- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 310 - มีเรื่องจะชี้แจง
บทที่ 310 - มีเรื่องจะชี้แจง
บทที่ 310 - มีเรื่องจะชี้แจง
บทที่ 310 - มีเรื่องจะชี้แจง
พลังปราณแท้จริงและปราณโลหิตจากภายในดาบโลหิตชาดไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเส้าหงเยี่ยนอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าที่ซีดเซียวของนางค่อยๆ ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
นางพยายามรวบรวมสติ เหินร่างมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่เรือท้องแบนแล่นจากไป การสังหารยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดหลายคนไม่ได้กินเวลามากนัก ไม่นานนางก็ค้นพบเป้าหมาย
ยามค่ำคืน บนดาดฟ้าเรือมีผู้คุ้มกันยืนเฝ้ายามอยู่ไม่มากนัก นางเร้นกายเก็บงำกลิ่นอาย ลอบเร้นเข้าไปภายในเรือท้องแบนได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บของกระจุกกระจิกเล็กๆ ห้องหนึ่ง
สภาพของนางในยามนี้ย่ำแย่ยิ่งนัก ศีรษะปวดหนึบจนแทบระเบิด ทันทีที่หลับตาลงก็มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองยังคงติดอยู่ในอาณาเขตจิตมารสังหาร!
นางนั่งขดตัวสั่นเทาอยู่ในมุมมืดของห้องเก็บของ สองแขนกอดเข่าแน่น ซุกใบหน้าลงระหว่างท่อนขา
เส้าหงเยี่ยนหารู้ไม่ว่า หลังจากนางจากท่าเรือไปได้เพียงชั่วครู่ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคนภาสถิตก็รุดหน้ามาถึง
เมื่อผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคนภาสถิตเห็นซากศพของยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดหลายคนในพรรค เขาก็โกรธจัดจนแทบกระอักเลือด!
ผู้อาวุโสใหญ่แผดเสียงคำรามลั่น "ฝีมือผู้ใดกัน ไอ้อีตัวบัดซบจากพรรคสายรุ้งคราม พวกเจ้าไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"
จากนั้นเขาก็ตวัดสายตามองไปยังสมาชิกรอบนอกของพรรคนภาสถิตที่ยังมีชีวิตรอด ลูกน้องกว่าห้าสิบคนที่หงเจี้ยนกางพามาด้วย บัดนี้เหลือรอดเพียงสิบเอ็ดคน ซ้ำพวกมันยังกำลังเข่นฆ่ากันเองอยู่อีก!
ผู้อาวุโสใหญ่ตวาดเสียงกร้าว "พวกเจ้ากำลังทำบ้าอันใดกัน หยุดมือเดี๋ยวนี้!"
ทว่าลูกพรรคทั้งสิบเอ็ดคนนั้นกลับทำหูทวนลม ราวกับไม่ได้ยินเสียงคำรามของเขา เพียงชั่วพริบตาลูกพรรคก็ล้มตายลงไปอีกสองคน
"ข้าสั่งให้หยุดมือ ไม่ได้ยินหรืออย่างไร!"
ผู้อาวุโสใหญ่บันดาลโทสะจนต้องลงมือด้วยตนเอง เขาสะบัดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว ลูกพรรคที่เหลือทั้งเก้าคนก็ปลิวละลิ่วล้มกลิ้งไปคนละทิศคนละทาง
เขามิได้ลงมือหนักหน่วง เพียงแค่ต้องการจับพวกมันแยกออกจากกันเท่านั้น
เขาคว้าคอเสื้อของลูกพรรคธรรมดาคนหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยถาม "บอกข้ามา เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!"
ใครจะคาดคิดว่าลูกพรรคผู้นั้นจะรนหาที่ตาย มันตวัดดาบกลับหลังฟันเข้าใส่ผู้อาวุโสใหญ่อย่างบ้าคลั่ง!
เมื่อเห็นดาบยาวที่จ่ออยู่ตรงหน้าอกแต่ไม่อาจแทงทะลุผิวหนังเข้าไปได้ ผู้อาวุโสใหญ่ก็โกรธจัด บิดหักคอของเจ้านั่นจนสิ้นใจตายคามือ!
จนถึงยามนี้ เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าลูกพรรคที่ยังมีชีวิตรอดแทบทุกคนล้วนมีดวงตาทอประกายสีเลือดแดงฉาน
ธาตุไฟเข้าแทรกงั้นหรือ
"พวกเจ้าจำข้าไม่ได้แล้วงั้นหรือ" ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยถาม
ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยตอบคำถามของเขา ความสนใจของลูกพรรคทั้งหมดพุ่งเป้ามาที่ผู้อาวุโสใหญ่ ก่อนที่พวกมันทั้งแปดคนจะพุ่งตัวเข้าโจมตีเขาพร้อมกัน!
