- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ พี่ขอเป็นเทพในโรงเรียน
- บทที่ 230 - เมื่อไร้ขั้นเทพ ใครจะกล้าต่อกร
บทที่ 230 - เมื่อไร้ขั้นเทพ ใครจะกล้าต่อกร
บทที่ 230 - เมื่อไร้ขั้นเทพ ใครจะกล้าต่อกร
บทที่ 230 - เมื่อไร้ขั้นเทพ ใครจะกล้าต่อกร
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของถังเสวี่ยหลานก็พลันเปลี่ยนสีทันที เธอรีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เลขาสาวซึ่งเป็นคนฉลาดหลักแหลมอยู่แล้ว เด็กสาวรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปทางประตูห้องทำงานทันที
ที่ห้องทำงานฝั่งตรงข้ามซึ่งกั้นด้วยผนังเพียงชั้นเดียว มีกลุ่มนักสู้ที่ถังอี้ส่งมาเพื่อคุ้มครองถังเสวี่ยหลานโดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือนักสู้พลังภายในขั้นต้น
หากเป็นคนธรรมดาที่คิดจะมาหาเรื่องในหอจันทร์กระจ่างถือว่าคิดผิดมหันต์ เพราะคนพวกนี้จะถูกกลุ่มนักสู้โยนออกไปทันที
ทว่าในวินาทีที่เลขาสาวกำลังจะพุ่งตัวออกจากประตูห้องทำงาน นีโคลัสกลับแค่นหัวเราะเย็นชาออกมา เขาชี้นิ้วออกไปที่กลางหลังศีรษะของเธอเพียงนิ้วเดียว พลันมีคลื่นพลังงานพุ่งเข้าใส่ เสียงพึ่บดังขึ้นหนึ่งครั้งและเลขาสาวก็ถูกเขาสังหารในทันที
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากด้านหลังศีรษะของเลขาสาว ผสมปนเปไปกับเศษสมองสีเหลืองนวล เป็นภาพที่ดูสยดสยองอย่างยิ่ง
"เสี่ยวหง!"
ถังเสวี่ยหลานทั้งตกใจและโกรธแค้น ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความโกรธจนดวงตาแดงก่ำ เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าผู้ช่วยที่เพิ่งจะพูดคุยกันอย่างร่าเริงและทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อครู่นี้ จะมาถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาในห้องทำงานของเธอเอง
หญิงสาวที่เปรียบดั่งดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานกลับต้องมาเหี่ยวเฉาลงในชั่วพริบตา
"พวกแก... พวกแกเป็นใครกันแน่?"
ในขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวสายหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามาในดวงตาของถังเสวี่ยหลาน
เมื่อพิจารณาจากท่าทางที่นีโคลัสลงมือเมื่อครู่ เขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน การฆ่าคนจากระยะไกลกว่าสิบเมตรได้เพียงแค่ยกมือขึ้น หรือว่าคนคนนี้จะเป็นนักสู้วรยุทธ์ หรือจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างที่ลูกชายเคยบอกไว้?
"ฮ่าๆๆ ที่แท้คุณก็ยังไม่รู้จักตัวตนของยอดมนุษย์อย่างนั้นเหรอ!" แววตาของนีโคลัสเต็มไปด้วยความดูแคลน
"ผมก็นึกว่าคนที่กล้าขายยาพวกนี้จะรู้จักเรื่องของยอดมนุษย์ดีเสียอีก ลูกชายของคุณไม่ได้บอกอะไรคุณเลยหรือไง?"
