- หน้าแรก
- ใครว่าสอบจอหงวนยาก ข้ามีสูตรโกงจากอนาคตนะ
- บทที่ 30 - ประกาศผลสอบ
บทที่ 30 - ประกาศผลสอบ
บทที่ 30 - ประกาศผลสอบ
บทที่ 30 - ประกาศผลสอบ
"ฉันมีคำด่าหยาบๆ คำนึง ไม่รู้ว่าควรจะพูดออกมาดีไหม!" เจ้าอ้วนซูหลางก็เดินออกมาเหมือนกัน ทำหน้าบูดบึ้งเบ้ปากจนแทบจะล่ามวัวได้ทั้งตัว "ข้อสอบจะยากแค่ไหนฉันก็รับได้ แต่จะมาออกข้อสอบเกินขอบเขตไม่ได้นะเว้ย!"
"ขอบเขตอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนให้ขอบเขตพวกแกฮะ" จังหวะนั้นเอง มีลูกหลานตระกูลเฉิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา ได้ยินที่ซูหลางพูดก็เลยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "สำนักศึกษาเขาจะรับนักเรียน เขาก็มีสิทธิ์จะออกข้อสอบยังไงก็ได้ตามใจชอบ แล้วจะสอนอะไรให้เอาบุญนะ ความจริงแล้วขอแค่ไปเรียนเทคนิคการตีโจทย์มาสักพัก ก็จะรู้เองแหละว่าควรจะตอบยังไง"
พี่น้องตระกูลซูไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วย ก็เลยหยุดเดินและหลบทางให้พวกนั้นเดินไปก่อน
"จะโทษก็ต้องไปโทษสำนักศึกษาประจำตระกูลกิ๊กก๊อกของพวกแกนู่น ที่สอนหนังสือห่วยแตก" แต่พวกลูกหลานตระกูลเฉิงกลับไม่รู้จักเกรงใจ เดินผ่านไปแล้วยังไม่วายหันมาพ่นคำดูถูกเหยียดหยามต่อ
"ก็ถูกแล้วล่ะ ถ้าครูของพวกแกรู้วิธีตีโจทย์ ก็คงไม่สอบตกแม้แต่การสอบระดับอำเภอหรอก..."
ลูกหลานตระกูลเฉิงพูดยังไม่ทันขาดคำ ก้นก็โดนถีบอย่างแรงจนหน้าคะมำคลุกฝุ่นไปกองกับพื้น
เรียกเสียงหัวเราะเยาะจากพวกผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ได้ลั่นลาน
"โอ๊ย ไอ้หมาตัวไหนมันถีบฉันฮะ!" เขายันตัวลุกขึ้น หันขวับกลับมามองด้วยความโกรธแค้น แต่ก็เห็นแค่เด็กหนุ่มตระกูลซูทั้งห้าคนยืนกอดอกทำหน้าตาเฉยเมย ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกตนเลยสักนิด
"อย่ามาทำไขสือ ก็พวกแกนั่นแหละที่เป็นคนทำ" พี่น้องตระกูลเฉิงหลายคนช่วยพยุงเขาขึ้นมา แล้วจ้องหน้าพวกพี่น้องตระกูลซูด้วยสายตาเคียดแค้น
"อย่ามาใส่ร้ายกันมั่วซั่วสิ บัณฑิตอย่างพวกเราใช้แต่ปากไม่ใช้กำลังหรอกนะ" ไอ้ก้างจอมจับผิดซูต้านแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "เห็นๆ อยู่ว่าเขาสะดุดล้มลงไปเองต่างหาก"
"แกพูดจาเหลวไหล! มีใครล้มหน้าคะมำแล้วที่ก้นจะมีรอยรองเท้าโผล่ขึ้นมาได้ฮะ" ลูกหลานตระกูลเฉิงชี้ไปที่รอยรองเท้าบนก้นของคนคนนั้นด้วยความโมโห
"ตอนเขาล้มหน้าคะมำ พวกนายก็คงเผลอไปเหยียบก้นเขาเข้าล่ะมั้ง" พี่น้องตระกูลซูตอบกลับหน้าตาเฉย ยังไงพวกเขาก็สอบตกกันหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยเป็นพวกไม่มีอะไรจะเสีย จะซ่าแค่ไหนก็ได้
"ไอ้ลูกเต่า หน้าด้านใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ เดี๋ยวพ่อก็ซัดให้หน้าแหกหรอก!" เจ้าอ้วนซูหลางถลกแขนเสื้อเตรียมลุย พี่น้องคนอื่นก็เริ่มเตรียมพร้อมเหมือนกัน "พวกตระกูลเฉิงลองโวยวายอีกคำสิ เดี๋ยวจะจัดนวดคลายเส้นให้ชุดใหญ่เลย!"
พวกตระกูลซูมันเป็นพวกไม่มีอะไรจะเสีย แต่พวกลูกหลานตระกูลเฉิงต่างก็มั่นใจว่าจะต้องสอบติดแน่ๆ เรื่องอะไรจะมาแลกหมัดด้วยให้เสียเรื่อง...
"ทุกคน อย่าไปหลงกลแผนพลีชีพของพวกมันนะ!" ตอนนั้นเองก็มีเด็กหนุ่มตระกูลเฉิงคนหนึ่งตะโกนเตือนสติเพื่อนๆ
"โชคดีนะที่พี่ชายช่วยเตือนสติ ไม่งั้นเกือบตกหลุมพรางพวกโจรชั่วซะแล้ว" พวกตระกูลเฉิงถึงบางอ้อ ไม่แม้แต่จะทิ้งท้ายคำขู่ใดๆ ก็รีบเผ่นแน่บทันที
"ฮ่าๆๆ!" พี่น้องตระกูลซูพากันระเบิดเสียงหัวเราะลั่น พร้อมกับเดินเชิดหน้าออกมา ความรู้สึกหดหู่ในใจดูเหมือนจะคลายลงไปได้บ้าง
แต่ก็เท่านั้นแหละ
พอเดินพ้นประตูสำนักศึกษาออกมา เห็นคนในครอบครัวยืนชะเง้อคอรออยู่หน้าประตู ทั้งห้าคนก็หน้าสลดลงทันที
ซูลู่ก็ไม่ต่างกัน เขารู้สึกไม่มีหน้าจะไปพบพ่อและพี่ชาย เดินคอตกไปหาซูโหย่วไฉแล้วบอก "ขอโทษครับพ่อ ผมสอบตกแล้ว..."
"พ่อได้ยินมาหมดแล้ว เรื่องนี้จะไปโทษลูกได้ยังไง เป็นความผิดของพ่อเองที่สอนลูกไม่ดี" ซูโหย่วไฉลูบหัวลูกชาย พร้อมกับพูดปลอบใจด้วยความอ่อนโยน "พ่อเคยบอกลูกแล้วไม่ใช่เหรอ แค่ลูกทนทำข้อสอบจนถึงวิชาสุดท้ายได้ มันก็เกินความคาดหมายของพ่อไปมากแล้ว"
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็ยิงฟันยิ้มแล้วพูดต่อ "อีกอย่าง เขายังไม่ได้ประกาศผลสอบเลยไม่ใช่เหรอ เกิดลูกสอบติดขึ้นมา ที่พ่อพูดปลอบใจไปเมื่อกี้ก็สูญเปล่าน่ะสิ"
"ครับ" ซูลู่พยักหน้า แน่นอนว่าเขายังไม่หมดหวัง แต่คราวนี้ความหวังมันริบหรี่เหลือเกิน...
