- หน้าแรก
- อย่าเรียกผมว่าเทพมาร
- บทที่ 120 - เทพมาร: เผ่นแน่บ!
บทที่ 120 - เทพมาร: เผ่นแน่บ!
บทที่ 120 - เทพมาร: เผ่นแน่บ!
บทที่ 120 - เทพมาร: เผ่นแน่บ!
เหล่าผู้ศรัทธาแห่งลัทธิแสวงหาความรู้ได้ต้อนเดอร์สลีย์จนมุม
เมื่อไม่สามารถสังเวยผู้ศรัทธาแห่งแสงสว่างที่บริสุทธิ์ที่สุด—หรือก็คือกองกำลังศักดิ์สิทธิ์—ให้แก่เทพมารเพื่อแลกกับพลังได้ เดอร์สลีย์ก็ทำได้เพียงเลือกเป้าหมายรองลงมา
เทพมารนั้นไม่ได้เรื่องมากกับเครื่องสังเวยที่ถูกนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธาของเทพเจ้าองค์ใด ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้ใช้พลัง ในทางทฤษฎีแล้วสามารถนำมาสังเวยให้แก่เทพมารได้ทั้งสิ้น
เพียงแต่เดอร์สลีย์เคยได้ยินทูตทั้งสองคนนั้นอธิบายไว้ว่า สิ่งที่จะทำให้พระองค์พึงพอใจมากที่สุดก็คือผู้ศรัทธาแห่งแสงสว่างที่บริสุทธิ์ การสังเวยกองกำลังศักดิ์สิทธิ์จะทำให้เทพมารทรงพระเกษมสำราญยิ่งขึ้น และประทานพลังให้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ค่ายกลเวทของพิธีจุติได้ถูกเตรียมการไว้นานแล้ว ณ ขณะนี้ ห้องโถงของคาสิโนวงล้อสีเลือดก็คือสถานที่ประกอบพิธีกรรม
เมื่อไม่อาจอาศัยพลังของตนเองกำจัดศัตรูเหล่านี้ได้ หนทางเดียวที่เหลืออยู่ของเดอร์สลีย์คือการอ้อนวอนต่อเทพมารที่กำลังจับจ้องมายังเขา เพื่อขอให้พระองค์เสด็จลงมายังสถานที่แห่งนี้และเสวย 'เครื่องสังเวย'
แววตาของเดอร์สลีย์ฉายแววอำมหิต
"ข้าแต่จ้าวแห่งความทะเยอทะยานผู้สูงส่งและยิ่งใหญ่ ขอพระองค์จงเป็นประจักษ์พยาน ณ บัดนี้และสถานที่แห่งนี้!"
"ข้าขออุทิศทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของข้าเป็นเครื่องบูชา เพื่ออ้อนวอนขอให้พระองค์เสด็จมา!"
"ขอพระองค์จงเสวยเครื่องสังเวยทั้งหลายเหล่านี้อย่างสำราญ และโปรดประทานการตอบรับกลับมาด้วยเถิด!"
"ด้วยพลังอำนาจอันไร้ขอบเขต โปรดชำระล้างเลือดเนื้อ กระดูก และจิตวิญญาณของข้าด้วยเถิด!"
สิ้นเสียงสวดอ้อนวอนอันดังก้องของเดอร์สลีย์ ค่ายกลเวทบนพื้นก็ทอประกายแสงสีดำแดงอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาพร้อมกัน สายตาอันไร้รูปร่างจากความว่างเปล่าค่อยๆ ทอดลงมา กลิ่นอายกดดันจนแทบหายใจไม่ออกแผ่ซ่านออกไป บีบคั้นให้ความนึกคิดของผู้คนในที่นั้นสับสนวุ่นวาย แม้แต่จะขยับตัวก็ยังยากลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะเข้าไปขัดขวางพิธีจุติของเดอร์สลีย์เลย
เพตกึ่งนั่งกึ่งนอนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่บนพื้น สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
เดิมทีเขาคิดว่ามองเห็นรุ่งอรุณแห่งชัยชนะแล้ว เดอร์สลีย์น่าจะหมดเรี่ยวแรงแล้ว
ทว่าอีกฝ่ายกลับงัดไพ่ตายสำหรับพลิกสถานการณ์ออกมาใช้ในนาทีสุดท้ายเสียได้
สถานการณ์พลิกผันอย่างกะทันหัน!
