- หน้าแรก
- ดราก้อนบอล ระบบฮาเร็มคริสตัลของโบรลี่
- บทที่ 17 - การล้างแค้นของจิลส์ เดอ เรซ์
บทที่ 17 - การล้างแค้นของจิลส์ เดอ เรซ์
บทที่ 17 - การล้างแค้นของจิลส์ เดอ เรซ์
บทที่ 17 - การล้างแค้นของจิลส์ เดอ เรซ์
"อะไรนะ หายตัวไป?"
ที่บ้านฟุจิมุระเกิดความวุ่นวายขึ้นขนาดย่อม เพราะชายหน้าบากไปรับเด็กชายที่โรงเรียนแต่ดันไม่เจอตัว
"คุณหนูครับ ตอนที่ผมไปถึงโรงเรียน ทางโรงเรียนก็บอกผมมาแบบนี้แหละครับ พอไปเช็กกล้องวงจรปิดหน้าประตูโรงเรียน ก็เห็นว่าโบรลี่เดินออกจากโรงเรียนไปเองครับ"
ชายหน้าบากพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
ในประเทศญี่ปุ่น เด็กประถมมักจะเดินทางกลับบ้านกันเอง ดังนั้นตอนที่เลิกเรียน โรงเรียนประถมชินเอ็นสาขาหนึ่งก็ไม่ได้จงใจกักตัวเด็กคนไหนไว้ไม่ให้กลับบ้าน
นั่นทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่า ชายหน้าบากได้รับแจ้งจากทางโรงเรียนว่าปล่อยเด็กเลิกเรียนก่อนเวลา แต่เขากลับไปรับตามเวลาปกติ ทำให้คลาดกันและเด็กชายก็ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนแล้ว
ชายหน้าบากรับคนกลับมาไม่ได้ เด็กชายหายตัวไป แถมตอนนี้ในเมืองฟุยุกิยังมีฆาตกรลักพาตัวเดินเพ่นพ่านอยู่อีก เรื่องนี้ทำเอาฟุจิมุระ ไทกะที่เพิ่งเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านแทบจะปรี๊ดแตก
"โรงเรียนไม่ได้โทรมาบอกให้แกรีบไปรับหรือไงห๊า?"
ฟุจิมุระ ไทกะกระชากคอเสื้อชายหน้าบาก สายตาของเธอแทบจะฉีกร่างไอ้บ้านี่ให้เป็นชิ้นๆ
"ผม..."
ชายหน้าบากไม่รู้จะตอบยังไงดี ตอนนั้นเขาคิดแค่ว่าให้เด็กนั่นรออยู่ในโรงเรียนไปก่อน ถึงเวลาค่อยไปรับก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
"ไทกะ ปล่อยเขาเถอะ เมื่อบ่ายในแก๊งมีธุระนิดหน่อย ปู่เลยใช้ให้เขาไปทำธุระแทนปู่เองแหละ"
จังหวะที่ฟุจิมุระ ไทกะกำลังจะลงไม้ลงมือ ฟุจิมุระ ไรกะก็เอ่ยปากช่วยแก้ต่างให้ชายหน้าบาก
"คุณปู่..."
"ปู่รู้ว่าหลานร้อนใจ แต่ใจเย็นๆ ก่อน เวลาเกิดปัญหา ความร้อนรนมันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ การไปโทษคนอื่นก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหาวิธีแก้ปัญหาต่างหากล่ะ"
ฟุจิมุระ ไรกะพูดกับหลานสาวด้วยความใจเย็น
"แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงกันดีคะ?"
