- หน้าแรก
- วงการบันเทิง จุดเริ่มต้นแห่งการแซะ
- บทที่ 15 วงการบันเทิงวุ่นวายสุดขีด
บทที่ 15 วงการบันเทิงวุ่นวายสุดขีด
บทที่ 15 วงการบันเทิงวุ่นวายสุดขีด
บทที่ 15 วงการบันเทิงวุ่นวายสุดขีด
คืนนั้นเวลาสามทุ่มตรง เข็มนาฬิกายังไม่ทันขยับพ้นขีด ข่าวภาคค่ำของสถานีโทรทัศน์ไห่โจวก็ประกาศข่าวช็อกวงการ: "ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนพลเมืองดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมนายอี้กับพวกในข้อหามั่วสุมเสพยาเสพติด ณ บ้านพักในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง โดยนายอี้ได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา..." สิ้นเสียงผู้ประกาศข่าว ใบหน้าของอี้เฟิงก็ถูกฉายหราบนหน้าจอทีวีอย่างไร้การเซนเซอร์
คดีอี้เฟิงมั่วสุมเสพยาครั้งนี้ ราวกับระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกโยนลงไปในกองขยะ นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว ยังขุดเอาพวกแอคเคาท์หลุมและแอนตี้แฟนทุกสารทิศให้ออกมาเพ่นพ่านบนโลกโซเชียล
"เฟิงเฟิงของพวกเราไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด!"
"ใส่ร้าย! นี่มันขบวนการทำลายชื่อเสียงชัดๆ อยุติธรรมยิ่งกว่าคดีเปาบุ้นจิ้นเสียอีก!"
"อี้เฟิงไปล่วงเกินผู้ทรงอิทธิพลคนไหนเข้าล่ะสิ ถึงได้โดนจัดฉากแบบนี้?"
ในขณะที่เหล่าแฟนคลับผู้มืดบอดกำลังคร่ำครวญ บรรดาบทความปั่นกระแสและแอนตี้แฟนที่รอซ้ำเติมก็กระโดดเข้าผสมโรง ขุดคุ้ยวีรกรรมเก่าๆ ขึ้นมาช่วยดึงดูดความเกลียดชังระลอกใหญ่ให้กับอี้เฟิงอีกครั้งจนกลายเป็นประเด็นร้อนอันดับหนึ่ง
เวลาสามทุ่มสามนาที ซิงถูเอนเตอร์เทนเมนต์ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลย รีบออกประกาศแถลงการณ์ทันที เนื้อหาใจความแรกคือการแสดงความผิดหวังและโกรธเคืองอย่างรุนแรงต่อการกระทำของอี้เฟิง พร้อมระบุว่าบริษัทได้เริ่มต้นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีที่ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว นอกจากนี้ยังตอกย้ำความบริสุทธิ์ด้วยการระบุว่า ได้นำศิลปินทั้งหมดไปรับการตรวจเส้นผมและเลือดที่เขตผู่เจียงเมื่อช่วงเช้า และไม่พบสารเสพติดในร่างกายใครแม้แต่คนเดียว สรุปสั้นๆ คือ ผู้ที่กระทำผิดคืออี้เฟิงแต่เพียงผู้เดียว ส่วนซิงถูนั้นใสสะอาดดุจผ้าขาว
บริษัทให้คำมั่นว่าจะใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพง เข้มงวดกับศิลปินในสังกัดไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย และพร้อมให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อถอนรากถอนโคนแกะดำในวงการบันเทิงให้สิ้นซาก
สามทุ่มครึ่ง สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อสายจากสปอนเซอร์พากันโทรเข้ามาจนสายแทบไหม้ ทุกเจ้าต่างแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกสัญญาและทวงคืนค่าพรีเซนเตอร์จากอี้เฟิงทันที ไฟในตึกซิงถูเอนเตอร์เทนเมนต์เปิดสว่างโร่ตลอดทั้งคืน ส่วนจินจื้อหย่วนก็ถูกเรียกตัวกลับสำนักงานใหญ่เป็นการด่วน และหายเงียบเข้าไปในห้องประชุมจนรุ่งเช้า
