- หน้าแรก
- ผมก็แค่อยากใช้ชีวิตชิลๆ ในชนบท ทำไมถึงกลายเป็นยอดหมอเทวดาไปได้ล่ะเนี่ย
- บทที่ 50 - ไลฟ์สดแฉความลับสวรรค์
บทที่ 50 - ไลฟ์สดแฉความลับสวรรค์
บทที่ 50 - ไลฟ์สดแฉความลับสวรรค์
บทที่ 50 - ไลฟ์สดแฉความลับสวรรค์
“ตกใจสภาพบ้านผมล่ะสิ?” เฉินหมิงเอ่ยถาม
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่แปลกใจนิดหน่อยที่หมู่บ้านฉาซู่ยังมีบ้านไม้โบราณแบบนี้หลงเหลืออยู่ เอาจริงๆ นะ ฉันชอบสถาปัตยกรรมโบราณๆ แบบนี้มากเลยล่ะ” ซูมั่วซียืนชื่นชมตัวบ้านไม้จากด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามเฉินหมิงเข้าไปในลานบ้าน
พอเดินเข้ามา ก็เห็นม้าแคระสีน้ำตาลแดงกับลูกแพะอีกหกตัวกำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจเฉิบอยู่ใต้ต้นส้มโอ
“นี่ม้าของพี่ชายเหรอคะ?” ซูมั่วซีถามด้วยความตื่นเต้น
“ครับ พอดีถนนมันเข้าไม่ถึงบ้าน ผมก็เลยซื้อม้ามาไว้บรรทุกของน่ะ” เฉินหมิงตอบ
“อ้าว แล้วทำไมไม่ผูกเชือกไว้ล่ะคะ? ไม่กลัวมันเตลิดหนีไปเหรอ?” ซูมั่วซีเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าทั้งม้าและแพะไม่ได้ถูกผูกเชือกไว้เลย
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ไล่ยังไงก็ไม่ไปหรอก ผูกเชือกไว้ก็เกะกะเปล่าๆ แถมผมยังต้องคอยจูงไปกินหญ้าอีก ปล่อยไว้แบบนี้แหละดีแล้ว หิวก็ออกไปหากินเอง อิ่มแล้วเดี๋ยวก็กลับมานอนเอง” เฉินหมิงพูดกลั้วหัวเราะ
ซูมั่วซีเดินวนดูม้ากับแพะอยู่หลายรอบ นอกจากเจ้าม้าแคระสีน้ำตาลแดงที่ปรือตาขึ้นมามองเธอแวบหนึ่งด้วยหางตาแล้ว พวกแพะทั้งหกตัวกลับนอนหลับตาพริ้ม ไม่สนใจไยดีเธอเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริง เฉินหมิงก็ทำคอกชั่วคราวไว้ให้พวกมันแล้วนะ แต่พวกมันกลับชอบมานอนคลุกฝุ่นอยู่ใต้ต้นส้มโอมากกว่า คงเป็นเพราะร่มเงาของต้นส้มโอช่วยบังแดดบังฝน แถมยังมีลมพัดเย็นสบายกว่าในคอกตั้งเยอะ
ซูมั่วซีกำลังจะก้าวเท้าเข้าบ้าน จู่ๆ เจ้าลูกหมาน้อยกับลูกหมูแคระอีกสามตัวก็ส่งเสียงร้องเอะอะมะเทิ่งวิ่งกรูออกมาจากในบ้าน
เจ้าลูกหมาน้อยทำหน้าที่ยามเฝ้าบ้านอย่างแข็งขัน มันต้องออกมาตรวจสอบคนแปลกหน้าที่มาเยือนเสียก่อน ส่วนแก๊งลูกหมูก็แค่วิ่งตามออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นแหละ
พอวิ่งมาถึงหน้าประตู เจ้าลูกหมาน้อยก็เบรกกึก ยืนจ้องซูมั่วซีเขม็งด้วยท่าทีระแวดระวัง แต่แก๊งลูกหมูกลับเบรกแตก พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ซูมั่วซีปฏิกิริยาไวพอตัว พอเห็นว่าลูกหมูกำลังจะพุ่งชน เธอก็รีบกระโดดหลบฉากไปด้านข้างทันที ผลก็คือ ลูกหมูทั้งสามตัวพุ่งวืดไปชนอากาศ ตัวหนึ่งกลิ้งตกลงไปจากบันไดหน้าบ้าน แล้วตีลังกาม้วนหน้าม้วนหลังไปหยุดกึกเมื่อหัวไปกระแทกเข้ากับสีข้างของม้าแคระสีน้ำตาลแดงที่นอนอยู่ใต้ต้นส้มโอพอดี
ม้าแคระสีน้ำตาลแดงสะดุ้งตื่น รำคาญใจที่มีตัวอะไรมากระแทก มันจึงใช้กีบเท้าเขี่ยลูกหมูออกไปเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์ โชคดีที่มันไม่ได้ออกแรงเตะ ไม่อย่างนั้นลูกหมูคงได้ลอยละลิ่วเป็นซูเปอร์แมนแน่ๆ
ภาพสัตว์เลี้ยงนานาชนิดในลานบ้านของเฉินหมิง ทำให้ซูมั่วซีรู้สึกแปลกใจพิกล เธอรู้สึกว่าสัตว์พวกนี้มันมีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากสัตว์ทั่วไป แต่เธอก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันแปลกตรงไหน
ลานบ้านของเฉินหมิงไม่ได้เทคอนกรีต แต่พื้นดินก็ถูกอัดจนแน่นและเรียบเนียนสะอาดสะอ้าน ทั้งๆ ที่เลี้ยงสัตว์ไว้เพียบ ทั้งม้า แพะ หมู หมา แต่กลับไม่มีมูลสัตว์เรี่ยราดให้เห็นเลยสักกอง ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก
ตามปกติแล้ว ลานบ้านของชาวนาที่เลี้ยงสัตว์ มักจะเต็มไปด้วยกองขี้ไก่ขี้หมู ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แค่เดินเฉียดเข้าไปใกล้ก็แทบจะอาเจียนแล้ว
แต่ที่ลานบ้านของเฉินหมิงกลับไม่มีกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์เลยแม้แต่น้อย สงสัยคงเป็นเพราะเขาไม่ได้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้แน่ๆ ลานบ้านถึงได้สะอาดสะอ้านขนาดนี้
แต่พอซูมั่วซีก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในบ้าน เธอกลับเห็นแม่ไก่หลายตัวกำลังคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารอยู่ตามพื้นบ้าน ทว่าพื้นบ้านก็ยังคงสะอาดสะอ้าน ไม่มีขี้ไก่เรี่ยราดให้เห็นเลย
“พี่ชายเลี้ยงไก่ไว้ในบ้านด้วยเหรอคะ?” ซูมั่วซีเดินเข้าไปถามเฉินหมิงที่กำลังซาวข้าวเตรียมหุงอาหารอยู่ในครัว
“เปล่าหรอกครับ ปกติผมก็ปล่อยให้มันหากินอยู่หลังบ้านนั่นแหละ แต่ประตูหลังบ้านมันไม่ค่อยได้ปิด พอถึงเวลาอาหารทีไร พวกมันก็จะแห่กันเข้ามาแย่งข้าวกินตลอดแหละครับ” เฉินหมิงตอบยิ้มๆ
ในเมื่อมีแขกมาเยือน เฉินหมิงก็ต้องจัดเตรียมกับข้าวกับปลาให้เยอะกว่าปกติเสียหน่อย จะให้กินข้าวคลุกน้ำปลาเหมือนตอนอยู่คนเดียวก็คงจะน่าเกลียดแย่
“คุณทานเนื้อหมูรมควันได้ไหมครับ?” เฉินหมิงหันไปถาม
“ได้หมดเลยค่ะ ฉันเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย พี่ชายกินอะไร ฉันก็กินอันนั้นแหละค่ะ” ซูมั่วซีรีบตอบ
เฉินหมิงคว้ามีดอีโต้หั่นเนื้อหมูรมควันที่แขวนอยู่เหนือเตาไฟออกมาท่อนหนึ่ง แล้วนำไปล้างคราบเขม่าควันด้วยน้ำร้อนจนสะอาด จากนั้นก็ล้วงเอาไข่ไก่สดๆ ออกมาจากไหนไหดินเผาหลายฟอง เตรียมจะทำไข่ดาวน้ำ แล้วก็ล้วงเอาหน่อไม้แห้งออกมาจากไหอีกใบ นำไปแช่น้ำร้อนให้นิ่ม
ซูมั่วซียืนมองเฉินหมิงเตรียมอาหารด้วยความคล่องแคล่วว่องไวราวกับเชฟมืออาชีพจนตาค้าง ถ้าปล่อยให้เธอมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านไม้แบบนี้ มีหวังเธอคงได้อดตายแน่นอน ไม่รู้เลยว่าหลังจากย้ายมาทำงานที่หมู่บ้านฉาซู่แล้ว เธอจะถูกจัดให้ไปพักอยู่ที่ไหน แล้วเรื่องอาหารการกินล่ะ จะทำยังไงดี?
“คุณออกไปนั่งรอข้างนอกก่อนเถอะครับ กว่ากับข้าวจะเสร็จก็อีกพักใหญ่เลย ในครัวนี้ควันมันเยอะ เดี๋ยวจะสำลักควันเอา” เฉินหมิงบอก
ห้องโถงกลางบ้านของเฉินหมิงถูกแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาทำเป็นครัว เตาไฟก่อด้วยอิฐตั้งอยู่ริมกำแพง พอจุดไฟหุงข้าว ควันไฟก็จะลอยคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง
“ให้ฉันช่วยเป็นลูกมือคุมไฟให้ไหมคะ?” ซูมั่วซีอาสา
“คุณจุดเตาฟืนเป็นด้วยเหรอครับ?” เฉินหมิงเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ
“เอ่อ... ไม่เป็นค่ะ” ซูมั่วซีส่ายหน้าดิก
“งั้นเชิญคุณไปนั่งรอข้างนอกเถอะครับ” เฉินหมิงปฏิเสธเสียงแข็ง ขืนให้คุณหนูชาวกรุงมาช่วยจุดเตา มีหวังได้เผาบ้านไม้ของเขาจนวอดวายแน่ๆ
ซูมั่วซีทำหน้าจ๋อยๆ เดินคอตกออกไปที่ลานบ้าน เธอไม่มีอะไรทำ ก็เลยเดินไปดูเจ้าม้าแคระสีน้ำตาลแดงแก้เบื่อ
ม้าตัวนี้ขนสีสวยเงางามดีนะ เสียอย่างเดียวคือตัวเล็กไปหน่อย ถ้าเอาไปเทียบกับพวกม้าสายพันธุ์ดีๆ คงจะดูสง่างามน้อยกว่าเยอะ แต่สีขนของมันสวยกว่าม้าพวกนั้นซะอีก ดูๆ ไปก็เหมือนรถสปอร์ตเปิดประทุนคันจิ๋วเลยแฮะ
แล้วจู่ๆ ซูมั่วซีก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เธอมองออกแล้วว่าสัตว์เลี้ยงของเฉินหมิงมันมีอะไรที่แปลกไปจากสัตว์ทั่วไป สัตว์พวกนี้มันดูมีชีวิตชีวาและแสนรู้กว่าสัตว์ปกติอย่างเห็นได้ชัด อย่างเจ้าม้าแคระตัวนี้ ซูมั่วซีรู้สึกได้เลยว่าสายตาของมันที่มองมานั้น ช่างดูเหมือนสายตาของมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดูแคลนที่แฝงอยู่ในแววตาของมันอย่างชัดเจน
ด้วยความเบื่อหน่าย ซูมั่วซีจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไลฟ์สดอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะแฟนๆ ที่น่ารักทุกคน เรากลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ ลองทายสิคะว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน?” ซูมั่วซีถือโทรศัพท์หมุนไปรอบๆ ลานบ้าน เพื่อให้กล้องแพนจับภาพบรรยากาศในลานบ้านของเฉินหมิงจนครบทุกซอกทุกมุม
“ยัยบ๊องเอ๊ย! นี่เธอโดนไอ้หนุ่มโสดล่อลวงเข้าบ้านไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย?”
“ยัยทึ่ม! ตอนนี้เธออาจจะยังยิ้มระรื่นอยู่ได้ แต่เดี๋ยวคอยดูเถอะ จะมีเรื่องให้เธอต้องร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่”
“โอโห! ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีบ้านไม้โบราณแบบนี้หลงเหลืออยู่จริงๆ”
“เฮ้ย! บ้านนี้เลี้ยงม้าด้วยว่ะ แต่ทำไมม้ามันตัวกระเปี๊ยกเดียวเองอ่ะ!”
“อ้าว นั่นฝูงแพะนี่นา”
“ทำไมฉันรู้สึกว่าลานบ้านนี้มันดูแปลกๆ พิกลๆ วะ?”
...
ซูมั่วซีซูมกล้องไปที่ม้าแคระสีน้ำตาลแดง “ทุกคนลองดูม้าตัวนี้ให้ดีๆ สิคะ ฉันรู้สึกว่ามันแปลกๆ ยังไงก็บอกไม่ถูก”
แต่พอซูมั่วซีแพนกล้องไปจ่อที่หน้าม้า เจ้าม้าแคระก็ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที มันตวัดหางตามองซูมั่วซีด้วยสายตาเหยียดหยามขั้นสุด ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเดินเยื้องย่างออกไปนอกลานบ้านอย่างเชื่องช้า
ประตูรั้วบ้านเปิดอ้าซ่าอยู่ ม้าแคระก็เลยเดินออกไปได้อย่างสบายใจเฉิบ
“ซวยแล้วล่ะที่รัก! เธอทำม้าสุดที่รักของเขาหลุดหนีไปแล้ว! งานนี้เธอคงต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้เขาแล้วล่ะมั้ง ฮ่าๆๆ!”
“พวกคุณเลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้วค่ะ! เจ้าของบ้านเขาบอกเองว่า ม้ากับแพะของเขาน่ะ ปล่อยให้มันเดินออกไปหากินบุฟเฟ่ต์ตามทุ่งหญ้าเองได้ ไม่ต้องผูกเชือกไว้หรอก” ซูมั่วซีรีบแก้ตัว
แฟนคลับในช่องแชทต่างพากันส่งเสียงโอดครวญด้วยความอิจฉาตาร้อน
“โอ๊ยยย! จู่ๆ ข้าวกล่องในมือก็หมดความอร่อยไปเลยว่ะ ขนาดสัตว์เลี้ยงยังได้กินบุฟเฟ่ต์หรูหราหมาเห่าเลย ส่วนฉันกลับต้องมานั่งทนกินข้าวกล่องกากๆ ชีวิตฉันนี่มันช่างบัดซบยิ่งกว่าสัตว์พวกนี้ซะอีก!”
“นั่นสิ! ไอ้หนุ่มโสดนั่นยังได้อยู่บ้านไม้หลังใหญ่โตเป็นวิลล่าส่วนตัว แต่ฉันกลับต้องมาทนอุดอู้อยู่ในห้องเช่ารูหนู”
“เฮ้ยๆๆ เมื่อกี้มีใครตาดีสังเกตเห็นเหมือนฉันบ้างไหม? ตอนที่ม้ามันเดินออกไปน่ะ ฉันเห็นมันส่งสายตาเหยียดหยามเมียฉันด้วยว่ะ!”
“เออๆ ฉันก็เห็นเหมือนกัน!”
“ม้าตัวนี้มันต้องโดนผีเข้าแน่ๆ สายตามันดูเหมือนคนเปี๊ยบเลย!”
“เป็นไปได้ไงวะ ม้าบ้าอะไรจะฉลาดแสนรู้ขนาดนั้น?”
[จบแล้ว]