- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรบ้าอะไร ข้านั่งกดเกมสบายๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 150 - มหาภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน ข่าวคราวของทวีปเฝ้าจันทรา
บทที่ 150 - มหาภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน ข่าวคราวของทวีปเฝ้าจันทรา
บทที่ 150 - มหาภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน ข่าวคราวของทวีปเฝ้าจันทรา
" ... "
เจ้าแห่งหออวิ๋นจงเงียบไป
เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก
ราชันมังกรแสยะยิ้มหรือ
หมายความว่าอย่างไร
"เฮ้อ สมกับเป็นตาแก่จริงๆ คุยกันคนละภาษาเลย" เมื่อเห็นเจ้าแห่งหออวิ๋นจงเงียบไป ฉีหยวนก็ทอดทอนใจ
เขายังได้ตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง
มิน่าล่ะแสงจันทร์ขาวสว่างถึงเป็นได้แค่แสงจันทร์ขาวสว่าง ไม่อาจเลื่อนขั้นเป็นตัวจริงได้ ก็เพราะอายุมากเกินไปจนมีช่องว่างระหว่างวัยนั่นเอง
มุมปากของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงกระตุกยิกๆ "ผู้อาวุโสช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง"
เขากล่าวพลางหันไปมองหวงทูที่อยู่ด้านข้าง "ผู้อาวุโสโปรดไว้หน้าข้าน้อยสักครั้ง ไว้ชีวิตชายหนุ่มผู้นี้ได้หรือไม่ขอรับ"
ในเวลานี้ แววตาของหวงทูเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง
ชายในชุดคลุมสีเลือดผู้นี้ จะเป็นเทพกระบี่โลหิตไปได้อย่างไร
เทพกระบี่โลหิตที่ดูราวกับฝันร้าย ผู้ที่เขาแทบอยากจะฉีกเนื้อเถือหนังให้แหลกคามือ กลับยืนอยู่ตรงหน้าเขา แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะคิดแค้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความกลัว
นั่นก็เพราะ เทพกระบี่โลหิตนั้นเก่งกาจเรื่องการฆ่าฟันจริงๆ
"ทำไมข้าต้องไว้หน้าเจ้าด้วย เขาอยากฆ่าข้า ข้าก็ฆ่าเขา มันก็ถูกต้องแล้วนี่" ฉีหยวนปรายตามองหวงทูอย่างเย็นชา
บรรดาอัจฉริยะที่อยู่รอบตัวหวงทู ต่างก็รู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ พากันถอยห่างจากหวงทู มองเขาเป็นตัวกาลกิณีไปเสียแล้ว
"หากผู้อาวุโสสังหารหวงทู เกรงว่า ... คงจะยากที่จะเจรจาสงบศึกกับวังแสงสว่างได้แล้วนะขอรับ" เจ้าแห่งหออวิ๋นจงเอ่ยเตือน "งานประลองอัจฉริยะในครั้งนี้มีความสำคัญมาก หวงทูก็เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของวังแสงสว่างที่จะสามารถผ่านเข้าสู่ยี่สิบอันดับแรกได้"
"อ้อ เขามาจากวังแสงสว่างหรือ แถมยังสำคัญต่อวังแสงสว่างขนาดนั้นด้วย?" ฉีหยวนประหลาดใจ
มิน่าล่ะมองหน้าหวงทูแล้วถึงรู้สึกคุ้นเคย ที่แท้ก็เป็นลูกหลานของบรรดาแสงจันทร์ขาวสว่างนี่เอง
"สำคัญกว่ายอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงคนหนึ่งเสียอีก อาจจะ ... เทียบเท่ากับเจ้าวังคนหนึ่งเลยทีเดียว" เจ้าแห่งหออวิ๋นจงย้ำถึงความสำคัญของหวงทู
ดูเหมือนเขาต้องการจะปกป้องหวงทูให้ได้
หวังว่าเทพกระบี่โลหิตจะยอมไว้ชีวิตหวงทูเพราะเหตุผลนี้
ฉีหยวนถึงกับพูดไม่ออก คนของวังแสงสว่าง ขาดหวงทูไปแล้วจะขาดใจตายหรือยังไง
ดูวิดีโอกันไม่ได้หรือไง
ใบหน้าของฉีหยวนปรากฏรอยยิ้มเย็นชา "ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องฆ่าทิ้งแล้ว"
เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ปล่อยวิชาเวทสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่หวงทู
สีหน้าของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงเปลี่ยนไป พยายามจะเข้าขัดขวาง
แต่น่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งของเขาห่างชั้นกับเทพกระบี่โลหิตมากเกินไป เขาจึงไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีของฉีหยวนได้เลย
หากดึงดันจะเข้าไปรับการโจมตีนั้น ตัวเขาเองก็อาจจะได้รับบาดเจ็บไปด้วย
เมื่อวิชาเวทกระทบเป้าหมาย สายตาของหวงทูก็แข็งค้าง
ร่างของเขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น สิ้นลมหายใจในทันที
สีหน้าของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
บรรดาอัจฉริยะในงานต่างก็ตกตะลึงจนอกสั่นขวัญหาย
เทพกระบี่โลหิตผู้นี้ ไม่สามารถใช้ตรรกะปกติคาดเดาได้เลยจริงๆ
นี่เขาฆ่าอัจฉริยะทิ้งหน้าตาเฉยเลยหรือ!