ฟุจิมุระ ไทกะถาม
"ถนนรอบๆ โรงเรียนมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ ด้วยเส้นสายของแก๊งฟุจิมุระ เราสามารถขอดูภาพจากกล้องพวกนั้นได้ เพราะงั้นเราต้องให้คนไปเช็กกล้องวงจรปิดตามถนนแถวนั้น เพื่อตามหาร่องรอยของเด็กคนนั้นหลังจากออกจากโรงเรียน"
"งั้นก็รีบไปสิคะรออะไรอยู่"
"ปู่สั่งคนไปจัดการแล้ว และจากภาพที่ได้มา เด็กคนนั้นแอบขึ้นรถรางที่มุ่งหน้าไปสถานีฟุยุกิตะวันตกโดยไม่ได้ซื้อตั๋ว"
"เอ๋?"
ฟุจิมุระ ไทกะแอบอึ้งไปนิดนึง ส่วนฟุจิมุระ ไรกะก็ทำหน้าแบบ [นี่แหละฝีมือปู่ของหลานล่ะ] เขาถือโอกาสนี้สอนให้หลานสาวรู้จักการรับมือกับปัญหาอย่างมีสติ
"แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?"
"ถ้าไทกะเป็นปู่ หลานจะทำยังไงต่อไป?"
"หนูก็จะไปตามหาโบรลี่สิคะ"
"แต่ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดให้ดูแล้วล่ะ?"
"หนูจะออกไปตามหาเองเลย"
"ผิดแล้ว กำลังของหลานคนเดียวมันมีขีดจำกัด หลานต้องใช้กำลังคนของแก๊งฟุจิมุระไปตามหา และที่สำคัญ ไม่ใช่แค่หาตัวเด็กอย่างเดียว ตอนนี้สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับเด็กในเมืองฟุยุกิก็คือไอ้ฆาตกรต่อเนื่องลักพาตัวนั่น เราต้องตามหาร่องรอยของมันไปพร้อมๆ กัน แล้วก็ต้องใช้เส้นสายติดต่อตำรวจ ให้พวกเขาช่วยหาอีกแรงด้วย"
คำอธิบายวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินของฟุจิมุระ ไรกะ ทำเอาฟุจิมุระ ไทกะฟังจนอ้าปากค้าง
พอเห็นสีหน้าอึ้งๆ ของหลานสาว ชายชราก็ยิ้มอย่างพอใจแล้วพูดต่อ "เรื่องพวกนี้คนธรรมดาทำไม่ได้หรอกนะ ถ้าคนธรรมดาหายตัวไป ต้องรอตั้ง 48 ชั่วโมงถึงจะแจ้งความได้ แถมส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยได้เรื่องด้วยซ้ำ
แต่แก๊งฟุจิมุระของเราไม่เหมือนกัน เราไม่เพียงแต่สั่งลูกน้องให้ออกไปตามหาได้ แต่เรายังมีเส้นสายติดต่อให้ตำรวจช่วยได้ด้วย
เพราะงั้น ไทกะ ตอนนี้หลานเข้าใจถึงความสำคัญของการมีอำนาจอยู่ในมือแล้วหรือยังล่ะ?"
ฟุจิมุระ ไทกะ: "..."
"คุณปู่พูดก็มีเหตุผลนะคะ ตอนนี้หนูก็เริ่มเห็นด้วยแล้วล่ะว่าการมีอำนาจอยู่ในมือมันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่านะ ตอนนี้เรื่องนั้นมันไม่ได้สำคัญที่สุดสักหน่อย สิ่งที่หนูอยากรู้คือ เราเจอโบรลี่หรือยังคะ?"
"ตอนนี้ยังไม่เจอ แต่เดี๋ยวคงมีข่าวคืบหน้าแล้วล่ะ"
"ก็แปลว่ายังไม่เจอนี่คะ ไม่ได้การล่ะ หนูจะออกไปตามหาเขาด้วย..."
"พี่สาวไทกะ กินข้าวได้หรือยังอ่ะ?"
ระหว่างที่ฟุจิมุระ ไทกะกำลังถามถึงสถานที่สุดท้ายที่พบร่องรอยของเด็กชาย โบรลี่ก็ร่อนลงมาจากฟ้า เขาลงมาที่สวนหลังบ้าน เห็นคนมุงกันอยู่ในบ้าน แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา เขาเลยเดินเข้าไปถามพี่สาวภรรยาเรื่องกินข้าว
"เวลาแบบนี้ใครจะไปมีอารมณ์กิน... เอ๋?!"
ฟุจิมุระ ไทกะกำลังจะบ่น แต่ก็ต้องชะงักและหันขวับไปมองพร้อมกับคนอื่นๆ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่โบรลี่ซึ่งจู่ๆ ก็โผล่มายืนอยู่นอกชาน
"อ้าว นี่นายกลับมาแล้วเหรอ?"
ชายหน้าบากโพล่งขึ้นมา
"อื้อ ฉันกลับมาแล้ว"
โบรลี่พยักหน้า
"นายหายไปไหนมาเนี่ย รู้ไหมว่าพอได้ยินว่านายหายตัวไป ฉันตกใจแทบแย่เลยนะ"
ฟุจิมุระ ไทกะถลันเข้าไปกอดเขาแน่นพลางซักไซ้
"ฉันกับภรรยาเพื่อนร่วมโต๊ะที่โรงเรียน ไปหาเพื่อนของเธออีกคนนึง ระหว่างทางเธอเลี้ยงทาโกะยากิฉันด้วย
แล้วตอนหลังเธอก็ยกทาโกะยากิส่วนของเธอให้ฉันกินอีก ไอ้ของที่เรียกว่าทาโกะยากินั่นน่ะอร่อยมากเลยนะ..."
โบรลี่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวหลังเลิกเรียน แล้วตอบคำถามของฟุจิมุระ ไทกะ แต่ในคำตอบของเขานั้น รสชาติของทาโกะยากิกับวิธีการกินแบบใส่ไส้พิเศษ ดูเหมือนจะเป็นประเด็นหลักที่เขาอยากจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่สำคัญก็ถูกเขาตัดจบไปซะดื้อๆ
"เวลาจะออกไปเที่ยวกับเพื่อน ต้องบอกผู้ใหญ่ก่อนนะรู้ไหม ไม่งั้นคนอื่นเขาจะเป็นห่วงเอาได้"
เห็นโบรลี่กลับมาอย่างปลอดภัย ฟุจิมุระ ไทกะก็โล่งใจ แต่ก็ยังอดบ่นและสั่งสอนเด็กชายไม่ได้
"อื้อ ฉันรู้แล้ว"
โบรลี่จดจำไว้ในใจและพยักหน้าอย่างว่าง่าย
"จำไว้ก็ดีแล้ว ป่ะ เดี๋ยวพี่สาวพาไปกินข้าว"
ฟุจิมุระ ไทกะขยี้หัวเด็กชายอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วพาเขาเดินไปที่ห้องอาหารใหญ่
"นายท่าน เรื่องนี้..."
"บอกให้ทุกคนเลิกตามหา แล้วกลับมาได้แล้ว"
ฟุจิมุระ ไรกะโบกมือ การหายตัวไปของโบรลี่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย แต่อย่างน้อยก็ทำให้หลานสาวได้เห็นถึงประโยชน์ของการมีลูกน้องและมีอำนาจอยู่ในมือ ส่วนการที่เด็กชายกลับมาอย่างปลอดภัยนั้นก็ถือเป็นเรื่องดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาร่องรอยของเขาอีก
....
"หมอนี่โดนรถบรรทุกสิบล้อชนมาหรือไงเนี่ย?"
แม้จะรู้แล้วว่าเด็กที่ถูกลักพาตัวไปถูกพากลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่ตำรวจยังคงต้องรั้งอยู่เพื่อจัดการกับศพของผู้ต้องสงสัย เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมองดูศพชายหนุ่มที่ถูกอัดก๊อปปี้ติดกับซากลังไม้จนช่องท้องแหลกเหลวแทบไม่เหลือชิ้นดีพลางขมวดคิ้วมุ่น
พวกเขาเคยเห็นที่เกิดเหตุมานับไม่ถ้วน แต่ศพนี้มันช่างแปลกประหลาดเกินบรรยาย ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าโดนอะไรเข้าไปถึงได้มีสภาพเละเทะแบบนี้
"ยังไงซะ เจ้านี่ก็น่าจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่คอยงัดบ้าน ลักพาตัว และทรมานเด็กในเมืองฟุยุกิช่วงนี้แหละ
พวกนายถ่ายรูปหน้าหมอนี่ให้ชัดๆ หน่อย กลับไปถึงโรงพักเราจะได้ไปค้นประวัติเจ้านี่ดู เผื่อจะเจอหลักฐานอะไรที่มัดตัวได้บ้าง"
สารวัตรที่รับผิดชอบคุมสถานที่เกิดเหตุสั่งการเสร็จ ก็พบว่าไม่มีลูกน้องคนไหนขานรับเลยสักคน
"ทำไมเงียบกันหมดล่ะ?"
พอหันกลับไป เขาก็เห็นลูกน้องของตัวเองกำลังถูกหนวดปลาหมึกประหลาดรัดคออยู่
ร่างของพวกเขาถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ดิ้นรนกระเสือกกระสนสุดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดได้
"สะ... สัตว์ประหลาด?"
สารวัตรเบิกตากว้างผงะถอยหลังไปสองก้าว แต่ก็ถอยไปไหนไม่ได้แล้ว เพราะด้านหลังคือศพสภาพสยดสยองศพนั้น
"ปล่อยคนของฉันเดี๋ยวนี้นะ"
เขาทำได้เพียงชักปืนพกออกมา หวังจะข่มขู่พวกสัตว์ประหลาดที่รัดคอลูกน้องอยู่ให้ยอมปล่อยหนวดออก
"ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?"
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลั่นไก เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงก็ดังมาจากด้านหลังของพวกอสูรกายทะเล
"ตรงนี้มันอันตรายนะ"
ชายแปลกหน้าสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินคนหนึ่งเดินดุ่มๆ เข้ามาในบาร์โดยไม่สนใจคำเตือนของสารวัตรเลยแม้แต่น้อย
ชายคนนี้มีดวงตาโปนโตจนดูคล้ายปลาทองตาโปน เขาเดินฝ่าดงอสูรกายทะเลเข้ามาโดยไม่ถูกโจมตีเลยสักนิด
"อุริว ริวโนะสุเกะ มาสเตอร์ของข้า ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะด่วนจากไปก่อนข้าแบบนี้"
ดวงตาของจิลส์ เดอ เรซ์ หรือใต้เท้าหนวดน้ำเงิน เต็มไปด้วยความเศร้าโศก มาสเตอร์ที่มีภาษาเดียวกัน มีความชอบเหมือนกัน กลับต้องมานอนเป็นศพอยู่ตรงหน้าเขาแบบนี้
"แต่ว่านะ การตายของเจ้ามันช่างมีศิลปะจริงๆ ดูท่าเจ้าคงจะยอมอุทิศตัวเพื่องานศิลปะสินะ!"
เห็นพวกอสูรกายทะเลไม่ยอมโจมตีชายคนนี้ แถมเขายังเดินเข้าไปคุยกับศพอีก สารวัตรก็เริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้
"แกเป็นพวกเดียวกับไอ้ฆาตกรลักพาตัวนี่ แล้วสัตว์ประหลาดพวกนี้แกก็เป็นคนบังคับงั้นสิ?"
สารวัตรหันปลายกระบอกปืนไปทางชายสวมเสื้อคลุม
"รีบสั่งให้สัตว์ประหลาดพวกนั้นปล่อยลูกน้องฉันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันยิงจริงๆ นะ"
สารวัตรขู่ เพราะบางคนเริ่มตาเหลือกแล้ว เขาต้องรีบลงมือทำอะไรสักอย่าง
"หืม?"
ใต้เท้าหนวดน้ำเงินก้มลงมองตำรวจที่ตัวสูงแค่ระดับหน้าอกของเขา แล้วถามกลับไปประโยคหนึ่งว่า "เจ้าไม่รู้เหรอว่าเวลาที่คนเขากำลังไว้อาลัยให้ผู้ล่วงลับอยู่น่ะ ห้ามรบกวนเด็ดขาด"
เขายื่นมือไปทางหัวของชายตรงหน้า แต่ไม่ได้ตั้งใจจะบีบ แค่เอามือไปวางไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย "แต่ดูท่าทางเจ้าแล้วคงไม่มีหัวศิลปะสักเท่าไหร่ ข้าจะยกโทษให้ก็แล้วกัน"
ใต้เท้าหนวดน้ำเงินพึมพำร่ายเวทด้วยเสียงแผ่วเบา สารวัตรไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร จึงตะคอกใส่ว่า "ฉันบอกให้แกสั่งสัตว์ประหลาดพวกนั้นปล่อยเพื่อนฉันลงมา แกหูหนวกหรือไง"
"สังเวยแห่งความมืด อัญเชิญอสูรกายทะเล"
วงเวทถูกสร้างขึ้น และของสังเวยสำหรับการร่ายเวทก็คือสารวัตรที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้นี่เอง
"นี่มันอะไรกัน แกทำอะไรลงไป?"
ความเจ็บปวดแสนสาหัสปะทุขึ้นในร่างกาย สารวัตรหน้าซีดเผือด
"แคว่ก!"
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เหนี่ยวไกปืน อสูรกายทะเลตัวหนึ่งก็ฉีกร่างของเขาแล้วทะลุออกมาจากข้างใน
เขาสิ้นใจทันที เลือดเนื้อถูกกลืนกินโดยสัตว์ประหลาดที่โผล่ออกมาจากร่างของเขาเอง
"อุริว ริวโนะสุเกะ พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ที่ปล่อยให้ศิลปินแห่งโลกมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างเจ้าต้องลงจากเวทีก่อนเวลาอันควร แต่ไม่ต้องห่วงนะ เจ้ายังมีข้าอยู่
ข้าจิลส์ เดอ เรซ์ขอสาบาน ณ ที่นี้ ว่าจะทำให้ไอ้ตัวแทนแห่งเจตจำนงของพระเจ้าที่บังคับให้เจ้าต้องลงจากเวทีก่อนกำหนดคนนั้น ต้องลงจากเวทีที่เรียกว่าโลกใบนี้ด้วยวิธีเดียวกันให้จงได้"
เขายกมือขึ้นแทงทะลุร่างตำรวจที่ถูกอสูรกายทะเลแขวนคออยู่ ควักเอาหัวใจที่ยังเต้นตุบๆ ออกมา
เสียงร่ายเวทดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อหัวใจที่เป็นของสังเวยถูกบีบจนแหลก เลือดจากขั้วหัวใจก็พกพาเอาความเคียดแค้นของผู้ตาย พุ่งทะยานไปตามการชี้นำของเวทมนตร์มุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งทันที
....
"หมอกเหรอ? ไม่สิ นี่มันปรากฏการณ์ที่เกิดจากเวทมนตร์นี่นา!"
โคโตมิเนะ คิเรย์ที่สแตนด์บายอยู่ที่โบสถ์ฟุยุกิ อาศัยมุมมองของแอสซาซิน สังเกตเห็นแคสเตอร์ที่กำลังนำฝูงอสูรกายทะเลเคลื่อนพล
เจ้านั่นยังคงไม่มีความคิดที่จะปกปิดความลับของโลกเวทมนตร์เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังกำเริบเสิบสานพาฝูงสัตว์รับใช้เดินทัพไปตามท้องถนนอย่างเปิดเผยอีกด้วย
ตลอดทาง คนธรรมดาคนไหนที่โชคร้ายบังเอิญมาเจอเข้า ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่เลือกหน้า แล้วเอาไปทำเป็นของสังเวยอัญเชิญสัตว์รับใช้
"ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้ว!"
ระหว่างที่แจ้งข่าวให้โทซากะ โทคิโอมิทราบเรื่องความเคลื่อนไหวล่าสุดของแคสเตอร์ คิเรย์ก็สั่งให้แอสซาซินของเขาไปดักซุ่มทุบตีคนเดินถนนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ตามเส้นทางที่แคสเตอร์กำลังจะผ่านให้สลบแล้วโยนทิ้งไว้ข้างทาง
ไม่ได้ทำเพราะหวังดีอยากช่วยชีวิตใครหรอกนะ แค่ไม่อยากให้ฝูงสัตว์รับใช้ของแคสเตอร์มีจำนวนเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้เท่านั้นเอง
"อะไรนะ แคสเตอร์อัญเชิญฝูงสัตว์รับใช้ชุดใหญ่มาเดินขบวนกลางถนนงั้นรึ?"
พอได้ยินข่าว โทซากะ โทคิโอมิก็รู้สึกเหมือนความดันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ในฐานะผู้นำตระกูลเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองฟุยุกิ เขามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องปกปิดความลับของโลกเวทมนตร์ในพื้นที่นี้ให้มิดชิด
แต่การกระทำของแคสเตอร์ที่พาฝูงสัตว์รับใช้เดินขบวนอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ มันหยามหน้ากันชัดๆ เป็นการท้าทายเส้นตายของเขาในฐานะจอมเวทอย่างไม่เกรงกลัว
สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะเรียกว่าพิธีกรรมลับได้อีกเหรอ หรือว่าจะต้องเอาโทรโข่งไปติดตัวเจ้านั่น แล้วประกาศให้คนทั้งโลกรับรู้ไปเลยดีล่ะ?
"มาสเตอร์ของแคสเตอร์มันเสียสติไปแล้วหรือไง ที่ปล่อยให้เซอร์แวนท์ของตัวเองทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ ไม่กลัวโดนเซอร์แวนท์คนอื่นรุมกินโต๊ะหรือไง?"
"อาจารย์โทคิโอมิครับ ถ้าพูดกันตามตรง สองคนนั้นมันก็เป็นคนบ้ามาตั้งแต่เริ่มสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะครับ"
"อ้อ จริงด้วย เกือบลืมไปเลย แล้วเป้าหมายของพวกมันล่ะ สร้างความวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ แค่อยากทำให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนงั้นเหรอ?"
"จากเส้นทางที่แคสเตอร์มุ่งหน้าไป เขาและฝูงสัตว์รับใช้กำลังมุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่นแห่งใหม่ของกลุ่มเซเบอร์ครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแคสเตอร์ถึงได้จงเกลียดจงชังเซเบอร์นักหนา เอ่อ อาจารย์ครับ ตอนนี้เราควรส่งคนไปลอบโจมตีเพื่อหยุดการกระทำของแคสเตอร์ไหมครับ?"
โคโตมิเนะ คิเรย์รายงานเป้าหมายและเจตนาของแคสเตอร์เสร็จ ก็เอ่ยถามขึ้น
"จะไปจัดการเซเบอร์เหรอ ถ้างั้นก็ไม่ต้องไปลอบโจมตีเขาหรอก ปล่อยให้ไอ้บ้าแคสเตอร์นั่นเป็นหน่วยกล้าตายไปทดสอบพลังของเซเบอร์ก็แล้วกัน
แน่นอนว่า เธอต้องสั่งให้แอสซาซินเคลียร์คนธรรมดาที่อยู่ตามเส้นทางที่พวกมันจะผ่านต่อไปนะ ถ้ามีคนธรรมดาตายมากเกินไป เรื่องนี้คงตามเช็ดตามล้างลำบากแน่"
โทซากะ โทคิโอมิไม่ได้สั่งระงับการเคลื่อนไหวของแคสเตอร์ เพียงแต่สั่งให้ลูกศิษย์เตรียมการเก็บกวาดให้เรียบร้อยเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นคนธรรมดาลงเท่านั้น
.....
จิลส์ เดอ เรซ์เดินตามการชี้นำของเลือดแห่งความเคียดแค้นไปเรื่อยๆ โดยมีเซอร์แวนท์ของโคโตมิเนะ คิเรย์คอยเคลียร์คนธรรมดาที่อยู่ตามเส้นทางให้อย่างเงียบๆ จนเขาสามารถเดินทางมาถึงเขตเมืองเก่าฟุยุกิได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
"คิริซึงุ!"
ภายในคฤหาสน์ที่เป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่ อาร์เธอร์เรียสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในอากาศ เธอรีบวิ่งเข้าไปในตัวบ้าน ก็พบว่ามาสเตอร์ของเธอ เอมิยะ คิริซึงุ ก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทที่ผิดปกตินี้แล้วเช่นกัน
ตอนนี้เขาประกอบปืนกลมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอมิยะ คิริซึงุมองดูเซเบอร์ที่พรวดพราดเข้ามา แล้วหันไปสั่งฮิซาอุ ไมยะที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ว่า "ดูแลไอริสฟีลให้ดี เซเบอร์กับฉันจะออกไปรับศึกเอง"
ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน ท้องถนนถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอก เมฆดำบดบังแสงจันทร์ และวินาทีที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาอีกครั้ง แคสเตอร์และกองทัพอสูรกายทะเลของเขาก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปลายถนน จำนวนของพวกมันมีมากกว่าตอนที่บุกโจมตีปราสาทไอนซ์แบร์นหลายเท่าตัว
"ไอ้พวกนอกรีต แกเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปอีกเท่าไหร่กัน?!"
เมื่อเห็นกองทัพอสูรกายทะเลจำนวนมหาศาล อาร์เธอร์เรียก็รู้สึกโกรธจัด ถึงแม้เธอจะไม่ได้มาจากยุคสมัยนี้ หรือประเทศนี้ แต่จิตวิญญาณแห่งอัศวินที่เธอยึดมั่น กลับทำให้เธอรู้สึกโกรธแค้นต่อพวกนอกรีตที่ทำเรื่องเลวทรามแบบนี้
"โอ้โห นี่มันช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ที่ทำให้ข้าได้มาพบกับหญิงศักดิ์สิทธิ์ผู้เลอโฉมที่นี่อีกครั้ง ดูเหมือนว่าโชคชะตาคงลิขิตให้เจ้ากลับมาอยู่เคียงข้างข้าสินะ แต่ทว่าหญิงศักดิ์สิทธิ์เอ๋ย คืนนี้ข้าจิลส์ เดอ เรซ์ไม่ได้มาหาเจ้าหรอกนะ ข้ามาเพื่อล้างแค้นต่างหาก!"
"เอ๋?!"
ทั้งอาร์เธอร์เรียที่ออกมายืนประจันหน้าอยู่บนถนน และเอมิยะ คิริซึงุที่ซุ่มยิงอยู่บนหลังคา ต่างก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
"มาสเตอร์ของข้า อุริว ริวโนะสุเกะ ศิลปินแห่งโลกมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ กลับถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมในบาร์นิรนาม เวทมนตร์ของข้าได้นำพากองทัพแห่งการล้างแค้นมาถึงที่นี่แล้ว หลีกทางไปเถอะหญิงศักดิ์สิทธิ์ บนเวทีในค่ำคืนนี้ไม่มีบทของเจ้าหรอกนะ"