- หน้าแรก
- ระบบเปลี่ยนศพเป็นแต้มพลัง เส้นทางสู่ทรราชแดนเถื่อน
- บทที่ 170 - วันเดียวพันลี้! สองชินอ๋องขอเจรจาสงบศึกกับอาซื่อน่าทัว!
บทที่ 170 - วันเดียวพันลี้! สองชินอ๋องขอเจรจาสงบศึกกับอาซื่อน่าทัว!
บทที่ 170 - วันเดียวพันลี้! สองชินอ๋องขอเจรจาสงบศึกกับอาซื่อน่าทัว!
บทที่ 170 - วันเดียวพันลี้! สองชินอ๋องขอเจรจาสงบศึกกับอาซื่อน่าทัว!
หลังจากการทดสอบ ขีดจำกัดการใช้งานของยันต์ท่องวิถีไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทาง แต่ขึ้นอยู่กับเวลา
เมื่อถูกใช้งานแล้ว จนกว่าพลังปราณกังสายนั้นจะหมดลง ยันต์ท่องวิถีจะส่งผลอย่างต่อเนื่อง และระยะเวลาที่ว่านี้ยาวนานถึงสิบสองชั่วโมง!
หลังจากผ่านไปสิบสองชั่วโมง ยันต์ท่องวิถีจะหมดฤทธิ์ ทว่ากระดาษยันต์ยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้
เพียงแค่ให้เฉินเช่อวาดอักขระทับลงไปใหม่เท่านั้น
ทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมหาศาล
ส่วนเรื่องความเร็วและความทนทาน ทัพเจดีย์เหล็กที่สวมชุดเกราะเต็มยศสามารถทำความเร็วได้ถึงสามร้อยลี้ต่อวัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว! ย้ำว่านี่คือสิบสองชั่วโมงในตอนกลางวัน หากรวมเดินทางตอนกลางคืนด้วย ต่อให้เป็นห้าร้อยลี้ก็ไม่ใช่ปัญหา!
แต่นั่นจะทำให้ม้าศึกต้องรับภาระหนักเกินไป ต่อให้มียันต์ท่องวิถี ม้าศึกก็ไม่สามารถวิ่งติดต่อกันโดยไม่หยุดพักได้หรอก
เฉินเช่อ หลินชีเฮ่อ และคนอื่นๆ ปรึกษาหารือกันอย่างรอบด้าน แล้วสรุปว่าระยะทางสี่ร้อยลี้ต่อวันคือระยะทางเฉลี่ยต่อวันที่สามารถรักษาไว้ได้ในยามบุกทะลวงระยะไกล
อย่าลืมนะว่านี่คือทัพเจดีย์เหล็กเชียวนะ!
การเดินทางเฉลี่ยวันละสี่ร้อยลี้สามารถเรียกได้ว่าสะท้านฟ้าสะเทือนดินเลยทีเดียว!
ทหารม้าเบายังวิ่งได้ไม่ถึงครึ่งนึงของระยะทางนี้เลย!
ทีนี้ปัญหาคือ หากทหารม้าเบาแปะยันต์ท่องวิถีเข้าไป พวกเขาจะทำความเร็วได้สูงแค่ไหนกัน
เฉินเช่อได้ทำการทดสอบคร่าวๆ ทหารม้าเบาที่สวมเกราะครึ่งท่อนเมื่อแปะยันต์ท่องวิถีเข้าไปแล้ว แทบจะเหมือนกับบินเรียดพื้นไปเลย! ภาระของม้าลดลงยิ่งกว่าตอนไม่ใส่อุปกรณ์เสียอีก ก้าวเดียวสามารถกระโดดได้ไกลกว่าปกติถึงสองเท่า! ทำระยะทางเฉลี่ยต่อวันพุ่งทะยานไปถึงหกร้อยลี้!
ส่วนกองกำลังหญิงเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่านั้น ระยะทางเฉลี่ยต่อวันทะลวงไปถึงแปดร้อยลี้! หากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจจะวิ่งได้ถึงวันละพันลี้ตามตำนานเลยก็เป็นได้!
