เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - ถามแต่เรื่องโง่ๆ

บทที่ 48 - ถามแต่เรื่องโง่ๆ

บทที่ 48 - ถามแต่เรื่องโง่ๆ


บทที่ 48 - ถามแต่เรื่องโง่ๆ

“แฟนๆ ที่น่ารักทุกคนคะ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านนี้จะดูทุรกันดารไปสักหน่อย แต่บอกเลยว่าวิวทิวทัศน์ที่นี่สวยงามจับใจจริงๆ ค่ะ บ้านเรือนของชาวบ้านจะปลูกกระจายตัวกันอยู่ห่างๆ ไม่ได้แออัดเหมือนในเมืองเลย จุดที่มีบ้านปลูกติดกันเยอะที่สุด ก็มีแค่หกเจ็ดหลังเท่านั้นเอง บางบ้านก็ปลูกอยู่โดดเดี่ยวกลางป่าเขาเลยด้วยซ้ำ บ้านส่วนใหญ่จะปลูกลดหลั่นกันไปตามเนินเขา มีต้นไม้ใหญ่โอบล้อมอยู่ทั่วทุกสารทิศ พอมองจากที่ไกลๆ ก็จะเห็นแค่หลังคาบ้านโผล่พ้นยอดไม้ออกมานิดเดียวเอง เผลอๆ บางจุดก็มองไม่เห็นตัวบ้านเลยด้วยซ้ำ ทางเดินในหมู่บ้านก็จะเป็นทางเดินดินเล็กๆ ตัดสลับซับซ้อนกันไปมา มีเสียงไก่ขัน เสียงหมาร้อง ให้ได้ยินเป็นระยะๆ บรรยากาศมันสงบเงียบ ร่มรื่น เหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งความฝันเลยล่ะค่ะ” ซูมั่วซีดูเหมือนจะไม่หวั่นไหวกับความยากลำบากของหมู่บ้านฉาซู่เลยแม้แต่น้อย

“ที่รัก รีบกลับเข้าเมืองเถอะนะ! เค้ากลัวว่าเธอจะโดนพวกไอ้หนุ่มโสดในหมู่บ้านฉุดไปทำเมียน่ะสิ! หมู่บ้านกันดารแบบนี้ มีพวกคนโสดอยู่เยอะจะตายไป โอ๊ย! แค่คิดเค้าก็ใจคอไม่ดีแล้วเนี่ย” ข้อความจากแฟนคลับคนหนึ่งเรียกยอดไลก์และคอมเมนต์เห็นด้วยอย่างล้นหลาม

“นั่นสิๆ หมู่บ้านยากจนแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกผู้ชายโสดที่หาเมียไม่ได้กันทั้งนั้นแหละ อยากได้เมียทีก็ต้องไปซื้อเอา บ้านไหนยากจนหน่อย ก็ต้องรวมเงินลงขันกันซื้อผู้หญิงมาใช้ร่วมกัน”

...

ซูมั่วซีอ่านคอมเมนต์แล้วก็ถึงกับกุมขมับ “นี่พวกคุณมโนไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย! หมู่บ้านฉาซู่เขาไม่ได้มีเรื่องป่าเถื่อนแบบนั้นสักหน่อย! เอาจริงๆ นะ หมู่บ้านนี้เขาก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไรขนาดนั้นหรอก จากข้อมูลที่ฉันศึกษามา ประชากรวัยทำงานเกินร้อยละเก้าสิบของหมู่บ้านนี้ ต่างก็อพยพเข้าไปทำงานในเมืองกันหมดแล้ว ตอนนี้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็มีแต่คนแก่ เด็กเล็ก แล้วก็คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนคนที่ตั้งใจจะกลับมาทำธุรกิจส่วนตัวในบ้านเกิดก็พอมีอยู่บ้างประปราย เพราะฉะนั้น ชาวบ้านฉาซู่ส่วนใหญ่เขาก็เป็นคนทำมาหากินสุจริตกันทั้งนั้นแหละ ดูสิ บ้านเรือนหลายหลังในหมู่บ้านนี้ ก็ปลูกสร้างซะใหญ่โตสวยงามเชียวล่ะ”

