- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในร่างนายน้อยพร้อมระบบจำลอง
- บทที่ 25 - บำเพ็ญเพียรแค่มีความมุมานะอย่างเดียวไม่ได้
บทที่ 25 - บำเพ็ญเพียรแค่มีความมุมานะอย่างเดียวไม่ได้
บทที่ 25 - บำเพ็ญเพียรแค่มีความมุมานะอย่างเดียวไม่ได้
บทที่ 25 - บำเพ็ญเพียรแค่มีความมุมานะอย่างเดียวไม่ได้
ระหว่างทานข้าว เฉินฝานก็หมดอารมณ์จะพูดคุยหยอกล้อ เขาถูกผลจากการจำลองสองครั้งล่าสุดทำให้รู้สึกทำอะไรไม่ถูก
เขาไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนภรรยาตัวน้อย แต่กลับร่ายเวทลวงตา แล้วไปหมกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง
"หมู่ดาวแห่งนี้ถูกปิดผนึกไว้งั้นหรือ? เช่นนั้นแค่หาสิ่งที่สามารถทำลายผนึกได้ก็พอแล้วนี่"
[เริ่มการจำลอง]
[ท่านลอบแฝงตัวเข้าไปในสำนักเซียนอวี่ฮว่า]
[ยี่สิบปีต่อมา หลินเฟิงศิษย์น้องเล็กคนก่อนของท่าน ยังคงติดแหงกอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับสี่ เขาเอาแต่ซึมเศร้าอมทุกข์ไปวันๆ ท่านสร้างความบังเอิญขึ้นมาสองสามครั้ง เพื่อให้เขาค้นพบถ้ำบำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงแห่งนั้น เพียงแต่ครั้งนี้ ท่านได้ปรับเปลี่ยนของที่อยู่ภายในนั้นไปเสียใหม่]
"คัมภีร์ลับเซียนอวี่ฮว่า!"
"โอสถสร้างรากฐานมรรคาฟ้า!!!"
[หลินเฟิงมือสั่นเทา ประคองของล้ำค่าทั้งสองชิ้นเอาไว้ เขาตบะแตกกลืนโอสถสร้างรากฐานมรรคาฟ้าลงไปตรงนั้นเลย ส่วนคัมภีร์ลับเซียนอวี่ฮว่าเขาไม่กล้าฝึกฝน เพราะเนื้อหาภายในนั้นมันน่าตื่นตะลึงเกินไป หลินเฟิงกลับไปที่สำนัก แล้วขอเข้าพบผู้อาวุโสอวี้เฉวียน]
"เจ้าไปได้เคล็ดวิชาเซียนเล่มนี้มาจากที่ใด!" ผู้อาวุโสอวี้เฉวียนหรี่ตาลง
[เขาได้อ่านเนื้อหาของเคล็ดวิชาแล้ว มันล้ำลึกและมีระดับสูงกว่าวิถีราชันอวี่ฮว่าเทียน ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาประจำสำนักของพวกเขากว่ามาก หลินเฟิงเล่าเรื่องราวการผจญภัยของเขาให้ฟังอย่างละเอียด]
"ดีมาก อีกไม่นานความดีความชอบของเจ้าก็จะถูกส่งลงมาแล้ว" ผู้อาวุโสอวี้เฉวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจไม่เก็บงำเอาไว้เป็นของส่วนตัว เขาไปพบเจ้าสำนักเซียนอวี่ฮว่าโดยตรง จากนั้นคนทั้งสำนักเซียนอวี่ฮว่าก็ฮือฮากันใหญ่ พวกเขาทั้งหมดเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ระดับสูงกว่านี้ด้วยกัน]
[ยี่สิบปีต่อมา เสียงระเบิดดังกึกก้อง ค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักเซียนอวี่ฮว่าถูกทำลาย ชายผู้มีกลิ่นอายดุร้ายราวกับเทพมารปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คนของสำนักเซียนอวี่ฮว่าถูกเขาสังหารจนหมดสิ้น ทว่าเขากลับหาวาสนาแห่งเซียนที่ตนต้องการไม่พบ เมื่อผู้ที่ฝึกฝนคัมภีร์ลับเซียนอวี่ฮว่าตายไปจนหมดสิ้น สัมผัสแห่งวาสนาของเขาก็เลือนหายไป]
"เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร หรือว่าวาสนาที่พรสวรรค์ของข้าเตือนในครั้งนี้ ก็คือ 'คัมภีร์ลับเซียนอวี่ฮว่า' เล่มนี้ แต่เนื้อหาที่มีแค่การบรรลุเป็นเซียน สำหรับข้าแล้ว มันไม่ถือว่าเป็นวาสนาเลยนี่นา!" เจวี๋ยอู๋วั่งมีสีหน้าตกตะลึง
[เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่]
"ช่างเถอะ พรสวรรค์นี้ข้าก็ไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่ อาจจะมีกลไกอะไรบางอย่างที่ข้ายังไม่เข้าใจซ่อนอยู่ก็เป็นได้" เจวี๋ยอู๋วั่งเบ้ปาก ล้วงยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
[เมื่อยันต์ถูกกระตุ้น ลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เจวี๋ยอู๋วั่งยืนรออย่างเงียบๆ ให้ยันต์นำทางพากลับไปที่ตำหนักเต๋า หนึ่งวันผ่านไป พลังของยันต์ก็หมดลง เจวี๋ยอู๋วั่งมองดูสำนักเซียนอวี่ฮว่าที่ถูกตนทำลายจนพินาศด้วยความสับสนงุนงง]
"เหตุใดถึงไม่นำทางพากลับไปล่ะ" เขาขมวดคิ้ว สัมผัสเทวะกวาดผ่านทั่วทั้งเขตแดนของสำนักเซียนอวี่ฮว่า มือสะบัดเบาๆ หยกจารึกที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
"ค่ายกลเคลื่อนย้ายไม่สามารถพาออกไปได้? ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฮว่าเสินไม่สามารถดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าได้? โลกทั้งใบถูกปิดผนึกเอาไว้?" สีหน้าของเจวี๋ยอู๋วั่งเปลี่ยนไปอย่างหนัก
[เขากัดฟันกรอด ล้วงกิ่งไม้แห้งกิ่งหนึ่งออกมา นี่คือไพ่ตายใบสุดท้ายของเขาแล้ว หากวิธีนี้ยังใช้ไม่ได้ผล ครั้งนี้เขาคงต้องตายเพราะพรสวรรค์เหนือธรรมชาติของตนเองเป็นแน่ โลหิตบริสุทธิ์สีหยกหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกิ่งไม้แห้ง น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้น]
"มีธุระอันใดหรือ!"
"ศิษย์ไปติดอยู่ในโลกพันใบเล็กแห่งหนึ่งขอรับ ที่นี่ถูกตัวตนลึกลับปิดผนึกฟ้าดินเอาไว้ ยันต์นำทางใช้ไม่ได้ผล ขอท่านบรรพชนโปรดช่วยเหลือด้วย!" เจวี๋ยอู๋วั่งโค้งคำนับอย่างเคารพ พร้อมกับอธิบายสถานการณ์
[กิ่งไม้แห้งลอยค้างอยู่กลางอากาศ เปล่งแสงเรืองรองเจิดจ้า]
[โฮก!!!]
[เสียงคำรามดังกึกก้องกัมปนาท โลกทั้งใบสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ร่างเงาขนาดยักษ์ปรากฏขึ้น สัตว์อสูรยักษ์ตัวหนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางหมู่ดาว ขนาดตัวของมันใหญ่โตมหึมาจนสามารถโอบกอดดวงดาวได้ทั้งดวง รูปร่างคล้ายสิงโตปนเสือดาว ทั่วทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยหมอกหนาทึบ]
"นี่... นี่มันอะไรกัน!!" ท่านจ้องมองร่างเงาอันไร้ขอบเขตนั้นด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
"นี่คือสัตว์อสูรบรรพกาล 'วู่อิ่งเจิง' (อสูรเจิงเงาหมอก)!" เจวี๋ยอู๋วั่งร้องอุทานด้วยความตกใจ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา "โชคดีนะที่วู่อิ่งเจิงมีนิสัยรักสงบ และชอบนอนหลับพักผ่อน"
[น้ำเสียงทรงอำนาจดังแว่วมา "ศิษย์ในสำนักของข้าหลงเข้าไปในดินแดนของท่าน ขอสหายมรรคาโปรดปล่อยเขาไปเถิด!"]
[โฮก!!!]
[เสียงคำรามของวู่อิ่งเจิงสามารถสั่นสะเทือนทางช้างเผือก และฉีกกระชากความว่างเปล่าได้]
"อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว ยังจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวตอนตื่นนอนอยู่อีก!" เสียงถอนหายใจดังออกมาจากกิ่งไม้แห้ง
[จากนั้นพลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านออกมาจากกิ่งไม้แห้ง ราวกับต้องการจะฝืนนำตัวเจวี๋ยอู๋วั่งกลับไปให้ได้]
[โฮก!!!]
[วู่อิ่งเจิงคำรามก้องอีกครั้ง กรงเล็บยักษ์ขนาดมหึมาตบลงมา!]
[ครืนนน!]
