- หน้าแรก
- เจ้าหนูจอมป่วน แม่ของฉันคือราชินี
- บทที่ 203: ยัยหน้าผีห้ามเข้ามานะ
บทที่ 203: ยัยหน้าผีห้ามเข้ามานะ
บทที่ 203: ยัยหน้าผีห้ามเข้ามานะ
บทที่ 203: ยัยหน้าผีห้ามเข้ามานะ
รถที่ถูกชนเบรกกะทันหัน ตัวรถพุ่งเข้าหาที่กั้นสะพานอย่างรุนแรง
"เร็วเข้า ! หักพวงมาลัย ! " จี้เซินตะโกนลั่น รีบพุ่งตัวไปแย่งพวงมาลัยจากคนขับ แล้วออกแรงดึงอย่างสุดแรง
ในขณะเดียวกัน คนขับก็เหยียบเบรกจนมิด ! รถที่เสียการควบคุม พุ่งสะเปะสะปะราวกับคนตาบอดไร้ทิศทาง ในที่สุดก็มาหยุดนิ่งลงอย่างเฉียดฉิวตอนที่เกือบจะชนเข้ากับที่กั้นสะพานพอดี
"บัดซบเอ๊ย ! เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะ ? " จี้เซินเงยหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดพรายบนใบหน้า แล้วหันกลับไปมองเบาะหลัง
เด็กน้อยสองคน คนหนึ่งสลบเหมือดไปแล้ว ส่วนอีกคนจากการชนกระแทกเมื่อครู่ ก็ร่วงลงไปกองอยู่ใต้เบาะรถ ดูเหมือนจะสลบไปแล้วเหมือนกัน
"ยังดี ที่ไม่เกิดเรื่องใหญ่" จี้เซินพ่นลมหายใจออกมา สั่งการว่า: "ไปต่อได้"
และนี่... ก็เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่คาดไม่ถึงเท่านั้น รถบรรทุกผลไม้คันหนึ่งพลิกคว่ำบนสะพาน... แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขา
รถออฟโรดสีดำกลับรถ แล้วขับมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่กำหนดไว้
ทางด้านหลัง กว่าซูเสี่ยวเนี่ยนจะเปลี่ยนรถแล้วขับตามมาทันอีกครั้ง สภาพการจราจรที่ติดขัดบนสะพาน ก็ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่คนเดินเท้าก็ยังแทบจะหาที่แทรกตัวเดินผ่านไปไม่ได้เลย
"เหนียนเนี่ยน" น้ำเสียงของเหยียนเหวยหานที่ดังมาจากโทรศัพท์เต็มไปด้วยความปลอบประโลม "อย่าเพิ่งใจร้อน เดี๋ยวต้องช่วยตู้โต้วออกมาได้แน่"
"รู้แล้ว" ซูเสี่ยวเนี่ยนตอบกลับสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว แล้วก็กดวางสายอย่างเยือกเย็น วินาทีต่อมา เธอกระโดดพุ่งตัวออกไป... ราวกับเป็นยอดฝีมือในยุทธภพตามตำนาน เหยียบย่างไปบนหลังคารถคันแล้วคันเล่าที่จอดเรียงรายสูงต่ำสลับกันไป วิ่งฉิวข้ามสะพานไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากลงมายืนบนพื้น โรคหลงทิศของซูเสี่ยวเนี่ยนก็กำเริบขึ้นมาทันที ตอนแรกเธอตามรอยมาได้ด้วยเครื่องติดตาม แต่ตอนนี้... สัญญาณติดตามหายไปแล้ว เธอก็เลยต้องใช้สัญชาตญาณตามมาจนถึงบนสะพาน แต่ว่าตอนนี้ จะให้ตามไปทางไหนต่อล่ะ ?
