เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู

บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู

บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู


บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู

"สิ่งนี้แหละ"

หลี่เย่รู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาที่นี่ด้วยเหตุใด

เขาตัดสินใจรวบรวมลวดลายวิญญาณนั้นสร้างเป็นป้ายหยก แล้วยื่นส่งให้เจ้าสำนักอย่างไม่ลังเล

จากนั้น

ท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งสองก็เริ่มตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน

ความประหลาดใจบนใบหน้าของพวกเขาแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง หลี่เย่รู้สึกว่าการได้เห็นยอดฝีมือขั้นแปลงวิญญาณถึงสองท่านและเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนตะวันออกแสดงสีหน้าเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกจริงๆ

หากไม่ติดว่าการใช้ลูกแก้วบันทึกภาพในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ หลี่เย่ก็แอบอยากจะหยิบมันขึ้นมาบันทึกภาพเก็บไว้ซะเหลือเกิน

แต่ความคิดนั้นเพิ่งจะผุดขึ้นมา

ผู้อาวุโสทั้งสามก็สื่อสารทางจิตกันเสร็จสิ้นเสียแล้ว

เป็นท่านเจ้าสำนักที่เอ่ยปากขึ้นก่อน

"ของสิ่งนี้ สามารถสลักลงบนร่างของมนุษย์ ทำให้คนธรรมดาสามารถก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ ช่างเป็นการทวนกระแสสวรรค์อย่างแท้จริง"

จะไม่ให้เรียกว่าทวนกระแสสวรรค์ได้อย่างไร

การหาวิธีให้ผู้ที่ไร้พรสวรรค์สามารถบำเพ็ญเพียรได้นั้น ถือเป็นภารกิจที่ยุ่งยากที่สุดของทุกสำนักมาโดยตลอด จริงอยู่ว่าอาจจะมีของวิเศษบางอย่างในฟ้าดินที่ช่วยสร้างรากวิญญาณขึ้นมาภายหลังได้ แต่ของเหล่านั้นก็ไม่สามารถหามาได้คราวละมากๆ

แม้แต่สำนักสี่ฤดูที่สามารถปลูกทองคำขึ้นมาจากผืนดินได้ก็ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับสำนักอื่นๆ

แต่ปัญหาคือ นี่มันเป็นวิชาของฝั่งมารน่ะสิ

แม้ว่าการมีลวดลายวิญญาณนี้อาจจะช่วยจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างได้ ถึงแม้ในท้ายที่สุดอาจจะยังไม่สามารถวิจัยจนสร้างรากวิญญาณที่แท้จริงขึ้นมาได้ แต่การนำมันมาปรับปรุงรากวิญญาณที่มีอยู่เดิมก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป

โลกมรรคาไพศาลนั้นแตกต่างจากโลกใบอื่น ย้อนกลับไปในยุคที่เพิ่งก่อตั้งฟ้าดิน เหล่าปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งได้ให้คำมั่นสัญญากับโลกใบนี้ไว้ว่า ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่จากโลกนี้ไป จะต้องออกตามหาโลกใบอื่นๆ มารวมเข้ากับโลกใบนี้ เพื่อช่วยให้มันยกระดับขึ้น

ดังนั้นสถานการณ์แบบในโลกอื่น ที่จู่ๆ คนธรรมดาเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์จึงไม่มีทางเกิดขึ้นที่นี่

ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อโลกใบนี้มากเท่านั้น

ในสายตาของเหล่าปรมาจารย์ นี่คือเส้นทางที่เหมาะสมและมั่นคงที่สุด อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าวิถีสวรรค์จะลงมากดข่มบุตรแห่งโชคชะตา หรือฟาดฟันสายฟ้าลงมาลงทัณฑ์อะไรทำนองนั้น

โชคชะตาก็เปรียบเสมือนกองไฟที่ลุกโชน ตราบใดที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถควบคุมมันได้ ของวิเศษและเคล็ดวิชาต่างๆ ที่เติมลงไปก็เปรียบเสมือนฟืนชั้นดี ที่จะยิ่งเร่งให้เปลวไฟนี้ลุกโชติช่วงมากยิ่งขึ้น