ไม่กลัวจะถูกครหาว่ารังแกเด็กเลยหรือไง
หลังจากหวงทูสิ้นใจ เจ้าแห่งหออวิ๋นจงก็ทอดทอนใจ "ผู้อาวุโส ไยท่านต้องทำให้ความสัมพันธ์กับวังแสงสว่างเลวร้ายลงถึงเพียงนี้ด้วยเล่า"
ฉีหยวนไม่ได้สนใจเจ้าแห่งหออวิ๋นจง เขาตบมือเบาๆ แล้วหันไปมองเซียนจุนอันธพาล "ตายไปอีกคนแล้ว อันดับของเจ้าในทำเนียบอัจฉริยะก็เลื่อนขึ้นมาอีกอันดับแล้วนะ
ยังห่างจากทำเนียบหลักอยู่อีกเท่าไหร่ จะให้ข้าฆ่าเพิ่มอีกสักหน่อยไหม"
เหล่าอัจฉริยะที่ได้ยินดังนั้น ต่างก็หน้าถอดสี พากันถอยกรูดไปอีกหลายก้าว
เทพกระบี่โลหิตผู้นี้ เป็นคนบ้าชัดๆ!
ตอนนี้เซียนจุนอันธพาลอึ้งไปหมดแล้ว เขาฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก "ไม่ ... ไม่ต้องแล้ว"
ข้างๆ กันนั้น เกาจี้เอินยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน
หากไม่ใช่เพราะมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตตำหนักม่วงทั้งสองคนอยู่ที่นี่ เขาคงรีบเข้าไปถามศิษย์น้องแล้วว่า เทพกระบี่โลหิตผู้นี้มันเรื่องอะไรกันแน่
เจ้าแห่งหออวิ๋นจงมองมาที่ฉีหยวน ก่อนจะเอ่ยช้าๆ ว่า "ความจริงแล้วที่มาในวันนี้ วังแสงสว่างยังมีข้อความฝากมาถึงผู้อาวุโสด้วยขอรับ"
"เจ้าเป็นลูกสมุนของวังแสงสว่างหรือไง" ทันใดนั้น รังสีอำมหิตก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของฉีหยวน
นี่มันแสงจันทร์ขาวสว่างเชียวนะ มีราคาค่างวดอยู่
"มิได้ขอรับ" หน้าผากของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ เมื่อครู่นี้เขาสัมผัสได้ถึงวิกฤตแห่งความตายเลยทีเดียว "ข้าน้อยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับวังแสงสว่างเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น รังสีอำมหิตบนร่างของฉีหยวนก็จางหายไป
"ผู้อาวุโส ขออนุญาตพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ" เจ้าแห่งหออวิ๋นจงเอ่ยขึ้น
ท่ามกลางผู้คนมากมาย บางเรื่องก็ไม่สะดวกที่จะส่งกระแสจิตคุยกัน
"อืม ได้สิ ยืมคุยสักสองเรื่องก็ยังได้" ฉีหยวนพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองเซียนจุนอันธพาล "เซียนจุนอันธพาล เดี๋ยวถ้าระบำเม็ดแก่นปราณมัจฉามังกรเริ่มแสดงแล้ว ช่วยบันทึกภาพเก็บไว้ให้ข้าด้วยนะ ขอบใจมาก"
พูดจบ ฉีหยวนกับเจ้าแห่งหออวิ๋นจงก็หายตัวไปจากที่นั่น
ทิ้งให้เหล่าอัจฉริยะในงานยืนมองหน้ากันด้วยความเคารพยำเกรงและตกตะลึง
เซียนจุนอันธพาลนั่งเหม่อลอยอยู่กับที่ สมองยังคงตื้อไปหมด
อัจฉริยะคนอื่นๆ ต่างก็มองมาที่เขา ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
ในเวลานี้ เกาจี้เอินก็รีบส่งกระแสจิตไปถาม "ศิษย์น้อง ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ เทพกระบี่โลหิต วังแสงสว่างอะไรกัน
ตอนนี้พวกเราต้องหนีไหม รีบกลับทวีปเหลยสิงกันเถอะ"
"ศิษย์พี่ ... ข้าเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน" ตอนนี้ในหัวของเซียนจุนอันธพาลก็ยังสับสนวุ่นวายไปหมด
ขณะเดียวกัน ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียร กลิ่นเครื่องหอมอ่อนๆ ลอยโชยมา ทำให้ทั่วทั้งคฤหาสน์ดูมีกลิ่นอายของความเป็นเซียน
