เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงเพียงคนเดียวจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างไร

บทที่ 140 - ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงเพียงคนเดียวจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างไร

บทที่ 140 - ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงเพียงคนเดียวจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างไร


ฉีหยวนกวาดสายตามองไป เห็นสตรีชุดเขียวผู้หนึ่งยืนอยู่บนเรือลำน้อยแต่ไกล

"โอ๊ะ มีธุระอันใดหรือ"

ฉีหยวนถามอย่างตรงไปตรงมา

เขายังต้องรีบกลับไปพยายามสร้างเคล็ดวิชาต่ออีก

"ข้าน้อยนามว่าเจียงย่า เป็นศิษย์ของผู้เฒ่าอู๋เทียนแห่งหอคอยทะยานฟ้า ข้าน้อยรู้สึก ... คาใจในวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของผู้อาวุโสยิ่งนัก

วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของผู้อาวุโสดูเหมือนจะ ... ขัดแย้งกับโลกใบนี้ ทว่ากลับสามารถใช้งานได้ ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก" เจียงย่าแนะนำตัวพร้อมบอกกล่าวที่มาของตนเองเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเสียก่อน นางพูดพลางมองด้วยแววตาสงสัย

วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของพลังปราณเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยสร้างวิถีทางของตนเองขึ้นมาจากพื้นฐานนั้น

ทว่าในวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของเทพกระบี่โลหิต นางกลับไม่สัมผัสได้ถึงแก่นแท้ของพลังปราณเลย

นี่คือสิ่งที่นางไม่เข้าใจ

"ข้าก็นึกว่าเจ้าจะมาตะโกนบอกว่าสุดยอดให้ข้าเสียอีก" ฉีหยวนผิดหวัง

หญิงสาวตรงหน้าหน้าตาก็พอดูได้ ถึงจะแบนไปหน่อยแต่ก็ดีพอจะมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์ให้เขาได้สบายๆ

สวมรอยเป็นเทพกระบี่โลหิตทั้งที จะมาเปิดเพลงประกอบให้ตัวเองมันก็กระไรอยู่

แถมไม่มีวงดนตรียอดฝีมือระดับจื้อจุนนับร้อยมาบรรเลงเพลงให้ การต่อสู้ของฉีหยวนมันก็ดูจืดชืดไร้รสชาติ

เขาต้องการเชียร์ลีดเดอร์อย่างด่วน

แต่จู่ๆ หญิงสาวผู้นี้กลับมาถามคำถามเหล่านี้ ช่างน่าเบื่อสิ้นดี

"เผ่นดีกว่าเผ่นดีกว่า" ฉีหยวนถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ก่อนจะหมุนตัวจากไป

เจียงย่ามองดูเงาสีเลือดที่หายลับไปในหมู่เมฆ แววตาแฝงไว้ด้วยความยำเกรง

"คนผู้นี้ ... มีศักยภาพที่หยั่งไม่ถึงจริงๆ"

หญิงชราแย้มยิ้ม "ต่อให้หยั่งไม่ถึงเพียงใด เมื่อเทียบกับท่านเจ้าหอแล้วก็ยังไม่นับว่าเป็นตัวอันตรายหรอกเจ้าค่ะ"

เจียงย่ากลับส่ายหน้า

ครั้งหนึ่งผู้เป็นอาจารย์เคยแสดงวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ให้นางดู

บัดนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของเทพกระบี่โลหิต นางกลับมีความรู้สึกสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของอาจารย์อาจจะสู้ของเทพกระบี่โลหิตผู้นี้ไม่ได้

"ไปเถอะ ไปสำนักแสงเทวะกัน" เมื่อได้ชมการต่อสู้นี้แล้ว นางก็ควรจะไปที่สำนักแสงเทวะเพื่อพบน้องสาวของนาง และพานางหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้งของดินแดนร้อยแคว้นเสียที

ต่อให้วังแสงสว่างจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจอย่างเทพกระบี่โลหิต แต่พวกเขาจะไม่มีทางล้มเลิกศึกเลือดร้อยแคว้นอย่างแน่นอน

ทั้งสองฝ่ายจะต้องเกิดการปะทะกันเป็นแน่

วังแสงสว่างที่ครอบครองมงกุฎมังกรสะท้านจักรพรรดินั้น ต่อให้อาจารย์ของนางเดินทางมาด้วยตัวเอง หากยังไม่บรรลุขอบเขตวิญญาณหยินก็คงไร้หนทางต่อกรเช่นกัน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทพกระบี่โลหิตผู้นั้นเลย

เขาก็แค่มีวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ที่ทรงพลังเท่านั้น แต่ระดับพลังน่าจะยังห่างชั้นกับอาจารย์ของนางอยู่อีกมาก

...

บนยอดเขาเจ็ดสี ฉีหยวนในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ร่อนลงมาหยุดยืนหน้าบ้านก่ออิฐหลังคากระเบื้องของตนเอง

เขามองดูบ้านก่ออิฐหลังคากระเบื้องด้วยความพึงพอใจ "ก็มีแต่บ้านที่ดูดีมีระดับแบบนี้เท่านั้นแหละที่คู่ควรกับข้า"

เขาพูดพลางจงใจปรายตามองไปที่กระท่อมไม้ของศิษย์น้องเจียงหลิงซู่ที่อยู่ไม่ไกล

ความรู้สึกเหนือกว่าในใจยิ่งทวีคูณ

ความสุขมักจะเกิดจากการเปรียบเทียบเสมอจริงๆ

"ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านหายไปไหนมา ทำไมจู่ๆ ถึงหายตัวไปล่ะ" ก่อนหน้านี้ตอนที่เจียงหลิงซู่อาบน้ำ ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้บุกเข้ามา แต่ทิ้งข้อความสื่อสารไว้ที่หน้าประตูห้องของนางแทน

พอนางอาบน้ำเสร็จ มาหาศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่พบเสียแล้ว

"ศิษย์น้อง จิตใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึงนะ ต่อไปหากมีใครบอกว่าจะมาขอขมาและนัดพบเจ้า เจ้าอย่าได้ไปเด็ดขาด

ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะจัดเตรียมงานเลี้ยงหลอกสังหารรอเจ้าอยู่ก็เป็นได้" ฉีหยวนถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตให้ศิษย์น้องฟัง

"ศิษย์พี่ใหญ่ มีคนวางแผนทำร้ายท่านหรือ" เจียงหลิงซู่ใจเต้นระทึก

"หากวิชาศักดิ์สิทธิ์ของศิษย์พี่เจ้าไม่แข็งแกร่งพอ ไม่แน่ว่าอาจจะโดนคนพาลลอบทำร้ายไปแล้วจริงๆ" ฉีหยวนตอบ

วิชาศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ

เมื่อได้ยินดังนั้น ความกังวลในใจของเจียงหลิงซู่ก็มลายหายไปจนสิ้น

วิชาศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้

ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ป่วยกำเริบอีกแล้วสิเนี่ย!

เมื่อกี้เพิ่งจะบอกว่าตัวเองสร้างเม็ดแก่นปราณได้ ตอนนี้บรรลุขอบเขตทารกเทวะแล้วงั้นหรือ

ป่วยหนักจริงๆ ด้วย!

นางมองฉีหยวนด้วยความสงสารจับใจ "ศิษย์พี่ใหญ่ ต่อไปท่านอย่าไปมัวแต่มองพระอาทิตย์บนฟ้าอีกเลยนะ มองพระอาทิตย์ดวงนั้นบ่อยๆ ความจำจะเสื่อมเอานะ"

ศิษย์พี่ใหญ่สมองก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ถ้าขืนมองพระอาทิตย์บนฟ้าบ่อยๆ อาการจะไม่ยิ่งทรุดหนักหรือ

"นั่นไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แต่มันคือเม็ดแก่นปราณของข้า!" ฉีหยวนย้ำอีกครั้ง

"ได้ๆๆ!" เจียงหลิงซู่คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย นางจึงถามกลับว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านทิ้งข้อความเรียกข้ามา มีธุระอันใดหรือ"

มือของฉีหยวนชะงักไปเล็กน้อย เขาเอ่ยถามขึ้นว่า "ช่วงนี้ข้าตั้งใจเล่นเกมจนไม่ได้สนใจเรื่องภายนอกเลย

บนยอดเขาเจ็ดสีนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะ ... บนยอดสุดของยอดเขาเจ็ดสี"

หลังจากเดินออกมาจากตำหนักของท่านอาจารย์ อารมณ์ของฉีหยวนก็หดหู่ไม่น้อย

เจียงหลิงซู่ขมวดคิ้วครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ตอบว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อน บนยอดเขาเจ็ดสีจู่ๆ ก็มีสายฟ้าฟาดลงมา ดูเหมือนท่านอาจารย์ที่อยู่บนยอดเขาจะยื่นมือเข้าสกัดกั้นสายฟ้าเส้นนั้นเอาไว้"

"สายฟ้าฟาดงั้นหรือ" ฉีหยวนสงสัย "ท่านอาจารย์ลงมือเองเลยหรือ"

"อืม" เจียงหลิงซู่พยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียด "ก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมา ดูเหมือนจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นด้วย"

"เรื่องประหลาดอะไร" ฉีหยวนรีบถามทันที

"ตอนนั้นข้ากำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเอง ... เหมือนจะลืมอะไรบางอย่างไป แต่พริบตาเดียวข้าก็นึกออก"

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว เรื่องผิดปกติทุกอย่างล้วนควรค่าแก่การใส่ใจ

เผื่อว่าจะเป็นการลอบทำร้ายของใครบางคน หรือเผื่อว่าจะเป็นจิตมารแทรกซ้อน

"ลืมงั้นหรือ"

แววตาของฉีหยวนฉายแววครุ่นคิด

เรื่องราวทั้งหมดถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในเวลานี้

ตอนที่เขาทำความเข้าใจแก่นแท้เป็นครั้งที่สาม เขาต้องเผชิญกับจิตมารและทัณฑ์สวรรค์

จิตมารก็คือมารร้ายทั้งหมดในประตูหมื่นมารนั่นเอง

ส่วนทัณฑ์สวรรค์ก็คือความลืมเลือน

หรือว่า ... บนโลกใบนี้ก็มีทัณฑ์สวรรค์ตกลงมาด้วย และถูกท่านอาจารย์สกัดกั้นเอาไว้

"ท่านอาจารย์ยังมีข้าอยู่ในใจจริงๆ ด้วย" ฉีหยวนมองไปยังตำหนักและหอคอยบนยอดเขา ในใจก็รู้สึกสงบลง

ยอดเขาเจ็ดสีว่างเปล่าไร้ผู้คน ราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่มานับพันปี

และฉีหยวนเองก็เคยพบหน้าท่านอาจารย์ผู้เลอโฉมของตนเพียงครั้งเดียว แถมยังเห็นแค่เสี้ยวหน้ากับแผ่นหลังเท่านั้น

" ... ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านช่วยอย่าพูดเรื่องล่อแหลมแบบนี้จะได้หรือไม่" เจียงหลิงซู่ถลึงตาใส่ฉีหยวน

ในโลกชางหลาน มีอาจารย์กับลูกศิษย์ที่คบหากันเป็นคู่บำเพ็ญเพียรมากมาย

กระทั่งบรรพบุรุษกับลูกหลานเหลนโหลนที่คบหากันเป็นคู่บำเพ็ญเพียรก็ยังมี

"ศิษย์น้อง ข้ารู้ว่าเจ้าอิจฉาข้า เพราะในใจท่านอาจารย์ไม่มีเจ้า

ไม่ต้องกลัวไป ในใจศิษย์พี่ใหญ่ยังมีเจ้านะ" ฉีหยวนพูดกลั้วหัวเราะ

" ... ไปให้พ้นเลย!" เจียงหลิงซู่จ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาของฉีหยวน

ทำไมศิษย์พี่ใหญ่ ... ถึงยิ่งโตยิ่งหล่อกันนะ

เมื่อพูดจบ เจียงหลิงซู่ก็ยกสองมือกอดอก ทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้าอกจึงยิ่งดูอวบอิ่ม นางเดินจากไปอย่างหัวเสีย

ฉีหยวนมองตามแผ่นหลังของเจียงหลิงซู่พลางนึกถึงหญิงสาวที่ผอมแห้งเป็นไม้เสียบผีบนเรือลำน้อย "ที่บ้านนางต้องยากจนมากแน่ๆ ถึงได้ขาดสารอาหารขนาดนั้น

บ้านศิษย์น้องต้องมีเหมืองแร่เป็นแน่ รูปร่างถึงได้ระเบิดระเบ้อขนาดนี้"

ฉีหยวนคิดเช่นนั้นพลางเดินกลับเข้าไปในบ้านก่ออิฐหลังคากระเบื้องหลังใหม่ของตนเอง

เขานึกถึงคำพูดของพี่สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งที่บอกให้เขาอัปเดตความคืบหน้าในการกวาดล้างวังแสงสว่าง

เขารีบเข้าไปในกลุ่มแล้วพิมพ์บอกว่า

"วันนี้ข้าแกล้งสวมรอยเป็นเทพกระบี่โลหิตไปพบกับยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะของวังแสงสว่างมาแล้วนะ"

"???" เซียนจุนอันธพาล "พี่ชาย ท่านไปจริงๆ หรือ"

"แน่สิ ข้าเป็นฝ่ายเสียหายนะ ความชอบธรรมอยู่ข้างข้า ทำไมข้าจะไม่ไปล่ะ" ฉีหยวนตอบ

"แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง" เซียนจุนอันธพาลรีบถาม

"ในเมื่อเทียนจุนต้นกำเนิดยังสามารถเข้ามาคุยในกลุ่มได้ แสดงว่าวังแสงสว่างต้องถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะยอมขอขมาแล้วจริงๆ ก็ได้" จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันกล่าวในกลุ่ม

"เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย วังแสงสว่างมีท่าทีว่าจะขอขมาเสียที่ไหน พอข้าไปถึง พวกเขาก็คิดจะฆ่าข้า หาว่าจะปราบมารร้ายให้สิ้นซาก" ฉีหยวนถอนหายใจยาว

"ช่างสมกับเป็นวิธีการของวังแสงสว่างจริงๆ" จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันว่า

"วังแสงสว่างสายตาสั้นสิ้นดี แม้แต่ค่าชดเชยก็ยังไม่อยากจะจ่าย" เซียนจุนอันธพาลเสริม

"ใช่แล้ว ข้าขอแค่สิบล้านล้านหินวิญญาณเอง พวกเขาก็ไม่ยอมจ่าย ข้าเลยต้องส่งพวกเขาสู่สุขคติ ให้ไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว" ฉีหยวนเล่า

" ... สิบล้านล้าน?" เซียนจุนอันธพาลสูดลมหายใจเฮือกใหญ่

นี่ท่านคิดจะประนีประนอมจริงๆ หรือ

จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันถามต่อด้วยความสงสัย "เจ้าฆ่าพวกเขาทิ้งหมดเลยหรือ เทียนจุนต้นกำเนิด เจ้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตแก่นปราณไม่ใช่หรือ วังแสงสว่างน่าจะส่งยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะไปนะ"

"ยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะของวังแสงสว่างอ่อนแอเกินไป ข้ายังไม่ทันได้ใช้พลังของเม็ดแก่นปราณเลย ใช้แค่พลังระดับขอบเขตสร้างรากฐาน พวกเขาก็ตายเรียบแล้ว น่าเบื่อชะมัด"

"จริงหรือหลอกเนี่ย"

"น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว"

"หึ พวกเจ้ากล้าสงสัยเทียนจุนต้นกำเนิดงั้นหรือ" ในเวลานี้สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งก็โผล่มาในกลุ่ม

"การนัดพบระหว่างวังแสงสว่างกับเทพกระบี่โลหิตในครั้งนี้ มีสหายของข้าคนหนึ่งไปกู้เงินกู้นอกระบบจากวังแสงสว่างมาหลายล้านหินวิญญาณ เพราะกลัวว่าเทียนจุนต้นกำเนิดจะจัดการวังแสงสว่างไม่ได้

การนัดพบครั้งนี้ นางเลยจงใจส่งศิษย์ไปที่ท่าข้ามหลิงเฟิงเพื่อรอดูหน้าเทพกระบี่โลหิต

แต่รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น เทพกระบี่โลหิต ... ไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะ แต่เป็นขอบเขตตำหนักม่วง!

แถมยังไม่ใช่ขอบเขตตำหนักม่วงธรรมดาด้วยนะ!"

เงียบ ทุกคนในกลุ่มตกอยู่ในความเงียบงัน

เด็กรับใช้หน้าเตาหลอมโอสถเบิกตากว้างเมื่อเห็นข้อความในกลุ่ม

เทียนจุนต้นกำเนิดคือยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงงั้นหรือ

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจของเด็กรับใช้ก็สับสนวุ่นวายไปหมด

บ้าจริง นี่ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงมาเล่นขายของกับเขาในกลุ่มเนี่ยนะ

โฮฮฮ มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นมือใหม่ในวงการผู้บำเพ็ญเพียรจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันมองปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากตระกูลที่ไม่ธรรมดา

สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งก็ดูออกเลยว่าเป็นระดับปรมาจารย์ตัวจริง

เขาอุตส่าห์คิดว่ายังมีเทียนจุนต้นกำเนิดที่พอจะกอดคอร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาได้

ที่ไหนได้ แกล้งทำตัวเป็นมือใหม่หรอกหรือ

"นึกไม่ถึงเลยนะว่า เทียนจุนต้นกำเนิดจะเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วง" จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันเองก็ตกใจไม่น้อย

"ไม่ใช่ขอบเขตตำหนักม่วงเสียหน่อย ข้าเพิ่งจะบรรลุขอบเขตแก่นปราณเองนะ" ฉีหยวนไม่ชอบโกหก เขามักจะพูดความจริงเสมอ

"ข้าก็นึกว่าเทียนจุนต้นกำเนิดเป็นแค่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ ที่แท้ก็เป็นถึงระดับปรมาจารย์ คราวก่อนที่บอกให้เจ้าไปร่วมงานประลองอัจฉริยะ คงปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเลยสินะ" สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งกล่าว

หากเข้าร่วมงานประลองอัจฉริยะและคว้าอันดับดีๆ มาได้ ก็จะสามารถเดินทางไปยังโลกใบใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในโลกชางหลานได้

เดิมทีนางคิดว่าเทียนจุนต้นกำเนิดเป็นเพียงอัจฉริยะรุ่นเยาว์ นางจึงนำโอกาสดีๆ เช่นนี้มาบอกเทียนจุนต้นกำเนิด

"ข้าไม่ใช่ปรมาจารย์ ข้าเป็นแค่มือใหม่ เพิ่งจะสร้างเม็ดแก่นปราณได้เอง

ถึงเม็ดแก่นปราณของข้าจะใหญ่ไปสักหน่อย ถึงเม็ดแก่นปราณของข้าจะวิ่งหนีไปแล้ว แต่ข้าก็เป็นเจินเหรินขอบเขตแก่นปราณตัวจริงเสียงจริงนะ" ฉีหยวนกล่าวถ่อมตัว "ข้าประกาศสงครามกับวังแสงสว่างแล้ว ทุกท่านโปรดรอฟังข่าวดีของข้าได้เลย"

"เทียนจุนต้นกำเนิด การจะล้มล้างวังแสงสว่างนั้นยากเอาการอยู่ ต้องการความช่วยเหลือบ้างหรือไม่ สหายของข้าพวกนั้นเป็นพวกหน้าเงิน กู้เงินจากวังแสงสว่างมาแล้วไม่อยากจะคืน สนใจร่วมมือกันกวาดล้างวังแสงสว่างให้สิ้นซากเลยดีไหม"

คนตายไปแล้ว หนี้ก็เป็นอันสูญ

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีหยวนก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ "ขอบคุณพี่สาวห้าวภูเขาน้ำแข็ง กวาดล้างวังแสงสว่าง ข้าเพียงคนเดียวก็เกินพอแล้ว!"

เขามีอาการกลัวการเข้าสังคม ไม่อยากจะไปจัดปาร์ตี้ร่วมกับสาว "แก่" พวกนั้นหรอก เขารับมือไม่ไหวแน่ๆ

ขืนพวกนางใช้งารมารยาหญิงหลอกล่อให้เขายกเคล็ดวิชาของวังแสงสว่างให้ เขาจะทนทานไหวหรือ

เขาเดาว่า สมองของเขาคงไม่ยอม แต่เจ้าน้องชายตัวดีคงยอมศิโรราบเป็นแน่

ฉีหยวนพูดจบก็ออกจากกลุ่มสนทนาไป

และในเวลานั้น ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งหนึ่ง สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งถือจอกสุรา กรอกสุรารสเลิศเข้าปากรวดเดียว

"น่าเสียดายจริงๆ ทำไมหลิงเอ๋อร์ถึงไม่ใช่คนของแดนตะวันออกกันนะ

ถ้านางเข้าร่วมทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออก นางย่อมต้องติดหนึ่งในสิบอันดับแรกเป็นแน่ บางที ... นางอาจจะได้เข้าไปในทวีปเฝ้าจันทราก็ได้

ครอบครัวใหญ่ของข้า ก็จะได้มีที่พึ่งพิงเพิ่มขึ้นอีกแห่ง"

สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งรู้สึกจนใจ

บัดนี้ เหตุการณ์สำคัญกำลังจะอุบัติขึ้น

แม้วังแสงสว่างก็ยังอดไม่ได้ที่จะเริ่มวางหมากเอาไว้ล่วงหน้า

แน่นอนว่านางก็ต้องเตรียมรับมือกับอนาคตด้วยเช่นกัน

...

บนยอดเขาเจ็ดสี ฉีหยวนอ่านเคล็ดวิชาทั้งหมดจนจบ

เขาถอนหายใจด้วยความผิดหวัง "ทารกเทวะพวกนี้ ไม่คู่ควรที่จะเป็นแสงจันทร์ขาวสว่างของข้าเลยสักนิด!"

ฉีหยวนค้นพบเคล็ดวิชาระดับหยกกว่ายี่สิบวิชาและเคล็ดวิชาระดับเสวียนอีกสามวิชาจากผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตทารกเทวะเหล่านี้

สำหรับฉีหยวนในตอนที่ยังอยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน มันคงมีประโยชน์มากทีเดียว

แต่ตอนนี้เขาเป็นเจินเหรินขอบเขตแก่นปราณแล้ว ได้อยู่บ้านก่ออิฐหลังคากระเบื้องแล้ว เคล็ดวิชาเหล่านี้จึงไม่เข้าตาเขาอีกต่อไป

"เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ เมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น วิสัยทัศน์ของคนเราก็จะกว้างไกลขึ้นตามไปด้วย

ตอนอยู่บ้านนอก แม่ม่ายหวังข้างบ้าน หรือน้องชุ่ยดาวหมู่บ้านก็เป็นแสงจันทร์ขาวสว่างได้

แต่พอเข้ามาในเมือง อย่างน้อยก็ต้องเป็นสาวน้อยวัยใสสวมชุดนักเรียนถึงจะเป็นแสงจันทร์ขาวสว่างได้"

บัดนี้ รสนิยมของฉีหยวนสูงขึ้นแล้ว ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงของวังแสงสว่างเท่านั้นถึงจะคู่ควรเป็นแสงจันทร์ขาวสว่างของเขา

"ศิษย์พี่ใหญ่ พี่สาวข้ามาแล้วนะ" เสียงร้องด้วยความดีใจดังแว่วมา

ฉีหยวนเดินออกมาอย่างเกียจคร้าน ก็พบหญิงสาวสองคนที่มีรูปร่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงยืนอยู่หน้าลานบ้าน

คนหนึ่งผอมบางเป็นไม้เสียบผี ราบเรียบไร้ส่วนเว้าส่วนโค้ง

ส่วนอีกคนกลับมีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน อวบอิ่มชวนมอง

"นางคือพี่สาวเจ้าหรือ" ฉีหยวนรู้สึกเหลือเชื่อจริงๆ

หญิงสาวที่อยู่ข้างกายเจียงหลิงซู่ ก็คือหญิงสาวบนเรือลำน้อยที่เขาได้เห็นหน้าเมื่อคืนนี้นี่เอง

ความแตกต่างของสองคนนี้มันช่างห่างไกลกันลิบลับเกินไปแล้วกระมัง

"นี่คือพี่ย่าของข้า เจียงย่า อันดับสิบห้าในทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออก เจินเหรินขอบเขตแก่นปราณ!" เจียงหลิงซู่กอดแขนเจียงย่า ท่าทางตื่นเต้นดีใจ "พี่ย่า นี่คือศิษย์พี่ใหญ่ของข้า แซ่ฉี นามว่าหยวน ถึงหน้าตาเขาจะดูไม่เอาถ่าน แต่จริงๆ แล้วเขา ... เป็นคนดีมากๆ เลยนะ แถมพรสวรรค์ก็ยอดเยี่ยม สามารถขึ้นไปอยู่บนทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออกได้สบายๆ!"

เจียงย่าเพิ่งจะสำรวจฉีหยวนอย่างจริงจัง แววตาของนางฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย "ขอบคุณสหายเต๋าที่คอยดูแลน้องสาวข้าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา"

"ไม่หรอก ศิษย์น้องต่างหากที่คอยดูแลข้ามาตลอด" ฉีหยวนตอบตามความจริง

เขาได้รับเคล็ดวิชาและหินวิญญาณจากศิษย์น้องมามากมายก่ายกอง

ทุกคืน มีดยังต้องไปคุ้ยหาหินวิญญาณที่กองขยะหน้าบ้านศิษย์น้องอีกด้วย

เขาติดค้างศิษย์น้องมากเหลือเกิน!

เจียงย่ามองฉีหยวน ก่อนจะเข้าประเด็นและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "บัดนี้วังแสงสว่างได้เปิดศึกเลือดร้อยแคว้นขึ้น แคว้นซาง ... จะต้องตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งเป็นแน่"

เมื่อเจียงหลิงซู่ได้ยินดังนั้น คิ้วของนางก็ขมวดมุ่น

นางรู้ดีว่าพี่สาวมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด

"ตอนที่หลิงซู่จากมาโดยไม่บอกกล่าว ผู้คนในตระกูลต่างไม่พอใจอย่างมาก แต่ข้าก็กดดันพวกเขาเอาไว้ได้

ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของหลิงซู่มาโดยตลอด

ทว่าบัดนี้ศึกเลือดร้อยแคว้นเปิดฉากขึ้น แคว้นซางตกเป็นฝ่ายมาร

ขืนนางยังอยู่ที่นี่ต่อไป คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก" เจียงย่ากล่าวช้าๆ

เจียงหลิงซู่แอบชำเลืองมองฉีหยวนด้วยสายตาเวทนา

"วางใจเถอะ ข้าจะคอยปกป้องศิษย์น้องเอง!" ฉีหยวนตอบด้วยความมั่นใจ

ศิษย์น้องให้เขามามากเหลือเกิน

เขาเคยลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะคอยปกป้องศิษย์น้อง

แถมยังคิดด้วยซ้ำว่า หากบรรลุถึงขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเมื่อใด จะไปจับยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงที่มีรากวิญญาณสวรรค์ธาตุน้ำมาช่วยรักษาสายตาสั้นให้ศิษย์น้อง เพื่อเป็นการตอบแทนความใจป้ำของนาง

เมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกมาจากปากศิษย์พี่ใหญ่ หัวใจของเจียงหลิงซู่ก็รู้สึกอบอุ่น

ศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ถึงจะดูพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่เขาก็เป็นคนดีมากๆ แถมยังหล่อเหลาอีกด้วย

เจียงย่ายิ้มรับ "สหายเต๋าฉีหยวน อย่าเพิ่งปฏิเสธเลย

ข้าเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นที่จะปกป้องหลิงซู่ด้วยชีวิตของเจ้า และไม่สงสัยในตัวตนของเจ้าเลยแม้แต่น้อย สายตาในการมองคนของหลิงซู่แม่นยำกว่าพี่สาวอย่างข้าเสมอ"

ฉีหยวนฟังคำพูดของเจียงย่าแล้วก็รู้สึกงุนงง

ดูเหมือนเขาจะไม่ได้มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องด้วยชีวิตขนาดนั้นเสียหน่อย

เจียงย่ากล่าวต่อ "ศึกเลือดร้อยแคว้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ข้าขอเสนอให้พวกเจ้าถอนตัวออกจากยอดเขาเจ็ดสี

แม้กระทั่งสำนักแสงเทวะเองก็สามารถถอนตัวออกไปได้ ข้าจะใช้ชื่อหอคอยทะยานฟ้าออกหน้าให้ วังแสงสว่างไม่มีทางกล้าขัดขวางพวกเจ้าแน่"

ข้อเสนอของนางถือเป็นการประนีประนอมอย่างถึงที่สุดแล้ว

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นางเห็นแก่เจียงหลิงซู่เป็นอย่างมาก

เพราะโดยปกติแล้ว นางจะไม่ใช้วิธีลากตัวเจียงหลิงซู่กลับไปอย่างดื้อดึงหรอกหรือ

แล้วลูกศิษย์ในสำนักระดับล่างอย่างเขา จะกล้ามีความเห็นเป็นอื่นได้อย่างไร

ฉีหยวนเงยหน้าขึ้นมองจุดสูงสุดของยอดเขาเจ็ดสี ก่อนจะหันมามองบ้านก่ออิฐหลังคากระเบื้องหลังใหม่ของตนเอง "ยอดเขาเจ็ดสีย้ายไปไหนไม่ได้หรอก"

ความแน่วแน่ในน้ำเสียงของเขาทำให้เจียงย่าประหลาดใจไม่น้อย

"อีกอย่าง วังแสงสว่างก็ใกล้จะถูกกวาดล้างแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก" แผนการ 'กวาดล้างวังแสงสว่างภายในร้อยวัน' ของฉีหยวนกำลังคืบหน้าไปอย่างมั่นคง ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจยิ่ง

เจียงย่ามีสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะดูเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง "ที่แท้ดินแดนร้อยแคว้นของพวกเจ้าก็ฝากความหวังเอาไว้กับเทพกระบี่โลหิตนี่เอง"

"เทพกระบี่โลหิตหรือ" เจียงหลิงซู่มีสีหน้างุนงง

เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเทพกระบี่โลหิตด้วยล่ะ

"พูดตามตรง การที่ดินแดนร้อยแคว้นสามารถให้กำเนิดยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ

น่าเสียดาย ต่อให้เขาจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงขั้นปลาย หรือแม้แต่ขอบเขตตำหนักม่วงขั้นสมบูรณ์ ก็ไม่สามารถสั่นคลอนแผนการศึกเลือดร้อยแคว้นของวังแสงสว่างได้เลย" เจียงย่ากล่าวตามความจริง

การถือกำเนิดขึ้นของยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงในดินแดนร้อยแคว้นย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

นั่นหมายความว่าดินแดนร้อยแคว้นมียอดฝีมือเป็นของตัวเองแล้ว

ดินแดนร้อยแคว้นจะมีฐานอำนาจเป็นของตัวเอง

ทว่าการปรากฏตัวของยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงในยามศึกเลือดร้อยแคว้น กลับถือเป็นคราวซวยของเขา

ศึกเลือดร้อยแคว้นเป็นเรื่องของความเป็นความตายของวังแสงสว่าง วังแสงสว่างไม่มีทางยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

วังแสงสว่างมียอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงถึงหลายสิบคน แถมยังมีมงกุฎมังกรสะท้านจักรพรรดิที่เป็นอาวุธวิเศษระดับวิญญาณหยินอีกด้วย

ตราบใดที่วิญญาณหยินไม่ออกโรง ก็ไม่มีใครสามารถต่อกรกับวังแสงสว่างได้

ส่วนเจียงหลิงซู่ที่อยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้างุนงง "ขอบเขตตำหนักม่วงอะไรกัน"

นางไม่เข้าใจ นางไม่รู้เรื่องอะไรเลย

"เมื่อวานนี้ วังแสงสว่างนัดพบกับเทพกระบี่โลหิตที่ท่าข้ามหลิงเฟิง และเกิดการปะทะกันขึ้น

เทพกระบี่โลหิตใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้สังหารยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะของวังแสงสว่างจนหมดสิ้น

ก่อนจากไป เทพกระบี่โลหิตยังประกาศกร้าว ขอเปิดสงครามกับวังแสงสว่างอย่างเป็นทางการ

เฮ้อ เทพกระบี่โลหิตผู้นี้กล้าหาญชาญชัย ท้าทายวังแสงสว่างที่มีรากฐานยาวนานนับหมื่นปีเพียงลำพัง ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก" เจียงย่ากล่าวอย่างช้าๆ ก่อนจะเสริมอีกประโยคว่า "แต่ต่อให้กล้าหาญปานใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดจบได้"

ในเวลานี้ เจียงหลิงซู่ยกมือขึ้นปิดปาก ลอบมองฉีหยวนอย่างเงียบๆ

เทพกระบี่โลหิตคือยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงหรือ

แถมยังสังหารยอดฝีมือขอบเขตทารกเทวะไปตั้งหลายคน

เทพกระบี่โลหิต ...

ในหัวของนางมีความคิดมากมายตีกันยุ่งเหยิงไปหมด อยากจะถามศิษย์พี่ใหญ่ใจจะขาด

แต่ทว่ามีบุคคลภายนอกอย่างพี่ย่าอยู่ด้วย นางจึงไม่สะดวกใจที่จะถาม

ความจริงแล้วฉีหยวนอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า "พี่สาว ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วง ข้าเป็นแค่มือใหม่ขอบเขตแก่นปราณเท่านั้น!"

แต่ทว่า ... ความลับนี้จะเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด!

เขาจึงได้แต่เงียบเอาไว้

เจียงย่าเอ่ยขึ้น "ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคงจะยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ในทันที

รอให้ผลการต่อสู้ระหว่างเทพกระบี่โลหิตกับวังแสงสว่างออกมาก่อน แล้วข้าจะมาเกลี้ยกล่อมพวกเจ้าอีกครั้ง"

เจียงย่ากล่าวพลางบอกลาฉีหยวน

นางและเจียงหลิงซู่เดินเข้าไปในกระท่อมไม้

สำหรับกระท่อมไม้อันซอมซ่อนี้ เจียงย่าเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

นางนั่งลงในกระท่อม มองเจียงหลิงซู่ที่กำลังเหม่อลอย แววตาของนางฉายแววขบขัน "ไม่ต้อนรับข้าหรือ"

"เปล่า ... " ตอนนี้ในใจของเจียงหลิงซู่มีแต่เรื่องของเทพกระบี่โลหิตเต็มไปหมด

"เคล็ดวิชาบางส่วนที่เจ้าส่งมาให้คราวก่อน ข้าลองดูแล้วนะ" เจียงย่าพูดขึ้น "เคล็ดวิชาพวกนั้นถูกดัดแปลงจน ... เละเทะไปหมดเลย"

"หา" เจียงหลิงซู่ใจเต้นระทึก "ถ้าฝึกไปแล้วจะเป็นอันตรายไหม"

เหมือนนั่นจะเป็นเคล็ดวิชาที่ศิษย์พี่ใหญ่นำมาดัดแปลงเพื่อฝึกฝนเองนี่นา

"ในทางทฤษฎีแล้ว หากฝึกฝนไปจะทำให้ ... สติฟั่นเฟือน ความจำเสื่อม หรือถึงขั้นลืมเลือนตัวตนของตัวเองไปเลย"

"อะไรนะ ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ" เจียงหลิงซู่ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

ศิษย์พี่ใหญ่คงไม่ได้ฝึกเคล็ดวิชาพวกนี้ไปแล้วใช่ไหม

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจียงหลิงซู่ เจียงย่าก็หัวเราะออกมา "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าหรอก

เคล็ดวิชาที่บกพร่องพวกนั้นมีอยู่แค่ในทฤษฎีเท่านั้นแหละ ในความเป็นจริงแล้ว ไม่สามารถฝึกฝนได้เลยด้วยซ้ำ แค่จะเริ่มต้นฝึกก็ทำไม่ได้แล้ว"

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหลิงซู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ศิษย์พี่ใหญ่ฝึกไม่ได้ก็ดีแล้ว

"การมาเยือนของข้าในครั้งนี้ ข้าคงอยู่ได้ไม่กี่วัน และคงต้องรีบกลับ

งานประลองอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออกถูกเลื่อนให้จัดเร็วขึ้น ข้าจะต้องไปเข้าร่วม

รองานประลองอัจฉริยะเสร็จสิ้นเมื่อใด ข้าจะมารับเจ้ากลับบ้านนะ" เจียงย่ากล่าว

งานประลองอัจฉริยะในครั้งนี้มีความสำคัญมาก

แม้ท่านอาจารย์จะไม่ได้บอกออกมาตรงๆ แต่เจียงย่าก็สัมผัสได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 140 - ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงเพียงคนเดียวจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างไร

คัดลอกลิงก์แล้ว