- หน้าแรก
- ระบบเจ้าเมือง พรสวรรค์คริติคอลร้อยเท่าสะท้านโลก
- บทที่ 300 - สวีหรงปรากฏตัว ไอเทมสุดสยอง เซี่ยงอวี่กำลังไปช่วยแล้ว
บทที่ 300 - สวีหรงปรากฏตัว ไอเทมสุดสยอง เซี่ยงอวี่กำลังไปช่วยแล้ว
บทที่ 300 - สวีหรงปรากฏตัว ไอเทมสุดสยอง เซี่ยงอวี่กำลังไปช่วยแล้ว
บทที่ 300 - สวีหรงปรากฏตัว ไอเทมสุดสยอง เซี่ยงอวี่กำลังไปช่วยแล้ว
"อวี้จีเอ๋ยอวี้จี จะทำเยี่ยงไรดี!!!"
เสียงร้องอันแสนจะโศกเศร้านี้ ทำให้ทหารตระกูลต่งที่อยู่รอบนอกถึงกับเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด!
แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการท้าทายด่านแรก แต่นี่คือมิติเร้นลับสีทองนะ!
ตัวละครในแต่ละด่านล้วนมีพลังอานุภาพมากพอที่จะสังหารทหารนับล้านนายได้สบายๆ!
อวี้จีที่ผสานร่างเข้ากับหมอกสีดำมีพลังเพิ่มขึ้นเป็นสิบๆ เท่า
เธอสะบัดมือเบาๆ เสียงผีผาก็ดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนท้องฟ้า
หมอกสีดำผสานเข้ากับคลื่นเสียง พุ่งเข้าสังหารทหารตระกูลต่งไปหลายพันนายในพริบตา
ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงทหารมารด้วย
ส่วนจางจี้ที่พุ่งเข้าไปเป็นคนแรก อาศัยพลังงานความมืดเป็นเกราะป้องกันการโจมตีเอาไว้ได้
เขาเป็นถึงขุนพลมาร ระดับดาวถูกดันให้สูงขึ้นจนกลายเป็นสี่ดาวสีแดง
ก่อนที่ฮีโร่ของแดนบรรพชนจะปรากฏตัว ขุนพลระดับห้าดาวสีส้มถือว่าเป็นจุดสูงสุดแล้ว
คนทั่วไปต่างก็ภาคภูมิใจหากได้ครอบครองขุนพลระดับสี่ดาวสีแดง
แม้ว่าเขาจะได้รับการอัปเกรดมาจากการอาบพลังมารก็ตามที
แต่การป้องกันการโจมตีแค่นี้ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย
ตอนนี้อวี้จีเข้าสู่โหมดคลุ้มคลั่งเต็มตัวแล้ว
ทุกครั้งที่เธอสะบัดมือ หมอกสีดำที่พุ่งออกไปก็สามารถพรากชีวิตทหารตระกูลต่งไปได้หลายร้อยนาย
แม้ว่าเมื่อเทียบกับกองทัพสามล้านนายของตระกูลต่งแล้ว
ทหารไม่กี่ร้อยนายจะดูเป็นแค่เศษสวะก็ตาม
แต่ก็ไม่อาจต้านทานความเร็วในการปล่อยสกิลของอวี้จีได้อยู่ดี
"จางจี้!" ต่งเหยาจู่ตะโกนเรียกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จางจี้กำดาบแน่น สองตาจ้องเขม็งไปที่อวี้จีที่ผสานร่างเข้ากับหมอกสีดำ
"รับคำสั่ง!" เขาตะโกนก้อง ก่อนจะกระโดดลอยตัวขึ้นไปแทงดาบเข้าที่กลางหว่างคิ้วของอวี้จีอย่างจัง
"ไสหัวไป!" อวี้จีตบเขากระเด็นไปในทีเดียว
ตอนนี้เสียงของอวี้จีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
จากเสียงหวานใสราวกับนกไนติงเกล กลายเป็นเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าแบบผู้ชาย
การตบครั้งนี้ ทำให้จางจี้ลอยไปกระแทกเข้ากับกำแพงเมืองของตระกูลต่งอย่างจัง
จางจี้ในร่างมารกระอักเลือดออกมาคำโต เขาต้องเอาดาบปักพื้นเพื่อพยุงร่างให้ลุกขึ้นมา
ในวินาทีนี้เอง ที่เขาเพิ่งจะได้สัมผัสว่า มิติเร้นลับสีทองมันน่ากลัวขนาดไหน!
แม้แต่ขุนพลระดับสีทองก็อาจจะมาจบชีวิตลงในมิติเร้นลับนี้ได้เหมือนกัน
ที่เขาสามารถทำร้ายอวี้จีได้ในตอนแรก ก็เพราะนี่เป็นแค่ด่านแรก อวี้จีจึงยังไม่ได้มีพลังแข็งแกร่งมากนัก และยังไม่ได้เปลี่ยนร่างเป็นร่างสุดท้าย
แต่ตอนนี้อวี้จีงัดพลังทั้งหมดออกมาใช้แล้ว ก็เท่ากับเป็นการสั่งสอนเขาให้รู้สำนึกไปเลย
"ท่านผู้นำ ขอกำลังทหารให้ข้าสัก 30000 นายเถอะ!" เขาตะโกนขอความช่วยเหลือจากต่งเหยาจู่ที่อยู่บนหอคอยเมือง
ตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งนายกองผู้ดูแลเสบียงในตระกูลต่ง
และสกิลส่วนใหญ่ที่เขามี ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมกองทหารทั้งสิ้น
ถ้าแพ้แบบนี้เขาคงไม่ยอมแน่ๆ
ต่งเหยาจู่ไม่ได้สนใจเขา แต่กลับจ้องมองไปที่อวี้จีที่เปลี่ยนร่างไปแล้ว
"ไม่ต้องแล้ว แกกลับมาเถอะ"
"ท่านผู้นำ แต่ว่า..." จางจี้ร้องประท้วงด้วยความไม่พอใจ
"กลับมา!" ต่งเหยาจู่ตวาดแทรกขึ้นมาทันที
ตอนที่เขาส่งจางจี้ลงไป เขาก็ไม่ได้หวังให้จางจี้เอาชนะได้อยู่แล้ว
นี่มันมิติเร้นลับสีทองนะ จางจี้ก็ไม่ใช่ขุนพลสายบู๊ที่เก่งเรื่องการดวลเดี่ยวอยู่แล้วด้วย
ที่ส่งไปก็แค่เพื่อหยั่งเชิงดูฝีมือของหญิงร่ายผีผาเท่านั้น
เพราะเป้าหมายของตระกูลต่งก็คือกวาดต้อนดวงวิญญาณคนดังในมิติเร้นลับทั้งหมด!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอรู้ว่าดวงวิญญาณของคนดังคนนี้คืออวี้จี!
แววตาของเขาก็ยิ่งฉายแววละโมบมากขึ้นไปอีก
เขาสะบัดมือ แหวนมิติก็เปล่งแสงสีทองออกมาแวบหนึ่ง
ไอเทมสีเขียวเรืองแสงชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ
ไอเทมชิ้นนี้ ปลายด้านหนึ่งเป็นเคียว ส่วนอีกด้านเป็นโคมไฟรูปทรงลูกบาศก์ที่เปล่งแสงสีเขียวออกมา
เคียวกับโคมไฟถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยโซ่เหล็ก
ไอเทมทั้งชิ้นแผ่รังสีน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างน่าประหลาด
โดยเฉพาะโคมไฟสี่เหลี่ยมที่ส่องแสงสีเขียววิบวับนั่น
แสงสีเขียวอันน่าขนลุกนั้นราวกับสามารถดูดกลืนวิญญาณของมนุษย์เข้าไปได้เลย
ต่งเหยาจู่ยิ้มเหี้ยมเกรียมพลางโยนไอเทมในมือเล่น
เขาตะโกนเรียก "สวีหรง!"
เสียงทุ้มทรงพลังดังก้องมาจากด้านหลังของเขา "กระหม่อมอยู่นี่!"
ขุนพลที่ถือดาบเล่มใหญ่ปรากฏตัวขึ้น!
เขาคือสวีหรง!
ยอดขุนพลอันดับหนึ่งใต้สังกัดต่งจั๋ว!
สร้างชื่อเสียงตั้งแต่ยังหนุ่ม ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ก็ด่วนจากโลกนี้ไปเร็วเกินไป
ในแง่ของตำแหน่ง เขาไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งจงหลางเจี้ยง ผู้กุมกำลังทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าจงหลางเจี้ยงภายใต้สังกัดตระกูลต่ง
จงหลางเจี้ยงอีกสี่คนล้วนเป็นคนสนิทจากซีเหลียง มีเพียงสวีหรงเท่านั้นที่ไม่ใช่
และในตอนนั้น ลวี่ปู้ก็เป็นแค่รองแม่ทัพของจงหลางเจี้ยงเท่านั้น!
ส่วนหลี่เจวี๋ยและกัวซื่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเป็นแค่นายกองกิ๊กก๊อกเท่านั้น
ผลงานการรบที่โดดเด่นของสวีหรงก็คือ เอาชนะโจโฉและซุนเกี๋ยน แถมยังจับตัวหลี่หมิน เจ้าเมืองอิ่งชวนมาต้มกินทั้งเป็นได้อีกด้วย!
หลังจากต่งจั๋วเสียชีวิต เพราะเพื่อนร่วมรบแปรพักตร์ สวีหรงจึงถูกรุมล้อมจนต้านทานไม่ไหวและเสียชีวิตคาสนามรบ!
ยอดขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ ต้องมาจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร ยังไม่ทันได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ประจักษ์เลย!
แต่ในตอนนี้ ด้วยผลจากพลังมาร ระดับดาวของเขาก็ยังคงพุ่งสูงถึงห้าดาวสีส้ม!
ในชาตินี้ เขาสาบานว่าจะต้องสร้างชื่อเสียงให้จงได้!
เพราะหลังจากจุติลงมา เขาก็พบว่ามีคนมากมายปรามาสว่าฝีมือของเขาไม่คู่ควรกับระดับดาว แค่บังเอิญมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อยเท่านั้น!
ครั้งนี้ เขาจะทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า ที่เขาไม่โด่งดังเท่าที่ควร ก็เพราะเขาตายเร็วไปหน่อยเท่านั้นเอง!
ไม่อย่างนั้น เขาจะต้องเป็นขุนพลที่มีฝีมือทัดเทียมกับลวี่ปู้อย่างแน่นอน!
"ไป จัดการนางซะ!" ต่งเหยาจู่โยนเคียวโคมไฟให้สวีหรง
สวีหรงรับมาไว้ในมือ
"น้อมรับคำสั่งท่านผู้นำ!"
เขาประสานมือทำความเคารพ ก่อนจะหันไปมองอวี้จีในร่างมารที่กำลังอาละวาดอยู่หน้าประตูเมือง!
เขาพันเคียวโคมไฟไว้รอบเอว
สวีหรงตะโกนก้อง "ปลดปล่อยม้าศึก!"
พูดจบ เขาก็กระโดดลงจากหอคอยเมืองทันที
ก่อนที่ร่างของเขาจะร่วงลงถึงพื้น ม้าศึกชั้นยอดก็พุ่งทะยานออกมาจากประตูเมือง รับร่างของเขาเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ
เขาปรายตามองจางจี้ที่ยืนพิงกำแพงเมืองอยู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
หลังจากถูกครอบงำด้วยพลังมาร แม้ว่าความแข็งแกร่งของเหล่าฮีโร่จะเพิ่มขึ้น
แต่กิเลสและจุดบกพร่องในจิตใจของพวกเขาก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
"คราวหน้าก็ให้หลานชายแกมาลุยแทนก็แล้วกันนะ!"
หลังจากพูดจาถากถางเสร็จ สวีหรงก็ชูดาบเล่มใหญ่พุ่งทะยานเข้าใส่อวี้จีในร่างมารทันที
"แก!!!" จางจี้เบิกตาโพลงด้วยความโกรธ!
แต่เขาก็ไม่อาจโต้เถียงอะไรได้
ก็เขาแพ้จริงๆ นี่นา!
ไม่ว่าจะหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้ามาแก้ตัวยังไง สุดท้ายเขาก็แพ้อยู่ดี
เขาทำได้แค่เดินคอตกกลับเข้าไปในเมือง ปล่อยให้เวทีนี้เป็นของสวีหรงต่อไป
ดวงตาที่กลวงโบ๋ของอวี้จีจ้องมองไปที่ไอเทมสีเขียวเรืองแสงที่เอวของสวีหรงด้วยความหวาดกลัว
เห็นได้ชัดว่าไอเทมชิ้นนั้นมีพลังกดข่มเธอได้ในระดับหนึ่ง
แต่สวีหรงไม่ได้ใช้ไอเทมชิ้นนั้นตั้งแต่เริ่ม
เขากลับใช้ดาบเล่มใหญ่ฟาดฟันอวี้จีในร่างหมอกสีดำอย่างบ้าคลั่ง
ผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า ร่างกายของอวี้จีก็เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ
"หึ ก็แค่นี้เองนี่นา!" สวีหรงชูดาบเล่มใหญ่ขึ้นเหนือหัว เอ่ยปากอย่างดูถูก
จากนั้น เขาก็ฟาดดาบลงมาด้วยความรุนแรงและเฉียบขาดกว่าเดิม
จางจี้ที่เพิ่งจะกลับขึ้นมาบนหอคอยเมืองได้ยินคำพูดนั้น ก็เผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
คำพูดของสวีหรงมันจงใจฉีกหน้าเขาชัดๆ
"ท่านอา ไม่ต้องโมโหไปหรอกขอรับ ยังมีข้าอยู่อีกคนนะ" ชายหนุ่มหน้าตาคล้ายคลึงกับจางจี้พูดขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น จางจี้จึงค่อยๆ คลายหมัดที่กำแน่นออก
"รวมพลังของข้ากับหลานชาย อำนาจของเราในตระกูลต่งต้องเหนือกว่าแกแน่นอน!"
......
ในสนามรบ สวีหรงฟาดดาบเข้าใส่อวี้จีอย่างโหดเหี้ยมอีกครั้ง
ไม่มีความปรานีปราศรัยเลยแม้แต่น้อย
ดาบนี้เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล
อวี้จีรีบถอยร่นทันที
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ความเร็วของสวีหรงเหนือกว่าเธอมาก!
"อ๊าก!!!" อวี้จีร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด!
เดิมทีสวีหรงก็ได้รับการเสริมพลังจากพลังมารอยู่แล้ว ดังนั้นการโจมตีของเขาจึงสามารถทำร้ายอวี้จีได้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ดาบนี้สวีหรงยังงัดสกิลออกมาใช้อีกด้วย
อานุภาพจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก!
ถึงขั้นฟาดจนหมอกสีดำของอวี้จีแตกกระจายไปบางส่วนเลยทีเดียว
"ฝีมือมีแค่นี้เองรึ?"
สวีหรงเก็บดาบเล่มใหญ่ แล้วหยิบไอเทมที่ต่งเหยาจู่ให้มาจากเอว
มือหนึ่งหิ้วโคมไฟ อีกมือหนึ่งแกว่งเคียว
"งั้นก็จบเกมกันแค่นี้แหละ!"
สวีหรงตวัดเคียวลงมา
......
ไม่ไกลออกไปนัก หุ่นเชิดไร้รูปลักษณ์ที่วิ่งกระหืดกระหอบจนแทบหมดแรง ชี้มือไปยังทิศทางหนึ่งแล้วพูดกับเซี่ยงอวี่ที่กำลังขมวดคิ้วแน่น
"ท่านแม่ทัพเซี่ยง ดูนั่นสิ ตรงนั้นมีค่ายทหารอยู่!"
[จบแล้ว]