- หน้าแรก
- แค่ปลูกผักก็เทพได้ด้วยระบบผูกมัด
- บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู
บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู
บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู
บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู
"สิ่งนี้แหละ"
หลี่เย่รู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาที่นี่ด้วยเหตุใด
เขาตัดสินใจรวบรวมลวดลายวิญญาณนั้นสร้างเป็นป้ายหยก แล้วยื่นส่งให้เจ้าสำนักอย่างไม่ลังเล
จากนั้น
ท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งสองก็เริ่มตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
ความประหลาดใจบนใบหน้าของพวกเขาแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง หลี่เย่รู้สึกว่าการได้เห็นยอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณถึงสองท่านและเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนตะวันออกแสดงสีหน้าเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกจริงๆ
หากไม่ติดว่าการใช้ลูกแก้วบันทึกภาพในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ หลี่เย่ก็แอบอยากจะหยิบมันขึ้นมาบันทึกภาพเก็บไว้ซะเหลือเกิน
แต่ความคิดนั้นเพิ่งจะผุดขึ้นมา
ผู้อาวุโสทั้งสามก็สื่อสารทางจิตกันเสร็จสิ้นเสียแล้ว
เป็นท่านเจ้าสำนักที่เอ่ยปากขึ้นก่อน
"ของสิ่งนี้ สามารถสลักลงบนร่างของมนุษย์ ทำให้คนธรรมดาสามารถก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ ช่างเป็นการทวนกระแสสวรรค์อย่างแท้จริง"
จะไม่ให้เรียกว่าทวนกระแสสวรรค์ได้อย่างไร
การหาวิธีให้ผู้ที่ไร้พรสวรรค์สามารถบำเพ็ญเพียรได้นั้น ถือเป็นภารกิจที่ยุ่งยากที่สุดของทุกสำนักมาโดยตลอด จริงอยู่ว่าอาจจะมีของวิเศษบางอย่างในฟ้าดินที่ช่วยสร้างรากวิญญาณขึ้นมาภายหลังได้ แต่ของเหล่านั้นก็ไม่สามารถหามาได้คราวละมากๆ
แม้แต่สำนักสี่ฤดูที่สามารถปลูกทองคำขึ้นมาจากผืนดินได้ก็ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับสำนักอื่นๆ
แต่ปัญหาคือ นี่มันเป็นวิชาของฝั่งมารน่ะสิ
แม้ว่าการมีลวดลายวิญญาณนี้อาจจะช่วยจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างได้ ถึงแม้ในท้ายที่สุดอาจจะยังไม่สามารถวิจัยจนสร้างรากวิญญาณที่แท้จริงขึ้นมาได้ แต่การนำมันมาปรับปรุงรากวิญญาณที่มีอยู่เดิมก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป
โลกมรรคาไพศาลนั้นแตกต่างจากโลกใบอื่น ย้อนกลับไปในยุคที่เพิ่งก่อตั้งฟ้าดิน เหล่าปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งได้ให้คำมั่นสัญญากับโลกใบนี้ไว้ว่า ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่จากโลกนี้ไป จะต้องออกตามหาโลกใบอื่นๆ มารวมเข้ากับโลกใบนี้ เพื่อช่วยให้มันยกระดับขึ้น
ดังนั้นสถานการณ์แบบในโลกอื่น ที่จู่ๆ คนธรรมดาเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์จึงไม่มีทางเกิดขึ้นที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อโลกใบนี้มากเท่านั้น
ในสายตาของเหล่าปรมาจารย์ นี่คือเส้นทางที่เหมาะสมและมั่นคงที่สุด อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าวิถีสวรรค์จะลงมากดข่มบุตรแห่งโชคชะตา หรือฟาดฟันสายฟ้าลงมาลงทัณฑ์อะไรทำนองนั้น
โชคชะตาก็เปรียบเสมือนกองไฟที่ลุกโชน ตราบใดที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถควบคุมมันได้ ของวิเศษและเคล็ดวิชาต่างๆ ที่เติมลงไปก็เปรียบเสมือนฟืนชั้นดี ที่จะยิ่งเร่งให้เปลวไฟนี้ลุกโชติช่วงมากยิ่งขึ้น
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็คือวิชามาร
"ดูเหมือนว่าเราคงต้องเปิดโครงการวิจัยเรื่องนี้แยกต่างหากแล้วล่ะ" นักพรตตงฉางจ้องมองหลี่เย่ "จริงๆ แล้วสำนักของเราก็มีความสัมพันธ์อันดีกับขุมกำลังต่างๆ นอกดินแดน หนึ่งในนั้นมีขุมกำลังที่ชื่อว่า สำนักศึกษาฮุ่นหยวน"
"สิ่งที่พวกเขาศึกษาค้นคว้าก็คือความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนผ่านระหว่างวิถีเซียนและวิถีมาร พวกเขาเคยส่งเทียบเชิญมาหลายครั้ง เพียงแต่ตอนนั้นพวกเรายังไม่มีเงื่อนไขที่พร้อมจะร่วมมือเจาะลึกขนาดนั้น
แต่ตอนนี้พอมีเจ้า เราก็มีเงื่อนไขนั้นแล้วล่ะ"
สิ่งที่นางพูดออกมาในตอนนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนอกดินแดน ซึ่งถือเป็นความลับที่ระดับผู้บริหารของสำนักเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ล่วงรู้
ปรมาจารย์ชุนฮุยเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า
"ข้าคิดว่าเราสามารถคัดเลือกศิษย์ที่ยินดีจะศึกษาวิชามารได้ โดยเฉพาะพวกที่กลับชาติมาเกิดจากโครงกระดูกหิวโหยในตอนนั้น"
"ท่านคิดเห็นอย่างไร ท่านเจ้าสำนัก"
ตอนที่นางพูดประโยคนี้ สีหน้าของนางไร้ซึ่งความยินดีหรือความเศร้าใดๆ
ความจริงแล้ว ในตอนที่นรกภูมิก่อเรื่องราวใหญ่โต นางคือผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ฝ่ายนั้นทำลงไปโดยตรง ดวงวิญญาณมากมายมหาศาลล้วนผ่านการเวียนว่ายตายเกิดจากน้ำมือของนาง
บางเรื่องมีเพียงระดับสูงของสำนักสี่ฤดูเท่านั้นที่รู้
ผู้ที่ตกตายไปนั้นมีจำนวนมากกว่าที่หลี่เย่เห็นนัก ยังมีนรกขนาดย่อมอีกมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ตามรอยแยก กลิ่นอายความอาฆาตแค้นเหล่านั้นแม้แต่นางเองก็ไม่สามารถใช้ตบะปกติขจัดมันไปได้
นางถึงขั้นเคยไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าอาวาสวัดคงเซียง แต่ก็น่าเสียดายที่ของบางอย่างไม่สามารถใช้ความสงบเข้าลูบคลำได้ หากต้องการแก้ไขก็มีแต่ต้องปลดปล่อยมันออกมาเท่านั้น
ในตอนนั้นนางไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องใช้วิธีการเวียนว่ายตายเกิด ให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นอยู่ภายใต้การหล่อเลี้ยงของสำนักสี่ฤดู เพื่อพยายามลบเลือนความอาฆาตแค้นเหล่านั้นไป
แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปี ภายใต้ความพยายามของผู้บำเพ็ญเพียรมากมาย แต่ดวงวิญญาณเหล่านั้นก็ยังมีเศษเสี้ยวของความแค้นฝังลึกอยู่ในใจที่ไม่สามารถลบเลือนได้ ซึ่งคนที่ออกแรงช่วยเหลือเรื่องนี้มากที่สุดก็คือหลี่เย่ ทว่าจนถึงบัตนี้ก็ยังไม่ลุล่วง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีวิธีที่ดีกว่าแล้ว
ความลับตื้นลึกหนาบางเหล่านี้หลี่เย่ไม่มีทางรู้ แต่ท่านเจ้าสำนักนั้นเข้าใจแจ่มแจ้ง
เขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
การให้มนุษย์ธรรมดาหรือศิษย์ในปกครองของตนไปฝึกฝนวิชามารโดยตรง ยังไงก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ดี
หากเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแค่มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนตั้งโครงการวิจัยเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเองก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อเจ้าสำนักเป็นคนเอ่ยปากออกหน้าเอง ธรรมชาติของเรื่องนี้ย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ตอนแรกเจ้าสำนักกะจะบอกว่าขอเก็บไปคิดดูก่อน แต่ปรมาจารย์ทั้งสองท่านกลับยืนขนาบข้างอยู่ที่นี่ แม้จะไม่ได้ออกแรงขวาง แต่ท่าทางแบบนั้นก็ชัดเจนว่าต้องการให้เขาตัดสินใจเสียตรงนี้เลย
"..."
ทั้งสามคนต่างจ้องหน้ากันไปมา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจ้าสำนักถึงได้ถอนหายใจและเอ่ยอย่างจนใจ "เอาเถอะ ในเมื่อพวกท่านทั้งสองเห็นว่าเรื่องนี้ทำได้ งั้นก็ไม่มีอะไรต้องลังเลอีก
เพียงแต่ข้าขอพูดดักไว้ก่อน
ต่อให้มีหลี่เย่คอยดูแล ข้าก็ยังกังวลว่าผู้ที่ฝึกฝนวิชามารจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และก่อให้เกิดหายนะขึ้นมา นี่คือสิ่งเดียวที่ข้าไม่มีทางยอมรับได้เด็ดขาด
หากเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ต่อให้เป็นพวกท่านทั้งสอง ก็คงหนีไม่พ้นต้องไปเยือนคุกเมฆาน้ำแข็งของหอวินัยสักครา"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่เขาคือเจ้าสำนัก ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแปลงวิญญาณก็ย่อมต้องอยู่ใต้การปกครองของเขาเช่นกัน
พูดจบเขาก็หยิบใบแปะก๊วยใบหนึ่งออกมา
ผิวของใบไม้นั้นส่องประกายสีเงินอันนุ่มนวลและลึกลับ ราวกับจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์
มันคือใบของแปะก๊วยเทียนซุ่ย สำนักสี่ฤดูใช้มันเป็นเครื่องยืนยันในการบันทึกทุกสรรพสิ่ง การฝากร่องรอยไว้บนใบไม้นี้หมายความว่า สิ่งที่ตัดสินใจทำในวันนี้จะถูกส่งต่อและจารึกไว้ตราบนานนับหมื่นปี
จะเป็นชื่อเสียงอันดีงามที่อยู่ยั้งยืนยง หรือจะเป็นตราบาปที่เหม็นโฉ่ไปหมื่นปี
ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ได้เลย
"ตกลง"
"ย่อมได้"
ผู้อาวุโสทั้งสองประทับตราของตนลงบนใบแปะก๊วยเทียนซุ่ยทันทีโดยปราศจากความลังเลใดๆ
และในตอนนั้นเองที่หลี่เย่ส่งเสียงแผ่วเบาแทรกขึ้นมา "เอ่อ ให้ศิษย์ฝากรอยประทับไว้ด้วยได้ไหมขอรับ"
"หึ" นักพรตตงฉางเผยรอยยิ้มบางๆ นางโบกมือเบาๆ ส่งใบแปะก๊วยลอยไปอยู่ตรงหน้าหลี่เย่
ภายใต้สายตาอันปลาบปลื้มยินดีของเจ้าสำนักและปรมาจารย์ชุนฮุย หลี่เย่ได้ประทับรอยของตนลงไป ด้วยเหตุนี้ บนใบไม้จึงมีรอยประทับที่ร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์สองดวง และอีกหนึ่งรอยประทับที่ดูอ่อนแรงกว่าแต่กลับแฝงด้วยพลังชีวิตที่ไม่มีวันดับสูญ
จากนั้น
เจ้าสำนักก็มองดูป้ายหยกด้วยความหนักใจ กำลังคิดทบทวนว่าจะให้รางวัลอะไรแก่หลี่เย่ดี
แต่กลับเป็นหลี่เย่ที่มองป้ายหยกเหล่านั้นแล้วเอ่ยขึ้นมาก่อน
"ข้าอยากเรียนบทที่เหลือของเก้าบทเพลงขอรับ"
สามสิบหกเคล็ดวิชาแห่งสรวงสวรรค์นั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่ปัญหาคือเขารู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนเองไม่น่าจะพอรับมือกับการเรียนวิชาอาคมมากมายขนาดนั้น แค่วิชาฟื้นคืนชีพเพียงอย่างเดียวก็ทำเอาสภาวะจิตวิญญาณของเขาอ่อนล้าเต็มทีแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นนักพรตตงฉางยังรับปากจะมอบวิชาบุปผาเบ่งบานในพริบตาให้อีกวิชาหนึ่งด้วย
ในขณะที่เก้าบทเพลงของเขาไม่มีความคืบหน้ามานานมากแล้ว
แต่พอเขาพูดถึงเรื่องนี้ เจ้าสำนักกลับส่ายหน้า "ข้าอนุญาตให้เจ้าเรียนได้ แต่เจ้าจะเรียนบทไหนหรือกี่บทนั้น ต้องให้ท่านอาจารย์ของเจ้าเป็นคนตัดสินใจ"
เขามีหน้าที่เพียงให้อำนาจและอนุญาตเท่านั้น
ส่วนจะเรียนอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของอาจารย์ซู่ซิง
แต่สิ่งที่หลี่เย่ต้องการก็คือคำอนุญาตนี้นี่แหละ
เขายิ้มกว้างจนตาหยีพร้อมประสานมือคารวะเจ้าสำนัก "ขอบพระคุณท่านอาจารย์อาขอรับ"
น้อยครั้งนักที่เจ้าสำนักจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของหลี่เย่ เขาจึงลองถามดูเล่นๆ "ข้าชักจะสงสัยแล้วสิ ถ้าให้เจ้าเลือกได้ เจ้าอยากเรียนบทไหนในเก้าบทเพลงล่ะ"
"แน่นอนว่าต้องเป็นตงหวงไท่อีสิขอรับ" หลี่เย่ตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด
"..."
"เปลี่ยนเป็นบทอื่นได้ไหม"
เจ้าสำนักนวดคลึงหว่างคิ้ว พลางพร่ำบ่นด้วยความหวังดี "บทของตงหวงไท่อีน่ะ เจ้าต้องเรียนเก้าบทเพลงให้ได้อย่างน้อยเก้าบทก่อนถึงจะเรียนได้
ถ้าเจ้าฝืนเรียน มันจะต้องเกิดปัญหาที่ควบคุมไม่ได้แน่ๆ ถึงตอนนั้นเจ้าคงไม่อยากตะโกนร้องให้ข้าช่วยหรอกใช่ไหม"
หลี่เย่ "..."
เขารู้สึกว่าภาพลักษณ์ผู้ใหญ่ที่ดูเคร่งขรึมและพึ่งพาได้ของเจ้าสำนักเริ่มจะพังทลายลงนิดๆ แล้ว
แต่ถ้าตงหวงไท่อีไม่ได้ล่ะก็
เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบไปว่า "งั้นขอเป็นต้าซือมิ่งหรือไม่ก็เซียงจวินแล้วกันขอรับ"
ปรมาจารย์ชุนฮุยรับบทสนทนาต่อ "ต้าซือมิ่งน่ะดีทีเดียว เหมาะมากที่จะให้เจ้าศึกษาต่อยอดจากวิชาฟื้นคืนชีพ ส่วนเซียงจวินน่ะเหรอ..."
สีหน้าของนางดูแปลกไปชั่วขณะ
จู่ๆ นางก็ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรดี
กลับเป็นนักพรตตงฉางที่พูดขึ้นมาด้วยความสนใจ "บทของเซียงจวินกับเซียงฟูเหรินมีความเกี่ยวข้องกันอยู่นะ บทนั้นเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติและเวลา
แถมยังสามารถเรียกวิญญาณออกมาเริงระบำคู่กับเจ้าได้ด้วย
เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว"
หลี่เย่สัมผัสได้อย่างเฉียบขาดว่าต้นเหตุที่ทำให้สีหน้าของปรมาจารย์ชุนฮุยดูแปลกไปก็คงจะเป็นการเรียกวิญญาณนี่แหละ แต่ดูเหมือนผู้อาวุโสทั้งสองจงใจจะอุบไต๋เอาไว้ เขาจึงไม่อาจซักไซ้ต่อได้
แต่เขาก็แอบอยากรู้จริงๆ ว่ามันเป็นวิชาแบบไหนกันแน่
นักพรตตงฉางโบกมือไปมา
นางเริ่มจากการส่งมอบของรางวัลที่เคยรับปากไว้ให้กับหลี่เย่
ทั้งหมดประกอบด้วยลวดลายวิญญาณหกเส้น พืชวิญญาณหนึ่งต้น และวิชาศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งวิชา
หลี่เย่ดูคร่าวๆ มันล้วนเป็นลวดลายวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับฤดูหนาว พืชวิญญาณต้นนั้นยิ่งล้ำค่า มันคือสนเขียวม่านเมฆาสวรรค์ซึ่งปกติแล้วต้องอยู่ในระดับวิญญาณก่อกำเนิดถึงจะมีสิทธิ์ได้สัมผัส
ของที่ให้มาล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
และทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่หลี่เย่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่านางใส่ใจในการเลือกสรรมาก
จากนั้นนางก็ทิ้งท้ายไว้ว่า "ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ไปถามศิษย์ของข้าก็แล้วกัน ข้ากำลังจะออกจากแดนตะวันออก เพื่อไปตามหาศิษย์พี่เมี่ยวตู้แล้ว"
พูดจบนางก็จากไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ราวกับหิมะในฤดูหนาวที่ละลายหายไปภายใต้แสงแดด ไร้ร่องรอยให้ตามหา
"งั้นข้าก็ไปบ้างล่ะนะ"
ปรมาจารย์ชุนฮุยเอื้อมมือมาลูบหัวหลี่เย่เบาๆ "สิทธิ์ในการควบคุมโครงกระดูกหิวโหยทั้งหมดข้าจะโอนให้เจ้า อยู่ที่นี่เจ้าก็คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของวิถีนรกให้ดีล่ะ
ถ้าว่างๆ ลองไปคุยกับหลวงจีนเฒ่ารูปนั้นดูก็อาจจะได้อะไรดีๆ กลับมาเหมือนกัน
ตงฉางพูดถูก ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แค่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำธรรมดาแล้ว มีหลายเรื่องที่เจ้าต้องออกแรงขบคิด ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเจ้า
จำไว้ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เจ้าสามารถไปหาอาจารย์ของเจ้า หรือท่านเจ้าสำนักได้เสมอ โดยเฉพาะท่านเจ้าสำนักอาของเจ้า นั่นคือหน้าที่ของเขาเลยล่ะ"
ปรมาจารย์ชุนฮุยก็จากไปเช่นกัน
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแปลงวิญญาณ นางมีเรื่องให้ต้องจัดการมากมายเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้แดนตะวันออกมีนางเป็นขั้นแปลงวิญญาณเพียงคนเดียว ความรับผิดชอบก็ยิ่งหนักอึ้ง
การที่นางรั้งอยู่ที่นี่นานหลายปี ก็เพราะหลี่เย่มีความสำคัญมาก นางจึงต้องคอยปกป้องเขา
หลังจากที่นางจากไป เจ้าสำนักก็มองมาที่หลี่เย่ "หลังจากนี้คงมีคนมาขอพบเจ้าไม่น้อย ข้ามอบอำนาจสูงสุดให้เจ้า เจ้าสามารถตกลงรับปากได้ทุกเรื่อง แต่ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย เจ้าต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด
จำไว้ คิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ
ของวิเศษในโลกนี้มีมากมาย ของวิเศษในสำนักสี่ฤดูของเรายิ่งมีมากกว่า อย่าปล่อยให้สิ่งของภายนอกมาทำให้เจ้าตาบอดได้"
พูดไปเขาก็ตกบ่าหลี่เย่เบาๆ
ก่อนจะจากไปเช่นกัน
หลี่เย่ยืนอยู่ใต้ต้นรั่วมู่ จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงความเงียบสงัดขึ้นมาจับใจ
จนกระทั่งมีร่างอันสง่างามก้าวเดินเข้ามาอย่างแช่มช้อย
แสงจันทร์ควบแน่นกลายเป็นผ้าโปร่งบางและพรมกำมะหยี่ล้อมรอบตัวนาง ไกลออกไปยังมีภาพของตำหนักและศาลาที่ราวกับสร้างจากแก้วผลึก ดูเลือนรางศักดิ์สิทธิ์และงดงามวิจิตรตระการตา ราวกับว่าการจุติของนางได้นำพาทิวทัศน์ของอีกโลกหนึ่งมาด้วย
"พี่... วั่งซู"
ตอนแรกหลี่เย่กะจะเรียกนางว่าท่านเทพวั่งซู แต่เมื่อเจอสายตาที่มองมาแบบยิ้มๆ ของนาง เขาก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทัน
"อืม" วั่งซูส่งสัญญาณให้หลี่เย่เดินตามมา ส่วนนางก็เดินนำหน้าไปอย่างไม่เร่งรีบ
ทุกย่างก้าวของนาง ชายกระโปรงที่ลากยาวไปกับพื้นราวกับสายน้ำได้แผ่ซ่านแสงจันทร์อันอ่อนละมุนนับไม่ถ้วนซึมซาบลงสู่ผืนดิน
นี่คือพรจากเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ในแง่หนึ่งมันแทบจะเป็นคาถาอาบแสงจันทร์ที่คงอยู่ถาวรเลยก็ว่าได้
เมื่อมีวิชาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้อยู่ที่นี่ ก็การันตีได้เลยว่าพลังไท่อินจะไม่มีวันเหือดแห้ง เพราะวิชานี้เป็นการดึงพลังวิญญาณมาจากแสงจันทร์โดยตรง เว้นเสียแต่ว่าดวงจันทร์จะสูญสิ้นพลังไท่อินไปแล้ว ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีทางเหี่ยวเฉา
"อาณาเขตนี้ดีทีเดียว"
"ข้าสัมผัสได้ถึงพลังใจที่ทำให้รู้สึกสงบร่มเย็นจากที่นี่"
"ข้าเลยอยากจะหาที่พักพิงให้กับเผ่ากระต่ายหยกวั่งซู พวกมันเรียนรู้วิธีตำยาและปรุงยาจากที่ของข้ามาพอสมควร น่าจะพอเป็นเครื่องบรรณาการให้เจ้าได้ เจ้าเห็นว่าอย่างไรล่ะ"
เครื่องบรรณาการอย่างนั้นหรือ
หลี่เย่รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "การที่มีบริวารของท่านพี่มาช่วยงาน ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับน้องชายคนนี้ จะใช้คำว่าเครื่องบรรณาการได้อย่างไร ท่านพี่โปรดวางใจ ข้าจะสร้างที่พักอาศัยที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับพวกมันอย่างแน่นอน"
แต่วั่งซูกลับส่ายหน้า "พวกมันคอยรับใช้ข้ามานานแสนนาน เรื่องราวโลกภายนอกพวกมันยังรู้ความน้อยกว่าเด็กเล็กเสียอีก ดังนั้นเจ้าไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงซะพวกมันก็เป็นเผ่าพันธุ์วิญญาณ ใช้งานหนักหน่อยก็ไม่ตายหรอก"
หืม
จู่ๆ ก็อยากให้บริวารของตัวเองมาปรับตัวเข้ากับเรื่องราวในโลกมนุษย์อย่างนั้นหรือ
"ท่านพี่รู้สึกเบื่อหน่ายความสงบ เลยอยากจะออกสู่โลกกว้างแล้วใช่ไหมครับ" หลี่เย่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เขาถามออกไปตรงๆ
"ใช่แล้วล่ะ" วั่งซูตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน "ข้าได้เห็นสิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าทำลงไป ข้าก็เลยคิดอยากจะแบ่งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งไปจุติใหม่บ้าง ตอนนี้ข้าก็กำลังประทานพรให้กับผืนดินที่ข้าจะหยั่งรากลงไปยังไงล่ะ"
"..."
หลี่เย่รู้สึกหน้ามืดขึ้นมานิดๆ
เทพธิดาวั่งซูจะมาหยั่งรากอยู่ที่นี่เนี่ยนะ
เรื่องนี้ท่านเจ้าสำนักรู้หรือเปล่า
หากท่านเติบโตขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป สถานะของวั่งซูนั้นพิเศษเกินไป ในโลกมรรคาไพศาลแห่งนี้นางมีสถานะที่สูงส่งมาก
ใครจะรู้ว่าจู่ๆ วั่งซูก็หยุดเดิน
นางหันกลับมามองเขาพร้อมรอยยิ้ม "เจ้าไม่บอกท่านเจ้าสำนัก เขาก็จะไม่มีทางรู้ นี่คือความลับระหว่างเราสองคน โดยมีแสงจันทร์อันเป็นนิรันดร์เป็นพยาน
ข้ารู้ว่าเจ้าเคยสร้างเรือนร่างให้กับดวงวิญญาณที่ตายไปแล้ว ข้าก็ต้องการเรือนร่างแบบนั้นเหมือนกัน ปั้นมันขึ้นมาตามใบหน้าของข้านี่แหละ
ส่วนค่าตอบแทน..."
นางค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้หลี่เย่
ความจริงแล้ววั่งซูเป็นคนตัวสูงมาก พอขยับเข้ามาใกล้แบบนี้ถึงได้รู้ว่านางสูงกว่าหลี่เย่อย่างน้อยหนึ่งช่วงศีรษะ นางประทับรอยจูบลงบนหน้าผากของหลี่เย่แผ่วเบา
มันไม่ได้มีความหมายแฝงทางชู้สาวแต่อย่างใด เป็นเพียงการประทานพรจากทวยเทพเท่านั้น
ในยุคอดีตกาลอันยาวนาน เหล่าทวยเทพมักจะใช้การสัมผัสเช่นนี้เพื่อมอบพลังศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขีดจำกัดให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์
รอยประทับรูปพระจันทร์เต็มดวงอันสว่างไสวเปล่งประกายขึ้นมาในทันที
"ในเก้าบทเพลงไม่มีบทที่เกี่ยวกับเทพธิดาแห่งดวงจันทร์หรอกนะ แต่บรรพบุรุษของสำนักสี่ฤดูก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมของขวัญชิ้นนี้ไว้ให้ข้า ตอนนี้ข้าจะถ่ายทอดบทของวั่งซูให้กับเจ้า"
หลี่เย่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป
ที่แท้เมื่อครู่นี้ นางก็คอยแอบฟังสิ่งที่เขากับผู้อาวุโสทั้งสามคุยกันมาตลอดเลยสินะ
วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู
มีบทนี้อยู่จริงๆ ด้วยหรือ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาจึงฉีกยิ้มอย่างจริงใจและว่าง่ายพลางเอ่ยว่า "ขอบคุณครับท่านพี่"
วั่งซูชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา "อืม"
[จบแล้ว]