่ใช่เงินตัวเองยังไงก็ไม่รู้ รวมเป็น 145,000 หยวน แทงสกอร์รวมไปเลย ช่วยจัดการให้ที เร็วๆ เข้า"
เฝิงคุนชำเลืองมองเงินกองโต แล้วหันไปมองหลี่ชิงซาน พอเห็นลูกพี่พยักหน้าอนุญาต เขาก็รีบต่อสายหาเจ้ามือใหญ่เพื่อเพิ่มออร์เดอร์ทันที พอปลายสายคอนเฟิร์มรับออร์เดอร์ เขาก็วางสายพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันมาชูนิ้วโป้งให้หยางจ้าน "เชี่ยเอ๊ย พี่จ้าน พี่แม่งโคตรใจถึงเลยว่ะ"
เฝิงคุนหยิบเงินสดปึกนั้นเก็บใส่กระเป๋าหนังใบใหญ่ข้างๆ หยางจ้านเหลือบไปเห็นเงินสดในกระเป๋าใบนั้น กะด้วยสายตาน่าจะมีไม่ต่ำกว่าหลักล้านหยวนเลยทีเดียว แสดงว่าพวกเขาคงรับออร์เดอร์เงินสดมาตุนไว้เพียบแล้วแน่ๆ ที่เห็นวุ่นๆ อยู่เมื่อกี้ก็คงแค่จัดการกับออร์เดอร์กะทันหันที่เพิ่งเข้ามาเท่านั้นเอง
เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็รู้ว่ามันผิดกฎหมายเต็มประตู แต่ในยุคนี้การปราบปรามยังไม่เข้มงวดเท่าไหร่ โดยเฉพาะในแถบกว่างหนาน การลักลอบเปิดโต๊ะพนันบอลแบบนี้มีให้เห็นเกลื่อนเมือง
สำหรับโต๊ะบอลรายย่อยตราบใดที่ไม่โลภมากแอบอมออร์เดอร์ไว้กินเอง และมีแบ็กอัปเป็นเจ้ามือใหญ่ที่ทุนหนา ก็มักจะจ่ายเงินให้ลูกค้าได้ครบถ้วนเสมอ เพราะวงการนี้พวกเขาหากินกับ 'ความน่าเชื่อถือ' เป็นหลัก
แต่ถ้าบังเอิญไปเจอโต๊ะที่โลภมาก ได้ออร์เดอร์ใหญ่แล้วเชิดเงินหนี ก็ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในฐานะลูกค้า การเลือกช่องทางแทงบอลก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ให้ได้ด้วยตัวเอง
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หยางจ้านไม่ได้คิดจะทำเงินก้อนโตผ่านช่องทางนี้ เขาแค่อยากสะสมทุนรอนสักก้อน เพื่อเอาไปต่อยอดทำกำไรสูงสุดที่มาเก๊ามากกว่า
หยางจ้านจัดการธุระของตัวเองเสร็จ ก็เดินไปที่โต๊ะกาแฟ นั่งจิบชา กินผลไม้ชิลๆ หลี่ชิงซานกับเพื่อนคนอื่นๆ เดินไปถามลูกน้องเรื่องยอดแทงบอล พอรู้ว่าเคลียร์ออร์เดอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้สั่งการอะไรเพิ่ม พากันกลับมานั่งสูบบุหรี่คุยเล่นกันที่โซฟาตามเดิม
จิบชาไปได้แก้วหนึ่ง หยางจ้านก็คาบบุหรี่เดินไปดูไวต์บอร์ดที่จดสถิติการแทงบอลของคนอื่น บนกระดานไม่ได้ลงรายละเอียดว่าใครแทงรูปแบบไหน แค่จดจำนวนเงินรวมที่แต่ละคนแทงในนัดนี้ไว้เท่านั้น เพราะผลบอลยังไม่ออก เลยยังไม่มีการสรุปยอดบวกหรือลบ
หยางจ้านกวาดสายตาดู ก็พบว่าคนสิบกว่าคนในกลุ่มนี้ แทบทุกคนจัดเต็มวงเงิน 500,000 หยวนในนัดเปิดสนามกันหมด ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
…………