เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ

บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ

บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ


บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ

"ขีดจำกัดถูกยกระดับงั้นหรือ"

เซี่ยอวี่ขบคิดถึงความหมายของประโยคนี้อย่างถี่ถ้วน

หากพิจารณาจากข้อมูลก่อนหน้านี้

นอกจากคำวิจารณ์ด่าทอของพวกบัณฑิตหน้าเหม็นแล้ว

สิ่งที่ทำให้ระดับดาวของอวี้จิ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง แท้จริงแล้วก็คือ 'ปมในใจ' ของเขาต่างหาก

ตอนที่เพิ่งอัญเชิญเขาออกมา แค่คำว่า 'ขุนพลผู้มีบาป' ที่เขาใช้เรียกขานตัวเอง

ก็บ่งบอกได้ชัดเจนแล้วว่า ภายในใจของเขาทุกข์ทรมานมากเพียงใด

หมวกสานและผ้าปิดบังใบหน้า ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงปมในใจของเขาทั้งสิ้น

ตอนนี้เซี่ยอวี่ใช้ไอเทมเลื่อนระดับดาวช่วยดันให้อวี้จิ้นพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นห้าดาวสีส้ม

ทว่าปมในใจของอวี้จิ้นก็ยังคงอยู่

"นั่นก็หมายความว่า ถ้าหากอวี้จิ้นสามารถสลัดปมในใจทิ้งไปได้ เขาก็สามารถกลายเป็นขุนพลระดับหกดาวสีทองได้น่ะสิ"

เมื่อเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดได้ ดวงตาของเซี่ยอวี่ก็เบิกกว้างเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที

"ตามหลักแล้ว ระดับสูงสุดของอวี้จิ้นก็คือห้าดาวสีส้มเท่านั้น!"

"ไม่คิดเลยว่าการถูกวิจารณ์จนระดับดาวตกต่ำ จะกลายเป็นผลดีในภายหลัง เพราะตอนนี้ขีดจำกัดของเขากระโดดขึ้นไปถึงหกดาวสีทองแล้ว!"

ในฐานะที่เป็นขุนพลคนแรก

เซี่ยอวี่ย่อมมีความลำเอียงให้กับอวี้จิ้นเป็นธรรมดา

ไม่อย่างนั้นเขากงไม่นึกถึงอวี้จิ้นเป็นคนแรกทันทีที่ได้ไอเทมเลื่อนระดับดาวมาหรอก

การที่อวี้จิ้นได้รับผลดีจากเรื่องร้ายจนขีดจำกัดถูกยกระดับขึ้นไปอีก

เซี่ยอวี่ย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เขายิ้มกว้างพลางตบบ่าอวี้จิ้นเบาๆ

"เหวินเจ๋อ ตอนนี้เจ้าก็เป็นถึงขุนพลห้าดาวสีส้มแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะต้องออกไปนำทัพทำศึกบ้างแล้วล่ะ"

"นำทัพทำศึกงั้นหรือ"

อวี้จิ้นก้มมองชุดเกราะบนร่างตัวเองด้วยสายตาเหม่อลอย

"คนอย่างข้า... ยังมีสิทธิ์นำทัพทำศึกอยู่อีกหรือ"

เซี่ยอวี่โบกมืออย่างห้าวหาญ

"เหวินเจ๋อเอ๋ย ในอดีตเจ้าคือหนึ่งในห้ายอดขุนพลผู้ยิ่งใหญ่"

"มาวันนี้ เจ้าก็คือครูฝึกอันดับหนึ่งแห่งแดนบรรพชนของข้า"

"ทหารกว่าแปดส่วนในแดนบรรพชน ไม่ว่าตอนนี้จะมียศถาบรรดาศักดิ์ใด ล้วนต้องเรียกขานเจ้าว่าครูฝึกทั้งสิ้น!"

"เพียงแค่นี้ มีเหตุผลใดที่เจ้าจะนำทัพทำศึกไม่ได้เล่า!"

หลังจากกล่าวประโยคเหล่านี้จบ เซี่ยอวี่ก็ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม แล้วตวาดเสียงดัง

"อวี้จิ้น รับบัญชา!"

ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่านี่คือการแต่งตั้งตำแหน่ง

อวี้จิ้นไม่กล้าชักช้า

รีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วประสานมือรับคำสั่งทันที

"ข้าน้อยรอรับบัญชา!"

"ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนแห่งแดนบรรพชน! นำกำลังทหารไปปกป้องความปลอดภัยบริเวณแนวชายแดน คอยสกัดกั้นศัตรูผู้รุกรานทุกกลุ่ม!"

"และในขณะเดียวกัน ก็ให้ควบตำแหน่งครูฝึกอันดับหนึ่ง คอยรับหน้าที่ฝึกฝนทหารใหม่ของแดนบรรพชนต่อไป!"

"ข้าน้อยรับบัญชาท่านเจ้าเมือง"

ติ๊ง คุณแต่งตั้ง 'อวี้จิ้น' เป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดน ภายใต้การปกครองของเขา โอกาสที่รังอสูรจะปรากฏขึ้นในแดนบรรพชนลดลง 20% และโอกาสที่ทหารลาดตระเวนจะค้นพบศัตรูเพิ่มขึ้น 20%

เมื่อการแต่งตั้งเสร็จสิ้น เซี่ยอวี่ก็สลัดคราบความเคร่งขรึมเมื่อครู่ทิ้งไป

เขาส่งยิ้มให้อวี้จิ้นพลางกล่าว

"ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะกลายเป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนแล้ว แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นครูฝึกอันดับหนึ่งของแดนบรรพชนอยู่ดี"

"หาเวลาว่างในแต่ละสัปดาห์ แวะมาฝึกซ้อมให้พวกทหารบ้างล่ะ"

"ตอนนี้สกิลของเจ้า ช่วยเพิ่มบัฟแบบถาวรให้กับทหารได้สูงขึ้นกว่าเดิมมาก"

"ข้าเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่มีเจ้าอยู่ ทหารของแดนบรรพชนจะต้องก้าวไปถึงจุดที่ 'ทุกคนแข็งแกร่งดุจมังกร' ได้ในสักวันอย่างแน่นอน"

อวี้จิ้นเองก็รู้ดีว่าเขายังมีปมในใจอยู่

แต่การจะสลัดปมนั้นทิ้งไป มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ด้วยการมัวแต่อุดอู้อยู่ในเมืองเพื่อฝึกทหารไปวันๆ

ก่อนหน้านี้อวี้จิ้นคิดเสมอว่า ระดับดาวของเขาต่ำต้อยเกินไปเมื่อเทียบกับพวกฮั่วชวี่ปิ้ง

เขาจึงก้มหน้าก้มตาฝึกทหารอย่างเต็มใจ

แต่ตอนนี้เขาคือขุนพลห้าดาวสีส้มแล้ว!

ระดับดาวของเขาสูงส่งจนน่าขนลุก

ขืนยังเอาแต่มัวฝึกทหารไปวันๆ เขาก็คงหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองฟังไม่ได้แน่

เขาประสานมือทำความเคารพเซี่ยอวี่อีกครั้ง

"ข้าน้อยรับบัญชาท่านเจ้าเมือง!"

เซี่ยอวี่หัวเราะลั่น

"ฮ่าฮ่าฮ่า ดีเยี่ยม แดนบรรพชนของข้าได้ยอดขุนพลมาประดับบารมีเพิ่มอีกคนแล้ว!"

ส่วนพวกทหารในลานฝึกที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็พาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

"ครูฝึกอวี้.... เลื่อนระดับดาวแล้วงั้นหรือ"

"เมื่อกี้ข้าแอบได้ยินมาว่า... กลายเป็นขุนพลห้าดาวสีส้มแล้วล่ะ!!"

"มิน่าล่ะครูฝึกถึงได้ดูหล่อเหลาขึ้นขนาดนี้ ชุดเกราะนั่นก็โคตรเท่เลย!"

"ท่านเจ้าเมืองเจ๋งสุดๆ ไปเลย แค่เอ่ยปากพูดไม่กี่ประโยค ก็ช่วยดันให้ครูฝึกอวี้เลื่อนขึ้นมาทีเดียวถึงสองระดับดาว! กลายเป็นขุนพลสีส้มที่พวกเมืองเลเวล 10 ส่วนใหญ่มีกันแค่เมืองละคนเท่านั้น!"

"ท่านเจ้าเมืองเทพเกินไปแล้ว พวกเจ้าว่าท่านเจ้าเมืองจะช่วยให้ข้ากลายเป็นขุนพลสีส้มได้บ้างไหมนะ"

"ฝันกลางวันอยู่หรือไง ครูฝึกอวี้เป็นใคร แล้วเจ้าเป็นใครกันหะ"

"คนเรามันก็ต้องมีความฝันกันบ้างสิ ข้าได้ยินมาว่าตระกูลต่งแห่งซีเหลียงกำลังจะยกทัพมาทำศึกกับแดนบรรพชนเรา ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะสร้างผลงานจนได้เลื่อนขั้นเป็นขุนพลเหมือนท่านแม่ทัพใหญ่หานซิ่นเมื่อหลายพันปีก่อนก็ได้นะ!"

......

ในขณะที่เซี่ยอวี่และอวี้จิ้นกำลังพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี ซือหม่าอี้ก็เดินเข้ามาในค่ายทหารพอดี

เขาเดินตรงดิ่งมาหาเซี่ยอวี่ พอจะเอ่ยปากพูด เขาก็เหลือบไปเห็นขุนพลผู้มีกลิ่นอายองอาจห้าวหาญยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยอวี่เสียก่อน

"ท่านเจ้าเมือง ท่านผู้นี้คือ..."

ซือหม่าอี้คิดว่านี่คือขุนพลระดับดาวสูงๆ คนใหม่ที่เซี่ยอวี่เพิ่งจะอัญเชิญออกมา

ก็แหงล่ะ เซี่ยอวี่มักจะขยันเสกพวกเทพสงครามในตำนานออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ นี่นา

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของซือหม่าอี้

เซี่ยอวี่ก็หัวเราะร่วน

"จงต๋า ลองมองดูดีๆ สิ"

เมื่อได้ยินแบบนั้น ซือหม่าอี้ก็พานคิดไปว่านี่คงจะเป็นคนที่มาจากยุคสมัยเดียวกับตน หรืออาจจะเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกันเสียด้วยซ้ำ

เขาเพ่งสายตาพินิจพิเคราะห์ขุนพลผู้นี้อย่างละเอียดอยู่หลายรอบ

ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า

"ขุนพลในยุคสามก๊กมีมากมายเหลือเกิน ข้าน้อยจำได้ไม่หมดจริงๆ ขอรับ รบกวนท่านเจ้าเมืองช่วยไขข้อข้องใจด้วยเถิด"

อันที่จริง ถ้าพูดถึงคนในยุคสามก๊ก ซือหม่าอี้ย่อมต้องจำอวี้จิ้นได้อยู่แล้ว

เพราะทั้งสองคนเคยทำงานร่วมกันภายใต้สังกัดของท่านผู้นำโจโฉ

แต่ทว่าตอนนี้อวี้จิ้นได้เลื่อนระดับเป็นขุนพลสีส้มแล้ว แถมยังผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย

กลิ่นอายและบุคลิกของเขาจึงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ซือหม่าอี้จึงไม่ได้นึกเอะใจเลยสักนิด

เซี่ยอวี่หัวเราะร่า

"นี่คืออวี้จิ้น ครูฝึกอวี้ยังไงล่ะ!"

"เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเจ้ายังนั่งดวลเหล้าด้วยกันอยู่เลยนะ!"

ซือหม่าอี้ตกตะลึงตาค้าง

"ครูฝึกอวี้น่ะหรือ"

เขาไล่สายตามองอวี้จิ้นที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอีกครั้ง

"เป็นขุนพลห้าดาวสีส้มแล้วนี่เอง ขอแสดงความยินดีด้วยนะขอรับ!"

อวี้จิ้นโบกมือปฏิเสธด้วยความเขินอาย

"ท่านกุนซือซือหม่าก็พูดเกินไป"

ซือหม่าอี้ยิ้มบาง

"ข้าน้อยเพิ่งเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของครูฝึกอวี้เป็นครั้งแรก ช่างดูองอาจห้าวหาญสมคำร่ำลือจริงๆ ขอรับ!"

ทั้งสามคนพากันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เซี่ยอวี่หันไปถามซือหม่าอี้ว่ามาหาตนด้วยธุระอันใด

ซือหม่าอี้ประสานมือตอบ

"ท่านเจ้าเมืองขอรับ มีคนกลุ่มใหญ่เดินทางมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่หน้าประตูเมืองแดนบรรพชน"

"พวกเขาคือเจ้าเมืองจากภายนอก"

ซือหม่าอี้ยังรายงานไม่ทันจบ

อวี้จิ้นที่เพิ่งเลื่อนระดับดาวมาหมาดๆ ก็ตวัดดาบในมือ เปลวเพลิงลุกโชนแหวกอากาศเสียงดังพรึ่บ

เขาตวาดเสียงกร้าว

"ใครมันช่างกล้ามาทำตัวโอหังแถวนี้ ข้าจะนำทัพออกไปเด็ดหัวพวกมันเอง!"

เซี่ยอวี่เองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน ในช่วงที่แดนบรรพชนกับตระกูลต่งแห่งซีเหลียงกำลังจะเปิดศึกกันแบบนี้ ใครมันช่างกล้ามาแกว่งเท้าหาเสี้ยน

"หรือว่าตระกูลต่งจะบุกมาแล้ว ไวขนาดนี้เลยหรือ"

ซือหม่าอี้รีบโบกมือปฏิเสธ

"ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่คนของตระกูลต่ง"

"และพวกเขาก็ไม่ได้มารุกรานด้วย"

"แต่เป็นกลุ่มเจ้าเมืองที่ต้องการมาขอพึ่งพิงแดนบรรพชน และพวกเขาแจ้งความประสงค์ว่าจะขอเข้าพบท่านเจ้าเมืองขอรับ"

เซี่ยอวี่ขมวดคิ้ว

"ขอพึ่งพิงแดนบรรพชนงั้นหรือ โอกาสทองในการก่อตั้งอาณาจักรมาถึงแล้ว จะมาขอพึ่งพิงอะไรกัน ข้าว่าพวกมันคงหนีตายมาเสียมากกว่า"

"ไม่ต้องไปเจอหรอก"

ซือหม่าอี้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"หนึ่งในผู้นำของกลุ่มเจ้าเมืองเหล่านั้นบอกว่า พวกเขามีเสบียงและไอเทมจำนวนมาก แม้กระทั่งวัตถุอัญเชิญ เพื่อนำมาส่งส่วยให้ท่านเจ้าเมืองขอรับ"

จะขาดทุนเรื่องอะไรก็ช่าง แต่จะมาขาดทุนเรื่องเสบียงไม่ได้เด็ดขาด

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวัตถุอัญเชิญอีกต่างหาก

นี่คือสิ่งที่เซี่ยอวี่ให้ความสำคัญมากที่สุด

ด้วยพรสวรรค์ที่เขามี เหล่ายอดขุนพลและเทพสงครามไร้พ่ายในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่ามังกร จะต้องมาปรากฏตัวที่แดนบรรพชนแห่งนี้ทีละคนอย่างแน่นอน!

การอัญเชิญบุคคลที่เก่งกาจที่สุดจากยุคสมัยต่างๆ มารวมตัวกันที่แดนบรรพชน

การได้เห็นยอดขุนพลนับหมื่นมาผงาดในยุคสมัยเดียวกัน!

มันจะเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ

"วัตถุอัญเชิญนี่จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด!"

เซี่ยอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

"จงต๋า เจ้ารีบไปจัดคิวให้ข้าเข้าพบพวกมันเดี๋ยวนี้เลย"

ซือหม่าอี้มองดูเซี่ยอวี่แล้วหรี่ตายิ้มอย่างผู้ที่ล่วงรู้ทันความคิด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว