- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 330 - ดาวหางสีเลือด
บทที่ 330 - ดาวหางสีเลือด
บทที่ 330 - ดาวหางสีเลือด
บทที่ 330 - ดาวหางสีเลือด
วิญญาณกำลังลุกไหม้ ทว่าเส้าหงเยี่ยนกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังรู้สึกเบาสบายดุจล่องลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ไม่นานนักภาพเบื้องหน้านางก็แปรเปลี่ยนไป นางมองเห็นผู้ฝึกยุทธ์แปลกหน้ามากมายกำลังกวัดแกว่งดาบโลหิตชาดอย่างบ้าคลั่ง นางมองเห็นฟู่หย่วนหมิง มองเห็นสือชี และท้ายที่สุดนางก็มองเห็นตัวนางเอง
นางยืนอยู่บนผืนดินสีเลือด ซากศพกองพะเนินเทินทึกทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า
ศพเหล่านั้นต่างอ้าปากค้าง เบิกตากว้าง... ใบหน้าของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความหวาดผวาสุดขีด!
นี่คือเจตจำนงแห่งการสังหารและความหวาดกลัวงั้นหรือ
ชั่วพริบตา นางก็เห็นแม่น้ำสายหนึ่งกำลังไหลเชี่ยวกราก... นางรู้ดีว่านั่นคือแม่น้ำขุยเหอ
สายน้ำแห่งขุยเหอไหลรินไม่เคยหยุดพัก หลอมรวมเอาความทุกข์ระทม น้ำตา ความรัก และความแค้นเอาไว้มากมาย นางเปรียบดั่งเกลียวคลื่นลูกหนึ่งที่ขับขานบทเพลงไปตลอดกาลไร้ซึ่งวันหยุดพัก...
เมื่อเส้าหงเยี่ยนได้สติกลับคืนมา นางก็พบว่าตนเองได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับทลายเวหาขั้นสูงสุดแล้ว
"นี่น่ะหรือ พลังระดับทลายเวหาขั้นสูงสุด" เส้าหงเยี่ยนจ้องมองแก่นแท้แห่งพลังที่รายล้อมรอบกาย เมื่อลองยื่นมือออกไปสัมผัสก็รู้สึกถึงความนุ่มนวลและเย็นเยียบ นางรับรู้ได้ถึงความผูกพัน อุปนิสัย และเจตจำนงของพวกมัน "ช่างเป็นพลังที่น่าหลงใหลเสียนี่กระไร!"
"น่าเสียดายที่เจ้ามีเวลาเพียงแค่ชั่วยามเดียวเท่านั้น!"
"นี่คือลิขิตสวรรค์ มันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนที่ข้าได้พบกับเจ้าแล้ว!"
เฉินฮ่าวเงียบงันไป
"ไปกันเถอะ!"
เส้าหงเยี่ยนกระโดดลอยตัวขึ้นสูง กำแพงเมืองอันแข็งแกร่งของนครหลวงแคว้นโจวพังทลายลงเบื้องล่างเพราะไม่อาจทนรับแรงกระแทกอันมหาศาลได้ นางทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บินสูงขึ้นเรื่อยๆ!
เมื่อลอยตัวอยู่กลางอากาศ นางทอดสายตามองลงมายังนครหลวงทั้งหมด ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับขบวนรถนักโทษ ม่านตาของนางก็หดเกร็ง
"วิถีเท้าดาวเหิน!"
นางพุ่งตัวดิ่งลงมาจากฟากฟ้า มุ่งตรงไปยังตำแหน่งของขบวนรถนักโทษราวกับดาวตก
ขบวนรถนักโทษยังคงเคลื่อนตัวต่อไป บนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ชาวบ้านยังคงขว้างปาสิ่งของใส่ผู้เคราะห์ร้าย เพียงแต่สับเปลี่ยนหน้าตากันไป
กองทหารอวี่หลินยืนเรียงรายราวกับหอกแหลมอยู่ริมถนน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ภายในรถนักโทษ เกมระหว่างเจิงอีอิ๋งและเสี่ยวหู่ยังคงดำเนินต่อไป
ใกล้กับขบวนรถ ยอดฝีมือระดับทลายเวหาสองคนแฝงกายอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยใบหน้าเรียบเฉย พวกเขาก้าวเดินตามขบวนรถนักโทษไปอย่างเชื่องช้า
ภารกิจของพวกเขาคือปกป้องนักโทษไม่ให้ถูกเส้าหงเยี่ยนชิงตัวไป หากจะพูดตามตรง ตอนที่ได้รับภารกิจนี้ครั้งแรก พวกเขาแทบอยากจะปฏิเสธ
เส้าหงเยี่ยนคือผู้ใดกัน
ก็แค่นักสู้ไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งเท่านั้น
ต่อให้นางมีดาบโลหิตชาดอยู่ในมือแล้วอย่างไรเล่า
แค่พึ่งพาดาบโลหิตชาด ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดก็จะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นปลายได้เชียวหรือ
ช่างฝันเฟื่องไปหน่อยกระมัง!
ทว่าในเมื่อเป็นพระราชโองการของจักรพรรดินี และเห็นแก่เบี้ยหวัดอันงามที่ได้รับเป็นประจำ พวกเขาจึงจำใจต้องรับหน้าที่นี้มา
เสี่ยวหู่ที่หลับตาปี๋ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเจิงอีอิ๋งเอ่ยถาม "ท่านอา ฟ้าร้องหรือขอรับ"
"ฟ้าร้องงั้นหรือ ฟ้าร้องอันใดกัน กลางวันแสกๆเช่นนี้จะมีฟ้าร้องได้อย่างไร"
"แต่ข้าได้ยินเสียงจริงๆนะขอรับ!"
เจิงอีอิ๋งเงยหน้าขึ้น มองลอดลูกกรงเหล็กของรถนักโทษขึ้นไปบนท้องฟ้า นางเห็นกลุ่มก้อนสีเลือดบางอย่างกำลังพุ่งตรงมาทางพวกนาง... ราวกับดาวหางสีเลือดที่กำลังร่วงหล่นลงมา!
พร้อมกับการร่วงหล่นของดาวหางสีเลือด เสียงกึกก้องกัมปนาทก็ดังตามมาติดๆ!
เสียงกัมปนาทนั้นดังสนั่นจนแก้วหูแทบฉีกขาด ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เมื่อเจิงอีอิ๋งสังเกตเห็น ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆในบริเวณนั้นก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน
เมื่อดาวหางสีเลือดพุ่งเข้ามาใกล้ เสียงกัมปนาทก็ยิ่งบาดหู แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังต้องแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
"นั่นมันตัวอะไรน่ะ"
"ดาวตกงั้นหรือ"
"ดาวตกสีเลือดเนี่ยนะ เจ้าฝันกลางวันอยู่หรืออย่างไร!"
...
เมื่อมองดูเงาสีเลือดที่พุ่งเข้ามาใกล้ ผู้คนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงอันตราย ฝูงชนเริ่มแตกตื่น ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ขบวนรถนักโทษต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้ห่างไกลจากกลุ่มเงาสีเลือดนั้น
พวกเขาเหยียบย่ำทับร่างผู้อื่น ทว่ากลับพบว่าตนเองยังคงหนีไปไหนไม่ได้ ทั่วทั้งถนนถูกผู้คนเบียดเสียดจนปิดตายไปหมดแล้ว!
มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือล้ำเลิศเท่านั้น ที่สามารถอาศัยวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมกระโดดหลบหนีไปตามหลังคาบ้านเรือนสองข้างทางได้ ผู้ฝึกยุทธ์บางคนพยายามจะเหยียบบนไหล่ของผู้คนเพื่อกระโดดข้ามไป ทว่ากลับถูกคนข้างล่างคว้าข้อเท้าเอาไว้เสียก่อน...
ยอดฝีมือระดับทลายเวหาทั้งสองคนจ้องมองกลุ่มเงาสีเลือดนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในทันที
พวกเขาสัมผัสได้พร้อมกันถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในกลุ่มเงาสีเลือดนั้น... มันคือผู้ฝึกยุทธ์!
ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง!
ใครกัน
เส้าหงเยี่ยนงั้นหรือ
เป็นไปไม่ได้กระมัง
เงาสีเลือดนั้นพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว แม้แต่สายตาของยอดฝีมือระดับทลายเวหาทั้งสองคนก็ยังแทบจะมองตามไม่ทัน ชั่วพริบตาเดียว เงาสีเลือดก็พุ่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้า!
เสียงลมดังก้องอยู่ข้างหูเส้าหงเยี่ยน นางในชุดสีแดงเพลิงถูกรายล้อมไปด้วยแก่นแท้แห่งการสังหาร ความหวาดกลัว และแก่นแท้แห่งวารีสีเลือด ประดุจดาวตกสีแดงที่กำลังจะพุ่งชนโลก!
นี่หรือคือวิถีเท้าดาวเหินแห่งสำนักดาวเหิน
เส้าหงเยี่ยนพบว่าความเร็วของนางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เร็วขึ้นทุกขณะ พริบตาเดียวนางก็เกือบจะถึงตัวเสี่ยวหู่แล้ว!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งไม่กลัวตาย เอื้อมมือไปกระชากลูกกรงเหล็กของรถนักโทษออก แล้วแย่งตัวเสี่ยวหู่มาจากอ้อมกอดของเจิงอีอิ๋ง กริชเล่มหนึ่งจ่อเข้าที่ลำคอของเสี่ยวหู่อย่างแนบแน่น
เจิ้งอี้จ้องมองเงาสีเลือดนั้นพลางแผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง "เจ้าเป็นใคร เจ้าคือเส้าหงเยี่ยนใช่หรือไม่ หยุดมือเดี๋ยวนี้ จงหยุดมือเดี๋ยวนี้!"
"โลหิตชาด!"
ชั่วพริบตา เส้าหงเยี่ยนก็พุ่งประชิดตัวเจิ้งอี้ หมอกสีเลือดระเบิดออกปกคลุมทั่วทั้งถนนรวมถึงเจิ้งอี้และเสี่ยวหู่!
จิตสังหารอันบ้าคลั่งและความหวาดกลัวอันไร้ขอบเขตแทรกซึมเข้าสู่สมองของเจิ้งอี้ในทันที ทำให้เจิ้งอี้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ
เส้าหงเยี่ยนตวัดกระบี่เดียวปลิดชีพเขา ก่อนที่เสี่ยวหู่จะร่วงหล่นลงพื้น นางก็คว้าร่างของเขามากอดไว้ในอ้อมอก
พายุหมุนที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของนาง พัดพาเอาผู้คนบนท้องถนนกระเด็นกระจัดกระจายไปจนหมดสิ้น ร้านรวงสองข้างทางค่อยๆพังทลายลงมา
รอบตัวเสี่ยวหู่ดูเหมือนจะมีม่านพลังบางๆห่อหุ้มไว้ คอยสกัดกั้นหมอกสีเลือดในอาณาเขตจิตมารสังหารไว้จนหมดสิ้น
รังสีอำมหิตจากยอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นปลายทั้งสองคนพุ่งทะยานเข้ามา เส้าหงเยี่ยนกระโดดลอยตัวขึ้นอีกครั้ง หลบหลีกการโจมตีไปได้อย่างฉิวเฉียด
"เสี่ยวหู่!"
ดวงตาสีเลือดที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของเส้าหงเยี่ยน เปล่งประกายความอ่อนโยนออกมาวูบหนึ่ง
เมื่อได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นเคย เสี่ยวหู่ก็ลืมตาขึ้น "ท่านแม่!"
"อืม!"
"ท่านแม่ ท่านอาไม่ได้หลอกข้าจริงๆด้วย"
เส้าหงเยี่ยนเหลือบมองรถนักโทษ ภายในรถ ดวงตาของเจิงอีอิ๋งแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดไปเสียแล้ว
"ท่านแม่ ทำไมตาของท่านถึงแดงไปหมดเลยเล่า ดูน่ากลัวจัง"
ดวงตาสีเลือดของเส้าหงเยี่ยนนั้นน่าสะพรึงกลัวจนแทบหยุดหายใจ!
หากไม่ใช่เพราะความคุ้นเคย เสี่ยวหู่คงมิกล้ายอมรับสตรีผู้นี้เป็นมารดาเป็นแน่!
เส้าหงเยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามเสี่ยวหู่ นางเพียงกระชับอ้อมกอดเบาๆ เสี่ยวหู่ก็สลบไสลไปทันที
เวลาของนางเหลือน้อยเต็มทีแล้ว!
เส้าหงเยี่ยนอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมอก จ้องมองยอดฝีมือระดับทลายเวหาทั้งสองคนที่กำลังล้อมกรอบเข้ามา นางไม่คิดจะสู้รบยืดเยื้อ จึงทะยานหลบหนีมุ่งหน้าออกนอกเมืองหลวงทันที
"จะหนีไปไหน!"
ยอดฝีมือระดับทลายเวหาทั้งสองไล่ตามมาติดๆ ลำแสงกระบี่สายหนึ่งตวัดฝากฝากรอยแผลเป็นสีเลือดไว้บนใบหน้าของเส้าหงเยี่ยน นางหยุดชะงักฝีเท้าทันที จิตสังหารอันบ้าคลั่งในดวงตากำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของนางไปจนหมดสิ้น
ภายในดาบโลหิตชาด เฉินฮ่าวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนสติ "หนีไปเสีย อย่าลืมเป้าหมายที่เจ้ามาที่นี่สิ!"
ภายในพระราชวังแคว้นโจว จักรพรรดินีและชายชราอีกคนหนึ่งยืนอยู่กลางเวหา เมื่อทอดพระเนตรเห็นเงาสีเลือดที่ลอยอยู่เหนือเขตเมืองฝั่งเหนือ พระองค์ก็ตรัสด้วยความตกตะลึง "พลังของนาง!"
ชายชราตาแดงก่ำ เอ่ยด้วยความตื่นเต้น "ระดับทลายเวหาขั้นสูงสุด เท่าเทียมกับชายชราผู้นี้ ดาบโลหิตชาดช่างสมคำร่ำลือ ตำนานนั้นเป็นเรื่องจริง!"
"ท่านปู่ทวด"
"ส่งตราหยกแผ่นดินมาให้ข้า เราต้องชิงดาบโลหิตชาดมาให้จงได้!"