- หน้าแรก
- ลงชื่อเข้าใช้หนึ่งล้านปี ออกมาอีกทีพี่คือพระเจ้า
- บทที่ 250: การหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่
บทที่ 250: การหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่
บทที่ 250: การหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่
บทที่ 250: การหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่
ซูเฉินหรี่ตามองไปยังชายชรา
เมื่อเหยียนหว่านหว่านเห็นท่าทางของเขา นางก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านพี่ ท่านรู้จักเขาหรือเจ้าคะ"
นางแทบไม่เคยเห็นซูเฉินให้ความสนใจกับเรื่องพรรค์นี้ จึงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ซูเฉินส่ายหน้า "ไม่รู้จักหรอก แต่เดี๋ยวก็จะได้รู้จักแล้วล่ะ"
พูดจบ เขาก็เดินตรงเข้าไปหาทันที
"คุณชายท่านนี้ ท่านต้องการจะลองดูงั้นหรือ" เมื่อเห็นซูเฉินเดินเข้ามา ชายหนุ่มก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ซูเฉินไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับหันไปมองชายชราผมขาวและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านผู้เฒ่า คนเหล่านี้คือศิษย์ของท่านงั้นหรือ"
ชายชราลืมตาขึ้น เขาปรายตามองซูเฉิน ก่อนจะส่ายหน้าและกล่าวว่า "มิกล้ารับคำเรียกขานว่าท่านผู้เฒ่าจากคุณชายหรอก คนเหล่านี้ก็เป็นแค่เด็กรับใช้ถือกระบี่ของข้าเท่านั้น ให้อยู่ข้างกายเพื่อคอยแบกกระบี่ให้ข้าก็เท่านั้นเอง"
ซูเฉินพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้มลงมองกระบี่หยกขนาดเล็กทั้งสี่เล่มเบื้องล่าง
ในตอนนั้นเอง คนรอบข้างก็ส่งเสียงเตือนขึ้นมา
"คุณชายท่านนี้ กระบี่หยกนั่นไม่ได้หยั่งรู้กันได้ง่ายๆ หรอกนะ เมื่อหลายวันก่อนนายน้อยแห่งจวนเจ้าเมืองก็เพิ่งจะเดินคอตกกลับไป"
"นายน้อยเจ้าเมืองเป็นถึงศิษย์ส่ายในของสำนักสวินเทียน มีพรสวรรค์และสติปัญญาเป็นเลิศ ขนาดเขายังหยั่งรู้ไม่ได้ คนอื่นก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปลองให้เสียเวลาหรอก"
"กลิ่นอายอ่อนแอขนาดนี้ คาดว่าคงเป็นแค่มดปลวกที่ยังไม่บรรลุแม้กระทั่งระดับเซียนปฐพีด้วยซ้ำ ยังจะกล้าเสนอหน้าไปทำเรื่องขายขี้หน้าอีก ช่างน่าขันเสียจริง"
ท่ามกลางฝูงชน มีทั้งคนที่เอ่ยปากเตือนให้ซูเฉินยอมแพ้ และมีทั้งคนที่พูดจาถากถางเยาะเย้ยว่าเขาไม่เจียมตัว
คนเหล่านี้ถือกระบี่หยกเดินทางมานั่งอยู่ที่เมืองเฟิงอวี่ตั้งนาน อัจฉริยะผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศในเมืองต่างก็พากันมาทดสอบกันจนหมดแล้ว
แต่ผลลัพธ์คือล้มเหลวไม่เป็นท่ากันทุกคน
ดังนั้นเมื่อเห็นซูเฉินทำตัวไม่เจียมน้ำเจียมกะลาหัวก้าวออกไปทดสอบ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ไม่มีใครเชื่อเลยว่าซูเฉินจะสามารถหยั่งรู้ได้
แม้แต่ชายชราผมขาวก็ยังเอ่ยปากเตือนว่า
"คุณชาย ภายในกระบี่หยกนั้นบรรจุเจตจำนงกระบี่เอาไว้ หากความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ เกรงว่ามันอาจจะทำร้ายท่านได้ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีผู้ฝึกตนระดับเซียนสวรรค์ได้รับบาดเจ็บไปคนหนึ่ง"
การหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ย่อมต้องสัมผัสกับมันโดยตรง หากไม่อาจทนรับแม้กระทั่งเจตจำนงกระบี่พื้นฐานได้ ก็ย่อมไม่มีทางหยั่งรู้ได้อย่างแน่นอน
หากพลั้งพลาดขึ้นมา เจตจำนงกระบี่นี้สามารถทำร้ายได้แม้กระทั่งยอดฝีมือระดับเซียนสวรรค์ นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันทรงพลังมากเพียงใด
กลิ่นอายบนตัวของซูเฉินนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเลย เทียบกับผู้ฝึกตนระดับเซียนปฐพีหลายๆ คนยังไม่ได้ด้วยซ้ำ การที่เขาคิดจะหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่เหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการฝันกลางวัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ชายชราก็ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ เดินทางมาอยู่ที่เมืองเฟิงอวี่ตั้งหลายวัน แต่กลับไม่มีใครสามารถหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ภายในนั้นได้เลย ดูเหมือนว่าเมืองเฟิงอวี่แห่งนี้คงไม่มีใครทำได้แล้วล่ะ
"ท่านอาจารย์ ดูเหมือนว่าคนที่ท่านกำลังตามหา คงไม่ได้อยู่ในแดนชางหลานกระมัง"
เมื่อเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น สีหน้าของซูเฉินก็ยังคงเรียบเฉย เขายื่นมือออกไปหยิบกระบี่หยกสีขาวที่มีระดับต่ำที่สุดขึ้นมา ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะลงมือนั้นเอง
ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากทางด้านไม่ไกลนัก
"ศิษย์พี่เหอ ตรงนั้นแหละขอรับ"
เห็นเพียงคนสี่คนกำลังเดินตรงมาทางนี้ พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าดูดี กลิ่นอายบนตัวแข็งแกร่ง โดยเฉพาะชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีพลังถึงระดับเซียนแท้ขั้นต้น
ดูจากอายุของเขาแล้วน่าจะยังไม่ถึงหนึ่งหมื่นปี การสามารถบำเพ็ญเพียรจนบรรลุระดับนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องเป็นถึงศิษย์สืบทอดของสำนักสวินเทียน
ส่วนคนที่พูดขึ้นเมื่อครู่นี้ เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและมีท่าทางองอาจ
เมื่อผู้คนรอบข้างเห็นพวกเขากำลังเดินเข้ามา ก็รีบหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว ไม่กล้าขวางทางแม้แต่น้อย
"นั่นนายน้อยเจ้าเมืองไม่ใช่หรือ คนที่เขายอมเรียกว่าศิษย์พี่เหอ หรือว่าจะเป็นศิษย์สืบทอดของสำนักสวินเทียน"
"แม่เจ้า นั่นมันเหอว่านหลิงนี่นา คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะสนใจเรื่องแบบนี้ด้วย ต้องรู้ไว้นะว่าพรสวรรค์ของเขาติดอยู่ในสามสิบอันดับแรกของบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์แห่งสำนักสวินเทียนเชียวนะ"
"หากอัจฉริยะระดับนี้ลงมือ เกรงว่าคงหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่นั่นได้อย่างง่ายดายกระมัง"
เมื่อเห็นคนทั้งสี่เดินเข้ามา ผู้คนรอบข้างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ต่างก็เชื่อมั่นว่าหากเหอว่านหลิงลงมือ กระบี่หยกจะต้องถูกหยั่งรู้ได้อย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้นะว่านี่คือเหอว่านหลิง ศิษย์สืบทอดของสำนักสวินเทียน แม้แต่นายน้อยแห่งเมืองเฟิงอวี่ยังต้องดูหมองลงไปถนัดตาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
ซูเฉินไม่ได้รีบร้อน เขาขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ยืนดูอีกฝ่ายแสดงฝีมือไปก่อนอย่างเงียบๆ
หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกฝ่ายไม่มีทางหยั่งรู้ได้อย่างแน่นอน
เหอว่านหลิงปรายตามองชายชราผมขาวแวบหนึ่ง แววตาของเขาฉายแววเคร่งเครียดวูบหนึ่ง เขาไม่สามารถมองทะลุระดับพลังของอีกฝ่ายได้เลย
แม้เขาจะเป็นถึงศิษย์สืบทอดของสำนักสวินเทียน แต่เขากลับเป็นคนมีอัธยาศัยดี ไม่ได้มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองเหมือนพวกคุณชายเสเพลทั่วไป
"สหายท่านนี้ ข้าขอประลองดูสักคราได้หรือไม่"
เหอว่านหลิงหันไปเอ่ยกับชายหนุ่มที่กำลังยืนร้องตะโกนเรียกแขก
ชายหนุ่มรีบผายมือเชิญทันที "เชิญเลยขอรับคุณชาย"
จุดประสงค์ที่พวกเขานำกระบี่หยกทั้งสี่เล่มนี้มาตั้งไว้ ก็เพื่อตามหาคนที่สามารถหยั่งรู้เจตจำนงกระบี่ภายในนั้นได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางปฏิเสธคำขอของผู้ใด ต่อให้จะเป็นคนที่มีพลังอ่อนด้อยอย่างซูเฉินก็ตาม
เหอว่านหลิงพยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะยื่นมือออกไปคว้ากระบี่หยกสีขาว
ในพริบตานั้น จิตใจของเขาก็สั่นสะท้าน สติสัมปชัญญะทั้งหมดจมดิ่งลงไปในกระบี่หยกเล่มนั้น
รอบกายของเขาเต็มไปด้วยปราณกระบี่ที่พุ่งทะยานเต็มฟากฟ้า ดุดันและรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
"นี่มัน..."
แววตาของเหอว่านหลิงหดเกร็ง เขาสัมผัสได้ว่าปราณกระบี่เหล่านี้ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก ผู้ฝึกตนระดับเซียนปฐพีแค่ระมัดระวังตัวสักหน่อยก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแล้ว
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ปราณกระบี่เหล่านี้พัวพันกันยุ่งเหยิง ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ก่อนที่จะเริ่มการหยั่งรู้ จำเป็นต้องจัดระเบียบปราณกระบี่อันยุ่งเหยิงเหล่านี้ให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การหยั่งรู้ปราณกระบี่ ก็คือการจัดระเบียบพวกมันนั่นเอง
เมื่อจัดระเบียบปราณกระบี่ได้แล้ว ก็จะสามารถเข้าใจถึงแก่นแท้ของเพลงกระบี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
"ก็แค่ปราณกระบี่กระจอกๆ วิถีกระบี่ของข้า ต่อให้เอาไปเทียบกับบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักสวินเทียน อย่างน้อยๆ ก็ติดหนึ่งในสาม การจะจัดระเบียบปราณกระบี่แค่นี้มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก"
เจตจำนงกระบี่ที่อยู่ภายในกระบี่หยกสีขาวเล่มนี้ มีระดับพลังเทียบเท่ากับระดับเซียนปฐพีเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเซียนปฐพี ขอเพียงแค่มีความเข้าใจในวิถีกระบี่อย่างลึกซึ้ง ก็สามารถจัดระเบียบเจตจำนงกระบี่นี้ได้ เรื่องอื่นๆ เขาอาจจะไม่กล้าพูดเต็มปาก แต่สำหรับเรื่องวิถีกระบี่แล้ว เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เหอว่านหลิงเริ่มลงมือจัดการทันที ในช่วงแรกเขาสามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเมื่อจัดระเบียบปราณกระบี่ไปได้ครึ่งหนึ่ง ระดับความยากก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของเขา
แม้ปราณกระบี่จะไม่ได้แข็งแกร่ง แต่มันกลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก หลายๆ จุดเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
"ซี๊ด!"
เหอว่านหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของผู้ที่เป็นเจ้าของเจตจำนงกระบี่นี้ เผลอๆ อาจจะไม่ด้อยไปกว่าท่านอาจารย์ของเขาเลยด้วยซ้ำ
ในที่สุด เมื่อจัดระเบียบเจตจำนงกระบี่ไปได้ประมาณแปดส่วน จู่ๆ เหอว่านหลิงก็ก้าวพลาด เจตจำนงกระบี่กลับมาบ้าคลั่งและยุ่งเหยิงไร้ระเบียบอีกครั้ง
"ปัง!"
ร่างของเหอว่านหลิงผงะถอยหลัง กระบี่หยกร่วงหล่นลงบนโต๊ะ หยดเลือดสีแดงสดหยดลงมาจากฝ่ามือของเขา
"อึก!"
เมื่อเห็นฉากนี้ เหอว่านหลิงก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
เจตจำนงกระบี่นี้อยู่ในระดับเซียนปฐพีเท่านั้น แต่มันกลับสามารถทำร้ายร่างกายระดับเซียนแท้ของเขาได้ แม้จะเป็นเพียงแค่รอยขีดข่วนจนเลือดออกซิบๆ แต่มันก็น่าสะพรึงกลัวมากแล้ว
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม้แต่ผู้คนรอบข้างก็ยังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"ไม่จริงน่า ขนาดเหอว่านหลิงยังหยั่งรู้ไม่ได้เลยงั้นหรือ"
"กระบี่หยกสีขาวยังน่ากลัวขนาดนี้ แล้วกระบี่หยกอีกสามเล่มที่เหลือจะวิปริตขนาดไหนเนี่ย ต้องเป็นอัจฉริยะวิถีกระบี่ระดับสัตว์ประหลาดเท่านั้นถึงจะหยั่งรู้ได้กระมัง"
"ข้าไม่เชื่อ เหอว่านหลิงเป็นถึงอัจฉริยะวิถีกระบี่ เขาจะหยั่งรู้ไม่ได้ได้อย่างไร"
[จบแล้ว]