เช้าวันต่อมา จินจื้อหย่วนส่งข้อความแจ้งข่าวลงในกลุ่มทำงานสองประเด็นหลัก:
"เนื่องจากป้าสะใภ้คนที่สามของตู้ผิ่นเชาเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว ทำให้เจ้าตัวเสียใจอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อเส้นเสียง จึงขอถอนตัวออกจากวงด้วยความสมัครใจ หลังจากนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเสริมแทน เตือนไว้ก่อนว่า เรื่องอื่นนอกจากนี้ห้ามพูดถึงเด็ดขาด ใครไม่รู้จักกฎ วงการบันเทิงก็ไม่มีที่ยืนให้หรอก"
ไม่มีใครโง่พอจะโพล่งถามอะไรออกไป ทุกคนรู้ดีอยู่เต็มอกว่าตู้ผิ่นเชาคงเข้าไปนอนในซังเตเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศในกลุ่มเต็มไปด้วยความเงียบเหงา ไม่ว่าจะสนิทกับเขาหรือไม่ ก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรให้ระคายเคืองเบื้องบน
"เนื่องจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นลูกยักษ์ ทำให้เมืองซางตู มณฑลอวี้ เผชิญกับสภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศสถานีแรกจึงต้องระงับไว้ก่อน ส่วนกำหนดการใหม่ โปรดรอประกาศอีกครั้ง"
ข่าวการเลื่อนคอนเสิร์ตส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ไม่ใช่แค่ตารางงานของพวกเขา แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผลประโยชน์มหาศาลที่ต้องหยุดชะงักลง
ทว่าตอนเที่ยง จินจื้อหย่วนก็ส่งข้อความเข้ากลุ่มแชทลวี่เป้าเป้าอีกครั้ง: "พรุ่งนี้ซ้อมต่อตามปกติ รอประกาศเรื่องการประสานงานขั้นต่อไป"
เมื่อเห็นข้อความนี้ ทุกคนก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา คิดว่าพายุอี้เฟิงคงจะไม่ลามมาถึงพวกเขา เมิ่งเหลียงเฉินเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ในเมื่อบริษัทสั่งให้ซ้อม เขาก็ไปซ้อม แต่ทว่า เมื่อเขาเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงในห้องซ้อม เขาก็ทำเอาเพื่อนร่วมวงทุกคนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
กิตติศัพท์เดิมของเมิ่งเหลียงเฉินคือการร้องเพลงเพี้ยนจนกูไม่กลับ ทุกคนชินชากับการเห็นเขาแค่ยืนฮัมเพลงเบาๆ อยู่มุมวง แต่ใครจะไปนึกว่าจู่ๆ เมิ่งเหลียงเฉินจะจับคีย์ได้แม่นยำ แถมน้ำเสียงยังกังวานไพเราะผิดหูผิดตา
จินซีโพล่งออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าตื่นเต้น "นี่แหละที่เขาเรียกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความกากหายไปที่นั่นใช่ไหมพี่!"
เมิ่งเหลียงเฉินเพียงแค่ยิ้มมุมปาก จินซีจึงแกล้งแซวต่อ "ไม่ต้องมาแอ๊บเลย! เมื่อก่อนพี่แกล้งร้องเพี้ยนใช่ไหมล่ะ? นี่คือแผนดึงดูดสายตาคนสินะ แกล้งให้คนหัวเราะเยาะเล่นๆ แต่จริงๆ แล้วซ่อนของดีไว้!"
เมิ่งเหลียงเฉินแสร้งทำหน้านิ่งขรึมดูลึกลับ "เขาเรียกว่า... คมในฝัก แกล้งเป็นลูกแกะเพื่อรอวันโชว์เทพไงล่ะ"
ทุกคน: "..."
สองวันต่อมา กระแสสังคมก็ถูกเบี่ยงเบนอย่างรวดเร็ว เมื่อมีข่าวใหญ่ระดับสั่นสะเทือนวงการโผล่มาติดๆ กันถึงสามเรื่องบนเว่ยป๋อ
หม่าเค่อ ไอดอลหนุ่มตัวท็อป ประกาศเปิดตัวแฟนสาว!
ซือซือ นางเอกระดับเอลิสต์ ประกาศหย่าขาดกับหลงหลง สามีนักแสดง!
ปัวปัว ดารารุ่นเก๋าแจ้งความจับเมียน้อยข้อหาโชกโชน!