พลังเสริมจากยันต์ท่องวิถีที่ทรงอานุภาพขนาดนี้ ทำเอาขุนนางและแม่ทัพกองทัพราษฎรทุกคนตื่นตะลึงจนแทบคลั่ง!
แต่น่าเสียดายที่มีเพียงเฉินเช่อเท่านั้นที่สามารถวาดอักขระยันต์ท่องวิถีได้ จึงไม่สามารถติดตั้งให้กับกองทัพทั้งหมดได้ ทำได้เพียงนำมาติดตั้งให้กับทัพเจดีย์เหล็กก่อนเท่านั้น
และแค่จำนวนที่ทัพเจดีย์เหล็กหนึ่งหมื่นนายต้องการ เฉินเช่อก็ต้องใช้เวลาเตรียมการถึงสี่ห้าเดือนเป็นอย่างน้อย
ทุกคนได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
โดยเฉพาะเซวียจินเฟิ่ง นางคิดว่าหากกองกำลังหญิงเหล็กมียันต์ท่องวิถีใช้ละก็ ทุ่งหญ้าแห่งนี้ก็จะกลายเป็นสวนหลังบ้านของพวกนางอย่างแท้จริง และพวกนางจะกลายเป็นปีศาจร้ายที่ไปมาไร้ร่องรอย เป็นฝันร้ายของพวกชาวตี๋ไปเลย
โชคดีที่หน่วยสอดแนมสามารถนำไปใช้งานได้
อุปกรณ์ของหน่วยสอดแนมนั้นเบากว่ากองกำลังหญิงเหล็กเสียอีก แถมจำนวนคนในหนึ่งหมู่ก็น้อยนิด เมื่อมีพลังเสริมจากยันต์ท่องวิถี การเดินทางวันละพันลี้ก็คงกลายเป็นเรื่องปกติ!
สิ่งที่คาดการณ์ได้ก็คือ ต่อจากนี้ไปการสอดแนมพวกคนเถื่อนจะถูกยกระดับขึ้นไปสู่จุดที่ไม่เคยมีมาก่อน เฉินเช่อสามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวล่าสุดได้แบบเรียลไทม์ โอกาสที่อาซื่อน่าทัวจะเล่นลูกไม้จึงลดลงจนแทบเป็นศูนย์!
ทว่าตอนนี้ แม้แต่ยันต์ท่องวิถีสำหรับหน่วยสอดแนมก็ยังมีไม่พอใช้ ด้วยเหตุนี้เฉินเช่อจึงถูกทุกคนจับขังไว้ในห้องหนังสือ เพื่อให้เขาวาดอักขระยันต์ล่วงเวลาให้ได้จำนวนหนึ่ง
เฉินเช่อทั้งเจ็บปวดและมีความสุข
ช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ คงมีงานให้ทำจนหัวหมุนแน่
……
ทุ่งหญ้าตอนเหนือสุด
ช่วงกลางฤดูร้อนกลับมีหิมะตกปรอยๆ ลมเหนือหอบเอาเกล็ดหิมะเม็ดเล็กพัดกระหน่ำใส่กระโจมหนังแกะ
ลึกเข้าไปในกระโจม อาซื่อน่าทัวถอดเสื้อท่อนบน นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งเตียงชาวตี๋ ปิดตาสนิท เส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผาก หยาดเหงื่อไหลรินลงมาจากกล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆ ก่อนจะถูกผิวหนังอันร้อนผ่าวระเหยกลายเป็นควันสีขาวบางๆ
เขากำลังทะลวงเข้าสู่ระดับเปิดชีพจรขั้นปลาย
เฉินเช่อทำลายความเชื่อมั่นของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ล่าสุดถึงขนาดบุกเดี่ยวเอาชนะกองทัพสองหมื่นนายของซาถัวได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง
เวลา
เขาต้องการเวลา
และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขาต้องการพลัง
หากปราศจากพลังระดับควบแน่นปราณกัง การจะนำกองทัพไปสู้กับเฉินเช่อก็มีแต่สูญเปล่าเท่านั้น
"นายท่าน! ทูตของสองชินอ๋องขอเข้าพบขอรับ!" เสียงของทหารคนสนิทดังขึ้นจากนอกกระโจม
อาซื่อน่าทัวลืมตาขึ้น ความหงุดหงิดจากการถูกขัดจังหวะการบ่มเพาะพลังฉายแววขึ้นในดวงตาแวบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป เขาหยิบเสื้อคลุมมาสวม แล้วกลับไปนั่งบนเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังหมาป่าทั้งผืน
"ให้พวกเขาเข้ามาทีละคน"
ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้น ทูตคนแรกเดินเข้ามาด้วยสภาพฝุ่นเกาะเต็มตัว บนใบหน้ามีสัญลักษณ์ของชินอ๋องนีชู่ฝู สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล แฝงเร้นความอัปยศอดสูเอาไว้ภายใน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก โค้งตัวทำความเคารพเล็กน้อย
"ท่านอาซื่อน่าทัวผู้ทรงเกียรติ!"
"ข้าได้รับมอบหมายจากชินอ๋องนีชู่ฝู ให้มาเจรจาขอสงบศึก!"
"เจรจาสงบศึกงั้นหรือ"
มุมปากของอาซื่อน่าทัวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย ปลายนิ้วเคาะลงบนพนักวางแขนเบาๆ
"ข้าจำได้ว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พวกเจ้ายังหัวเราะเยาะที่ข้าพ่ายแพ้หนีมาจากทางใต้ มองว่าข้าเป็นแค่สุนัขข้างถนนตัวหนึ่งอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงคิดว่าอาซื่อน่าทัวผู้นี้คู่ควรที่จะมานั่งเจรจาด้วยแล้วล่ะ"
สีหน้าของทูตเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน เขาเร่งจังหวะการพูด "ท่านผู้นำ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว! เรื่องแผนชั่วของเฉินเช่อ ข้าคิดว่าท่านคงจะรู้สึกได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก!"
"พวกมันทำตัวเหมือนตัวมาร์มอตบนทุ่งหญ้า กำลังขุดรูสร้างรังอย่างบ้าคลั่ง! ป้อมปราการและเมืองต่างๆ กำลังขยายตัวขึ้นเหนือด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน! พื้นที่ของทุ่งหญ้ากำลังถูกบีบอัด พื้นที่อยู่อาศัยกำลังถูกกลืนกิน!"
"ดาบของพวกชาวเฉียน กำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของพวกเราชาวตี๋ทุกคนแล้ว!"
เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองอาซื่อน่าทัวด้วยสายตาเร่าร้อน "ภัยคุกคามจากเฉินเช่อ ร้ายแรงยิ่งกว่าการแย่งชิงอำนาจระหว่างพวกเรานัก! ท่านชินอ๋องมองเห็นเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากพวกเรายังคงห้ำหั่นกันเองต่อไป ไม่ว่าท้ายที่สุดท่านหรือเราจะเป็นฝ่ายชนะ มันก็เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้เฉินเช่อได้ผลประโยชน์ไปฟรีๆ เท่านั้น!"
"รอจนกว่าเขาจะตอกหมุดเหล่านั้นลงบนทุ่งหญ้าจนเต็ม บีบอัดพื้นที่หลบหลีกสุดท้ายของพวกเราจนหมด ถึงเวลานั้น ไม่ว่าท่านหรือเรา ก็เป็นแค่เพียงม้าที่ถูกตัดขา รอให้เขาสับเนื้อเท่านั้น!"
ทูตเน้นย้ำน้ำเสียง แทบจะเป็นการตะโกน "นี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของชาวตี๋เรา! ชาวตี๋ไม่ควรเข่นฆ่ากันเองอีกต่อไปแล้ว!"