ซูโหย่วไฉยังมีลูกศิษย์คนอื่นที่ต้องไปคอยปลอบใจอีก พอพูดจบก็ขยิบตาให้ลูกชายคนรองมารับช่วงต่อ
ซูไท่เลยเดินเข้ามาหาซูลู่ แล้วกระซิบถามอย่างระมัดระวัง "เอ่อ... นายอยากจะร้องไห้สักหน่อยไหม"
"..." ซูลู่ถึงกับยิ้มไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ แต่พอมองหน้าพี่รอง ก็นึกถึงความยากลำบากต่างๆ นานาที่พี่รองยอมทุ่มเทเพื่อเขา จมูกก็เริ่มรู้สึกตื้อขึ้นมาอีกรอบ
"ห้ามร้องไห้เด็ดขาด กลั้นน้ำตาเอาไว้เดี๋ยวนี้!" เสียงตวาดดังลั่นขึ้น ซูหม่านก้าวออกมายืนข้างหน้า สั่งสอนน้องชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ลูกผู้ชายตระกูลซูอย่างพวกเรา หลั่งเลือดหลั่งเหงื่อแต่ไม่หลั่งน้ำตา!"
"ผมก็ไม่ได้อยากจะร้องไห้สักหน่อย" ซูลู่รีบแก้ตัว "ลมมันแรงพัดฝุ่นเข้าตาต่างหากล่ะ"
"หึ" คราวนี้ซูหม่านยอมไม่เปิดโปงน้องชาย ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "นายเพิ่งจะเรียนมาได้แค่สามเดือน คนอื่นเขาเรียนกันมาตั้งหกเจ็ดปีหรือมากกว่านั้นอีก การที่นายสามารถสู้กับพวกเขามาได้จนถึงการสอบรอบสุดท้าย มันก็ถือเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว"
"ไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่โดนคัดออกตั้งแต่ช่วงเช้าหรอก" ซูลู่ส่ายหน้ายิ้มแหย "สุดท้ายก็ทำให้พี่ใหญ่ต้องขายหน้าอยู่ดี"
"อย่ามาพูดจาเหลวไหล นายไม่ได้ทำให้ฉันขายหน้าสักหน่อย!" สีหน้าของซูหม่านเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "ที่ฉันพูดแบบนั้นก็เพื่อเป็นแรงผลักดันให้นายนั่นแหละ..."
พูดจบเขาก็ยกมือขึ้นฟาดหน้าตัวเองดังเพียะ แล้วด่าตัวเองเสียงอู้อี้ "พูดจาไม่เข้าหู สมควรโดนตี!"
"พี่ใหญ่อย่าทำแบบนี้สิครับ ผมรู้ว่าพี่ใหญ่หวังดีกับผม!" ซูลู่รีบเข้าไปปลอบพี่ชายผู้แข็งกร้าว
"ฉันก็ไม่อนุญาตให้นายพูดแบบนั้นเหมือนกัน นายได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์และความมุมานะของนายแล้ว จะมาบอกว่ามันไม่มีประโยชน์ได้ยังไง" ซูหม่านโบกมือปฏิเสธความหวังดีของซูลู่ "ไม่ใช่ว่าต้องเข้าเรียนที่สำนักศึกษาไท่ผิงเท่านั้นถึงจะสอบเป็นซิ่วไฉได้สักหน่อย..."
ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกผิด เพราะเอาเข้าจริง ถ้าไม่นับที่อื่น เอาแค่พวกลูกหลานทหารในกองกำลังทั้งสามแห่งของพวกเขา ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนที่สอบติดซิ่วไฉก็ล้วนแต่มาจากสำนักศึกษาแห่งนี้ทั้งนั้นแหละ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือคุณอาของเขาเองที่ไม่ยอมเชื่อเรื่องพวกนี้ ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น...
"ถึงก่อนหน้านี้จะไม่มีใครเคยทำสำเร็จมาก่อน งั้นนายก็มาเป็นคนแรกที่ทำสำเร็จก็แล้วกัน..." ซูหม่านพูดจบก็ยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอีกฉาดใหญ่
"พี่ใหญ่ อย่าทำแบบนี้สิครับ!" ซูลู่ตกใจจนตาค้าง นี่พี่เขาเสพติดการตบหน้าตัวเองไปแล้วเหรอเนี่ย
"พี่ใหญ่ทำเอาผมตกใจหมดเลย" ซูไท่ก็ตกใจไม่แพ้กัน
"ไม่เป็นไร ฉันแค่โกรธตัวเองน่ะ หงุดหงิดที่ตัวเองปลอบใจคนไม่เป็น!" ซูหม่านพูดอย่างโมโหตัวเอง
"เฮ้อ พี่ใหญ่เป็นคนจริงจังเกินไปแล้วครับ" ซูลู่ถอนใจ "วางใจเถอะครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ"
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พี่ใหญ่ถือเรื่องของน้องๆ เป็นเหมือนเรื่องของตัวเองจริงๆ...
"สรุปก็คือ ฉันไม่อนุญาตให้นายล้มเลิกความตั้งใจในการสอบเข้ารับราชการ แล้วฉันก็ไม่มีทางทอดทิ้งนายเด็ดขาด" ซูหม่านกัดฟันกรอด
"รับทราบครับพี่ใหญ่" ซูลู่รีบพยักหน้ารับรัวๆ กลัวว่าจะไปกระตุ้นให้พี่ชุนตบหน้าตัวเองอีก
แม้แต่ลุงใหญ่ก็ยังเดินเข้ามาพูดจาดีๆ เพื่อช่วยลดความกดดันให้เขา "ช่วงนี้เหนื่อยมามากแล้วใช่ไหม ก่อนถึงปีใหม่ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น มีเรื่องอะไรก็เอาไว้คุยกันหลังปีใหม่โน่นเลย"
ใครจะไปรู้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสามคนกลับไม่มีใครยอมรับมุกต่อเลยสักคน...
พอเห็นบรรยากาศเริ่มกร่อย ลุงใหญ่ก็เลยต้องฝืนหัวเราะแก้เก้อ "อีกอย่าง ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศผลสอบเลย ไม่แน่พี่ชิวอาจจะฟลุ๊กสอบติดก็ได้นะ..."
"พ่อ พ่อก็พูดจาไม่ค่อยเข้าหูเหมือนกันนั่นแหละ" พี่ชุนทนฟังไม่ได้แล้ว
"เออว่ะ" ลุงใหญ่ก็เลยตบหน้าตัวเองไปฉาดหนึ่งเหมือนกัน
คำพูดของลุงใหญ่มันก็ไม่ผิดหรอกนะ ตราบใดที่ยังไม่ประกาศผลสอบ ต่อให้คิดว่าตัวเองทำข้อสอบได้ห่วยแตกแค่ไหน ลึกๆ แล้วทุกคนก็ยังแอบหวังอยู่ดีนั่นแหละ...
ดังนั้นผู้เข้าสอบทั้งสองร้อยคนและครอบครัวของพวกเขา จึงไม่มีใครยอมกลับบ้านไปก่อนเลย ทุกคนยืนรออยู่หน้าประตูสำนักศึกษากันหมด
เวลาแห่งการรอคอยมันช่างทรมานเหลือเกิน เจ้าอ้วนซูหลางกะว่าจะกินของอร่อยๆ ให้หมดก่อนที่ผลสอบจะออก แต่กลับกินไม่ลงเลยสักนิด รู้สึกเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้งจืดชืดไม่มีรสชาติ...
โชคดีที่ทางสำนักศึกษาทำงานกันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ข้อสอบทั้งสองร้อยชุดถูกตรวจและจัดอันดับเสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกนำไปคัดลอกลงบนกระดาษแผ่นใหญ่สีแดง และถือออกมาประกาศก่อนที่ฟ้าจะมืด
นักเรียนรุ่นพี่สองคนที่ต้องทำงานเป็นวัวเป็นม้า นำกาวมาทาบนกำแพง แล้วแปะกระดาษสีแดงขนาดยาวสามฉื่อ กว้างหนึ่งฉื่อลงไป
อาจารย์ที่คุมสอบยืนอยู่ข้างๆ ประกาศเสียงดัง "ผู้เข้าสอบที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บนกระดานประกาศผล ให้นำทะเบียนบ้านและเนื้อตากแห้งมามอบตัวในวันที่สิบหกเดือนอ้าย ถ้าเลยกำหนดเวลาจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที!"
ตอนนี้ไม่มีใครสนใจฟังเสียงบ่นของอาจารย์แล้ว ทั้งผู้เข้าสอบและผู้ปกครองต่างก็กรูกันเข้าไปหาแผ่นป้ายประกาศผลสีแดง เบียดเสียดกันจนแน่นขนัดไปหมด
แน่นอนว่าเรื่องนี้ทางสำนักศึกษาก็มีส่วนผิดเหมือนกัน เล่นมาประกาศผลซะมืดค่ำป่านนี้ ถ้าอยู่ไกลหน่อยก็มองไม่เห็นแล้ว ใครจะไม่พยายามเบียดเสียดเข้าไปดูใกล้ๆ ล่ะ
อาจารย์ของสำนักศึกษาเกือบจะโดนฝูงชนเบียดจนล้ม โชคดีที่นักเรียนรุ่นพี่สองคนเข้ามาช่วยประคองไว้ทัน แล้วรีบพาอาจารย์หนีออกจากฝูงชนไปได้
แต่คนข้างนอกก็ยังคงเบียดเสียดดันกันเข้าไปไม่หยุด ทุกคนต่างก็เอียงตัวชะเง้อคอจ้องมองแผ่นประกาศผล ไล่ดูรายชื่อตั้งแต่บนลงล่าง เพื่อตามหาชื่อลูกหลานของตัวเอง
ซูลู่ก็อยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นด้วยเหมือนกัน แต่ตัวเขายังเตี้ยแถมแรงก็น้อย เบียดเข้าไปข้างหน้าไม่ได้เลย ต้องเขย่งเท้าดูถึงจะพอมองเห็นแค่ยี่สิบชื่อแรกบนสุด กวาดสายตาดูแวบเดียวก็รู้เลยว่าไม่มีชื่อที่ขึ้นต้นด้วย 'ซูลู่แห่งเอ้อร์หลาง' เลยสักคน
เขากำลังร้อนใจหาวิธีว่าจะทำยังไงถึงจะเห็นรายชื่อข้างล่างได้ จู่ๆ ก็โดนจับยกขึ้นสูงจากใต้รักแร้...
ซูลู่หันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นพี่รองนั่นเองที่ช่วยยกตัวเขาขึ้นไป เขาฉีกยิ้มให้พี่รอง แล้วรีบหันกลับไปดูรายชื่อต่อ คราวนี้มองเห็นชัดแจ๋วไปจนเกือบถึงแถวล่างสุดเลย
ในที่สุดเขาก็เจอชื่อ 'ซูต้านแห่งเอ้อร์หลาง' ในลำดับที่สี่สิบ!
พอเห็นชื่อนั้นชัดๆ ซูลู่ก็ตะโกนเสียงดัง "ซูต้านแห่งเอ้อร์หลาง! ไอ้ก้าง นายสอบติดแล้ว!"
ไอ้ก้างจอมจับผิดซูต้านตัวผอมแห้งแรงน้อย เบียดเข้าไปไม่ได้เลยสักนิด กำลังร้อนใจเดินวนไปวนมาอยู่ข้างนอก พอได้ยินเสียงตะโกนของซูลู่ก็สะดุ้งเฮือก กระโดดดีใจตัวลอย
"ฮ่าๆๆ ฉันสอบติดแล้ว! พ่อ ฉันสอบติดแล้ว!"