ผู้อาวุโสใหญ่จ้องมองลูกพรรคเหล่านั้นด้วยความตกตะลึง แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้ถึงเพียงนี้!
หลังจากลงมือสังหารลูกพรรคที่เสียสติไปจนหมดสิ้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็กัดฟันกรอด แผดเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นและโศกเศร้า "นี่มันเป็นฝีมือผู้ใดกันแน่!"
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสใหญ่ก็เงยหน้าขึ้นและบังเอิญเห็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดหลายคนกำลังเหินบินตรงมาทางนี้ เพียงแค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย เขาก็รู้ทันทีว่าผู้มาเยือนล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา!
ผู้อาวุโสใหญ่เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาเกรี้ยวกราด จ้องมองกลุ่มยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดที่กำลังเหินบินเข้ามาใกล้ พร้อมกับชักกระบี่ยาวในมือออกมาเตรียมพร้อม!
เขากัดฟันกรอดคำรามลั่น "พรรคสายรุ้งครามของพวกเจ้าช่างร้ายกาจนักนะ!"
"เจ้าเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว พวกเราไม่ใช่คนของพรรคสายรุ้งคราม!" กลิ่นอายของผู้มาเยือนไม่ได้ด้อยไปกว่าพรรคนภาสถิตเลย ซ้ำยังแฝงเร้นพลังกดดันที่เหนือกว่าอยู่นิดๆ "และอีกอย่าง หากซากศพเหล่านี้เป็นลูกน้องของเจ้า มันก็ไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเรา เพราะพวกเราก็เพิ่งจะเดินทางมาถึงเช่นกัน!"
ผู้อาวุโสใหญ่กวาดสายตามองผู้มาเยือนทั้งห้าคน ผู้ที่มีพลังฝีมือต่ำต้อยที่สุดในกลุ่มก็ยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นกลาง ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นคล้ายจะไม่หวั่นเกรงเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเคยประมือกับยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของพรรคสายรุ้งครามมาบ้าง แต่ไม่เคยพบเห็นบุคคลเหล่านี้มาก่อน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สติสัมปชัญญะของเขาก็เริ่มกลับคืนมาบ้าง "พวกเจ้าเป็นใคร"
"พวกเราคือคนของราชสำนักแคว้นโจว ถูกส่งตัวมาเพื่อจับกุมนักโทษสำคัญ!"
เมื่อได้ยินว่าเป็นคนของแคว้นโจว ผู้อาวุโสใหญ่ก็สูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าผ่อนคลายลงไปมาก
เขาไม่กล้าแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อคนของราชสำนักแคว้นโจวหรอก
เขาได้รับข่าวกรองมาว่า กบฏภายในแคว้นโจวถูกปราบปรามจนราบคาบแล้ว ตระกูลป๋าย ตระกูลเจิง และสำนักดาวเหินที่เป็นแกนนำก่อกบฏล้วนถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ในยามนี้ราชสำนักแคว้นโจวกำลังระดมพลและจัดเตรียมกองทัพ หมายมั่นจะฉวยโอกาสที่กองทัพแคว้นโลหิตทมิฬกำลังบอบช้ำ ยกทัพบุกโจมตีแคว้นหนานอวิ๋น
แคว้นหนานอวิ๋นถูกแคว้นโลหิตทมิฬกลืนกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือย่อมสมควรตกเป็นของแคว้นโจว
ผู้อาวุโสใหญ่ตระหนักดีว่า สาเหตุที่ราชวงศ์แคว้นหนานอวิ๋นล่มสลายไปแล้วแต่เขตวายุม่วงยังคงรักษาความสงบเรียบร้อยไว้ได้อย่างหวุดหวิด ก็เป็นเพราะเจ้าเมืองส่วนใหญ่ถูกเกลี้ยกล่อมจนยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นโจวไปหมดแล้ว ขอเพียงกองทัพแคว้นโจวยกทัพมาถึง เขตวายุม่วงก็จะเปลี่ยนธงสัญลักษณ์ในชั่วพริบตา
ในฐานะพรรคอันดับหนึ่งแห่งเขตวายุม่วง เพื่อความอยู่รอด พรรคนภาสถิตจึงพยายามแสวงหาช่องทางเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นโจวอยู่เช่นกัน!
"ข้าน้อยเผิงชิง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคนภาสถิต!"
ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคลี่ม้วนภาพวาดออก "เจ้าคือผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคนภาสถิตงั้นหรือ เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง เจ้าเคยพบเห็นสตรีผู้นี้บ้างหรือไม่"
ภาพวาดนั้นวาดโดยจิตรกรฝีมือเอก เผยให้เห็นสตรีรูปร่างสูงโปร่งหน้าตางดงามหมดจดกำลังร่ายรำกระบี่อยู่ท่ามกลางสวนบุปผา รูปลักษณ์ของนางงดงาม ท่วงท่าสง่างามและห้าวหาญ... ทว่าสิ่งที่สะดุดตาและน่าจดจำที่สุดก็คือหน้าผากที่ค่อนข้างกว้างของนาง
ภายในสวนบุปผานั้นมีมวลหมู่ดอกไม้เบ่งบานสะพรั่ง สีสันสดใสตระการตา
เผิงชิงปรายตามองภาพวาดแวบหนึ่งก่อนจะส่ายหน้า "ข้าเก็บตัวฝึกด่านอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่เคยพบเห็นสตรีผู้นี้มาก่อน ทว่าพรรคนภาสถิตของเรามีสายข่าวอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในเขตวายุม่วง เรื่องการตามหาคนถือเป็นงานถนัดที่สุดของพวกเรา หากพวกท่านไม่รังเกียจ เชิญไปพักผ่อนที่สาขาของพรรคนภาสถิตก่อนเถิด ข้าจะสั่งการให้ลูกพรรคทั้งหมดออกไปสืบข่าวให้พวกท่าน รับรองว่าจะต้องรวดเร็วกว่าการที่พวกท่านออกงมเข็มในมหาสมุทรด้วยตนเองอย่างแน่นอน!"
"เช่นนั้นก็รบกวนด้วย!"
เผิงชิงจัดการเก็บกวาดซากศพของยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดหลายคนอย่างเงียบๆ ยอดฝีมือจากแคว้นโจวก็มิได้เร่งรัดอันใด ผู้อาวุโสเผิงหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้เหล่ายอดฝีมือจากแคว้นโจว "ให้พวกท่านเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว พรรคนภาสถิตของเราสูญเสียอย่างหนักทีเดียวในครั้งนี้!"
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ"
"น่าจะเป็นฝีมือของพรรคสายรุ้งคราม!"
ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น "หากพวกเจ้าสามารถช่วยพวกเราตามหาคนจนพบ ข้าจะออกหน้าเตือนให้พรรคสายรุ้งครามสงบเสงี่ยมลงบ้างก็แล้วกัน!"
เผิงชิงเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง "เช่นนั้นก็ขอบพระคุณพวกท่านมาก!"
ยอดฝีมือจากแคว้นโจวเดินตามเผิงชิงกลับมายังสาขาของพรรคนภาสถิต ภายในสาขาสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ สมาชิกพรรคนภาสถิตแทบทุกคนที่อยู่ในสาขาล้วนถูกระดมกำลังออกมาจนหมดสิ้น
เพื่อแสดงความจริงใจต่อยอดฝีมือจากราชสำนักแคว้นโจว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด เขาก็ต้องรีบถ่ายทอดคำสั่งลงไปในทันที
"เรียนท่านผู้อาวุโสใหญ่ เสี่ยวไห่จากโรงเตี๊ยมไหลฝูขอเข้าพบท่านหัวหน้าสาขาสวีขอรับ บอกว่ามีเรื่องสำคัญยิ่งจะมารายงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสินค้าของท่านรองหัวหน้าหงในคืนนี้ขอรับ!"
เมื่อผู้อาวุโสใหญ่เผิงชิงได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
พรรคนภาสถิตของพวกเขาถูกลอบโจมตีก็เพราะสินค้าลอตนี้นี่แหละ!
"ข้าน้อยเห็นว่าเรื่องนี้สมควรรายงานให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่ทราบขอรับ!"
ผู้ที่มารายงานข่าวให้เผิงชิงทราบคือคนสนิทของหงเจี้ยนกาง เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ล่วงรู้ข่าวการตายของหงเจี้ยนกาง
เผิงชิงปรายตามองยอดฝีมือจากแคว้นโจวที่นั่งอยู่ในห้องโถงรับรองด้วยความลังเลใจ
"ผู้อาวุโสใหญ่เชิญจัดการธุระของท่านได้เลย!"
เจิ้งอี้ หรือก็คือยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดจากแคว้นโจวผู้นั้นเอ่ยขึ้น
ในฐานะที่เป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดเช่นเดียวกัน เจิ้งอี้ย่อมต้องไว้หน้าอีกฝ่ายบ้าง
พรรคนภาสถิตเพิ่งจะสูญเสียอย่างหนัก หากไม่ยอมให้พวกเขาจัดการเรื่องราวภายในพรรคเสียบ้าง ก็ดูจะไร้น้ำใจจนเกินไป
อีกอย่างพรรคนภาสถิตก็ได้กระจายกำลังออกไปสืบข่าวให้แล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือการรอคอยเท่านั้น
"เช่นนั้นก็พาตัวมันเข้ามา ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่ามันมีเรื่องอันใดจะรายงาน!"
ขออนุญาตินะครับพอดีมีคนคอมเพลนเรื่องการใช้สรรพนาม/คำลงท้าย
ผมควรใช้เหมือนเดิมหรือต้องแก้ดีครับ(ขอบคุณที่อ่านครับ)