ณ ใจกลางของค่ายกลเวท พื้นที่มิติถูกบิดเบือนและฉีกขาดทีละน้อย กลิ่นอายความโกลาหลจากความว่างเปล่าพวยพุ่งออกมา ภาพลวงตาอันบิดเบี้ยวคลุ้มคลั่งเริ่มปรากฏขึ้นในสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นลางบอกเหตุว่า ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างกำลังจะจุติลงมา ณ สถานที่แห่งนี้
หนวดสัมผัสอันใหญ่โตที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากภาพลวงตาเป็นรูปร่างที่จับต้องได้ ยื่นออกมาจากรอยแยกของมิติที่แตกร้าว กวัดแกว่งไปมาเพื่อค้นหาเป้าหมายรอบๆ ที่พระองค์สามารถกลืนกินได้
เมื่อเห็นภาพนี้ มิแรนด้าก็เผยสีหน้าสิ้นหวังออกมา
ช่องทางที่เชื่อมต่อกับความว่างเปล่ากำลังจะถูกเปิดออกโดยพิธีกรรม นางเคยอ่านเจอในบันทึกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างว่า นี่คือลางบอกเหตุการจุติของร่างต้นแห่งเทพมาร
"นี่หมายความว่า... ท่าเรือกริมกำลังจะซ้ำรอยเมืองมรณะแล้วอย่างนั้นหรือ..."
เดอร์สลีย์ตะโกนก้องอย่างคลุ้มคลั่ง
"จ้าวแห่งความทะเยอทะยาน ขอพระองค์จงเสวยให้สำราญเถิด!"
ในขณะที่หนวดสัมผัสกำลังกวัดแกว่งอยู่นั้น ในที่สุดมันก็สัมผัสโดนสมาชิกของลัทธิแสวงหาความรู้คนหนึ่ง
ในเสี้ยววินาทีนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!
...
หนวดสัมผัสทั้งหมดราวกับไปสัมผัสโดนสวิตช์ไฟเข้า ต่างพากันกระตุกอย่างรุนแรงพร้อมเพรียงกัน!
วินาทีต่อมา พวกมันก็พร้อมใจกันหดกลับเข้าไปตามรอยแยกมิติความว่างเปล่าที่พวกมันโผล่ออกมา!
รวดเร็วจนเกิดเสียงดังฟึ่บฟั่บแหวกอากาศ!
หนวดสัมผัสเส้นสุดท้ายถึงกับแสดงความมีมารยาทด้วยการลูบผ่านมิติที่แตกสลาย พยายามทำให้มันเรียบเนียนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่นี้มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
กลิ่นอายความว่างเปล่าที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศก็เริ่มสลายตัวไปพร้อมกับการปิดตัวลงของช่องทาง
เดอร์สลีย์ยืนนิ่งอึ้งไปเลย
เรื่องที่ทำให้เขาตกตะลึงจนไม่อาจเข้าใจได้เกิดขึ้นแล้ว
ตัวเขาในตอนนี้ ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาอย่างแผ่วเบานั้นได้อีกต่อไปแล้ว!
หลังจากใช้สมาชิกแก๊งเขี้ยวเลือดที่เหลือทั้งหมดเป็นเครื่องสังเวยโลหิต ก่อนหน้านี้เขาก็สามารถอ้อนวอนขอการจับจ้องจากตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า 'จ้าวแห่งความทะเยอทะยาน' ได้สำเร็จ
รอเพียงแค่พิธีจุติเสร็จสมบูรณ์ก็สามารถเริ่มการสังเวยได้เลย
ผลปรากฏว่าการสังเวยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ยังไม่ทันได้ถวายเครื่องสังเวยเลยด้วยซ้ำ!
ตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ประทานพลังให้เขา... เหตุใดถึงเผ่นหนีไปเสียแล้วเล่า!
ตัวตนอันยิ่งใหญ่หลบหนีไป ไม่ทอดสายตาลงมายังเดอร์สลีย์อีก พลังที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของเขาก็เริ่มเสื่อมถอย แขนขาทั้งสี่ที่เคยกลายสภาพเป็นหนวดสัมผัสก็เริ่มหวนคืนสู่รูปลักษณ์ของมนุษย์อีกครั้ง
เดอร์สลีย์สับสนงุนงง ยื่นมือออกไปยังใจกลางค่ายกลเวทของพิธีกรรมอย่างเลื่อนลอย พยายามไขว่คว้าบางสิ่งกลางอากาศอย่างสูญเปล่า
"ทะ... ทำไมถึงเป็นเช่นนี้!"
ไหนทูตทั้งสองคนนั้นบอกเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า เทพมารไม่เคยเลือกกินเครื่องสังเวยอย่างไรเล่า
ผู้ใช้พลังในวงล้อสีเลือดตั้งมากมายก็ล้วนเป็นเครื่องสังเวยสำเร็จรูปทั้งสิ้น เหตุใดคราวนี้เทพมารกลับมา 'เลือกกิน' เสียได้เล่า
...
ไม่ใช่แค่เดอร์สลีย์ที่สับสนงุนงง แม้แต่เหล่าผู้ศรัทธาแห่งลัทธิแสวงหาความรู้ก็สับสนงุนงงเช่นกัน
บริวารของเทพมารแห่งแก๊งเขี้ยวเลือดที่พวกเขากำจัดไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่เรื่องเด็กเล่นเท่านั้น ครั้งนี้พอได้มาสัมผัสลางบอกเหตุการจุติของเทพมารด้วยตนเอง พวกเขาถึงได้ล่วงรู้ว่าตัวตนที่ถูกขนานนามว่า 'เทพมาร' นั้นมีความน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด
พลังอำนาจอันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ปุถุชนที่เพิ่งก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้พลังระดับหนึ่งอย่างพวกเขาจะต้านทานได้เลย
เพียงแค่แรงกดดันจากกลิ่นอายยามที่ร่างต้นของพระองค์จุติลงมา ก็เพียงพอที่จะสยบทุกคนจนขยับตัวไม่ได้ สูญเสียความสามารถในการต่อต้านไปโดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงนอนรอความตายเท่านั้น
เดิมทีทุกคนคิดว่าคงจะจบเห่กันหมดแล้ว
ผลปรากฏว่าเทพมารองค์นี้กลับทอดทิ้งเดอร์สลีย์แล้วเผ่นหนีไปเสียอย่างนั้น
แม้จะคิดไม่ออกว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่ในตอนนี้มีเรื่องหนึ่งที่พวกเขารีบร้อนต้องจัดการให้เสร็จสิ้น
เมื่อสูญเสียพลังเสริมจากการจับจ้องของเทพมาร เดอร์สลีย์ที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้วก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนจากลัทธิแสวงหาความรู้อีกต่อไป
แบรนดอนที่เพิ่งจะฟื้นฟูสภาพร่างกายขึ้นมาได้บ้าง พุ่งเข้าไปหาเดอร์สลีย์ กวัดแกว่งท่อนเหล็กงัดคู่ใจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน ฟาดเข้าใส่เพื่อปิดฉาก!
"ปัง!"
[กำจัดเดอร์สลีย์ จะได้รับแต้มยุติธรรมเพิ่มขึ้นหนึ่งพันแต้ม ประสบการณ์ตำนานเพิ่มขึ้นหนึ่งพันแต้ม ตามระดับการมีส่วนร่วม]
[ความคืบหน้าการปะทุภัยคุกคามเทพมารเขตเมืองชั้นล่างท่าเรือกริม: ร้อยละศูนย์ (คำเตือน: ภัยคุกคามยังไม่ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ ยังคงมีภัยคุกคามแอบแฝงอยู่ภายในวงล้อสีเลือด)]
วินาทีที่โองการเทพส่งลงมา ทุกคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มิแรนด้าแทบไม่อยากจะเชื่อ "พวกเราทำสำเร็จแล้วหรือ"
"ท้ายที่สุดแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดจู่ๆ พระองค์ถึง... ออกจากที่นี่ไปเล่า"
เพตที่เหนื่อยหอบจนแทบจะหมดแรงหัวเราะอย่างเบิกบาน "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ช่างปะไรเล่า!"
"ผลลัพธ์ออกมาดีก็พอ พวกเราเป็นฝ่ายชนะ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"
"สิ่งที่พวกเราควรให้ความสำคัญในตอนนี้คือ รีบรักษาคนเจ็บก่อน"
แม้คู่ต่อสู้ในศึกนี้จะมีเพียงเดอร์สลีย์คนเดียว ทว่าความเสียหายที่เจ้านี่ก่อขึ้นในช่วงท้ายที่เปลี่ยนเป็น 'ร่างจำแลงแห่งเจตนาร้าย' นั้นมหาศาลมาก การถูกหนวดสัมผัสฟาดเพียงถากๆ ก็บาดเจ็บ หากโดนเข้าไปเต็มๆ ก็ล้มลงไปกอง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์นี้
ต้องอาศัยนักบวชหลายคนที่คอยรักษายืดชีวิตให้อย่างทันท่วงที จึงรอดพ้นจากการถูกโจมตีจนถึงแก่ชีวิตจากเดอร์สลีย์มาได้
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการมีอยู่ของ 'ลมหายใจแห่งความชั่วร้าย' แม้จะไม่ถูกเดอร์สลีย์โจมตีโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของกลิ่นอายเทพมารอย่างหนักหน่วง เรียกได้ว่าทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
"แล้วก็ต้องตรวจค้นที่วงล้อสีเลือดแห่งนี้ให้ละเอียดด้วย!"
"หัวหน้านักบวชสกายต์กับเดอร์สลีย์ลอบติดต่อสื่อสารกันผ่านทางจดหมาย หากต้องการจะแฉแผนการอันตรายที่เขาวางไว้ ของพวกนี้จะต้องกลายเป็นหลักฐานสำคัญอย่างแน่นอน"
"อีกอย่าง อย่าลืมสิ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเตือนพวกเราไว้แล้ว"
"ภายในวงล้อสีเลือดยังมีภัยคุกคามแฝงอยู่ที่พวกเรายังหาไม่พบอีก!"
...
[จบแล้ว]