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็คือวิชามาร

"ดูเหมือนว่าเราคงต้องเปิดโครงการวิจัยเรื่องนี้แยกต่างหากแล้วล่ะ" นักพรตตงฉางจ้องมองหลี่เย่ "จริงๆ แล้วสำนักของเราก็มีความสัมพันธ์อันดีกับขุมกำลังต่างๆ นอกดินแดน หนึ่งในนั้นมีขุมกำลังที่ชื่อว่า สำนักศึกษาฮุ่นหยวน"

"สิ่งที่พวกเขาศึกษาค้นคว้าก็คือความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนผ่านระหว่างวิถีเซียนและวิถีมาร พวกเขาเคยส่งเทียบเชิญมาหลายครั้ง เพียงแต่ตอนนั้นพวกเรายังไม่มีเงื่อนไขที่พร้อมจะร่วมมือเจาะลึกขนาดนั้น

แต่ตอนนี้พอมีเจ้า เราก็มีเงื่อนไขนั้นแล้วล่ะ"

สิ่งที่นางพูดออกมาในตอนนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนอกดินแดน ซึ่งถือเป็นความลับที่ระดับผู้บริหารของสำนักเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ล่วงรู้

ปรมาจารย์ชุนฮุยเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า

"ข้าคิดว่าเราสามารถคัดเลือกศิษย์ที่ยินดีจะศึกษาวิชามารได้ โดยเฉพาะพวกที่กลับชาติมาเกิดจากโครงกระดูกหิวโหยในตอนนั้น"

"ท่านคิดเห็นอย่างไร ท่านเจ้าสำนัก"

ตอนที่นางพูดประโยคนี้ สีหน้าของนางไร้ซึ่งความยินดีหรือความเศร้าใดๆ

ความจริงแล้ว ในตอนที่นรกภูมิก่อเรื่องราวใหญ่โต นางคือผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ฝ่ายนั้นทำลงไปโดยตรง ดวงวิญญาณมากมายมหาศาลล้วนผ่านการเวียนว่ายตายเกิดจากน้ำมือของนาง

บางเรื่องมีเพียงระดับสูงของสำนักสี่ฤดูเท่านั้นที่รู้

ผู้ที่ตกตายไปนั้นมีจำนวนมากกว่าที่หลี่เย่เห็นนัก ยังมีนรกขนาดย่อมอีกมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ตามรอยแยก กลิ่นอายความอาฆาตแค้นเหล่านั้นแม้แต่นางเองก็ไม่สามารถใช้ตบะปกติขจัดมันไปได้

นางถึงขั้นเคยไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าอาวาสวัดคงเซียง แต่ก็น่าเสียดายที่ของบางอย่างไม่สามารถใช้ความสงบเข้าลูบคลำได้ หากต้องการแก้ไขก็มีแต่ต้องปลดปล่อยมันออกมาเท่านั้น

ในตอนนั้นนางไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องใช้วิธีการเวียนว่ายตายเกิด ให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นอยู่ภายใต้การหล่อเลี้ยงของสำนักสี่ฤดู เพื่อพยายามลบเลือนความอาฆาตแค้นเหล่านั้นไป

แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปี ภายใต้ความพยายามของผู้บำเพ็ญเพียรมากมาย แต่ดวงวิญญาณเหล่านั้นก็ยังมีเศษเสี้ยวของความแค้นฝังลึกอยู่ในใจที่ไม่สามารถลบเลือนได้ ซึ่งคนที่ออกแรงช่วยเหลือเรื่องนี้มากที่สุดก็คือหลี่เย่ ทว่าจนถึงบัตนี้ก็ยังไม่ลุล่วง

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีวิธีที่ดีกว่าแล้ว

ความลับตื้นลึกหนาบางเหล่านี้หลี่เย่ไม่มีทางรู้ แต่ท่านเจ้าสำนักนั้นเข้าใจแจ่มแจ้ง

เขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ

การให้มนุษย์ธรรมดาหรือศิษย์ในปกครองของตนไปฝึกฝนวิชามารโดยตรง ยังไงก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ดี

หากเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแค่มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนตั้งโครงการวิจัยเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเองก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อเจ้าสำนักเป็นคนเอ่ยปากออกหน้าเอง ธรรมชาติของเรื่องนี้ย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ตอนแรกเจ้าสำนักกะจะบอกว่าขอเก็บไปคิดดูก่อน แต่ปรมาจารย์ทั้งสองท่านกลับยืนขนาบข้างอยู่ที่นี่ แม้จะไม่ได้ออกแรงขวาง แต่ท่าทางแบบนั้นก็ชัดเจนว่าต้องการให้เขาตัดสินใจเสียตรงนี้เลย

"..."

ทั้งสามคนต่างจ้องหน้ากันไปมา

ผ่านไปครู่ใหญ่ เจ้าสำนักถึงได้ถอนหายใจและเอ่ยอย่างจนใจ "เอาเถอะ ในเมื่อพวกท่านทั้งสองเห็นว่าเรื่องนี้ทำได้ งั้นก็ไม่มีอะไรต้องลังเลอีก

เพียงแต่ข้าขอพูดดักไว้ก่อน

ต่อให้มีหลี่เย่คอยดูแล ข้าก็ยังกังวลว่าผู้ที่ฝึกฝนวิชามารจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และก่อให้เกิดหายนะขึ้นมา นี่คือสิ่งเดียวที่ข้าไม่มีทางยอมรับได้เด็ดขาด

หากเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ต่อให้เป็นพวกท่านทั้งสอง ก็คงหนีไม่พ้นต้องไปเยือนคุกเมฆาน้ำแข็งของหอวินัยสักครา"

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่เขาคือเจ้าสำนัก ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแปลงวิญญาณก็ย่อมต้องอยู่ใต้การปกครองของเขาเช่นกัน

พูดจบเขาก็หยิบใบแปะก๊วยใบหนึ่งออกมา

ผิวของใบไม้นั้นส่องประกายสีเงินอันนุ่มนวลและลึกลับ ราวกับจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์

มันคือใบของแปะก๊วยเทียนซุ่ย สำนักสี่ฤดูใช้มันเป็นเครื่องยืนยันในการบันทึกทุกสรรพสิ่ง การฝากร่องรอยไว้บนใบไม้นี้หมายความว่า สิ่งที่ตัดสินใจทำในวันนี้จะถูกส่งต่อและจารึกไว้ตราบนานนับหมื่นปี

จะเป็นชื่อเสียงอันดีงามที่อยู่ยั้งยืนยง หรือจะเป็นตราบาปที่เหม็นโฉ่ไปหมื่นปี

ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ได้เลย

"ตกลง"

"ย่อมได้"

ผู้อาวุโสทั้งสองประทับตราของตนลงบนใบแปะก๊วยเทียนซุ่ยทันทีโดยปราศจากความลังเลใดๆ

และในตอนนั้นเองที่หลี่เย่ส่งเสียงแผ่วเบาแทรกขึ้นมา "เอ่อ ให้ศิษย์ฝากรอยประทับไว้ด้วยได้ไหมขอรับ"

"หึ" นักพรตตงฉางเผยรอยยิ้มบางๆ นางโบกมือเบาๆ ส่งใบแปะก๊วยลอยไปอยู่ตรงหน้าหลี่เย่

ภายใต้สายตาอันปลาบปลื้มยินดีของเจ้าสำนักและปรมาจารย์ชุนฮุย หลี่เย่ได้ประทับรอยของตนลงไป ด้วยเหตุนี้ บนใบไม้จึงมีรอยประทับที่ร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์สองดวง และอีกหนึ่งรอยประทับที่ดูอ่อนแรงกว่าแต่กลับแฝงด้วยพลังชีวิตที่ไม่มีวันดับสูญ

จากนั้น

เจ้าสำนักก็มองดูป้ายหยกด้วยความหนักใจ กำลังคิดทบทวนว่าจะให้รางวัลอะไรแก่หลี่เย่ดี

แต่กลับเป็นหลี่เย่ที่มองป้ายหยกเหล่านั้นแล้วเอ่ยขึ้นมาก่อน

"ข้าอยากเรียนบทที่เหลือของเก้าบทเพลงขอรับ"

สามสิบหกเคล็ดวิชาแห่งสรวงสวรรค์นั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่ปัญหาคือเขารู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนเองไม่น่าจะพอรับมือกับการเรียนวิชาอาคมมากมายขนาดนั้น แค่วิชาฟื้นคืนชีพเพียงอย่างเดียวก็ทำเอาสภาวะจิตวิญญาณของเขาอ่อนล้าเต็มทีแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นนักพรตตงฉางยังรับปากจะมอบวิชาบุปผาเบ่งบานในพริบตาให้อีกวิชาหนึ่งด้วย

ในขณะที่เก้าบทเพลงของเขาไม่มีความคืบหน้ามานานมากแล้ว

แต่พอเขาพูดถึงเรื่องนี้ เจ้าสำนักกลับส่ายหน้า "ข้าอนุญาตให้เจ้าเรียนได้ แต่เจ้าจะเรียนบทไหนหรือกี่บทนั้น ต้องให้ท่านอาจารย์ของเจ้าเป็นคนตัดสินใจ"

เขามีหน้าที่เพียงให้อำนาจและอนุญาตเท่านั้น

ส่วนจะเรียนอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของอาจารย์ซู่ซิง

แต่สิ่งที่หลี่เย่ต้องการก็คือคำอนุญาตนี้นี่แหละ

เขายิ้มกว้างจนตาหยีพร้อมประสานมือคารวะเจ้าสำนัก "ขอบพระคุณท่านอาจารย์อาขอรับ"

น้อยครั้งนักที่เจ้าสำนักจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของหลี่เย่ เขาจึงลองถามดูเล่นๆ "ข้าชักจะสงสัยแล้วสิ ถ้าให้เจ้าเลือกได้ เจ้าอยากเรียนบทไหนในเก้าบทเพลงล่ะ"

"แน่นอนว่าต้องเป็นตงหวงไท่อีสิขอรับ" หลี่เย่ตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด

"..."

"เปลี่ยนเป็นบทอื่นได้ไหม"

เจ้าสำนักนวดคลึงหว่างคิ้ว พลางพร่ำบ่นด้วยความหวังดี "บทของตงหวงไท่อีน่ะ เจ้าต้องเรียนเก้าบทเพลงให้ได้อย่างน้อยเก้าบทก่อนถึงจะเรียนได้

ถ้าเจ้าฝืนเรียน มันจะต้องเกิดปัญหาที่ควบคุมไม่ได้แน่ๆ ถึงตอนนั้นเจ้าคงไม่อยากตะโกนร้องให้ข้าช่วยหรอกใช่ไหม"

หลี่เย่ "..."

เขารู้สึกว่าภาพลักษณ์ผู้ใหญ่ที่ดูเคร่งขรึมและพึ่งพาได้ของเจ้าสำนักเริ่มจะพังทลายลงนิดๆ แล้ว

แต่ถ้าตงหวงไท่อีไม่ได้ล่ะก็

เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบไปว่า "งั้นขอเป็นต้าซือมิ่งหรือไม่ก็เซียงจวินแล้วกันขอรับ"

ปรมาจารย์ชุนฮุยรับบทสนทนาต่อ "ต้าซือมิ่งน่ะดีทีเดียว เหมาะมากที่จะให้เจ้าศึกษาต่อยอดจากวิชาฟื้นคืนชีพ ส่วนเซียงจวินน่ะเหรอ..."