"ในเมื่อคุณไม่รู้ ผมจะอธิบายให้ฟังเอง ยอดมนุษย์อย่างพวกเรามีความสามารถที่หลากหลายและสามารถตื่นขึ้นได้ทุกเมื่อ บางทีตอนนี้คุณอาจจะเป็นคนธรรมดา แต่วินาทีต่อไปหากพลังตื่นขึ้น คุณก็จะกลายเป็นยอดมนุษย์ทันที!" นีโคลัสพูดพลางมองลงมาที่ถังเสวี่ยหลานด้วยสายตาที่อยู่สูงกว่า
"หากไม่เป็นยอดมนุษย์ ก็เป็นเพียงแค่มดปลวก ส่วนความสามารถของยอดมนุษย์นั้นผมไม่จำเป็นต้องอธิบายให้คุณฟังหรอก อย่างเลขาสาวคนเมื่อกี้ที่ผมฆ่าไป ผมก็ใช้หนึ่งในพลังของยอดมนุษย์จัดการนั่นแหละ!"
"โอกาสที่คนทั่วไปจะตื่นขึ้นเป็นยอดมนุษย์นั้นมีไม่ถึงหนึ่งในล้าน แต่ยาเผยหยวนที่หอจันทร์กระจ่างของพวกคุณขายกลับสามารถเพิ่มโอกาสนั้นให้เป็นหนึ่งในหมื่นได้ ตอนนี้คุณรู้หรือยังว่าทำไมผมถึงต้องการสูตรยาของคุณ?"
"หากยาพวกนี้ถูกเผยแพร่ออกไป โลกใบนี้จะไม่เต็มไปด้วยยอดมนุษย์ที่ตื่นขึ้นงั้นเหรอ? ดังนั้นสูตรยาพวกนี้ควรจะอยู่ในความครอบครองของสมาพันธ์ยอดมนุษย์ของพวกเราเท่านั้น"
ถังเสวี่ยหลานตะคอกกลับด้วยความโกรธ "เพียงเพื่อสูตรยาแค่นี้ แกถึงกับต้องฆ่าเสี่ยวหงเลยเหรอ?"
นีโคลัสแค่นหัวเราะไม่หยุด "ก็แค่ผู้หญิงคนเดียว ฆ่าทิ้งก็คือฆ่าทิ้ง ในสายตาของยอดมนุษย์อย่างพวกเรา เธอเป็นเพียงแค่มดตัวหนึ่งเท่านั้น"
"หุบปาก! เสี่ยวหงไม่ใช่มด พวกแกมันพวกเดรัจฉาน!" ถังเสวี่ยหลานโกรธจัดจนดวงตาแดงก่ำ
"หึ! คุณถัง อย่ามาเสียเวลาใช้ปากต่อว่าผมเลย คุณมีเวลาตัดสินใจห้านาที หากไม่ยอมส่งสูตรยามา ผมจะพาคุณไปที่ยุโรปด้วยกัน คนธรรมดาที่ถูกพาตัวไปสมาพันธ์ยอดมนุษย์น่ะ ยังไม่เคยมีใครได้กลับออกมาแบบมีชีวิตเลยสักคน!" นีโคลัสยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ในขณะเดียวกัน พลันมีแสงสีเขียวพุ่งผ่านน่านฟ้าเมืองเจียงหนานมาด้วยความเร็วสูง ภายในแสงนั้นมีร่างของคนคนหนึ่งซ่อนอยู่ เขากำลังพุ่งตรงไปยังอาคารของหอจันทร์กระจ่าง
บนท้องฟ้า
สัมผัสสวรรค์ของเย่เฉิงแผ่ปกคลุมอาคารทั้งหลัง เขาพบร่องรอยของยันต์หยกคุ้มครองที่อยู่บนตัวแม่ของเขาทันที และเขายังพบว่าในห้องทำงานของถังเสวี่ยหลานมียอดมนุษย์อยู่ถึงสี่คน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเห็นศพของเสี่ยวหงเลขานุการของแม่นอนอยู่บนพื้นห้อง
จิตสังหารในดวงตาของเย่เฉิงพุ่งพล่านถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ซูม!"
แสงสีเขียวพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาและปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน
ในวินาทีที่ทุกคนในห้องทำงานเห็นเย่เฉิงต่างก็พากันยืนตัวแข็งทื่อ ที่นี่คือชั้นสิบหกของอาคารสำนักงาน เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาแบบนี้?
นอกจากนี้ นีโคลัสเองก็ไม่เคยเห็นหน้าเย่เฉิงมาก่อน แต่ทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้ เขาก็ถึงกับยืนอึ้งไปทันที
"เย่... เย่เทียนตี้!"
นีโคลัสตกใจจนหน้าถอดสี
เมื่อครึ่งปีก่อน ชื่อของเย่เทียนตี้นั้นโด่งดังอย่างมากในบอร์ดโลกเบื้องหลัง หากไม่นับขั้นเทพหรือทำเนียบนภาแล้ว อันดับหนึ่งในทำเนียบมนุษย์ย่อมเป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึง
เย่เทียนตี้สังหารหลินเจิ้นตงยอดฝีมืออันดับหนึ่งของพรรคหงเหมินโพ้นทะเลอย่างดุดัน เข้ายึดครองหุบเขาโอสถราชา และก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของทำเนียบมนุษย์ จนทำให้พรรคหงเหมินโกรธแค้นถึงขั้นตั้งค่าหัวสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อดึงดูดนักฆ่านับไม่ถ้วนเข้ามาลอบสังหารในจีน
ทว่าภายในคืนเดียว นักฆ่าเหล่านั้นกลับถูกเย่เทียนตี้ไล่ล่าสังหารจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงกุหลาบดำคนเดียวที่รอดชีวิตไปได้ จนแม้แต่พรรคหงเหมินยังต้องยอมถอนประกาศจับนั้นออกเงียบๆ และไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย
แต่ภาพในประกาศจับครั้งนั้นได้สลักลึกเข้าไปในความทรงจำของนักสู้ในโลกเบื้องหลังนับไม่ถ้วนแล้ว
นีโคลัสย่อมจำได้ดีว่าเย่เทียนตี้หน้าตาเป็นอย่างไร เพียงแต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะมาเจอเย่เทียนตี้ที่นี่!
"เฉิงเอ๋อร์!"
เมื่อเห็นเย่เฉิงปรากฏตัวขึ้นมาจากฟากฟ้า ถังเสวี่ยหลานก็ทั้งตกใจและดีใจอย่างยิ่ง
"คุณแม่ ลูกขอโทษที่ทำให้คุณแม่ต้องลำาก คุณแม่วางใจได้เลยครับ คนพวกนี้ลูกจะไม่ปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!" แววตาของเย่เฉิงเต็มไปด้วยจิตสังหาร
"อะไรนะ? แกเป็นลูกชายของเธอ งั้นก็แสดงว่าแก..." นีโคลัสหวาดกลัวจนถึงขีดสุด
หากเขารู้มาก่อนว่าเย่เทียนตี้คือลูกชายของถังเสวี่ยหลาน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงเตรียมการมาอย่างรัดกุมกว่านี้ก่อนจะมาที่นี่ ความประมาทที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดีทำให้สถานการณ์ของเขาตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแล้ว
ในโลกเบื้องหลัง เย่เทียนตี้ถูกจัดให้เป็นบุคคลอันตรายอันดับหนึ่งในทำเนียบมนุษย์!
"เย่เทียนตี้ นี่มันเรื่องเข้าใจผิด เข้าใจผิดกันทั้งนั้น!" นีโคลัสพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
ยอดมนุษย์คนอื่นๆ ต่างพากันระวังตัวเหมือนเจอศัตรูที่น่ากลัวที่สุด พวกเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเย่เฉิงราวกับคลื่นยักษ์
"เข้าใจผิดงั้นเหรอ? แกฆ่าคนไปแล้ว ยังจะมีอะไรให้เข้าใจผิดอีก ไปตายซะ!"
เย่เฉิงแค่นหัวเราะเย็นชา เขาไม่อยากจะพูดจาไร้สาระให้เสียเวลาอีกต่อไป จึงลงมือทันที ยอดมนุษย์สองคนที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุดไม่อาจต้านทานการโจมตีอันรวดเร็วดุจสายฟ้าของเย่เฉิงได้เลย พวกเขาถูกดรรชนีของเย่เฉิงพุ่งทะลุกลางหน้าผากจนดวงตายังคงค้างด้วยความหวาดกลัวและตกตะลึงจนวินาทีสุดท้าย
"อะไรกัน!"
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมล้มลงขาดใจตาย นีโคลัสก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ รูม่านตาหดตัวลงอย่างรุนแรงจนแทบจะกระโดดหนี
เพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนของเขาเป็นยอดมนุษย์ระดับเอ ซึ่งเทียบเท่ากับผู้เข้าวิถีอาคมขั้นบรรลุ หรือนักสู้พลังภายในขั้นบรรลุ ฝีมือถือว่าไม่ธรรมดาเลย แต่ในเงื้อมมือของเย่เฉิงพวกเขากลับไม่อาจทนทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
"หนีเร็ว!"
นีโคลัสตะโกนลั่นเพื่อเตือนเพื่อนอีกคนที่เหลือ ตัวเขารีบพุ่งตัวออกไปประดุจลูกศรที่หลุดจากคันศร เขาไม่สนเลยว่าที่นี่คือชั้นสิบหก เขาพุ่งชนหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องทำงานอย่างแรง
เสียงเพล้งดังสนั่น กระจกบานใหญ่แตกกระจาย นีโคลัสกระโดดลงไปด้านล่างทันที
ยอดมนุษย์อีกคนที่มัวแต่ชะงักไปครู่เดียวก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่กลางหน้าผาก เสียงกะโหลกแตกละเอียดดังขึ้นในหัว จากนั้นสายตาของเขาก็ดับมืดลงและสิ้นสติไปตลอดกาล
เมื่อนีโคลัสร่วงลงสู่พื้น แรงกระแทกทำให้พื้นปูนซีเมนต์แตกกระจายเป็นวงกว้างราวกับใยแมงมุมลามออกไปทุกทิศทาง
ทันทีที่ถึงพื้น นีโคลัสหันกลับไปมองที่หน้าต่างชั้นสิบหกด้วยความหวาดผวา เขาเห็นเย่เฉิงเดินมาหยุดที่ริมหน้าต่างและมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา
นีโคลัสใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขารีบใส่เกียร์หมาโกยแน่บทันที นับตั้งแต่เย่เฉิงปรากฏตัวออกมา เขาก็หวาดกลัวจนเสียขวัญไปหมดแล้ว
ถึงแม้เขาจะเป็นยอดมนุษย์ระดับเอส ซึ่งมีพละกำลังเทียบเท่ากับปรมาจารย์วรยุทธ์หรือผู้เข้าวิถีอาคม แต่ขนาดหลินเจิ้นตงยังถูกเย่เทียนตี้ฆ่าตายได้ นีโคลัสที่มีอันดับในทำเนียบมนุษย์เพียงลำดับที่สิบห้าจึงไม่คิดเลยว่าตัวเองจะแข็งแกร่งไปกว่าเย่เทียนตี้ได้
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมถูกเย่เฉิงสังหารไปในพริบตาเพียงแค่ยกมือขึ้น นีโคลัสก็ไม่เหลือความกล้าที่จะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว
"เฉิงเอ๋อร์ มันฆ่าเสี่ยวหง อย่าปล่อยมันไปนะลูก!" ถังเสวี่ยหลานตะโกนมาจากด้านหลังเย่เฉิง
"คุณแม่วางใจได้ครับ ลูกจะฆ่ามันให้ได้!"