ซูมั่วซีแพนกล้องโทรศัพท์มือถือไปที่บ้านสามชั้นหลังใหญ่ของหม่าจินกุ้ย ก่อนจะบรรยายต่อ “ฉันได้ยินมาว่า ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่อยากจะกลับมาสร้างบ้านใหม่ในหมู่บ้าน แต่ก็ต้องพับโครงการไปก่อน เพราะถนนทางเข้าหมู่บ้านมันแย่มาก รถบรรทุกวัสดุก่อสร้างเข้ามาไม่ได้เลย”

ซูมั่วซีไม่ได้บุ่มบ่ามเดินเข้าไปเคาะประตูบ้านใครเพื่อสอบถามข้อมูล แต่เธอเลือกที่จะเดินสำรวจดูตามทุ่งนาก่อน พอเห็นสภาพทุ่งนาที่ถูกปล่อยทิ้งร้างจนหญ้าขึ้นรกชัฏ เธอก็เริ่มขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ ถึงแม้จะพอเดาสถานการณ์ล่วงหน้าได้บ้างแล้ว แต่พอมาเห็นสภาพความเป็นจริงกับตา เธอก็อดที่จะรู้สึกกังวลไม่ได้

“สภาพของหมู่บ้านนี้ แย่กว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกนะคะเนี่ย สาเหตุหลักที่ชาวบ้านปล่อยที่นาทิ้งร้าง ก็คงเป็นเพราะไม่มีถนนให้รถไถหรือเครื่องจักรการเกษตรเข้าไปทำงานได้ ประกอบกับหมู่บ้านก็ขาดแคลนแรงงานด้วย ถ้าอยากจะพลิกฟื้นหมู่บ้านนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการสร้างถนนให้เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็ต้องหาวิธีรวมกลุ่มชาวบ้านตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร เพื่อที่จะได้ลงทุนนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยทำเกษตรแบบครบวงจร” ซูมั่วซีวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขอย่างฉะฉาน

“ที่รักจ๋า รู้ไหมว่าการจะทำเกษตรแบบใช้เครื่องจักรครบวงจรน่ะ นอกจากเรื่องทำถนนแล้ว มันยังต้องทำอะไรอีก? เค้าจะบอกให้เอาบุญนะ ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ เพราะมันต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเลยทีเดียว” แฟนคลับที่ดูเหมือนจะมีความรู้เรื่องการเกษตรคอมเมนต์ท้วงติงขึ้นมา

“เรื่องนั้นฉันก็รู้ดีค่ะ แต่ยังไงซะ การทำถนนก็คือบันไดก้าวแรกที่สำคัญที่สุด” ซูมั่วซียืนกราน

“ใช่ การทำถนนคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การจะปรับปรุงพื้นที่นา สร้างระบบชลประทาน แล้วก็ซื้อพวกเครื่องจักรการเกษตรน่ะ มันต้องใช้เงินทุนมหาศาลเลยนะ อย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็นสิบล้านหยวนขึ้นไป หมู่บ้านของเธอมีประชากรไม่ถึงพันคนด้วยซ้ำ หารเฉลี่ยออกมาแล้ว ก็ตกคนละเป็นหมื่นหยวนเลยนะ เลิกคิดเรื่องทำเกษตรไปได้เลย อพยพชาวบ้านฉาซู่เข้าไปอยู่ในเมืองซะยังจะง่ายกว่า” แฟนคลับคนเดิมยังคงแสดงความเห็นแย้งอย่างมีเหตุผล