พอลงจากสะพาน ก็เป็นถนนที่แยกออกไปสี่ทิศแปดทาง ซูเสี่ยวเนี่ยนหลุบตาลง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมา
รอ เธอหาที่นั่งพัก แล้วโทรหาเหยียนเหวยหานก่อน: "รถติดอยู่บนสะพาน มารับฉันหน่อยสิ"
แต่เธอหารู้ไม่ว่า ท่าทางของเธอในตอนนี้ ถูกฟางซีหยวนที่อยู่ในบริษัทตระกูลฟางมองเห็นผ่านกล้องวงจรปิดจนหมดสิ้นแล้ว เขายังคงสวมมาดผู้ชายที่ดูสุภาพอ่อนโยนเหมือนเคย บนสันจมูกสวมแว่นตากรอบทอง แววตาที่อ่อนโยนเต็มไปด้วยความปวดใจ: "เหนียนเนี่ยน ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ? "
ฟางซีหยวนยกมือขึ้น ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบสัมผัสลงบนใบหน้าของเธอผ่านหน้าจอภาพวงจรปิดเบา ๆ ซูเสี่ยวเนี่ยนราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นขวับ สายตาคมกริบดั่งลูกศรพุ่งตรงมาที่กล้อง
ฟางซีหยวน: ... เขารีบชักมือกลับตามสัญชาตญาณ สายตาดูลุกลี้ลุกลน ราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่ง
"เจ้านายคะ มีรายงานด่วนค่ะ" เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น หลังจากได้รับอนุญาต ซ่งเจียวที่เพิ่งจะรับโทษไปได้แค่ครึ่งเดียวก็ผลักประตูเดินเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด สิบชั่วโมง ผ่านไปได้แค่ห้าชั่วโมง เธอก็ได้รับอนุญาตให้ออกมาแล้ว
เพียงแต่ว่า การรับโทษในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ ก็ยังทำให้ร่างกายของเธอบอบช้ำ การเคลื่อนไหวจึงดูติดขัดไม่ค่อยคล่องตัวนัก
"พูดมา" มองดูท่าทางเดินกะเผลกของเธอ ฟางซีหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ซ่งเจียวหอบหายใจ ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อสเวตเตอร์ตัวหนา พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบามากว่า: "เพิ่งจะมีข่าวส่งมาค่ะว่า เขต A ถูกทิ้งระเบิดถล่ม คนงานเหมืองของเราล้มตายเป็นจำนวนมากเลยค่ะ"
คิ้วของฟางซีหยวนกระตุกอย่างแรง รู้สึกเหมือนเส้นประสาทฟันกำลังจะถูกกัดจนแหลกละเอียดตามไปด้วย: "ถ่ายทอดคำสั่งของผม เน้นการตั้งรับเป็นหลัก... ถอนกำลัง ! "
"สั่งให้ถอนกำลังแล้วค่ะ" ซ่งเจียวฝืนยิ้มขื่น พยายามรวบรวมสติอีกครั้ง "แล้วก็... ผู้พันแอนดรูว์จากหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสากล ต้องการจะคุยโทรศัพท์กับคุณค่ะ"
แอนดรูว์... ผู้พันจากหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย ดูท่าทางคงจะมาไม่ดีซะแล้วล่ะ
"ต่อสายมา" ฟางซีหยวนรับคำ แล้วเปิดระบบคอมพิวเตอร์ขึ้นมา