ริมฝีปากของเย่เฉิงยกยิ้มเย็นชา เขาเพียงแค่ยกมือขึ้น กระบี่หลอมอัคคีก็พุ่งออกไปฟาดฟันผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหวกลมดุจกัมปนาท ความเร็วนั้นสูงเกินกว่ากำแพงเสียงและรวดเร็วจนเหลือเชื่อ นีโคลัสเพิ่งจะพุ่งตัวออกไปได้เพียงร้อยกว่าเมตรเขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ จากนั้นเขาก็ต้องหวาดผวาเมื่อพบว่าภาพที่เขาเห็นในสายตากำลังหมุนเคว้ง
กระบี่เพียงเล่มเดียวสังหารนีโคลัสจนศีรษะหลุดออกจากบ่าในทันที!
ร่างกายของเขาพุ่งต่อไปตามแรงส่งอีกสิบกว่าเมตรก่อนจะล้มคว่ำลงบนพื้น ผู้คนที่เดินอยู่บนท้องถนนเมื่อเห็นศีรษะที่มีเลือดสดๆ ติดอยู่พุ่งผ่านมา ต่างพากันตกใจจนแทบเสียสติและวิ่งหนีกันจลาจล
เย่เฉิงเรียกกระบี่หลอมอัคคีกลับมา เขาไม่สนใจจะมองศพของนีโคลัสอีกต่อไป และไม่แยแสต่อความวุ่นวายบนท้องถนนด้านล่างด้วย
ทว่าในตอนนั้นเอง เหตุการณ์ที่เหลือเชื่อกลับเกิดขึ้น ร่างกายของนีโคลัสที่นอนอยู่บนพื้นกลับเริ่มขยับได้อีกครั้ง มันพุ่งเข้าไปหาศีรษะของตัวเองแล้วหยิบขึ้นมาสวมกลับเข้าไปที่ลำคอ
เพียงไม่นาน บาดแผลที่ลำคอของเขาก็สมานตัวกลับเป็นปกติเหมือนเดิม นีโคลัสหันกลับไปมองทางอาคารหอจันทร์กระจ่างด้วยความหวาดผวา เมื่อเห็นว่าร่างของเย่เฉิงหายไปจากริมหน้าต่างแล้ว เขาก็มุ่งหน้าไปในทิศทางหนึ่งและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
"เฮ้อ! ตกใจหมดเลย นึกว่าหัวของคนคนนั้นจะถูกตัดขาดไปจริงๆ เสียอีก!" คนเดินถนนคนหนึ่งถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเหตุการณ์
"ฮ่าๆ ที่แท้ก็เป็นมายากลนี่เอง แต่มายากลอันนี้น่ากลัวเกินไปหน่อยนะ ทุกคนลองหาดูสิว่ามีกล้องซ่อนอยู่แถวนี้บ้างไหม?" นักเดินทางอีกคนเดินกลับมาสมทบ
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างคิดว่าเป็นเรื่องตื่นตูมกันไปเองและเริ่มคุยกันอย่างสนุกปาก ถนนที่เคยโกลาหลจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
มีเพียงนีโคลัสเท่านั้นที่รู้ดีว่า กระบี่เมื่อครู่นี้ได้ตัดศีรษะของเขาจนขาดออกจากกันจริงๆ นีโคลัสเป็นยอดมนุษย์ และหนึ่งในพลังที่เขาตื่นขึ้นมาก็คือการงอกอวัยวะใหม่
ภายในเวลาที่กำหนด ต่อให้หัวจะถูกตัดขาดตราบใดที่นำกลับมาต่อกันใหม่ได้ เขาก็จะไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิต
ในวินาทีที่กระบี่เล่มนั้นตัดหัวเขาขาดไป นีโคลัสถึงได้รู้ว่าความตายอยู่ใกล้ตัวเขาเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น
'โชคดีชะมัด นี่เป็นเพราะเย่เทียนตี้ประมาทไป ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมคงตายแน่ๆ!' นีโคลัสวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งพลางคิดในใจด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
'และพละกำลังของเขามันช่างยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว หากขั้นเทพไม่ปรากฏตัวออกมา ในโลกนี้คงไม่มีใครจะมาต่อกรกับเขาได้อีกแล้ว!'
[จบแล้ว]