ซูมั่วซีเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่แฟนคลับคนนั้นพูดมาเป็นความจริง สภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาสลับซับซ้อนของหมู่บ้านฉาซู่ ทำให้การปรับหน้าดินเพื่อทำเกษตรมีต้นทุนที่สูงลิ่ว การจะทำเกษตรแบบใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้นั้น จำเป็นต้องปรับพื้นที่นาให้ราบเรียบและกว้างขวางเสียก่อน ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล

ในเมื่อยังคิดหาทางออกไม่ได้ ซูมั่วซีจึงตัดสินใจพักเรื่องปวดหัวนี้ไว้ก่อน ‘ถึงเวลาเดี๋ยวก็คงคิดออกเองแหละ’ เธอปลอบใจตัวเอง รอให้ได้ลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้านจนเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้เสียก่อน บางทีเธออาจจะปิ๊งไอเดียดีๆ ขึ้นมาก็ได้

เดินสำรวจไปได้ไม่ทันไร ซูมั่วซีก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังง่วนอยู่กับการเกี่ยวต้นอ้อในดงหญ้ารกชัฏ การเกี่ยวต้นอ้อมันเหนื่อยและกินแรงยิ่งกว่าการเกี่ยวข้าวเสียอีก

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซูมั่วซีจึงรีบจ้ำอ้าวเข้าไปดูใกล้ๆ

เมื่อซูมั่วซีแพนกล้องโทรศัพท์ไปที่ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาเกี่ยวต้นอ้ออย่างขะมักเขม้น ช่องแชทก็แทบจะระเบิดอีกครั้ง

“เตือนภัยระดับสูงสุด!”

“ไอ้หนุ่มโสดในตำนาน ปรากฏตัวแล้ว!”

“ถอย! ถอยด่วน! เป็นโสดมาสามสิบปี มองแม่หมูยังเห็นเป็นนางฟ้าเตียวเสี้ยนเลย! อย่าเข้าไปใกล้นะเว้ย ขืนเข้าไปใกล้ ระวังจะโดนลากไปทำเมีย!”

...

ซูมั่วซีทำเป็นไม่สนใจคำเตือนแกมหยอกล้อของบรรดาแฟนคลับ เธอรีบสาวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่มคนนั้น แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะถือโทรศัพท์ไลฟ์สดไปด้วย โชคดีที่บนยอดเขาใกล้ๆ หมู่บ้านฉาซู่มีเสาสัญญาณโทรศัพท์ตั้งตระหง่านอยู่ ทำให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตของหมู่บ้านนี้ยังคงแรงชัดจัดเต็ม การไลฟ์สดของเธอจึงราบรื่นไม่มีสะดุด ต้องยกความดีความชอบให้กับความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศเลยจริงๆ

ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาเกี่ยวต้นอ้ออยู่นั้น ก็คือเฉินหมิงนั่นเอง เขากำลังทำงานอย่างเมามันส์ พอร่ายวิชาแปลงกายประทับร่างปุ๊บ เขาก็กลายร่างเป็นยอดมนุษย์อุลตร้าแมนที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กวัดแกว่งเคียวเกี่ยวต้นอ้ออย่างบ้าคลั่ง

“พี่ชายคะ!” ซูมั่วซีตะโกนเรียกเฉินหมิงที่กำลังกวัดแกว่งเคียวอยู่ในดงต้นอ้อ

แต่เฉินหมิงกลับไม่ได้ยินเสียงเรียกอันอ่อนหวานของเธอเลย เพราะในหูของเขามีแต่เสียงเคียวเกี่ยวต้นอ้อดังฉับๆ สลับกับเสียงใบต้นอ้อเสียดสีกันดังสวบสาบ

“นี่! พี่ชายคะ! ได้ยินฉันไหมคะ!” ซูมั่วซีงัดพลังเสียงระดับนักร้องโอเปร่าออกมาใช้จนสุดปอด

คราวนี้เฉินหมิงได้ยินเต็มสองหู เขาหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นหญิงสาวชาวกรุงหน้าตาสะสวยกำลังโบกไม้โบกมือเรียกเขาอยู่หยอยๆ