[ท่านตกตาย]
[สิ้นสุดการจำลอง]
[เริ่มสุ่มสร้างรางวัล ท่านสามารถเลือกหนึ่งในรางวัลต่อไปนี้]
[หนึ่ง เคล็ดวิชาวิญญาณว่างเปล่าตัดเทวะ เคล็ดวิชา ระดับคุณภาพ (หาที่เปรียบไม่ได้)]
[สอง ยันต์นำทางตำหนักซวีหลิง ยันต์พิเศษ ระดับคุณภาพ (สูงสุด)]
[สาม นักจอมวางแผน พรสวรรค์พิเศษ ระดับคุณภาพ (สมบูรณ์แบบ)]
เฉินฝานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "หาเป้าหมายเจอแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่หาวิธีแก้เกมเท่านั้น"
"ข้าเลือกข้อสอง"
[รางวัลถูกส่งเข้าไปในมิติของเครื่องจำลองแล้ว สามารถนำออกมาใช้งานได้ทุกเมื่อ]
เฉินฝานไม่ได้นำยันต์ออกมา เขาเกรงว่ายันต์แผ่นนี้จะมีประตูลับซ่อนอยู่ ปล่อยให้ร่างจำลองเป็นคนใช้ยันต์แผ่นนี้จะดีกว่า
การจำลองดำเนินต่อไป
[เริ่มการจำลอง]
[เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ท่านก็เริ่มวางหมากตามประสบการณ์ที่ได้จากการจำลองครั้งก่อน ในขณะเดียวกัน ท่านก็เริ่มรวบรวมทรัพยากรเพื่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย]
[สี่สิบปีต่อมา วู่อิ่งเจิงถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ในจังหวะที่ตัวตนลึกลับกำลังจะฝืนพาร่างเจวี๋ยอู๋วั่งกลับไปนั้นเอง]
"ตอนนี้แหละ!" ท่านมองดูฝ่ามือยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าที่ยื่นออกไป แล้วเดินพลังค่ายกลเคลื่อนย้ายอย่างสุดกำลัง
[ครืนนน!]
[เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทว่าท่านยังไม่ตาย]
"ฮ่าๆ... สำเร็จแล้ว!" ท่านหัวเราะอย่างตื่นเต้นดีใจ
"แย่แล้ว! ค่ายกลเคลื่อนย้ายได้รับผลกระทบจากคลื่นพลังการต่อสู้ จนเกิดปัญหาขึ้นแล้ว!" ทันทีที่ท่านเพิ่งจะดีใจได้เพียงชั่วครู่ ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แล่นปราดไปทั่วร่าง แล้วท่านก็จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด]
[เมฆดำทะมึนลอยต่ำราวกับพายุฝนกำลังจะตั้งเค้า เซี่ยปิงอวี่คุกเข่าอยู่บนถนนดินภูเขาที่เฉอะแฉะ หน้าผากของนางแนบชิดกับดินโคลนที่เปียกชื้น นางจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองคุกเข่ามานานเท่าใด หัวเข่าทั้งสองข้างชาหนึบจนไร้ความรู้สึก เสื้อผ้าอันบางเบาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน แนบลู่ติดไปกับลำตัว]
"ขอท่านเซียนโปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด!" นางโขกศีรษะลงอีกครั้ง น้ำเสียงแหบพร่าไปหมดแล้ว
[ที่บันไดหินสีเขียวหน้าประตูภูเขา ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มในชุดคลุมสีเทาสองคนมองหน้ากัน คนหนึ่งส่ายหน้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า "เด็กสาวอายุสิบหกปี แม้แต่รากวิญญาณก็ยังไม่เคยทดสอบ ยังกล้ามาขอปวารณาตัวเป็นศิษย์เซียนอีกหรือ"]
"ศิษย์พี่ ข้าเห็นนางคุกเข่ามาสามวันเต็มแล้ว ความมุมานะเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง" อีกคนเอ่ยเสียงเบา "มิสู้..."
"หึ! มุมานะหรือ โลกบำเพ็ญเพียรไม่เคยขาดแคลนคนที่มีความมุมานะหรอกนะ" ผู้บำเพ็ญเพียรที่ดูมีอายุมากกว่าแค่นเสียงเย็น "หากไร้ซึ่งรากวิญญาณ ต่อให้มีความมุมานะมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์"
[เซี่ยปิงอวี่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา นางขบกรามแน่น นางทะลุมิติมายังโลกใบนี้ เมื่อรู้ว่าสามารถบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้ นางก็ไม่คิดหน้าคิดหลัง เริ่มออกตามหาหนทางเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีเซียนในทันที นางผ่านพ้นความยากลำบากมานับไม่ถ้วน จนในที่สุดก็พบสำนักบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ นางจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด!]
[สายฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ]
[ในตอนที่สติของนางเริ่มเลือนลาง จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงแหบพร่าดังก้องมาจากในประตูภูเขา "ให้นางเข้ามาเถอะ"]
[ผู้บำเพ็ญเพียรชุดเทาทั้งสองคนรีบโค้งคำนับ "ขอรับ ผู้อาวุโสเฉียน!"]
[เซี่ยปิงอวี่เงยหน้าขึ้น มองเห็นชายชราหนวดเคราขาวโพลนยืนอยู่บนบันได สายตาอ่อนโยนกำลังจับจ้องมาที่นาง นางพยายามจะหยัดกายลุกขึ้น แต่กลับโซเซจนล้มพับลงไปกองกับพื้น]
"เจ้าชื่ออะไรหรือ" ชายชราเอ่ยถาม
"เซี่ย... เซี่ยปิงอวี่" นางพยายามฝืนพยุงตัวขึ้นมา]
(จบแล้ว)