ข่าวทั้งสามเรื่องนี้มีน้ำหนักพอที่จะเบียดคดีอี้เฟิงให้ตกอันดับไปได้สำเร็จ ช่วยให้ซิงถูเอนเตอร์เทนเมนต์หายใจคล่องคอขึ้นมาก
ในระหว่างที่พายุไต้ฝุ่นยังคงสร้างความเสียหายในพื้นที่ภาคกลาง ซิงถูเอนเตอร์เทนเมนต์ก็ได้จังหวะกู้ภาพลักษณ์ บริษัทประกาศกร้าวว่ายินดีคืนเงินค่าตั๋วคอนเสิร์ตให้เต็มจำนวน หรือใครจะถือตั๋วรอวันจัดใหม่ก็ได้ตามสะดวก
นอกจากนี้ เหล่าศิลปินในสังกัดยังถูกส่งตัวไปเมืองซางตูเพื่อร่วมคอนเสิร์ตการกุศลช่วยผู้ประสบภัยแบบฟรีๆ และท่านประธานอวี๋หมิ่นยังควักกระเป๋าบริจาคส่วนตัวอีก 20 ล้านหยวน เป็นการทำพีอาร์ที่พลิกวิกฤตศรัทธาให้กลายเป็นเสียงชื่นชมได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งเหลียงเฉินรู้สึกจุกจนพูดไม่ออกก็คือ ทั้งที่เขายังไม่ได้เงินเข้ากระเป๋าสักบาท กลับถูกบังคับให้บริจาคช่วยน้ำท่วมไปหนึ่งหมื่นหยวน โชคดีที่เงินเดือนเดือนสิงหาคมสองหมื่นหยวนเพิ่งโอนเข้าบัญชี ไม่อย่างนั้นเขาคงได้กินแกลบแทนข้าวเป็นแน่
ในงานคอนเสิร์ตการกุศล วงของเขาร้องเพลงรวมหนึ่งเพลง เผิงอี้ได้โชว์เดี่ยว ส่วนรองกัปตันก็นำทีมเต้นโชว์เรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับวัยใสที่พากันเปย์อย่างบ้าคลั่ง
ตอนที่ร้องเพลงรวม ทักษะของเมิ่งเหลียงเฉินก็ทำเอาทุกคนอึ้งอีกครั้ง แม้แต่จินจื้อหย่วนที่ยืนคุมอยู่ข้างเวทียังดูออกว่าเนื้อเสียงของหมอนี่พัฒนาขึ้นแบบผิดหูผิดตา
จินจื้อหย่วนดึงตัวเขามาถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เมิ่งเหลียงเฉินตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ความจริงแล้ว ที่ผมร้องเพี้ยนมาตลอดมันคือกลยุทธ์ครับ เป็นวิธีสร้างจุดจำให้คนสนใจไงลุง"
จินจื้อหย่วนทำหน้าเหวอ มีเครื่องหมายคำถามแปะเต็มหน้า "งั้นเชียวเหรอ?"
"ลุงหย่วนเห็นผมหน้าซื่อๆ แบบนี้ คิดว่าผมโง่เหรอ? ผมน่ะฉลาดเป็นกรดเลยนะจะบอกให้!" เมิ่งเหลียงเฉินฉีกยิ้มกว้างพลางทำท่าทางประกอบ
จินจื้อหย่วนมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ไม่รู้ว่าควรเชื่อหรือควรขำดี จึงลองเชิงกลับไปว่า "ถ้าแกฉลาดจริง ลองแต่งเพลงมาให้ฉันดูสักเพลงสิ ไหนว่าเรียนจบด้านเรียบเรียงเสียงประสานมาจากนิวซีแลนด์ไม่ใช่หรือไง?"
"ถ้าผมแต่งได้ ลุงต้องให้ผมร้องเดี่ยวนะ" เมิ่งเหลียงเฉินยื่นข้อเสนอทันที
"ถ้าไม่ใช่เพลงแร็ปหนวกหู ลุงก็พร้อมพิจารณา" จินจื้อหย่วนตอบ "แต่เรื่องนี้ต้องผ่านด่านอาจารย์เกาจินซง ผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีก่อนนะ ถึงจะอนุมัติได้"
เมิ่งเหลียงเฉินตบพุงพลุ้ยๆ ของจินจื้อหย่วนอย่างเป็นกันเอง "ลุงวางใจได้เลย พรสวรรค์ของผมน่ะ รับรองว่าถ้าลุงได้ฟังต้องอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าปากแน่!"
หลังจากงานการกุศลจบลงและทุกคนเดินทางกลับถึงไห่โจว เมิ่งเหลียงเฉินก็เริ่มแผนการ 'ขนย้าย' อารยธรรมดนตรีทันที ด้วยทักษะ 'ยอดนักจำ' เพลงทุกเพลงจากโลกเดิมถูกบันทึกอยู่ในหัวเขาอย่างแม่นยำ
แต่เขาก็ระมัดระวังพอที่จะไม่ปล่อยออกมาทีเดียวพร้อมกันเพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกตเกินไป เขาเริ่มจากการอัปโหลดผลงานจดลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเหยียน ซึ่งใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เสร็จเรียบร้อย
จากนั้นเขาก็รีบมุ่งหน้าไปหาจินจื้อหย่วนเพื่อส่งงาน แต่น่าเสียดายที่ช่วงนั้นจินจื้อหย่วนยุ่งจนหัวหมุน เมิ่งเหลียงเฉินจึงต้องตบยุงรอไปอีกสองวันเต็มๆ ถึงจะได้เข้าพบ
(จบบทที่ 15)