‘ช่วงนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมถึงมีแต่พวกคนเมืองแห่กันมาที่หมู่บ้านเราไม่ขาดสายเลย?’ เฉินหมิงนึกสงสัยอยู่ในใจ

“มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” เฉินหมิงตะโกนถามกลับไป

“พี่ชายคะ เกี่ยวต้นอ้อพวกนี้ไปทำอะไรเหรอคะ?” ซูมั่วซีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เฉินหมิงหลุดขำออกมาเบาๆ พวกคนเมืองนี่ชอบถามอะไรแปลกๆ โง่ๆ อยู่เรื่อยเลย

“พี่จะเอาต้นอ้อพวกนี้ไปสานเสื่อเหรอคะ?” ซูมั่วซีพยายามคาดเดา

การเอาต้นอ้อไปสานเสื่อน่ะ เฉินหมิงก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน แต่ต้นอ้อที่เขาใช้สานเสื่อกันน่ะ มันคนละพันธุ์กับต้นอ้อที่ขึ้นตามทุ่งนาแบบนี้

เฉินหมิงขี้เกียจจะอธิบายให้มากความ เขาก้มหน้าก้มตาเกี่ยวต้นอ้อต่อไปอย่างไม่สนใจไยดี

การที่ซูมั่วซีโดนเมินใส่ ทำเอาแฟนคลับในช่องแชทถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน

“เฮ้ยๆๆ นี่มันนางฟ้าเตียวเสี้ยนกลายร่างเป็นแม่หมูไปแล้วหรือไงวะ?”

“ฮ่าๆๆๆ เมียฉันโดนไอ้หนุ่มโสดเมินใส่ซะงั้น!”

“รสนิยมของพวกคนโสดในชนบทนี่ คงจะแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใครแน่ๆ”

“สงสัยเมียฉันจะผอมบางร่างน้อยเกินไปมั้ง พวกผู้ชายในชนบทน่ะ เขาเน้นหาเมียมาไว้สืบพันธุ์เป็นหลัก เพราะงั้น สเปกผู้หญิงในฝันของพวกเขา ก็ต้องเป็นพวกล่ำๆ บึกบึน สะโพกดินระเบิด จะได้คลอดลูกง่ายๆ ไงล่ะ”

...

หลังจากเกี่ยวต้นอ้อกอสุดท้ายเสร็จ เฉินหมิงก็เงยหน้าขึ้นมาปาดเหงื่อ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าซูมั่วซียังคงยืนรออยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

“อ้าว คุณยังไม่ไปอีกเหรอครับ?” เฉินหมิงถามด้วยความประหลาดใจ

“ก็พี่ชายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนี่นา ว่าเกี่ยวต้นอ้อพวกนี้ไปทำอะไรน่ะคะ?” ซูมั่วซีทวงคำตอบ

“ผมก็กะจะถางหญ้าทำนาปลูกข้าวไงครับ ถ้าไม่เกี่ยวต้นอ้อพวกนี้ทิ้ง แล้วผมจะปลูกข้าวได้ยังไงล่ะครับ?” เฉินหมิงเดินไปล้างคราบดินโคลนตามเนื้อตัวและจัดแต่งทรงผมที่คูน้ำริมคันนา พอซูมั่วซีได้เห็นหน้าเขาชัดๆ เธอก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ชายหนุ่มตรงหน้าเธอนี้ อายุยังน้อยอยู่เลยนี่นา

“อ้าว แล้วทำไมพี่ชายถึงไม่ออกไปทำงานหาเงินในเมืองเหมือนคนอื่นๆ ล่ะคะ?”

เฉินหมิงหันไปมองหน้าซูมั่วซีด้วยสายตาเรียบเฉย “แล้วทำไมผมต้องถ่อไปทำงานในเมืองด้วยล่ะครับ?”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 48 - ถามแต่เรื่องโง่ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว