- หน้าแรก
- ตำนานอนุบาลอุลตร้าแมน กับระบบทุบไข่กู้โลก
- (ฟรี) บทที่ 320 - ต่อไปฉันจะพูดประเด็นสำคัญแล้วนะ...
(ฟรี) บทที่ 320 - ต่อไปฉันจะพูดประเด็นสำคัญแล้วนะ...
(ฟรี) บทที่ 320 - ต่อไปฉันจะพูดประเด็นสำคัญแล้วนะ...
(ฟรี) บทที่ 320 - ต่อไปฉันจะพูดประเด็นสำคัญแล้วนะ...
◉◉◉◉◉
เมื่อเห็นท่าทีของไป๋หลี่หยวนและอุจิวะ ชิซุยที่ไม่เข้าใจและดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องราวของศิลาปราชญ์เลยจริงๆ มาฟีก็ถอนหายใจออกมา
"ดูเหมือนว่าพวกนายจะไม่รู้เรื่องจริงๆ สินะ งั้นฉันจะอธิบายให้ฟังก็แล้วกัน แต่ว่าไอ้ผีเสื้อโลหิตอะไรนั่นของพวกนายนี่มันหลอกลวงกันชัดๆ พอกลับไปแล้วก็เปลี่ยนความเชื่อซะใหม่เถอะนะ" มาฟีกล่าว
ในการคาดเดาของมาฟี ผีเสื้อโลหิตไร้เทียมทานน่าจะเป็นสิ่งที่ลัทธิบางลัทธิเคารพบูชา ความเชื่อในลัทธิแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในโลกของผู้ใช้ตราสัญลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาคาโมอิที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านความรู้และวัฒนธรรม
ความจริงและความเชื่อไม่ได้ขัดแย้งกัน ความจริงเปิดประตูสู่อนาคต ส่วนความเชื่อก็ช่วยเยียวยาจิตใจ ทั้งสองสิ่งนี้กลับเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้นลัทธิบางแห่งก็มีพลังพิเศษซ่อนอยู่จริงๆ
แน่นอนว่าก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าจะมีลัทธินอกรีตและลัทธิจอมหลอกลวงปะปนอยู่ด้วย
ในพื้นที่อาคาโมอิแห่งนี้ ผู้คนมีอิสระทางความคิดและอิสระทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนความเชื่อจึงไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดลัทธิแปลกประหลาดขึ้นมากมาย
ลัทธินอกรีตนั้นยังพอจัดการได้ แค่กวาดล้างให้สิ้นซากก็จบเรื่อง แต่ลัทธิบางแห่งแม้จะไม่ใช่ลัทธินอกรีต แต่ความสามารถในการหลอกลวงก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าลัทธินอกรีตเลย แถมยังเอาผิดอะไรไม่ได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น มาฟีเคยได้ยินเรื่องราวของลัทธิที่เคารพบูชาเทพีแห่งน้ำองค์หนึ่งที่ชื่อว่า นิกายแอ็กซิส ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนกับแหล่งรวมคนปัญญาอ่อนชัดๆ ชนิดที่ว่าแม้แต่หมาเห็นก็ยังต้องเมินหน้าหนี แต่ลัทธินี้กลับเป็นลัทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย พลังที่สืบทอดกันมาในลัทธินี้มีประสิทธิภาพในการต่อกรกับพลังชั่วร้ายได้อย่างดีเยี่ยม จัดอยู่ในฝ่ายธรรมะ หากจะแบ่งแยกกันจริงๆ พวกเขาก็คือพวกเดียวกันนั่นแหละ
แต่ทว่า ว่ากันว่าในอดีตนิกายแอ็กซิสเคยก่อความวุ่นวายในพื้นที่รอบๆ อาคาโมอิไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ลัทธิประเภทที่ดูน่ารังเกียจ แต่ก็ไม่สามารถลงมือจัดการได้นี่แหละคือลัทธิที่น่ารังเกียจที่สุด
โชคดีที่ช่วงหลายปีมานี้ลัทธินี้ค่อนข้างจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ได้ออกมาก่อเรื่องวุ่นวายมานานมากแล้ว ทุกคนต่างก็ยินดีที่ได้เห็นสถานการณ์เช่นนี้ และหากต้องกำหนดระยะเวลาให้กับสถานการณ์นี้ล่ะก็ พวกเขาหวังว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไป... ตลอดกาล!
ตอนนี้มาฟีได้จัดให้ผีเสื้อโลหิตเป็นลัทธิประเภทที่คล้ายคลึงกันไปเรียบร้อยแล้ว
รู้ทั้งรู้ว่ามีอันตราย แต่กลับไม่ยอมอธิบายสถานการณ์ของศัตรูให้ฟังแล้วก็ส่งคนมาเนี่ยนะ
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับอัศวินที่ต้องไปปราบมังกร ได้รับแต่คำสั่งมาโดยไม่รู้สถานการณ์ใดๆ เลย จากนั้นก็ส่งลูกน้องเลเวลสิบกว่าๆ ไปสู้กับมังกรเลเวลร้อยที่อัปจนตันแล้ว
นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ!
และคนสองคนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ด้วย
ยังไม่ทันรู้สถานการณ์ให้แน่ชัดก็กล้าโผล่มาแล้วงั้นเหรอ
สงสัยจะโดนผีเสื้อโลหิตล้างสมองจนเพี้ยนไปแล้วมั้ง
นี่พวกนายไม่เคยคิดเลยใช่ไหมว่าตัวเองอาจจะต้องไปเผชิญหน้ากับอะไรน่ะ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สายตาของมาฟีที่มองไป๋หลี่หยวนและอุจิวะ ชิซุยก็เปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจ มันเป็นสายตาที่มองดูพวกปัญญาอ่อนด้วยความเวทนา
ทว่าสายตาของมาฟีกลับทำให้ไป๋หลี่หยวนและอุจิวะ ชิซุยงุนงงไปตามๆ กัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมมาฟีถึงต้องมองพวกเขาแบบนั้น แต่พวกเขากลับสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายอะไรบางอย่าง
มาฟีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เริ่มอธิบาย
"เวลาเรามีจำกัด งั้นฉันจะอธิบายแบบรวบรัดก็แล้วกันนะ ศิลาปราชญ์คือสิ่งของต้องห้ามที่เกี่ยวข้องกับชีวิต มันปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ แต่ศิลาปราชญ์ก้อนแรกถูกสร้างขึ้นมาโดยนักเล่นแร่แปรธาตุ และจุดประสงค์เริ่มแรกในการสร้างศิลาปราชญ์ขึ้นมาก็มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ... ความเป็นอมตะ!"
"ความเป็นอมตะงั้นเหรอ" ไป๋หลี่หยวนชะงักไป "ความเป็นอมตะมีอยู่จริงเหรอครับ"
"จะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ" มาฟีมองบน "แต่จากข้อมูลในคัมภีร์โบราณระบุเอาไว้ว่า ศิลาปราชญ์สามารถต่ออายุขัยของคนคนหนึ่งได้จริงๆ เคยมีคนใช้ศิลาปราชญ์ต่ออายุขัยของตัวเองได้ถึงพันปีเลยนะ!"
"แล้วตอนนี้คนคนนั้นเป็นยังไงบ้างแล้วล่ะครับ"
"ตายไปแล้วล่ะ"
"หืม"
"ก็เพราะว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสองพันปีก่อนน่ะสิ"
"..."
ไป๋หลี่หยวนถึงกับพูดไม่ออก มันช่างยาวนานเสียจริงๆ
"หลักการทำงานของศิลาปราชญ์ความจริงแล้วมันก็ง่ายมากๆ มันก็คือการแย่งชิงพลังชีวิตของคนอื่นมาใส่ไว้ในร่างกายของตัวเอง หากสามารถใช้ศิลาปราชญ์ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถมีชีวิตเป็นอมตะในทางอ้อมได้จริงๆ!" สีหน้าของมาฟีเคร่งขรึมลง
"แล้วทำไม..."
"ฟังฉันพูดให้จบก่อนสิ ต่อไปฉันจะพูดประเด็นสำคัญแล้วนะ" มาฟีขัดจังหวะคำถามของไป๋หลี่หยวน
สีหน้าของไป๋หลี่หยวนและอุจิวะ ชิซุยก็เคร่งขรึมลงเช่นกัน
มาฟีดูเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่ในหัว จากนั้นก็ค่อยๆ เอ่ยปากออกมา
"ฉันหิวแล้ว..."
"..."
นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเจ้าสาวที่เมนส์มาในคืนวันแต่งงานเป๊ะเลย ความผิดหวังนี้มันช่างชวนให้สบถคำหยาบออกมาเสียจริงๆ
"ช่วยไม่ได้นี่นา เมื่อคืนนี้ต่อสู้ไปตั้งหลายครั้ง หลังจากนั้นก็ยังต้องมาเจอเรื่องราวตั้งมากมายก่ายกอง พละกำลังมันก็ต้องถูกใช้ไปเยอะเป็นธรรมดานี่นา แถมฉันก็ไม่ได้พกเสบียงติดตัวมาด้วย..." พูดมาถึงตรงนี้ มาฟีก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย
ไป๋หลี่หยวนโยนปลาย่างที่เขาเคยย่างเก็บไว้เป็นเสบียงสำรองให้กับมาฟีตัวหนึ่ง
"ถึงมันจะชืดไปหน่อย แต่รสชาติก็ยังอร่อยอยู่นะครับ"
พูดจบ ไป๋หลี่หยวนก็หยิบปลาย่างออกมาอีกตัว แล้วก็เริ่มกินเช่นกัน
พอถูกมาฟีขัดจังหวะแบบนี้ เขาก็ชักจะรู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกันแฮะ
มาฟีกัดปลาย่างไปคำหนึ่ง ถึงมันจะชืดไปหน่อย แต่รสชาติก็ยังอร่อยอยู่จริงๆ ถ้าปลาตัวนี้เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ มันจะหอมขนาดไหนกันนะ
"อร่อยจัง~" มาฟีเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุข "ปลาตัวนี้ใครเป็นคนย่างเหรอ"
"ผมเองครับ" ไป๋หลี่หยวนตอบ
"แล้วเขาไม่กินเหรอ" มาฟีชี้ไปที่อุจิวะ ชิซุย
"ข้าน้อยกินแล้วครับ" อุจิวะ ชิซุยตอบ ตั้งแต่เปลี่ยนสภาพกลายเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ อุจิวะ ชิซุยก็ไม่จำเป็นต้องกินอาหารอีกต่อไป
"เอาล่ะ เล่าเรื่องศิลาปราชญ์ต่อเถอะครับ" ไป๋หลี่หยวนเอ่ย
"ได้เลย" มาฟีพยักหน้า จากนั้นก็เล่าเรื่องต่อไป
ณ ตำแหน่งที่ภูเขาลอยตัวขึ้นในระยะไกล สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ได้ดิ้นหลุดออกมาจากภูเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
รูปร่างของมันคล้ายคลึงกับเต่ายักษ์ กระดองบนหลังดูราวกับเสื้อเกราะ บนยอดของเสื้อเกราะยังมีเศษหินหลงเหลืออยู่ นั่นก็คือป่าไม้ที่เต็มไปด้วยรังไหมใยแมงมุมที่ถูกยึดติดอยู่บนหลังของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ด้วยสาเหตุบางอย่างนั่นเอง
บนผิวหนังบริเวณศีรษะและส่วนอื่นๆ ของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ที่โผล่พ้นออกมามีชั้นหนังกำพร้าที่แห้งแตกปกคลุมอยู่ และที่สะดุดตาที่สุดก็คือเท้าขนาดมหึมาทั้งสี่ข้างที่อยู่ใต้ลำตัว ฝ่าเท้าแต่ละข้างต่างก็เปล่งประกายแสงสว่างเจิดจ้า มีพลังงานธาตุแสงอันเข้มข้นโอบล้อมอยู่
"นี่คือแรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสงอย่างนั้นเหรอ"
ณ ป่าไม้ที่หลงเหลืออยู่เบื้องหลังสัตว์อสูรขนาดยักษ์ มีเงาร่างห้าสายกำลังยืนอยู่
พวกเขาคือคนทั้งห้าที่เป็นผู้วางแผนเรื่องราวทั้งหมดนี้นั่นเอง
ทว่าสิ่งที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็คือ บริเวณหน้าท้องของหญิงสาวในชุดหนังรัดรูปมีใยแมงมุมพันอยู่ ส่วนมิโนสแม้จะยังมีรอยยิ้มอันหยิ่งยโสประดับอยู่บนใบหน้า ทว่าดวงตากลับดูลึกล้ำ ซ่อนเร้นประกายแห่งปรัชญาที่ใฝ่หาอิสรภาพเอาไว้ในดวงตาอย่างเงียบงัน
นักรบแห่งปรัชญาคนหนึ่ง (มู่จี๋) ล้มลงไปแล้ว แต่นักรบแห่งปรัชญาอีกคนหนึ่ง (มิโนส) กำลังจะลุกขึ้นมา!
มิโนสมองไปยังท้องฟ้าอันไกลโพ้น
"รุ่นพี่มู่จี๋ คุณยังปลอดภัยดีใช่ไหมครับ"
ไม่มีใครสนใจมิโนสเลย ทุกคนต่างก็เฝ้ารอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
"นี่คือแรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสงงั้นเหรอ ตัวใหญ่ชะมัดเลยนะเนี่ย" หญิงสาวในชุดหนังรัดรูปเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
"แล้วเมื่อไหร่ถึงจะสามารถสร้างศิลาปราชญ์ได้ล่ะ" เด็กสาวในชุดกิโมโนเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
"ตอนนี้แรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสงเพิ่งจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเท่านั้น ต้องรอให้แรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสงฟื้นคืนสติอย่างสมบูรณ์เสียก่อนถึงจะเริ่มสกัดได้ ถึงตอนนั้นถึงจะสามารถดึงพลังชีวิตของแรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสงมาเป็นพลังงานได้ หากลงมือในตอนนี้ แรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสงไม่เพียงแต่จะไม่สามารถมอบพลังชีวิตที่เพียงพอต่อการสังเคราะห์ศิลาปราชญ์ได้เท่านั้น แต่ในทางกลับกันมันอาจจะหลับใหลไปอีกครั้ง คราวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์" เซียวอธิบาย
"ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน" เด็กสาวในชุดกิโมโนถามต่อ
"หนึ่งชั่วโมง!" เซียวตอบ
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียว ดวงตาของอีกสี่คนก็เป็นประกายขึ้นมา
ในขณะที่มุมปากของเซียวที่หันหลังให้คนอื่นๆ ก็ยกขึ้นเล็กน้อย
เหล่าภูตผีปีศาจ ต่างก็ซ่อนเร้นแผนการร้ายเอาไว้ในใจ
สิ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็นก็คือ มีก๊าซสีดำลอยออกมาจากใต้ท้องของแรดเกราะยักษ์เท้าวาบแสง เลื้อยขนานไปกับพื้นดินแล้วกระจายตัวออกไปรอบทิศทาง แผ่ซ่านกลิ่นอายอันเป็นลางร้ายออกมา
[จบแล้ว]