สีหน้าของนางดูแปลกไปชั่วขณะ

จู่ๆ นางก็ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรดี

กลับเป็นนักพรตตงฉางที่พูดขึ้นมาด้วยความสนใจ "บทของเซียงจวินกับเซียงฟูเหรินมีความเกี่ยวข้องกันอยู่นะ บทนั้นเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติและเวลา

แถมยังสามารถเรียกวิญญาณออกมาเริงระบำคู่กับเจ้าได้ด้วย

เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว"

หลี่เย่สัมผัสได้อย่างเฉียบขาดว่าต้นเหตุที่ทำให้สีหน้าของปรมาจารย์ชุนฮุยดูแปลกไปก็คงจะเป็นการเรียกวิญญาณนี่แหละ แต่ดูเหมือนผู้อาวุโสทั้งสองจงใจจะอุบไต๋เอาไว้ เขาจึงไม่อาจซักไซ้ต่อได้

แต่เขาก็แอบอยากรู้จริงๆ ว่ามันเป็นวิชาแบบไหนกันแน่

นักพรตตงฉางโบกมือไปมา

นางเริ่มจากการส่งมอบของรางวัลที่เคยรับปากไว้ให้กับหลี่เย่

ทั้งหมดประกอบด้วยลวดลายวิญญาณหกเส้น พืชวิญญาณหนึ่งต้น และวิชาศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งวิชา

หลี่เย่ดูคร่าวๆ มันล้วนเป็นลวดลายวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับฤดูหนาว พืชวิญญาณต้นนั้นยิ่งล้ำค่า มันคือสนเขียวม่านเมฆาสวรรค์ซึ่งปกติแล้วต้องอยู่ในระดับวิญญาณก่อกำเนิดถึงจะมีสิทธิ์ได้สัมผัส

ของที่ให้มาล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น

และทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่หลี่เย่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่านางใส่ใจในการเลือกสรรมาก

จากนั้นนางก็ทิ้งท้ายไว้ว่า "ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ไปถามศิษย์ของข้าก็แล้วกัน ข้ากำลังจะออกจากแดนตะวันออก เพื่อไปตามหาศิษย์พี่เมี่ยวตู้แล้ว"

พูดจบนางก็จากไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

ราวกับหิมะในฤดูหนาวที่ละลายหายไปภายใต้แสงแดด ไร้ร่องรอยให้ตามหา

"งั้นข้าก็ไปบ้างล่ะนะ"

ปรมาจารย์ชุนฮุยเอื้อมมือมาลูบหัวหลี่เย่เบาๆ "สิทธิ์ในการควบคุมโครงกระดูกหิวโหยทั้งหมดข้าจะโอนให้เจ้า อยู่ที่นี่เจ้าก็คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของวิถีนรกให้ดีล่ะ

ถ้าว่างๆ ลองไปคุยกับหลวงจีนเฒ่ารูปนั้นดูก็อาจจะได้อะไรดีๆ กลับมาเหมือนกัน

ตงฉางพูดถูก ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แค่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำธรรมดาแล้ว มีหลายเรื่องที่เจ้าต้องออกแรงขบคิด ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเจ้า

จำไว้ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เจ้าสามารถไปหาอาจารย์ของเจ้า หรือท่านเจ้าสำนักได้เสมอ โดยเฉพาะท่านเจ้าสำนักอาของเจ้า นั่นคือหน้าที่ของเขาเลยล่ะ"

ปรมาจารย์ชุนฮุยก็จากไปเช่นกัน

ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแปลงวิญญาณ นางมีเรื่องให้ต้องจัดการมากมายเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้แดนตะวันออกมีนางเป็นขั้นแปลงวิญญาณเพียงคนเดียว ความรับผิดชอบก็ยิ่งหนักอึ้ง

การที่นางรั้งอยู่ที่นี่นานหลายปี ก็เพราะหลี่เย่มีความสำคัญมาก นางจึงต้องคอยปกป้องเขา

หลังจากที่นางจากไป เจ้าสำนักก็มองมาที่หลี่เย่ "หลังจากนี้คงมีคนมาขอพบเจ้าไม่น้อย ข้ามอบอำนาจสูงสุดให้เจ้า เจ้าสามารถตกลงรับปากได้ทุกเรื่อง แต่ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย เจ้าต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด

จำไว้ คิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ

ของวิเศษในโลกนี้มีมากมาย ของวิเศษในสำนักสี่ฤดูของเรายิ่งมีมากกว่า อย่าปล่อยให้สิ่งของภายนอกมาทำให้เจ้าตาบอดได้"

พูดไปเขาก็ตกบ่าหลี่เย่เบาๆ

ก่อนจะจากไปเช่นกัน

หลี่เย่ยืนอยู่ใต้ต้นรั่วมู่ จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงความเงียบสงัดขึ้นมาจับใจ

จนกระทั่งมีร่างอันสง่างามก้าวเดินเข้ามาอย่างแช่มช้อย

แสงจันทร์ควบแน่นกลายเป็นผ้าโปร่งบางและพรมกำมะหยี่ล้อมรอบตัวนาง ไกลออกไปยังมีภาพของตำหนักและศาลาที่ราวกับสร้างจากแก้วผลึก ดูเลือนรางศักดิ์สิทธิ์และงดงามวิจิตรตระการตา ราวกับว่าการจุติของนางได้นำพาทิวทัศน์ของอีกโลกหนึ่งมาด้วย

"พี่... วั่งซู"

ตอนแรกหลี่เย่กะจะเรียกนางว่าท่านเทพวั่งซู แต่เมื่อเจอสายตาที่มองมาแบบยิ้มๆ ของนาง เขาก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทัน

"อืม" วั่งซูส่งสัญญาณให้หลี่เย่เดินตามมา ส่วนนางก็เดินนำหน้าไปอย่างไม่เร่งรีบ

ทุกย่างก้าวของนาง ชายกระโปรงที่ลากยาวไปกับพื้นราวกับสายน้ำได้แผ่ซ่านแสงจันทร์อันอ่อนละมุนนับไม่ถ้วนซึมซาบลงสู่ผืนดิน

นี่คือพรจากเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ในแง่หนึ่งมันแทบจะเป็นคาถาอาบแสงจันทร์ที่คงอยู่ถาวรเลยก็ว่าได้

เมื่อมีวิชาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้อยู่ที่นี่ ก็การันตีได้เลยว่าพลังไท่อินจะไม่มีวันเหือดแห้ง เพราะวิชานี้เป็นการดึงพลังวิญญาณมาจากแสงจันทร์โดยตรง เว้นเสียแต่ว่าดวงจันทร์จะสูญสิ้นพลังไท่อินไปแล้ว ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีทางเหี่ยวเฉา

"อาณาเขตนี้ดีทีเดียว"

"ข้าสัมผัสได้ถึงพลังใจที่ทำให้รู้สึกสงบร่มเย็นจากที่นี่"

"ข้าเลยอยากจะหาที่พักพิงให้กับเผ่ากระต่ายหยกวั่งซู พวกมันเรียนรู้วิธีตำยาและปรุงยาจากที่ของข้ามาพอสมควร น่าจะพอเป็นเครื่องบรรณาการให้เจ้าได้ เจ้าเห็นว่าอย่างไรล่ะ"

เครื่องบรรณาการอย่างนั้นหรือ

หลี่เย่รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "การที่มีบริวารของท่านพี่มาช่วยงาน ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับน้องชายคนนี้ จะใช้คำว่าเครื่องบรรณาการได้อย่างไร ท่านพี่โปรดวางใจ ข้าจะสร้างที่พักอาศัยที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับพวกมันอย่างแน่นอน"

แต่วั่งซูกลับส่ายหน้า "พวกมันคอยรับใช้ข้ามานานแสนนาน เรื่องราวโลกภายนอกพวกมันยังรู้ความน้อยกว่าเด็กเล็กเสียอีก ดังนั้นเจ้าไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงซะพวกมันก็เป็นเผ่าพันธุ์วิญญาณ ใช้งานหนักหน่อยก็ไม่ตายหรอก"

หืม

จู่ๆ ก็อยากให้บริวารของตัวเองมาปรับตัวเข้ากับเรื่องราวในโลกมนุษย์อย่างนั้นหรือ

"ท่านพี่รู้สึกเบื่อหน่ายความสงบ เลยอยากจะออกสู่โลกกว้างแล้วใช่ไหมครับ" หลี่เย่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เขาถามออกไปตรงๆ

"ใช่แล้วล่ะ" วั่งซูตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน "ข้าได้เห็นสิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าทำลงไป ข้าก็เลยคิดอยากจะแบ่งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งไปจุติใหม่บ้าง ตอนนี้ข้าก็กำลังประทานพรให้กับผืนดินที่ข้าจะหยั่งรากลงไปยังไงล่ะ"

"..."

หลี่เย่รู้สึกหน้ามืดขึ้นมานิดๆ

เทพธิดาวั่งซูจะมาหยั่งรากอยู่ที่นี่เนี่ยนะ

เรื่องนี้ท่านเจ้าสำนักรู้หรือเปล่า

หากท่านเติบโตขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป สถานะของวั่งซูนั้นพิเศษเกินไป ในโลกมรรคาไพศาลแห่งนี้นางมีสถานะที่สูงส่งมาก

ใครจะรู้ว่าจู่ๆ วั่งซูก็หยุดเดิน

นางหันกลับมามองเขาพร้อมรอยยิ้ม "เจ้าไม่บอกท่านเจ้าสำนัก เขาก็จะไม่มีทางรู้ นี่คือความลับระหว่างเราสองคน โดยมีแสงจันทร์อันเป็นนิรันดร์เป็นพยาน

ข้ารู้ว่าเจ้าเคยสร้างเรือนร่างให้กับดวงวิญญาณที่ตายไปแล้ว ข้าก็ต้องการเรือนร่างแบบนั้นเหมือนกัน ปั้นมันขึ้นมาตามใบหน้าของข้านี่แหละ

ส่วนค่าตอบแทน..."

นางค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้หลี่เย่

ความจริงแล้ววั่งซูเป็นคนตัวสูงมาก พอขยับเข้ามาใกล้แบบนี้ถึงได้รู้ว่านางสูงกว่าหลี่เย่อย่างน้อยหนึ่งช่วงศีรษะ นางประทับรอยจูบลงบนหน้าผากของหลี่เย่แผ่วเบา

มันไม่ได้มีความหมายแฝงทางชู้สาวแต่อย่างใด เป็นเพียงการประทานพรจากทวยเทพเท่านั้น

ในยุคอดีตกาลอันยาวนาน เหล่าทวยเทพมักจะใช้การสัมผัสเช่นนี้เพื่อมอบพลังศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขีดจำกัดให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์

รอยประทับรูปพระจันทร์เต็มดวงอันสว่างไสวเปล่งประกายขึ้นมาในทันที

"ในเก้าบทเพลงไม่มีบทที่เกี่ยวกับเทพธิดาแห่งดวงจันทร์หรอกนะ แต่บรรพบุรุษของสำนักสี่ฤดูก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมของขวัญชิ้นนี้ไว้ให้ข้า ตอนนี้ข้าจะถ่ายทอดบทของวั่งซูให้กับเจ้า"

หลี่เย่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป

ที่แท้เมื่อครู่นี้ นางก็คอยแอบฟังสิ่งที่เขากับผู้อาวุโสทั้งสามคุยกันมาตลอดเลยสินะ

วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู

มีบทนี้อยู่จริงๆ ด้วยหรือ

จู่ๆ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เขาจึงฉีกยิ้มอย่างจริงใจและว่าง่ายพลางเอ่ยว่า "ขอบคุณครับท่านพี่"

วั่งซูชะงักไปเล็กน้อย

ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา "อืม"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 321 - จารึกชื่อบนแปะก๊วยเทียนซุ่ย วิถีศักดิ์สิทธิ์วั่งซู

คัดลอกลิงก์แล้ว