ไม่นานนัก วิดีโอคอลของแอนดรูว์ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
แอนดรูว์ยิ้มแย้มราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ดูอ่อนโยนสุด ๆ : "Hi ! ฟางเพื่อนรัก ไม่เจอกันนานเลยนะ... สบายดีไหม ? "
"ต้องขอโทษด้วยครับผู้พันแอนดรูว์ อย่างที่คุณเห็น... ตอนนี้สถานการณ์ของผมไม่ค่อยจะสู้ดีนัก" ฟางซีหยวนยักไหล่ตอบ
แอนดรูว์ทำหน้าประหลาดใจ พูดภาษาจีนด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ ว่า: "ฟาง ? หรือว่าเป็นเพราะโทรศัพท์ของฉัน เลยทำให้คุณไม่ค่อยสู้ดีงั้นเหรอ ? ถ้าเป็นแบบนั้นฉันต้องขอโทษจริง ๆ นะ"
ในใจของฟางซีหยวนรู้สึกหนักอึ้ง แต่ก็ยังหัวเราะเบา ๆ ออกมา หันไปชงกาแฟสำเร็จรูปแก้วหนึ่ง แล้วยิ้มทักทายแอนดรูว์กลับไป: "ท่านผู้พันล้อเล่นแล้วล่ะครับ ได้รับสายจากท่านผู้พัน ผมดีใจมากเลยล่ะครับ ท่านผู้พันพอจะมีเวลาว่าง มาดื่มกาแฟด้วยกันที่เมืองอันเฉิงไหมครับ ? "
เขาชูแก้วกาแฟในมือขึ้นโชว์หน้ากล้อง แอนดรูว์หัวเราะอย่างร่าเริงเกินจริง แต่ในดวงตาสีฟ้ากลับมีแววตาเหยียดหยามพาดผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะมองไม่เห็น เขาตอบกลับอย่างกระตือรือร้นว่า: "การได้ดื่มกาแฟกับฟาง ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากเลยล่ะ... แต่ในเมื่อฟางยุ่งขนาดนี้ งั้นฉันก็ไม่รบกวนแล้วล่ะ ขอตัวก่อนนะ"
วิดีโอคอลถูกตัดไป รอยยิ้มบนใบหน้าของฟางซีหยวนก็จางหายไปในพริบตา
เขาปาแก้วกาแฟในมือลงพื้นอย่างแรง น้ำสีน้ำตาลสาดกระเซ็นไปโดนกำแพงสีขาวสะอาดตาด้านหลังในพริบตา กลิ่นหอมของกาแฟราคาถูกฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องทำงาน
ซ่งเจียวหน้าซีดเผือด ถามหยั่งเชิงว่า: "ฟางคะ ? "
"ออกไป ! " ฟางซีหยวนเงยหน้าขึ้นนวดขมับ ตวาดเสียงดุ
ซ่งเจียวสะดุ้งเฮือก เดินออกไปเงียบ ๆ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงของฟางซีหยวนสั่งว่า "หยุดก่อน ! "
เธอหันกลับมา ฟางซีหยวนมองด้วยสายตาเย็นชา: "ที่แอนดรูว์โทรมาสายนี้ ก็เพื่อจะดูว่าฉันยังอยู่ในประเทศหรือเปล่า ยังอยู่ที่บริษัทไหม... เขาส่งคนมาจับตาดูฉันอย่างใกล้ชิดแล้ว ตอนนี้ คุณรีบออกไปซะ ไปที่เขต A ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องรีบฟื้นฟูการขุดค้นแร่หายากกลับมาให้ได้ในเวลาที่สั้นที่สุด และรักษาความปลอดภัยของบุคลากรเอาไว้ให้ได้ ! จำไว้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ! "
กล้าบุกไปทิ้งระเบิดที่เขต A ของเขา นี่มันกะจะตัดเส้นทางทำมาหากิน และทำลายองค์กรเพลิงทมิฬของเขาให้สิ้นซากเลยนี่หว่า ! ความแค้นครั้งนี้ ผูกใจเจ็บกันไปยาว ๆ เลย !