"ท่านชินอ๋องยินดีละทิ้งความแค้น และร่วมมือกับท่าน! รวบรวมกำลังของทุ่งหญ้า บุกลงใต้โจมตีเฉินเช่อ! มีเพียงการทำลายห่วงโซ่การสร้างเมืองของเขา และขับไล่กองทัพราษฎรออกไปเท่านั้น ทุ่งหญ้าจึงจะมีโอกาสรอดชีวิต!"
"นี่คือช่วงเวลาชี้ชะตาของอาณาจักรตี๋! พวกเราต้องรวมพลังกันต่อต้านศัตรูภายนอกนะท่าน!"
อาซื่อน่าทัวทำหน้าเรียบเฉย
แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ
ร่วมมือกันงั้นหรือ
บุกลงใต้ไปโจมตีเฉินเช่องั้นหรือ
นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!
เขาประเมินสถานการณ์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว การจะเอาชนะกองทัพราษฎรที่มีกำลังรบขยายตัวเพิ่มขึ้นนับสิบเท่า รวมทั้งไอ้สัตว์ประหลาดอย่างเฉินเช่อในตอนนี้นั้น โอกาสชนะแทบจะริบหรี่!
การเจรจาเป็นพันธมิตรที่ว่านี้ มันก็แค่แผนซื้อเวลาของพวกนีชู่ฝูที่ใกล้จะทนไม่ไหวแล้วเท่านั้น!
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด "กลับไปบอกชินอ๋องของเจ้าซะ หากมีความจริงใจ ก็จงมาเจรจาเงื่อนไขด้วยตัวเอง"
จากนั้นก็โบกมือไล่แขก
ทูตหน้าแดงก่ำ อยากจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อต้องเผชิญกับสายตาอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึงของอาซื่อน่าทัว เขาก็ทำได้เพียงโค้งคำนับถอยออกไป ด้วยความคับแค้นใจเต็มอก
ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง
ทูตคนที่สองเดินเข้ามา
เขาสวมชุดหนังหรูหรา ใบหน้ามีตราสัญลักษณ์ของชินอ๋องซื่อเย่ฮู้ สีหน้าของเขาก็ดูตึงเครียดเช่นกัน แต่มีความอัปยศอดสูน้อยกว่า และมีความรีบร้อนมากกว่า
เขาทำความเคารพอย่างนอบน้อม น้ำเสียงดังกังวาน
"ข้าแต่ข่านอาซื่อน่าทัวผู้สูงส่ง! พญาอินทรีแห่งทุ่งหญ้า! ข้าเป็นตัวแทนของท่านชินอ๋องซื่อเย่ฮู้ ขอแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อท่าน!"
อาซื่อน่าทัวพยักหน้าเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราว
"ท่านทูตเดินทางมาที่นี่ ด้วยเหตุผลอันใดงั้นหรือ"
"เมฆดำกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว!"
ทูตกล่าวอย่างเร่งร้อน "โซ่ตรวนแห่งการสร้างเมืองของเฉินเช่อกำลังบีบรัดคอหอยของทุ่งหญ้า ภัยร้ายจากชายผู้นี้ รุนแรงเกินกว่าความขัดแย้งภายในของพวกเราชาวตี๋ยิ่งนัก!"
"ท่านชินอ๋องทราบดีว่า ไม่ว่าการศึกระหว่างท่านกับชินอ๋องนีชู่ฝูจะลงเอยอย่างไร ล้วนเป็นการเปิดโอกาสให้แผนชั่วของเฉินเช่อประสบผลสำเร็จ และเป้าหมายต่อไปของคมดาบเขา จะต้องเป็นผู้ที่เหลือรอดอยู่อย่างแน่นอน!"
"ทุ่งหญ้าไม่ควรเข่นฆ่ากันเองอีกต่อไป!"
"ท่านชินอ๋องยินดีเป็นตัวกลางเจรจาสงบศึกระหว่างท่านกับชินอ๋องนีชู่ฝู และระดมสรรพกำลังแห่งทุ่งหญ้า บุกลงใต้โจมตีเฉินเช่อพร้อมกัน เพื่อไขว่คว้าโอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวให้กับอาณาจักรตี๋ของเรา!"
[จบแล้ว]