"รีบช่วยดูชื่อฉันหน่อยสิ..." ซูหลางรีบเร่งให้ซูลู่ช่วยดูให้
ตอนนั้นซูลู่ดูรายชื่อจนครบหมดแล้ว เขาบอกพี่รอง "ปล่อยผมลงเถอะครับ"
"เป็นไงบ้างๆ" เท้ายังไม่ทันแตะพื้น ทุกคนก็รุมล้อมเข้ามาเขย่าตัวเขาถามกันใหญ่
"ไม่มีชื่อนายเลย แต่ยังเหลือแถวสุดท้ายที่ฉันมองไม่เห็นอยู่นะ" ซูลู่ส่ายหน้า
"เฮ้อ หมดหวังไปเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ..." ซูต้านกับคนอื่นๆ ถอนหายใจพร้อมกัน ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ใครมาดูประกาศผลสอบแล้วจะยอมกลับไปทั้งที่ยังดูไม่ครบกันล่ะ นี่มันเข้าตำราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาชัดๆ
เพราะงั้นก็เลยต้องรอต่อไป
พวกเด็กๆ ได้แต่มองดูพวกผู้ใหญ่พยายามเบียดตัวแทรกออกมาจากกำแพงมนุษย์ที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน
บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ มีทั้งรอยยิ้มปลาบปลื้มดีใจสุดขีด สีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด และยังมีคนที่หน้าตาบอกบุญไม่รับอีกด้วย...
ส่วนอารมณ์ของพวกเด็กหนุ่มนั้นดูออกง่ายกว่าเยอะ พอได้ยินพ่อแม่บอกว่าสอบติดก็ดีใจกระโดดโลดเต้น แต่ถ้าสอบตกก็หน้าเศร้าคอตกเหมือนโลกแตก...
ซูลู่กับเพื่อนๆ กลับรู้สึกว่าคนพวกนี้น่ารำคาญชะมัด กว่าฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัดจะเริ่มบางตาลง ก็เล่นเอาหอบแฮ่ก พวกวัยรุ่นเลยรีบมุดตัวเหมือนปลาแหวกว่ายเข้าไปในฝูงชน ไปยืนชิดริมกำแพงเพื่อขอดูรายชื่อแถวสุดท้าย...
แต่ทว่าในบรรดารายชื่อพวกนั้น กลับไม่มีคำว่า 'แห่งเอ้อร์หลาง' โผล่มาให้เห็นอีกเลย
คราวนี้พวกเขาก็หมดหวังกันอย่างสิ้นเชิง เจ้าอ้วนซูหลางหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ "ในที่สุดก็ตัดใจได้สักที กลับบ้านกันเถอะ"
"ไปเถอะ กลับบ้านกัน" พวกวัยรุ่นพยักหน้าอย่างหดหู่ แล้วก็หันหลังเตรียมตัวเดินจากไป
"เดี๋ยวก่อน!" จังหวะนั้นพี่ชุนก็แทรกตัวเข้ามาพอดี เขาเป็นคนละเอียดรอบคอบมาก ลองนับรายชื่อบนใบประกาศผลดู แล้วก็ถามขึ้นมาว่า "ไม่ได้บอกว่าจะรับจำนวนหกสิบคนพอดีหรอกเหรอ ทำไมถึงหายไปคนนึงล่ะ"
คนที่ตอบคำถามเขาก็คือรุ่นพี่ร่วมชั้นที่ทำหน้าที่เป็นวัวเป็นม้ามาคอยติดป้ายประกาศผล "จะขาดไปได้ยังไงกัน ในหอเต้าหนานมีตั้งหลายสิบตาคอยจ้องอยู่นะ มีหกสิบคนพอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินแน่นอน"
"ถ้าไม่เชื่อก็ลองนับดูสิ" ซูหม่านชี้ไปที่กระดาษสีแดง
รอบๆ บริเวณนั้นยังมีคนยืนดูใบประกาศผลอยู่อีกเพียบ พอได้ยินแบบนั้นก็เริ่มนับกันทันที "สอง สี่ หก แปด สิบ..."
"ห้าสิบเก้า!"
"มีแค่ห้าสิบเก้าคนจริงๆ ด้วย!" ทุกคนนับเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วก็เริ่มส่งเสียงโวยวายกันด้วยความตื่นเต้น "พวกท่านเขียนตกไปใช่ไหมเนี่ย!"
ความหวังเฮือกสุดท้ายหลังจากที่รู้ผลสอบแล้ว... ก็คืออาจารย์ตรวจข้อสอบทำงานพลาด
เจอโลงศพแล้วยังอยากจะให้ผีลุกจากหลุมอีกนะเนี่ย...
(จบตอน)