ฉีหยวนในชุดคลุมสีเลือด ปราณเลือดบนร่างแผ่ซ่าน เขามองไปที่เจ้าแห่งหออวิ๋นจง "ว่ามาสิ มีเรื่องอะไร"
"เฮ้อ ผู้อาวุโสไม่น่าสังหารหวงทูเลย นี่ถือเป็นการล่วงเกินวังแสงสว่างอย่างเด็ดขาดแล้ว" เจ้าแห่งหออวิ๋นจงกล่าว
"ก็ล่วงเกินมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง" ฉีหยวนไม่เห็นด้วย
เขาตั้งใจจะกวาดล้างวังแสงสว่างให้สิ้นซากอยู่แล้ว ยังจะมาสนเรื่องล่วงเกินอะไรอีกล่ะ
ล่วงเกินคนตายแล้วมีอะไรน่ากลัวกัน
ต่อให้เป็นโลกบำเพ็ญเพียร ถึงเขาจะทำลายล้างทั้งกายและวิญญาณของศัตรูจนหมดสิ้น ศัตรูก็ไม่มีทางกลายเป็นผีกลับมาหลอกหลอนเขาได้อยู่ดี
"ผู้อาวุโสอาจจะยังไม่ทราบ ว่างานประลองอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออกในครั้งนี้ การผ่านเข้าสู่ยี่สิบอันดับแรกนั้น มีความสำคัญต่อวังแสงสว่างมากเพียงใด"
"ก็แค่ได้สิทธิ์เข้าไปในโลกใบใหม่ไม่ใช่หรือ" ฉีหยวนประหลาดใจ
เจ้าแห่งหออวิ๋นจงชะงักไป "ในเมื่อผู้อาวุโสทราบเรื่องนี้แล้ว ไยจึงไม่ทราบว่ามันหมายความว่าอย่างไรเล่า"
"อ้อ แล้วมันหมายความว่าอย่างไรล่ะ" ฉีหยวนทำหน้างง "อย่ามาทำเป็นอมพะนำ บอกมาให้ชัดๆ"
ใจของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงกระตุกวูบ
ดูท่า เทพกระบี่โลหิตจะไม่รู้เรื่องจริงๆ สินะ
แต่ทว่า ... ขุมอำนาจระดับสูงสุดในแต่ละทวีป หรือขุมอำนาจสายตรงที่ยิ่งใหญ่ ล้วนแต่ต้องล่วงรู้เรื่องนี้กันหมดไม่ใช่หรือ
หรือว่า ... เทพกระบี่โลหิตผู้นี้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าแห่งหออวิ๋นจงก็ยิ่งรู้สึกนับถือเทพกระบี่โลหิตมากขึ้นไปอีก
เขามีสีหน้าลำบากใจ "ผู้อาวุโส เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับสวรรค์ ข้าน้อยไม่สามารถแพร่งพรายได้จริงๆ ขอรับ
หากขืนพูดออกไป ข้าน้อยคงต้องตายเป็นแน่
ข้าน้อยบอกใบ้ให้ผู้อาวุโสได้เพียงแปดคำเท่านั้น มหาภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน จงเตรียมตัวรับมือแต่เนิ่นๆ"
"มหาภัยพิบัติหรือ" ฉีหยวนประหลาดใจ
แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ
เพราะดูจากท่าทางของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงแล้ว คงถามอะไรไม่ได้หรอก
"ครั้งนี้ แดนตะวันออกได้ค้นพบโลกใบใหม่
ผู้สูงส่งระดับขอบเขตวิญญาณหยินทั้งสามท่านของแดนตะวันออกได้หารือกันว่า สำนักใดก็ตามที่ติดยี่สิบอันดับแรกในทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออก จะได้รับโอกาสเข้าไปบุกเบิกดินแดนในโลกใบนั้น" เจ้าแห่งหออวิ๋นจงอธิบายต่อ
"แดนตะวันออกมียอดฝีมือขอบเขตวิญญาณหยินอยู่สามท่านหรือ" ฉีหยวนถาม
นี่ต่างหากที่เขาสนใจ
"เรื่องความลับระดับนี้ ข้าน้อยก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ" เจ้าแห่งหออวิ๋นจงส่ายหน้า ไม่คิดว่าเทพกระบี่โลหิตจะถามคำถามนี้
"แล้วขอบเขตวิญญาณหยินน่ะแข็งแกร่งแค่ไหน เอาเจ้าสักหมื่นคนไปรุมฟันขอบเขตวิญญาณหยิน จะตายไหม" ฉีหยวนถามต่อ
"อะแฮ่ม ... " เจ้าแห่งหออวิ๋นจงกระแอมไออย่างขัดเขิน "ผู้อาวุโสอย่าเอาข้าน้อยไปเปรียบเทียบเลยขอรับ ขอบเขตวิญญาณหยิน ... เป็นดั่งเทพเซียนบนโลกมนุษย์ไปแล้ว
ระดับพลังเช่นนั้น ข้าน้อยมิอาจคาดเดา และไม่กล้าแม้แต่จะนำไปเปรียบเทียบเลยขอรับ"
"แล้วถ้าข้าดึงพระอาทิตย์บนฟ้าลงมาฟาดใส่ขอบเขตวิญญาณหยินสักคน จะตายไหมล่ะ" ฉีหยวนถามอีก
หน้าผากของเจ้าแห่งหออวิ๋นจงมีเหงื่อซึมออกมา
เทพกระบี่โลหิตคนนี้ มีปัญหาอะไรกับขอบเขตวิญญาณหยินนักหนา
เอะอะก็จะตีขอบเขตวิญญาณหยินให้ได้
เขายอมรับว่า เทพกระบี่โลหิตแข็งแกร่งมากจริงๆ เผลอๆ อาจจะเก่งพอๆ กับเจ้าแห่งหอคอยทะยานฟ้าเลยด้วยซ้ำ
แต่ขอบเขตวิญญาณหยินกับขอบเขตตำหนักม่วง มันเป็นระดับที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยนะ
ระดับหนึ่งยังเป็นแค่ผู้ฝึกตน แต่อีกระดับหนึ่งกลายเป็นเทพเซียนไปแล้ว
"ก็น่าจะ ... ฟาดตายกระมังขอรับ ... " เจ้าแห่งหออวิ๋นจงตอบอย่างกระอักกระอ่วน
ฉีหยวนได้ยินดังนั้นก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย "อ้อ จริงสิ โลกใบใหม่นั่น ชื่อว่าอะไร แล้วแข็งแกร่งแค่ไหนล่ะ"
"ทวีปเฝ้าจันทราขอรับ ระดับพลังอ่อนแอมาก ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เทียบได้แค่ขอบเขตทารกเทวะของโลกชางหลานเท่านั้น
ดังนั้น แค่ยอดฝีมือที่ติดยี่สิบอันดับแรกในทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออก ก็เพียงพอที่จะกวาดล้างทวีปเฝ้าจันทราได้แล้ว"
"ทวีปเฝ้าจันทราหรือ" ขนตาของฉีหยวนกระตุกเบาๆ
เขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าจะได้ยินชื่อโลกใบนี้
นี่ไม่ใช่โลกที่เขาเคยเข้าไปในเกมหรอกหรือ
โลกที่เขาเคยสร้างรากฐานระดับวิถีสวรรค์สำเร็จมาแล้วไงล่ะ
จิ่นหลี ...
แค่ชื่อซ้ำกัน หรือเป็นที่เดียวกันจริงๆ
ภายในใจของเขาเกิดคลื่นความรู้สึกปั่นป่วน แต่ภายนอกกลับดูสงบนิ่ง "ข้ามีสิทธิ์ไปที่ทวีปเฝ้าจันทราไหม"
"ผู้อาวุโส กฎที่ท่านผู้สูงส่งระดับขอบเขตวิญญาณหยินทั้งสามตั้งเอาไว้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ขอรับ
จะต้องติดยี่สิบอันดับแรกในทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออกเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้เข้าไปในทวีปเฝ้าจันทรา"
"อืม เข้าใจแล้วล่ะ" ฉีหยวนยังคงมีความรู้สึกปั่นป่วนอยู่ลึกๆ "ข้าไปล่ะ"
ร่างของเขาหายวับไปในพริบตา
ทิ้งให้เจ้าแห่งหออวิ๋นจงยืนยิ้มขื่นอยู่ภายในห้อง
"เฮ้อ ดูท่าความบาดหมางระหว่างเทพกระบี่โลหิตกับวังแสงสว่าง คงไม่มีทางคลี่คลายได้แล้วสินะ"
...
วังแสงสว่าง
ซานกงจู่จื่อหร่านมีสีหน้าเคารพนบนอบ ทว่าแววตาของนางกลับแฝงไว้ด้วยเจตนาสังหาร "ท่านเจ้าวังใหญ่ หวงทู ... ถูกเทพกระบี่โลหิตสังหารแล้ว!"
ท่านเจ้าวังใหญ่มีแสงสว่างปกคลุมไปทั่วร่าง จนไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ รู้เพียงว่าเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่เท่านั้น
"รับทราบ" ท่านเจ้าวังใหญ่มีสีหน้าเรียบเฉย "ข้าได้ตกลงกับหัวหน้าสาขาแดนตะวันออกของสมาคมบุปผาเทวะเรียบร้อยแล้ว เขาจะช่วยนัดแนะเทพกระบี่โลหิตมาพบ เพื่อจับเข่าคุยกันให้รู้เรื่อง"
"ยังจะคุยอีกหรือ" ซานกงจู่ไม่ค่อยเข้าใจ สีหน้าของนางดูบิดเบี้ยว "เขาสังหารหวงทู เท่ากับตัดทางถอยของเราไปแล้วนะ!"
"มหาภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน ทุกสิ่งทุกอย่าง ... ต้องยึดแผนการเป็นหลัก
เรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ เราจะมัวเสียเวลาไม่ได้อีกแล้ว
ยอมถอยได้ก็ต้องถอย ถึงจะเสียหน้าไปบ้างก็ช่างมันเถอะ"
ท่านเจ้าวังใหญ่กล่าวอย่างใจเย็น
"เว้นเสียแต่ว่า เทพกระบี่โลหิตจะมารนหาที่ตายถึงหน้าประตูสำนักของเรา มิฉะนั้น การส่งคนออกไปล้อมจับเขา ก็มีแต่จะสูญเสียกำลังพลไปเปล่าๆ
ไยต้องไปทำเรื่องเปล่าประโยชน์ด้วย เรื่องนี้ ... ควรจะยุติลงได้แล้ว"
เขาเองก็อยากจะสังหารเทพกระบี่โลหิตใจจะขาด
ขอเพียงแค่เทพกระบี่โลหิตบุกมาที่สำนักใหญ่ของวังแสงสว่าง เขาจะอาศัยยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงจำนวนมาก และมงกุฎมังกรสะท้านจักรพรรดิ จัดการสังหารเทพกระบี่โลหิตให้สิ้นซากได้อย่างง่ายดาย
ทว่า เทพกระบี่โลหิตก็เป็นถึงยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา เขาจะยอมมาส่งตัวตายถึงที่ได้อย่างไร
ดังนั้น ในเวลานี้ ท่านเจ้าวังใหญ่จึงทำได้เพียงเจรจาสงบศึกกับเทพกระบี่โลหิตเท่านั้น
"ก่อนกลับมา ข้าได้ไปเข้าพบท่านผู้นั้นมาแล้ว ท่านผู้นั้นเอ่ยปากอนุญาตให้วังแสงสว่างของเรารับศิษย์เพิ่มได้อีกหนึ่งคน
พรสวรรค์ของสวี่ถงเฉินนั้นเหนือกว่าหวงทูมากนัก เขาจะต้องผ่านเข้ารอบยี่สิบอันดับแรก หรืออาจจะถึงขั้นสิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอน
โควตาของสำนักชีเหยียน พวกเราจะขอยึดมาใช้เอง" ท่านเจ้าวังใหญ่เป็นคนเด็ดขาดและเฉียบขาด คำพูดเพียงประโยคเดียวก็สามารถตัดสินชะตากรรมของสำนักชีเหยียนได้แล้ว
ส่วนสำนักชีเหยียนจะยินยอมหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจเลย
...
วันรุ่งขึ้น
สวี่ถงเฉินเดินมาที่หน้าถ้ำบำเพ็ญเพียรของฉีหยวนด้วยความรู้สึกหวาดระแวง
แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ฉีหยวนกำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับเพื่อนอีกสองคน
ในเวลานี้ ฉีหยวนหยิบหมากสีดำขึ้นมา พลางครุ่นคิดว่าจะเดินหมากตานี้อย่างไรดี
"ฉีหยวน ... สหายเต๋า ไม่ได้พบกันนานเลยนะ" สวี่ถงเฉินมองฉีหยวน สองขาของเขาสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาๆ ที่ร่วมบำเพ็ญเพียรกับเขาทุกวัน ใครจะไปคาดคิด ว่าเขาคือเทพกระบี่โลหิตผู้โด่งดังแห่งทวีปชุยอวิ๋น
ความผิดปกติของเขา ทำให้เจียงย่าที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นได้ นางปรายตามองสวี่ถงเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองฉีหยวน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฉีหยวนเหลือบมองสวี่ถงเฉิน "มานั่งตรงนี้ก่อนสิ รอข้าเดินหมากตานี้เสร็จ แล้วข้าจะไปบำเพ็ญเพียรกับเจ้า"
สวี่ถงเฉินได้ยินดังนั้น ก็เข้าไปนั่งลงข้างๆ ฉีหยวน
ผู้ที่กำลังเดินหมากประลองกับฉีหยวนก็คือคังฝูลู่ เขาวางหมากสีดำลงบนกระดาน พร้อมกับมองฉีหยวนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ "ศิษย์น้อง กระดานนี้เจ้าแพ้แล้วล่ะ"
ฉีหยวนก้มมองกระดานหมาก ก่อนจะส่ายหน้า "สงสัยข้าคงเหมาะกับเล่นหมากล้อมห้าตัวมากกว่า"
เจียงย่าที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบอมยิ้ม
ฝีมือการเล่นหมากรุกของฉีหยวนกับคังฝูลู่ ช่างแย่พอๆ กันเลยจริงๆ
ความภูมิใจบนใบหน้าของคังฝูลู่เพิ่มขึ้นอีกระดับ แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาก็เอ่ยถามขึ้น "ศิษย์น้อง เมื่อวานนี้ที่งานเลี้ยงมัจฉามังกร เจ้าไม่ได้ไปร่วมงานหรือ ทำไมข้าถึงไม่เห็นเจ้าเลยล่ะ"
"ข้าไปร่วมงานสิ" ฉีหยวนตอบ "ตอนนั้นเจ้ากำลังอยู่กับศิษย์พี่เจียงย่า แล้วก็มี ... สวี่ถงเฉินอยู่ด้วยไง"
"เอ๊ะ แปลกจัง ทำไมข้าถึงไม่ทันสังเกตเห็นเจ้าเลยล่ะ" คังฝูลู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปถามสวี่ถงเฉิน "สหายเต๋าสวี่ ท่านเห็นศิษย์น้องของข้าหรือไม่"
เมื่อวานนี้ เขาได้ไปร่วมงานเลี้ยงมัจฉามังกรพร้อมกับเจียงย่า และได้พบกับสวี่ถงเฉินที่เคยเจอกันที่ถ้ำของฉีหยวน ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในงานด้วยกัน
"เห็น ... เห็นสิ" สวี่ถงเฉินแอบลอบมองฉีหยวน เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
จะให้ตอบไปว่า ศิษย์น้องของเจ้าก็คือเทพกระบี่โลหิตสุดโหดคนนั้นน่ะหรือ
"อ้าว สหายเต๋าสวี่ ท่านเห็นศิษย์น้องของข้า แล้วทำไมไม่ยอมบอกข้าสักคำล่ะ
หรือว่า ท่านเองก็ถูกรังสีอำมหิตบนตัวของเทพกระบี่โลหิตข่มขวัญเอาเหมือนกัน"
พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของคังฝูลู่ก็ดูตึงเครียดขึ้นมาทันที
"เทพกระบี่โลหิตผู้นี้ ... มาจากดินแดนร้อยแคว้นเหมือนกับพวกเราเลยนะ
ระดับความแข็งแกร่งของเขานั้น ... น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ไม่รู้ว่าเขาไปฆ่าล้างบางใครมาบ้าง ถึงได้มีปราณเลือดรุนแรงขนาดนั้น
เทพแห่งการฆ่าฟันที่โหดเหี้ยมแบบนี้ นิสัยคงจะสันโดษน่าดู คนทั่วไปคงไม่กล้าเข้าใกล้เขาหรอก เผลอๆ อาจจะโดนเทพกระบี่โลหิตฆ่าตายเอาดื้อๆ ได้เลย"
สวี่ถงเฉินได้ยินดังนั้น ถึงกับพูดไม่ออก
เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีจริงๆ
ฉีหยวนหันไปมองคังฝูลู่ "ศิษย์พี่ เทพกระบี่โลหิตเป็นคนดีจะตาย ไม่สนใจเด็กหนุ่มอย่างเจ้าหรอก เขาชอบฆ่าแต่คนแก่น่ะ"
คังฝูลู่ถลึงตาใส่ฉีหยวน เขาเคยเห็นเทพกระบี่โลหิตสังหารอัจฉริยะในงานเลี้ยงมัจฉามังกรมากับตา ฉีหยวนเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเทพกระบี่โลหิตกันล่ะ
"เอาล่ะ พวกเจ้าไปบำเพ็ญเพียรกันเถอะ" เขาคร้านจะเถียงกับฉีหยวนแล้ว
"ตกลง" ฉีหยวนไม่ได้ปฏิเสธ
ครั้งที่แล้ว เขาเริ่มจับจุดเกี่ยวกับเพลิงแท้สุริยันได้บ้างแล้ว
ครั้งนี้ เขาตั้งใจจะทุ่มเทสมาธิทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจเพลิงแท้สุริยันให้สำเร็จให้จงได้
สวี่ถงเฉินเดินตามฉีหยวนเข้าไปในถ้ำบำเพ็ญเพียร
ครั้งนี้ ความรู้สึกของเขาแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง
เมื่อก่อน แม้เขาจะปฏิบัติกับฉีหยวนอย่างเท่าเทียม แต่ในฐานะอัจฉริยะที่ติดอันดับหนึ่งในสามสิบของทำเนียบอัจฉริยะ เขาก็ยังมีความหยิ่งยโสอยู่ในที
ทว่าบัดนี้ ความหยิ่งยโสเหล่านั้นได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเคารพยำเกรงและความหวาดกลัวเท่านั้น
"เรียกเพลิงแท้สุริยันออกมา ครั้งนี้ข้าจะต้องทำความเข้าใจมันให้สำเร็จให้ได้"
เมื่อได้ยินคำสั่งจากยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ สวี่ถงเฉินก็รีบเรียกเพลิงแท้สุริยันออกมาทันที
สีหน้าของฉีหยวนเปลี่ยนเป็นจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาเข้าสู่สภาวะการทำความเข้าใจอย่างเต็มที่
เพลิงแท้สุริยันตรงหน้า ด้านในมืดมิด ด้านนอกสว่างไสว แผ่ซ่านประกายแสงสีทอง
ฉีหยวนมองดูเพลิงแท้สุริยัน ราวกับว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ใจกลางดวงอาทิตย์
ภายในดวงอาทิตย์ เปลวเพลิงอันทรงพลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับสามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้
เปลวเพลิงเหล่านั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของฉีหยวน พวกมันลุกโชนยิ่งกว่าเดิม ดูราวกับกำลังเริงระบำด้วยความปีติยินดี
ราวกับลูกสาวที่ได้พบหน้าพ่อทูนหัวก็ไม่ปาน
"เพลิงแท้สุริยัน พวกเจ้าคือเพลิงแท้สุริยันของข้า" ฉีหยวนพึมพำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภายในดวงอาทิตย์ เปลวเพลิงแท้สุริยันสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ก่อนจะหลุดลอยออกมา แล้วร่วงหล่นลงบนฝ่ามือของฉีหยวน
ดวงตาของฉีหยวนเบิกกว้าง เปลวเพลิงสายหนึ่งลุกโชนขึ้นในดวงตาของเขา
เขามีสีหน้ายินดีปรีดา "ข้าทำความเข้าใจเพลิงแท้สุริยันสำเร็จแล้ว!"
สวี่ถงเฉินได้ยินดังนั้น ในใจก็รู้สึกตื่นตะลึง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าคือเทพกระบี่โลหิต ความตื่นตะลึงในใจก็ลดลงไปบ้าง "ยินดีด้วยผู้อาวุโส ยินดีด้วยผู้อาวุโส!"
แต่ในใจเขาก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน
สำหรับยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงที่สามารถปลุกวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ได้แล้ว จะมามัวเสียเวลาศึกษาเพลิงแท้สุริยันของเขาทำไมกันนะ
เรียนรู้ไป ก็เป็นได้แค่วิชาศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงขึ้น เอาไว้ใช้ฆ่ายอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะได้เท่านั้นแหละ เอาไปใช้สู้กับยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงในระดับเดียวกันไม่ได้หรอก
แน่นอนว่า เรื่องพวกนี้เขาทำได้แค่คิดในใจ ไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไปหรอก
"ช่วงนี้ ลำบากเจ้ามากแล้วนะ ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายก็แล้วกัน" ฉีหยวนเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ
เขาย่อมรู้ดีว่า การที่สวี่ถงเฉินมายืนอยู่ข้างเขา จะช่วยให้เพลิงแท้สุริยันเติบโตขึ้นได้
สวี่ถงเฉินก็มองเขาเป็นเหมือนตาแก่คนหนึ่งเหมือนกัน
แต่ฉีหยวนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
"ผู้อาวุโส ... ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยขอตัวลาก่อนขอรับ" สวี่ถงเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวอย่างระมัดระวัง
"อืม" ฉีหยวนรู้ว่าสวี่ถงเฉินจำตัวตนของเขาได้แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ท้ายที่สุดแล้ว อาจารย์ของสวี่ถงเฉินก็คือหนึ่งในสมาชิกวงดนตรีของเขา
เวลาเขาออกไปล้อมปราบวังแสงสว่าง ก็ต้องพาอาจารย์ของสวี่ถงเฉินไปด้วยอยู่แล้ว
เมื่อสวี่ถงเฉินจากไป ฉีหยวนก็กลับเข้าสู่แผ่นหยกสื่อสารของสมาคมบุปผาเทวะอีกครั้ง
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาหมั่นตั้งกระทู้ในกระดานสนทนาของสมาคมบุปผาเทวะ เพื่อถ่ายทอดสดแผนการกวาดล้างวังแสงสว่างให้ทุกคนได้รับรู้
และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม
ครั้งนี้ เขาเปลี่ยนมาใช้ไอดีหลัก เพื่อเข้ากลุ่มสนทนาสี่จักรพรรดิแห่งบุปผาเทวะ
ทันทีที่เข้ากลุ่ม เขาก็เห็นเซียนจุนอันธพาลกำลังพิมพ์ข้อความอวยเขาอยู่
"พวกท่านไม่รู้หรอกว่า เทียนจุนต้นกำเนิดน่ะคือยอดฝีมือตัวจริงเสียงจริง!"
"ตอนที่เขามาเจอข้า เขาทำตัวเป็นกันเองมาก ข้าก็นึกว่าเขาเป็นแค่มือใหม่เหมือนข้าเสียอีก
ผลก็คือ ขอบเขตตำหนักม่วงโผล่มา ยังต้องทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ต่อหน้าเทียนจุนต้นกำเนิดเลย!
ข้าล่ะอึ้งไปเลย!
เทียนจุนต้นกำเนิดคือยอดฝีมือตัวจริงเสียงจริง!"
"ก่อนเทียนจุนต้นกำเนิดจะกลับไป เขาให้ข้าช่วยบันทึกภาพระบำเม็ดแก่นปราณมัจฉามังกรเอาไว้ ผลก็คือ ตอนที่มีการแสดงระบำเม็ดแก่นปราณมัจฉามังกร ข้าถึงกับได้รับอนุญาตให้ไปยืนดูบนเวทีเลยนะ
ถ้าคนไม่เยอะ ... เอ้ย ไม่ใช่สิ ถ้าข้าไม่นึกถึงคำสั่งของเทียนจุนต้นกำเนิด ข้าคงอดใจไม่ไหว เผลอทำเรื่องแปลกๆ ลงไปแน่ๆ"
"ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า เทียนจุนต้นกำเนิดไม่ใช่คนธรรมดา ข้าจะรอคอยวันที่วังแสงสว่างล่มสลายก็แล้วกัน" สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งพิมพ์ข้อความลงในกลุ่ม
"พี่สาวห้าวภูเขาน้ำแข็ง ไม่ต้องรอนานหรอก แผนการกวาดล้างวังแสงสว่างของข้า ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว อีกไม่กี่วัน ข้าก็จะไปถล่มวังแสงสว่างให้ราบคาบเลย" ฉีหยวนตอบกลับอย่างจริงจัง
ตอนนี้คนของวังแสงสว่างได้หดหัวกลับไปรวมตัวกันที่สำนักใหญ่หมดแล้ว
ได้ยินมาว่าท่านเจ้าวังใหญ่ก็กำลังจะกลับมาถึงแล้วด้วย เขาต้องไปจัดการกวาดล้างให้สิ้นซากในคราวเดียว
"ว้าว ลูกพี่มาแล้ว ขอน้ำชาให้ลูกพี่หน่อย!" เซียนจุนอันธพาลทำตัวกระตือรือร้นสุดๆ
"เทียนจุนต้นกำเนิด เจ้ามาแล้วหรือ" จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันพิมพ์ข้อความทักทาย
ฉีหยวนจึงเห็นว่า มีข้อความส่วนตัวจากจักรพรรดิเพลิงมหาตะวันเด้งขึ้นมา
เป็นข้อความที่จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันส่งมาหาเขา
"เทียนจุนต้นกำเนิด เจ้าตั้งใจจะไปกวาดล้างวังแสงสว่างจริงๆ หรือ"
"อืม วางแผนไว้หมดแล้ว จะมายกเลิกกลางคันได้อย่างไร" ฉีหยวนตอบ
เขาแอบสงสัยว่าทำไมจักรพรรดิเพลิงมหาตะวันถึงได้ทักมาคุยส่วนตัวแบบนี้
"วังแสงสว่าง ไม่ใช่ขุมกำลังธรรมดาๆ นะ
พวกเขามีความสัมพันธ์อันดีกับผู้สูงส่งระดับขอบเขตวิญญาณหยินท่านหนึ่งด้วย" จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันเอ่ยเตือน
"ต่อให้เป็นพระยูไลมาเอง ก็หยุดข้าไม่ได้หรอก!" ฉีหยวนตอบกลับอย่างมั่นใจ
จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันเห็นดังนั้น ก็รู้ว่าเทียนจุนต้นกำเนิดตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขาจึงพิมพ์ตอบกลับไปว่า
"เรื่องความบาดหมางระหว่างเจ้ากับวังแสงสว่าง ได้รับความสนใจจากเบื้องบนของสมาคมบุปผาเทวะแล้ว
คาดว่า อีกไม่นาน หัวหน้าสาขาแดนตะวันออกของสมาคมบุปผาเทวะ คงจะส่งคำขอเป็นเพื่อนผ่านแผ่นหยกเทพกระบี่โลหิตของเจ้ามาแน่ๆ"
"งั้นหรือ ข้าจะไปเปิดดูเดี๋ยวนี้แหละ"
ผู้ดูแลเว็บบอร์ด พวกแอดมินทั้งหลาย ขอก็ต้องให้หน้าเขาสักหน่อย
"เทียนจุนต้นกำเนิด ... เรื่องวังแสงสว่าง หากมียอดฝีมือระดับขอบเขตวิญญาณหยินมาขัดขวางเจ้า เจ้าจงเอ่ยชื่อของท่านเฟิงจวินออกไป บางทีอาจจะช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤตได้สักครั้งหนึ่ง" จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องนี้
พูดตามตรง เขาไม่เชื่อว่าเทียนจุนต้นกำเนิดจะสามารถกวาดล้างวังแสงสว่างได้สำเร็จหรอก
เขากลัวว่านิสัยมุทะลุของเทียนจุนต้นกำเนิด จะไปล่วงเกินยอดฝีมือระดับขอบเขตวิญญาณหยินท่านนั้นเข้า
[จบแล้ว]