- หน้าแรก
- ระบบเจ้าเมือง พรสวรรค์คริติคอลร้อยเท่าสะท้านโลก
- บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ
บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ
บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ
บทที่ 210 - มีเจ้าเมืองจะมาส่งส่วยให้แดนบรรพชนงั้นหรือ
"ขีดจำกัดถูกยกระดับงั้นหรือ"
เซี่ยอวี่ขบคิดถึงความหมายของประโยคนี้อย่างถี่ถ้วน
หากพิจารณาจากข้อมูลก่อนหน้านี้
นอกจากคำวิจารณ์ด่าทอของพวกบัณฑิตหน้าเหม็นแล้ว
สิ่งที่ทำให้ระดับดาวของอวี้จิ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง แท้จริงแล้วก็คือ 'ปมในใจ' ของเขาต่างหาก
ตอนที่เพิ่งอัญเชิญเขาออกมา แค่คำว่า 'ขุนพลผู้มีบาป' ที่เขาใช้เรียกขานตัวเอง
ก็บ่งบอกได้ชัดเจนแล้วว่า ภายในใจของเขาทุกข์ทรมานมากเพียงใด
หมวกสานและผ้าปิดบังใบหน้า ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงปมในใจของเขาทั้งสิ้น
ตอนนี้เซี่ยอวี่ใช้ไอเทมเลื่อนระดับดาวช่วยดันให้อวี้จิ้นพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นห้าดาวสีส้ม
ทว่าปมในใจของอวี้จิ้นก็ยังคงอยู่
"นั่นก็หมายความว่า ถ้าหากอวี้จิ้นสามารถสลัดปมในใจทิ้งไปได้ เขาก็สามารถกลายเป็นขุนพลระดับหกดาวสีทองได้น่ะสิ"
เมื่อเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดได้ ดวงตาของเซี่ยอวี่ก็เบิกกว้างเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
"ตามหลักแล้ว ระดับสูงสุดของอวี้จิ้นก็คือห้าดาวสีส้มเท่านั้น!"
"ไม่คิดเลยว่าการถูกวิจารณ์จนระดับดาวตกต่ำ จะกลายเป็นผลดีในภายหลัง เพราะตอนนี้ขีดจำกัดของเขากระโดดขึ้นไปถึงหกดาวสีทองแล้ว!"
ในฐานะที่เป็นขุนพลคนแรก
เซี่ยอวี่ย่อมมีความลำเอียงให้กับอวี้จิ้นเป็นธรรมดา
ไม่อย่างนั้นเขากงไม่นึกถึงอวี้จิ้นเป็นคนแรกทันทีที่ได้ไอเทมเลื่อนระดับดาวมาหรอก
การที่อวี้จิ้นได้รับผลดีจากเรื่องร้ายจนขีดจำกัดถูกยกระดับขึ้นไปอีก
เซี่ยอวี่ย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เขายิ้มกว้างพลางตบบ่าอวี้จิ้นเบาๆ
"เหวินเจ๋อ ตอนนี้เจ้าก็เป็นถึงขุนพลห้าดาวสีส้มแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะต้องออกไปนำทัพทำศึกบ้างแล้วล่ะ"
"นำทัพทำศึกงั้นหรือ"
อวี้จิ้นก้มมองชุดเกราะบนร่างตัวเองด้วยสายตาเหม่อลอย
"คนอย่างข้า... ยังมีสิทธิ์นำทัพทำศึกอยู่อีกหรือ"
เซี่ยอวี่โบกมืออย่างห้าวหาญ
"เหวินเจ๋อเอ๋ย ในอดีตเจ้าคือหนึ่งในห้ายอดขุนพลผู้ยิ่งใหญ่"
"มาวันนี้ เจ้าก็คือครูฝึกอันดับหนึ่งแห่งแดนบรรพชนของข้า"
"ทหารกว่าแปดส่วนในแดนบรรพชน ไม่ว่าตอนนี้จะมียศถาบรรดาศักดิ์ใด ล้วนต้องเรียกขานเจ้าว่าครูฝึกทั้งสิ้น!"
"เพียงแค่นี้ มีเหตุผลใดที่เจ้าจะนำทัพทำศึกไม่ได้เล่า!"
หลังจากกล่าวประโยคเหล่านี้จบ เซี่ยอวี่ก็ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม แล้วตวาดเสียงดัง
"อวี้จิ้น รับบัญชา!"
ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่านี่คือการแต่งตั้งตำแหน่ง
อวี้จิ้นไม่กล้าชักช้า
รีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วประสานมือรับคำสั่งทันที
"ข้าน้อยรอรับบัญชา!"
"ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนแห่งแดนบรรพชน! นำกำลังทหารไปปกป้องความปลอดภัยบริเวณแนวชายแดน คอยสกัดกั้นศัตรูผู้รุกรานทุกกลุ่ม!"
"และในขณะเดียวกัน ก็ให้ควบตำแหน่งครูฝึกอันดับหนึ่ง คอยรับหน้าที่ฝึกฝนทหารใหม่ของแดนบรรพชนต่อไป!"
"ข้าน้อยรับบัญชาท่านเจ้าเมือง"
ติ๊ง คุณแต่งตั้ง 'อวี้จิ้น' เป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดน ภายใต้การปกครองของเขา โอกาสที่รังอสูรจะปรากฏขึ้นในแดนบรรพชนลดลง 20% และโอกาสที่ทหารลาดตระเวนจะค้นพบศัตรูเพิ่มขึ้น 20%
เมื่อการแต่งตั้งเสร็จสิ้น เซี่ยอวี่ก็สลัดคราบความเคร่งขรึมเมื่อครู่ทิ้งไป
เขาส่งยิ้มให้อวี้จิ้นพลางกล่าว
"ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะกลายเป็นแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนแล้ว แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นครูฝึกอันดับหนึ่งของแดนบรรพชนอยู่ดี"
"หาเวลาว่างในแต่ละสัปดาห์ แวะมาฝึกซ้อมให้พวกทหารบ้างล่ะ"
"ตอนนี้สกิลของเจ้า ช่วยเพิ่มบัฟแบบถาวรให้กับทหารได้สูงขึ้นกว่าเดิมมาก"
"ข้าเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่มีเจ้าอยู่ ทหารของแดนบรรพชนจะต้องก้าวไปถึงจุดที่ 'ทุกคนแข็งแกร่งดุจมังกร' ได้ในสักวันอย่างแน่นอน"
อวี้จิ้นเองก็รู้ดีว่าเขายังมีปมในใจอยู่
แต่การจะสลัดปมนั้นทิ้งไป มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ด้วยการมัวแต่อุดอู้อยู่ในเมืองเพื่อฝึกทหารไปวันๆ
ก่อนหน้านี้อวี้จิ้นคิดเสมอว่า ระดับดาวของเขาต่ำต้อยเกินไปเมื่อเทียบกับพวกฮั่วชวี่ปิ้ง
เขาจึงก้มหน้าก้มตาฝึกทหารอย่างเต็มใจ
แต่ตอนนี้เขาคือขุนพลห้าดาวสีส้มแล้ว!
ระดับดาวของเขาสูงส่งจนน่าขนลุก
ขืนยังเอาแต่มัวฝึกทหารไปวันๆ เขาก็คงหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองฟังไม่ได้แน่
เขาประสานมือทำความเคารพเซี่ยอวี่อีกครั้ง
"ข้าน้อยรับบัญชาท่านเจ้าเมือง!"
เซี่ยอวี่หัวเราะลั่น
"ฮ่าฮ่าฮ่า ดีเยี่ยม แดนบรรพชนของข้าได้ยอดขุนพลมาประดับบารมีเพิ่มอีกคนแล้ว!"
ส่วนพวกทหารในลานฝึกที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็พาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"ครูฝึกอวี้.... เลื่อนระดับดาวแล้วงั้นหรือ"
"เมื่อกี้ข้าแอบได้ยินมาว่า... กลายเป็นขุนพลห้าดาวสีส้มแล้วล่ะ!!"
"มิน่าล่ะครูฝึกถึงได้ดูหล่อเหลาขึ้นขนาดนี้ ชุดเกราะนั่นก็โคตรเท่เลย!"
"ท่านเจ้าเมืองเจ๋งสุดๆ ไปเลย แค่เอ่ยปากพูดไม่กี่ประโยค ก็ช่วยดันให้ครูฝึกอวี้เลื่อนขึ้นมาทีเดียวถึงสองระดับดาว! กลายเป็นขุนพลสีส้มที่พวกเมืองเลเวล 10 ส่วนใหญ่มีกันแค่เมืองละคนเท่านั้น!"
"ท่านเจ้าเมืองเทพเกินไปแล้ว พวกเจ้าว่าท่านเจ้าเมืองจะช่วยให้ข้ากลายเป็นขุนพลสีส้มได้บ้างไหมนะ"
"ฝันกลางวันอยู่หรือไง ครูฝึกอวี้เป็นใคร แล้วเจ้าเป็นใครกันหะ"
"คนเรามันก็ต้องมีความฝันกันบ้างสิ ข้าได้ยินมาว่าตระกูลต่งแห่งซีเหลียงกำลังจะยกทัพมาทำศึกกับแดนบรรพชนเรา ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะสร้างผลงานจนได้เลื่อนขั้นเป็นขุนพลเหมือนท่านแม่ทัพใหญ่หานซิ่นเมื่อหลายพันปีก่อนก็ได้นะ!"
......
ในขณะที่เซี่ยอวี่และอวี้จิ้นกำลังพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี ซือหม่าอี้ก็เดินเข้ามาในค่ายทหารพอดี
เขาเดินตรงดิ่งมาหาเซี่ยอวี่ พอจะเอ่ยปากพูด เขาก็เหลือบไปเห็นขุนพลผู้มีกลิ่นอายองอาจห้าวหาญยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยอวี่เสียก่อน
"ท่านเจ้าเมือง ท่านผู้นี้คือ..."
ซือหม่าอี้คิดว่านี่คือขุนพลระดับดาวสูงๆ คนใหม่ที่เซี่ยอวี่เพิ่งจะอัญเชิญออกมา
ก็แหงล่ะ เซี่ยอวี่มักจะขยันเสกพวกเทพสงครามในตำนานออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ นี่นา
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของซือหม่าอี้
เซี่ยอวี่ก็หัวเราะร่วน
"จงต๋า ลองมองดูดีๆ สิ"
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซือหม่าอี้ก็พานคิดไปว่านี่คงจะเป็นคนที่มาจากยุคสมัยเดียวกับตน หรืออาจจะเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกันเสียด้วยซ้ำ
เขาเพ่งสายตาพินิจพิเคราะห์ขุนพลผู้นี้อย่างละเอียดอยู่หลายรอบ
ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า
"ขุนพลในยุคสามก๊กมีมากมายเหลือเกิน ข้าน้อยจำได้ไม่หมดจริงๆ ขอรับ รบกวนท่านเจ้าเมืองช่วยไขข้อข้องใจด้วยเถิด"
อันที่จริง ถ้าพูดถึงคนในยุคสามก๊ก ซือหม่าอี้ย่อมต้องจำอวี้จิ้นได้อยู่แล้ว
เพราะทั้งสองคนเคยทำงานร่วมกันภายใต้สังกัดของท่านผู้นำโจโฉ
แต่ทว่าตอนนี้อวี้จิ้นได้เลื่อนระดับเป็นขุนพลสีส้มแล้ว แถมยังผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย
กลิ่นอายและบุคลิกของเขาจึงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ซือหม่าอี้จึงไม่ได้นึกเอะใจเลยสักนิด
เซี่ยอวี่หัวเราะร่า
"นี่คืออวี้จิ้น ครูฝึกอวี้ยังไงล่ะ!"
"เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเจ้ายังนั่งดวลเหล้าด้วยกันอยู่เลยนะ!"
ซือหม่าอี้ตกตะลึงตาค้าง
"ครูฝึกอวี้น่ะหรือ"
เขาไล่สายตามองอวี้จิ้นที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอีกครั้ง
"เป็นขุนพลห้าดาวสีส้มแล้วนี่เอง ขอแสดงความยินดีด้วยนะขอรับ!"
อวี้จิ้นโบกมือปฏิเสธด้วยความเขินอาย
"ท่านกุนซือซือหม่าก็พูดเกินไป"
ซือหม่าอี้ยิ้มบาง
"ข้าน้อยเพิ่งเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของครูฝึกอวี้เป็นครั้งแรก ช่างดูองอาจห้าวหาญสมคำร่ำลือจริงๆ ขอรับ!"
ทั้งสามคนพากันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เซี่ยอวี่หันไปถามซือหม่าอี้ว่ามาหาตนด้วยธุระอันใด
ซือหม่าอี้ประสานมือตอบ
"ท่านเจ้าเมืองขอรับ มีคนกลุ่มใหญ่เดินทางมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่หน้าประตูเมืองแดนบรรพชน"
"พวกเขาคือเจ้าเมืองจากภายนอก"
ซือหม่าอี้ยังรายงานไม่ทันจบ
อวี้จิ้นที่เพิ่งเลื่อนระดับดาวมาหมาดๆ ก็ตวัดดาบในมือ เปลวเพลิงลุกโชนแหวกอากาศเสียงดังพรึ่บ
เขาตวาดเสียงกร้าว
"ใครมันช่างกล้ามาทำตัวโอหังแถวนี้ ข้าจะนำทัพออกไปเด็ดหัวพวกมันเอง!"
เซี่ยอวี่เองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน ในช่วงที่แดนบรรพชนกับตระกูลต่งแห่งซีเหลียงกำลังจะเปิดศึกกันแบบนี้ ใครมันช่างกล้ามาแกว่งเท้าหาเสี้ยน
"หรือว่าตระกูลต่งจะบุกมาแล้ว ไวขนาดนี้เลยหรือ"
ซือหม่าอี้รีบโบกมือปฏิเสธ
"ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่คนของตระกูลต่ง"
"และพวกเขาก็ไม่ได้มารุกรานด้วย"
"แต่เป็นกลุ่มเจ้าเมืองที่ต้องการมาขอพึ่งพิงแดนบรรพชน และพวกเขาแจ้งความประสงค์ว่าจะขอเข้าพบท่านเจ้าเมืองขอรับ"
เซี่ยอวี่ขมวดคิ้ว
"ขอพึ่งพิงแดนบรรพชนงั้นหรือ โอกาสทองในการก่อตั้งอาณาจักรมาถึงแล้ว จะมาขอพึ่งพิงอะไรกัน ข้าว่าพวกมันคงหนีตายมาเสียมากกว่า"
"ไม่ต้องไปเจอหรอก"
ซือหม่าอี้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หนึ่งในผู้นำของกลุ่มเจ้าเมืองเหล่านั้นบอกว่า พวกเขามีเสบียงและไอเทมจำนวนมาก แม้กระทั่งวัตถุอัญเชิญ เพื่อนำมาส่งส่วยให้ท่านเจ้าเมืองขอรับ"
จะขาดทุนเรื่องอะไรก็ช่าง แต่จะมาขาดทุนเรื่องเสบียงไม่ได้เด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวัตถุอัญเชิญอีกต่างหาก
นี่คือสิ่งที่เซี่ยอวี่ให้ความสำคัญมากที่สุด
ด้วยพรสวรรค์ที่เขามี เหล่ายอดขุนพลและเทพสงครามไร้พ่ายในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่ามังกร จะต้องมาปรากฏตัวที่แดนบรรพชนแห่งนี้ทีละคนอย่างแน่นอน!
การอัญเชิญบุคคลที่เก่งกาจที่สุดจากยุคสมัยต่างๆ มารวมตัวกันที่แดนบรรพชน
การได้เห็นยอดขุนพลนับหมื่นมาผงาดในยุคสมัยเดียวกัน!
มันจะเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ
"วัตถุอัญเชิญนี่จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด!"
เซี่ยอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"จงต๋า เจ้ารีบไปจัดคิวให้ข้าเข้าพบพวกมันเดี๋ยวนี้เลย"
ซือหม่าอี้มองดูเซี่ยอวี่แล้วหรี่ตายิ้มอย่างผู้ที่ล่วงรู้ทันความคิด
[จบแล้ว]