- หน้าแรก
- ย้อนรอยเลือด กู้บัลลังก์หมิง
- บทที่ 160 - สงเคราะห์ให้มันพ้นทุกข์เถอะ!
บทที่ 160 - สงเคราะห์ให้มันพ้นทุกข์เถอะ!
บทที่ 160 - สงเคราะห์ให้มันพ้นทุกข์เถอะ!
บทที่ 160 - สงเคราะห์ให้มันพ้นทุกข์เถอะ!
กองทัพชิงรุกคืบเข้ามาจนถึงระยะสองร้อยก้าวหน้าแนวป้องกันของทหารต้าหมิง ภายใต้การตะคอกด่าทอของบรรดาจ้วงต๋าและเฟินเต๋อปัวสือคู่ กระบวนทัพของพวกมันก็กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกครั้ง
ทหารชิงที่ถูกปืนใหญ่และจรวดเพลิงยิงจนบาดเจ็บล้มตายนอนครวญครางอยู่บนพื้น เบื้องหน้าและเบื้องหลังของพวกมันคือรอยเลือดเป็นทางยาวที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง
ในเวลานี้เอง รถเข็นโล่ของกองทัพชิงที่ล้อมเข้ามาจากสามทิศทางกลับหยุดชะงักลงที่ระยะสองร้อยก้าว ไม่รุกคืบเข้ามาอีก ทว่ากลับแหวกออกเป็นช่องทางเดินหลายสาย
จากช่องว่างระหว่างรถเข็นโล่เหล่านั้น ทหารในชุดเกราะของต้าหมิงกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเดินออกมา พวกเขายังเข็นปืนใหญ่ฝัวหลางจีออกมาอีกหลายกระบอก ในจำนวนนั้นมีปืนใหญ่หงอี๋ขนาดหกปอนด์และสามปอนด์ค่อยๆ ถูกเข็นออกมากดทับพื้นดินอันแข็งกระด้างจนเกิดเป็นรอยล้อรถลึก
เบื้องหลังพวกเขายังมีทหารในชุดของต้าหมิงอีกจำนวนมาก แบกกระบอกจรวดเพลิงที่อัดแน่นเดินออกมาจากกระบวนทัพชิง
กองทัพชิงกลับมีอาวุธสังหารล้างผลาญอย่างปืนใหญ่และจรวดเพลิง สิ่งนี้เหนือความคาดหมายของบรรดาขุนพลทหารต้าหมิงเป็นอย่างมาก ทำให้หลายคนถึงกับทำอะไรไม่ถูก
หลูเซี่ยงเซิงที่อยู่บนหอสังเกตการณ์ก็มองเห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน เขารีบสั่งให้ทหารเป่าแตรส่งสัญญาณ ถ่ายทอดคำสั่งให้ทหารทุกหน่วยหาที่กำบังและระวังปืนใหญ่รวมถึงจรวดเพลิงของกองทัพชิงให้ดี
เมื่อสัญญาณธนูถูกส่งออกไป ทหารต้าหมิงที่อยู่ตามแนวป้องกันแต่ละจุดก็เริ่มเกิดความปั่นป่วนเล็กน้อย พวกเขาพากันหลบซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงดิน ทหารปืนไฟก็ลดปืนไฟลง ยกโล่ขึ้นกำบังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
นายกองบางคนที่ไหวตัวทันก็ตะโกนสั่งการเสียงดัง ให้ทหารปืนใหญ่ทุกคนก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปืนใหญ่หู่ตุนหรือปืนใหญ่ฝัวหลางจี ก็ให้เข็นไปข้างหน้าให้มากที่สุด เพื่อชิงทำลายปืนใหญ่และจรวดเพลิงในกองทัพชิงให้ได้ก่อน
จางเฉิงก็มองเห็นสัญญาณธนูบนหอสังเกตการณ์เช่นกัน เขารีบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ เอ่ยกับหลูเซี่ยงเซิงด้วยอาการหอบเหนื่อยว่า "ท่านผู้ว่าการทหาร ให้ทหารม้าบุกทะลวงออกไปสักรอบเถิดขอรับ ใช้ปืนสามตายิงถล่มปืนใหญ่ของพวกทาทาร์ในระยะประชิด แล้วพวกเราก็ล่าถอยกลับมา ไม่เข้าไปตะลุมบอนกับพวกโจรแมนจู"
หลูเซี่ยงเซิงมีสีหน้าเคร่งเครียด ยังคงตัดสินใจไม่ได้ชั่วขณะ
จางเฉิงยืนอยู่ข้างเขา มองดูปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้ากระบวนทัพชิง แล้วเอ่ยต่อ "ท่านผู้ว่าการทหาร ยิงจรวดเพลิงออกไปอีกสักระลอกเถิดขอรับ เพื่อคุ้มกันทหารม้า วิ่งวนสักรอบเราก็กลับมาแล้ว"
"ท่านดูสิขอรับ เบื้องหน้าทัพทาทาร์เหล่านั้น ล้วนเป็นขุนนางและทหารของต้าหมิงเรา ทว่ากลับเนรคุณ ลืมเลือนบรรพบุรุษ ยอมเป็นขี้ข้าให้พวกโจรแมนจูหลอกใช้ ยามนี้ยังหันกระบอกปืนมาทางทหารต้าหมิงเราอีก จะปล่อยให้พวกมันเป็นเสี้ยนหนามของพวกเราต่อไปได้อย่างไรกัน"
เมื่อได้ยินคำทัดทานของจางเฉิง หลูเซี่ยงเซิงจึงออกคำสั่ง "ถ่ายทอดคำสั่ง ให้ทหารม้าทุกหน่วยจัดกระบวนทัพเตรียมพร้อม เมื่อจรวดเพลิงถูกยิงออกไป ก็ให้ใช้ปืนสามตายิงถล่มกองทหารปืนใหญ่หน้ากระบวนทัพของพวกโจรแมนจูจากระยะไกล"
…………
หน้ากระบวนทัพชิง เสียงปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวแก้วหู ตามมาด้วยเสียงยิงจรวดเพลิงหน้ากระบวนทัพของพวกมัน ลูกปืนใหญ่เหล็กตันแต่ละลูก แหวกอากาศพุ่งตรงมายังแนวป้องกันของทหารต้าหมิงที่หมู่บ้านเจี่ยจวงอย่างรวดเร็ว
ยังมีห่าฝนลูกศร ลากหางเพลิงส่งเสียงคำรามพุ่งทะยานเข้ามา เพียงพริบตาก็มาถึงหน้าแนวป้องกันของทหารต้าหมิง
ทหารปืนใหญ่หลายนายที่หลบไม่ทัน ถูกลูกปืนใหญ่เหล็กตันกระแทกเข้าอย่างจัง ลูกปืนใหญ่เหล่านี้พุ่งทะยานมาจากสามทิศทาง เข้าใส่ค่ายทหารต้าหมิง บ้างก็ตกลงในแนวป้องกันรอบนอก บ้างก็พุ่งทะลุเข้าไปในกระโจมของแนวป้องกันชั้นใน ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างจนพังพินาศ
อานุภาพของจรวดเพลิงนั้นรุนแรงกว่าลูกศรที่ยิงด้วยแรงคนมากนัก แม้บรรดาทหารต้าหมิงจะยกโล่ขึ้นกำบัง ทว่าก็ยังคงอกสั่นขวัญแขวน มีคนถูกยิงและถูกกระแทกจนได้รับบาดเจ็บอยู่เป็นระยะ
ชุยสื้อเจี๋ยนายกองซ้ายเห็นกับตาว่าทหารปืนใหญ่นายหนึ่งหลบไม่ทัน ถูกลูกปืนใหญ่เหล็กตันกระแทกเข้าอย่างจัง ไหล่ของเขาแหลกเหลวไปครึ่งซีก เลือดเนื้อสาดกระเซ็น ร่างล้มลงกับพื้น ชักกระตุกไม่หยุด ดูท่าทางคงจะไม่รอดแล้ว
เขารู้สึกเวทนาจับใจ จึงถลึงตาใส่โจวซานผิงผู้ดำรงตำแหน่งป๋าจ่งแห่งหมวดเจี่ย พยักพเยิดหน้าพลางเอ่ยว่า "สงเคราะห์ให้มันพ้นทุกข์เถอะ"
โจวซานผิงที่มีหนวดเคราดกครึ้มเต็มใบหน้าไม่พูดพร่ำทำเพลง มือซ้ายยังคงยกโล่ขึ้น มือขวาคว้าหอกซัด ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว มือขวาออกแรงพุ่งหอกไปข้างหน้า หอกซัดแทงทะลุเสื้อคลุมบุนวมยวนยางของทหารปืนใหญ่ผู้นั้น ตรงเข้าสู่ขั้วหัวใจ ทหารปืนใหญ่ผู้นั้นมือข้างหนึ่งกำหอกซัดไว้ ขาออกแรงถีบหนึ่งครั้ง ก่อนจะนิ่งสนิทไป ไม่ดิ้นรนอีก
โจวซานผิงทำตัวราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาย่อตัวลง นั่งแหมะอยู่ข้างศพทหารปืนใหญ่ผู้นั้น แผ่นหลังแนบชิดกับกำแพงดิน ทหารรอบกายต่างมีสีหน้าหวาดกลัว พากันยกโล่ขึ้นป้องกันตัวอย่างระมัดระวัง
นอกจากลูกปืนใหญ่เหล็กตันเหล่านี้แล้ว ห่าฝนจรวดเพลิงที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างหนาแน่นก็สร้างความสูญเสียให้แก่ทหารต้าหมิงไม่น้อยเช่นกัน
จรวดเพลิงของกองทัพชิงมีทั้งแบบยิงตรงและยิงวิถีโค้ง เมื่อมองจากฝั่งของกองทัพชิง กองทัพต้าหมิงมีกำแพงดินเป็นที่กำบัง จึงมองไม่เห็นสถานการณ์ภายใน ทว่าทหารปืนใหญ่ของกองทัพต้าหมิงที่อยู่ตรงช่องว่างของกำแพงดินกลับเป็นเป้าหมายชั้นดี
นอกเหนือจากการเล็งเป้าหมายไปที่ทหารปืนใหญ่เหล่านี้แล้ว ทหารชิงที่ใช้จรวดเพลิงส่วนที่เหลือ ต่างก็จุดชนวนกระบอกจรวดเพลิงขนาดใหญ่ ปรับมุมเงยให้สูงขึ้น แล้วระดมยิงแบบปูพรมใส่แนวป้องกันด่านหน้าของทหารต้าหมิงทั้งหมด
ห่าฝนลูกศรที่หนาแน่นถาโถมเข้ามา แม้ทหารต้าหมิงฝ่ายป้องกันจะชูโล่ขึ้นสูงและพยายามป้องกันอย่างเต็มที่ ทว่าลูกศรที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ก็ยังทำให้ทหารหลายนายถูกยิง
หลายจุดถูกย้อมไปด้วยเลือดสด มีเสียงครวญครางของทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังแว่วมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกลูกปืนเหล็กกระแทกหรือเฉี่ยวชน สภาพยิ่งดูน่าเวทนา
เมื่อเถียนหมิงอวี้นายกองขบวนเห็นทหารใต้บังคับบัญชาของตนยังไม่ได้เข้าปะทะกับพวกทาทาร์ในระยะประชิด ก็ต้องมาบาดเจ็บเพราะน้ำมือของพวกทรยศต้าหมิง ในใจก็รู้สึกโกรธแค้นอย่างสุดแสน เขาแผดเสียงคำรามใส่ทหารปืนใหญ่ข้างกายอย่างบ้าคลั่ง "ไอ้พวกบัดซบ ปืนในมือพวกแกเป็นใบ้ไปแล้วหรือวะ ซัดแม่มันเลย ฆ่าไอ้พวกขี้ขลาดพวกนั้นให้หมด"
เมื่อเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวจนตาแทบถลนของเถียนหมิงอวี้ ทหารปืนใหญ่ก็ตกใจ รีบยกปืนใหญ่ฝัวหลางจีขึ้นตั้งบนกำแพงดิน บรรจุกระบอกปืนย่อย เล็งเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แล้วจุดชนวนยิง
ควันไฟพวยพุ่ง ประกายไฟสว่างวาบ ลูกปืนเหล็กพุ่งทะยานออกไป ทว่ากลับไม่ได้ยิงโดนปืนใหญ่หน้ากระบวนทัพชิง แต่กลับยิงไปโดนขอบด้านซ้ายของกระบอกจรวดเพลิงที่เพิ่งถูกจุดชนวนกระบอกหนึ่ง ทำให้กระบอกจรวดเพลิงกระบอกนั้นหันเหทิศทางไป
ทหารต้าหมิงที่ยอมจำนนอยู่รอบๆ ตกใจจนแตกฮือ กระบอกจรวดเพลิงนั้นถูกจุดชนวนแล้ว แม้จะถูกยิงจนเบี่ยงเบนทิศทาง ทว่าก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการยิง
ลูกศรจรวดเพลิงแต่ละดอกพุ่งทะยานออกไป พุ่งตรงไปยังกลุ่มทหารต้าหมิงที่ยอมจำนนทางฝั่งซ้ายซึ่งกำลังควบคุมปืนใหญ่ หรือเตรียมยิงจรวดเพลิง พวกมันคาดไม่ถึงเลยว่าจรวดเพลิงของพวกเดียวกันจะยิงใส่พวกเดียวกัน ชั่วขณะนั้นพวกมันต่างหวาดกลัวและวิ่งหนีไปทั่วทุกทิศทาง สถานการณ์วุ่นวายถึงขีดสุด
ชุยสื้อเจี๋ยก็ได้รับคำสั่งธนูเช่นกัน เขาแผดเสียงตะโกนลั่น "จรวดเพลิง เร็ว ยิงออกไป กดหัวพวกทาทาร์ลงไปให้ได้"
…………
หลังจากจางเฉิงกลับลงมาจากหอสังเกตการณ์ ก็สั่งให้บรรดานายกองเตรียมพร้อมบุกทะลวง ม้าศึกในกองทัพของเขาล้วนสวมอานและสายบังเหียนเรียบร้อยแล้ว ทหารม้าแต่ละนายจูงม้าศึกไปหลบอยู่ใต้เพิงไม้
แม้จะมีลูกปืนเหล็กตกลงมาบริเวณรอบๆ บ้าง ทว่าก็เพียงประปราย ไม่ได้สร้างอันตรายอันใดให้แก่พวกเขานัก ยามนี้ทุกคนต่างออกมาตั้งกระบวนทัพ จางเฉิงเอ่ยเสียงดังว่า "เบื้องหน้ากระบวนทัพของพวกทาทาร์ ล้วนเป็นทหารต้าหมิงที่ยอมจำนนกำลังควบคุมปืนใหญ่ ยิงถล่มขุนนางและทหารของกองทัพเรา พวกเนรคุณลืมบรรพบุรุษเช่นนี้ พวกเราจะปล่อยพวกมันไว้ได้อย่างไร"
"วันนี้กองซ้าย กองขวา และกองหน้าจงตามข้าออกไปรบ ใช้ปืนสามตายิงศัตรูในระยะยี่สิบก้าว ห้ามเข้าไปตะลุมบอนกับศัตรูเด็ดขาด ทหารทุกคนต้องตามให้ทัน ยิงปืนไฟและปืนใหญ่เสร็จหนึ่งระลอก พวกเราก็กลับค่ายกัน"
หลังจากบรรดาทหารรับคำสั่ง จางเฉิงก็หันไปมองอู๋จื้อจงที่มีสีหน้าคาดหวัง แล้วเอ่ยว่า "เฒ่าอู๋ เจ้าจงนำกองหลังไปสมทบกับหลินจื้ออี้นายกองทัพกลางของท่านแม่ทัพใหญ่ หากพวกเราถูกศัตรูล้อมไว้ พวกเจ้าต้องรีบไปรับพวกเรากลับค่ายให้ทันเวลา"
[จบแล้ว]