ซ่งเจียวรับคำสั่งแล้วเดินจากไป ฟางซีหยวนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาจี้เซินอีกครั้ง คิดไปคิดมา ก็กดวางสายไปอย่างแรง
ไม่นานก็กดโทรออกอีกเบอร์หนึ่งที่เป็นเบอร์ลับเฉพาะ น้ำเสียงดุดัน: "คนเป็นยังไงบ้าง ? "
จี้เซินมองดูเด็กสองคนที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่ในห้องใต้ดิน หัวเราะอย่างอารมณ์ดี: "เจ้านายครับ เรียบร้อยแล้วครับ"
"อย่าทำร้ายเขา" ถึงยังไงก็เป็นเด็กที่เขาเฝ้าดูมาตั้งแต่เล็กจนโต ความรู้สึกที่ฟางซีหยวนมีต่อตู้โต้ว... ทั้งเกลียดทั้งรัก เพราะว่า เขาคือลูกชายของเหยียนเหวยหาน
จี้เซินพยักหน้า: "ได้ครับ ผมทราบแล้วครับ" หมุนตัวกลับ ใช้เท้าเขี่ยเด็กสองคนที่สลบอยู่บนพื้น พวกเขายังคงไม่ฟื้น
สายลับที่อยู่ข้าง ๆ มองดูห้องใต้ดินที่ทั้งมืดมิดและอับชื้นแห่งนี้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า: "คุณจี้ครับ เวลายังเหลืออีกเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าพวกมันจะหนีไปได้หรอกครับ... เราขึ้นไปกินข้าวกันก่อนดีไหมครับ"
จี้เซินพยักหน้า ไม่ได้หิวอะไรหรอก แค่หิวน้ำเท่านั้นแหละ
"แก้เชือกให้พวกมันซะ เบื้องบนสั่งมา... ว่าไอ้เด็กสองคนนี้ยังตายไม่ได้ โยนขนมปังกับน้ำให้พวกมันซะหน่อย อย่าปล่อยให้หิวตายซะล่ะ" หมุนตัวเดินออกไป
สายลับรับคำ แล้วรีบเข้าไปแก้เชือกที่มัดตัวเด็กทั้งสองคนออก พร้อมกับเอาขนมปังที่เพิ่งซื้อมาใหม่กับน้ำขวดที่ยังไม่ได้เปิดขวดมาวางไว้ให้
ครั้งนี้ ชูเถียนฟื้นขึ้นมาก่อน พอเห็นสถานที่มืดสนิทตรงหน้า มีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ดวงเดียว แถมอากาศยังเหม็นอับสุด ๆ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเบะปากเตรียมจะร้องไห้อีกรอบ แต่พอเห็นว่าตู้โต้วที่อยู่ข้าง ๆ ยังสลบอยู่ เธอก็กลั้นน้ำตาไว้อย่างกล้าหาญ พยายามพยุงตัวตู้โต้วขึ้นมาอย่างทุลักทุเล: "พี่ชาย ตื่นสิ ตื่นเร็วเข้า... พี่อย่าตายนะ ฮือ ๆ พี่อย่าตายนะ..."
หนวกหู หนวกหูชะมัดเลย ! ตู้โต้วขมวดคิ้ว พยายามลืมตาขึ้นมา บริเวณหัวที่โดนกระแทกยังคงปวดแสบปวดร้อนอยู่ พอยกมือขึ้นแตะ ก็รู้สึกเหนียวเหนอะหนะนิดหน่อย ต้องเลือดออกแน่ ๆ
ถอนหายใจในใจ แต่สายตากลับกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วก็ประเมินสถานการณ์ได้ทันทีว่า ที่นี่คือโรงงานร้าง
"พี่ชาย พี่ฟื้นแล้ว... พี่หิวไหม ดื่มน้ำไหมคะ ? " ชูเถียนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่ม มือข้างหนึ่งพยุงเขาไว้ ส่วนอีกข้างก็ถือขนมปังกับน้ำไว้ มือเล็ก ๆ ของเธอ แค่ถือของพวกนี้ก็แทบจะไม่ไหวแล้ว
"เฮ้ย ไอ้เด็กเหลือขอสองคนนี้ ห้ามส่งเสียงดังนะ ! " เงาร่างอรชรของผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดลงมาจากด้านบน ในมือถือมีดเล่มหนึ่งเดินตรงรี่เข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคน
ผู้หญิงคนนี้รูปร่างดีทีเดียว อกเป็นอก เอวเป็นเอว แต่ทว่า บนใบหน้ากลับมีรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่าน ดูแล้วดุร้ายน่ากลัวมาก
ดวงตาของชูเถียนเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กรีดร้องลั่น: "กรี๊ดดด ยัยหน้าผี ! ห้ามเข้ามานะ ! "
ตู้โต้ว: ... ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที