เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 230 คนตระกูลซูคนแรก การพบพานในดินแดนเซียน

บทที่ 230 คนตระกูลซูคนแรก การพบพานในดินแดนเซียน

บทที่ 230 คนตระกูลซูคนแรก การพบพานในดินแดนเซียน


บทที่ 230 คนตระกูลซูคนแรก การพบพานในดินแดนเซียน

ทุกคนพากันมองไป เห็นเพียงชายหนุ่มรูปงามผู้มีบุคลิกสง่าผ่าเผยยืนเอามือไพล่หลัง แม้ทั่วร่างจะไม่ได้แผ่กลิ่นอายใดๆ ออกมา ทว่ากลับทำให้ทุกคนในที่นั้นสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจนแทบจะขาดใจ

ราวกับว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นเทพมารที่เดินทางมาจากยุคบรรพกาล

เขาเป็นใครกันแน่!

ในใจของทุกคนต่างมีคำถามนี้ผุดขึ้นมา

ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงอันอ่อนโยนก็ดังขึ้น

"เจ้าคือ...ซูเกิ่งใช่ไหม"

ซูเกิ่งที่นอนหลับตาอยู่บนพื้นชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงนี้...ช่างคุ้นหูเหลือเกิน

หัวใจของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง รีบเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็เห็นร่างอันคุ้นเคยอย่างยิ่งยืนอยู่ตรงนั้น

ในความสลัวราง เขาราวกับได้ย้อนกลับไปยังภูเขาวั่งอวิ๋น ย้อนกลับไปยังโลกสวรรค์เร้นลับอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ซูเกิ่งที่เป็นชายชาตรีร่างกำยำ กลับรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาดื้อๆ

ความรู้สึกนี้ราวกับเขาเป็นเพียงเด็กน้อยที่ออกไปโดนรังแกอยู่ข้างนอก แล้วในที่สุดผู้ปกครองก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อออกหน้าแทนเขา

เมื่อได้เห็นซูเฉิน ซูเกิ่งก็ถึงกับเสียงสั่นสะอื้น เขาเอ่ยถามด้วยความลังเล

"ท่าน...ท่านบรรพชน ใช่ท่านหรือเปล่าขอรับ"

เขากลัวเหลือเกินว่านี่จะเป็นเพียงแค่ความฝัน

ในโลกสวรรค์เร้นลับ จำนวนครั้งที่เขาได้พบกับซูเฉินนั้นมีน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่ได้พบ ซูเฉินมักจะให้ความรู้สึกเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่ใจดี อีกทั้งยังมอบความรู้สึกปลอดภัยและเป็นเสาหลักอันแข็งแกร่งให้กับเขาเสมอมา

ทว่าเมื่อมาถึงดินแดนเซียน ความรู้สึกปลอดภัยและความมั่นใจเหล่านั้นกลับมลายหายไปจนหมดสิ้น

บรรพชนงั้นหรือ!?

คนในลานกว้างต่างพากันตกตะลึง

นี่มันเรื่องอะไรกัน!

เบื้องลึกเบื้องหลังของซูเกิ่ง พวกเขาย่อมรู้ดีกว่าใคร ก็แค่คนที่เหินฟ้าขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง แถมยังไม่มีรากฐานอะไรเลยด้วยซ้ำ

ต่อให้ซูเกิ่งจะมีบรรพชนที่เป็นยอดฝีมือสุดแกร่งอยู่ในโลกเบื้องบนจริงๆ แต่ทำไมบรรพชนผู้นั้นถึงไม่เคยมาตามหาซูเกิ่งเลยล่ะ

แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย ทว่าความหวาดกลัวกลับมีมากกว่า โดยเฉพาะจ้าวอวี่ ตอนนี้หัวใจของเขาสั่นระรัว แทบอยากจะคุกเข่าลงโขกศีรษะขอร้องให้รู้แล้วรู้รอด

แม้กลิ่นอายบนร่างของซูเฉินจะแผ่วเบามาก แต่เขาก็รู้ดีว่า อีกฝ่ายต้องมีพลังไม่ต่ำกว่าระดับเซียนปฐพีอย่างแน่นอน

เซียนสวรรค์เป็นอย่างต่ำ!

ผู้ฝึกตนระดับนี้ ในเมืองจุยเซียนทั้งเมืองไม่มีเลยสักคน

คนที่มีพลังสูงที่สุดในเมืองจุยเซียนก็เป็นเพียงระดับครึ่งก้าวสู่เซียนสวรรค์เท่านั้น

ซูเฉินยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "ไม่ได้เจอกันเสียนาน เจ้าดูน่าเวทนาไม่เบาเลยนะ"

พูดจบ เขาก็สะบัดมือเบาๆ คนอื่นๆ ในลานกว้างพลันสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา รวมไปถึงผู้ฝึกตนระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ผู้นั้นด้วย

สำหรับซูเฉินในตอนนี้ การสังหารพวกเขก็ไม่ต่างอะไรกับการบี้มดปลวก

ซูเฉินชี้ปายนิ้วไปที่ซูเกิ่งอีกครั้ง อาการบาดเจ็บตามร่างกายของเขาก็เริ่มฟื้นฟูอย่างปาฏิหาริย์ เพียงแค่เวลาไม่กี่ลมหายใจ ก็กลับมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์

เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บของตนหายเป็นปลิดทิ้ง ผนวกกับการตกตายของพวกจ้าวอวี่ ในที่สุดซูเกิ่งก็เชื่อสนิทใจว่า คนตรงหน้าก็คือบรรพชนแห่งตระกูลซูของพวกเขา...ซูเฉิน!

"ปัง!"

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ ซูเกิ่งก็คุกเข่าลงตรงหน้าซูเฉินแล้วโขกศีรษะอย่างแรง

"ซูเกิ่ง ขอคารวะท่านบรรพชน!"

ในใจของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง แม้ความแข็งแกร่งของซูเฉินในโลกสวรรค์เร้นลับจะร้ายกาจมาก แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อมาถึงดินแดนเซียนก็ยังคงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

จู่ๆ ซูเกิ่งก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับประมุขตระกูลซูในตอนที่ยังอยู่โลกสวรรค์เร้นลับ

ตอนนั้นเขาสงสัยมากว่าเหตุใดท่านบรรพชนซูเฉินถึงไม่ยอมเหินฟ้าขึ้นสู่สวรรค์ ประมุขตระกูลในตอนนั้นบอกว่า บางทีระดับพลังของท่านบรรพชนอาจจะไร้เทียมทานในดินแดนเซียนแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเหินฟ้าขึ้นมา

ตอนนั้นซูเกิ่งยังรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก

แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เรื่องนี้คงจะเป็นความจริง

ซูเกิ่งตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกปลอดภัยที่เคยมีกลับคืนมา ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น

จากนี้ไป ในที่สุดด้านหลังของเขาก็มีคนคอยหนุนหลังเสียที

หลายปีมานี้เขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหลือเกิน ทำอะไรก็ต้องระแวดระวังไปเสียหมด ตอนนี้เมื่อมีท่านบรรพชนอยู่ เขาก็ไม่ต้องทำตัวต่ำต้อยอีกต่อไปแล้ว

ทว่าซูเฉินกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ลุกขึ้นเถิด เล่าเรื่องที่เจ้าเผชิญในดินแดนเซียน...หืม?"

พูดยังไม่ทันจบ เขาก็หันขวับไปมองทิศทางหนึ่งอย่างกะทันหัน

"ใครหน้าไหนกล้าสังหารคนของตระกูลหลิวข้า รนหาที่ตาย!"

กลิ่นอายของหลิวฮวนประมุขตระกูลหลิวดังก้องไปทั่วเมืองจุยเซียน ร่างของเขาพุ่งตรงมายังตระกูลจ้าวอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้เขาสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของน้องชายตนเองจู่ๆ ก็หายไป

นั่นหมายความว่าน้องชายของเขาตายแล้ว!

บัดซบ!

ตระกูลจ้าวถึงกับมีวิธีการสังหารยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ได้เชียวหรือ

ไอ้พวกสวะ!

"หนวกหู!"

เสียงราบเรียบไร้อารมณ์ดังขึ้น หลิวฮวนยังไม่ทันได้ออกจากตระกูลหลิวอย่างเต็มตัว ก็ถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างกวาดล้างจนตายคาที่ ซ้ำร้ายตระกูลหลิวกว่าครึ่งยังถูกทำลายล้างไปด้วย

อะไรนะ!

ผู้คนนับไม่ถ้วนในเมืองจุยเซียนม่านตาหดเกร็งอย่างรุนแรง เดิมทีพวกเขายังคิดอยู่เลยว่าใครกันช่างกล้าหาเรื่องตระกูลหลิว นี่มันไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ

แต่เพียงชั่วพริบตา หลิวฮวนกลับถูกสังหารไปเสียแล้ว

นี่มันยอดฝีมือระดับไหนกัน!

ผู้คนในเมืองจุยเซียนต่างหายใจหอบถี่ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา พวกเขามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเจ้าของเสียงเมื่อครู่ลงมืออย่างไร

เพียงแค่คิดก็สามารถสังหารหลิวฮวนผู้มีพลังระดับครึ่งก้าวสู่เซียนสวรรค์ได้แล้ว

ต้องมีพลังฝีมือที่น่ากลัวขนาดไหนกัน!

ภายในตระกูลจ้าว

ซูเฉินมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก เขาเกลียดการถูกขัดจังหวะมากที่สุด อาการนี้มันก็เหมือนกับคนหงุดหงิดตอนตื่นนอนนั่นแหละ

วินาทีต่อมา เขาก็สะบัดมือเบาๆ แล้วพาตัวซูเกิ่งหายวับไปจากตระกูลจ้าวทันที

ณ ภัตตาคารที่ตั้งอยู่ในย่านการค้าอันคึกคักของเมืองจุยเซียน

บนชั้นสูงสุด

การตกแต่งภายในหรูหราโอ่อ่า ผู้ที่สามารถเข้ามาใช้จ่ายในสถานที่แห่งนี้ได้ แทบทั้งหมดล้วนเป็นคนจากขุมกำลังชั้นนำของเมืองจุยเซียน

บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส กลิ่นหอมฉุยเตะจมูก

"นั่งลงสิ!"

เมื่อซูเฉินเอ่ยปาก ซูเกิ่งก็ทำความเคารพหนึ่งครั้ง ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงด้านข้างซูเฉินอย่างระมัดระวัง

"เล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เจ้าเข้าสู่ประตูสวรรค์จนถึงตอนนี้ให้ข้าฟังหน่อย เอาแต่เนื้อหาสาระสำคัญก็พอ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเกิ่งก็รีบลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ก็ถูกซูเฉินกดไหล่ให้นั่งลง "นั่งพูดไปเถอะ"

ซูเกิ่งพยักหน้ารับ เขาใช้เวลาเรียบเรียงความคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด

"หลังจากเข้าสู่ประตูสวรรค์มา ช่วงแรกทุกอย่างก็ดูเป็นปกติขอรับ แต่พอใกล้จะเข้าสู่ดินแดนเซียน ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น มันคล้ายกับค่ายกลส่งตัวของโลกสวรรค์เร้นลับทำงานผิดพลาดจนเกิดรอยแยกมิติ"

"โชคดีที่มีของวิเศษที่ท่านบรรพชนเคยมอบให้ ข้าถึงรอดชีวิตมาได้ หากถูกดูดกลืนเข้าไปในนั้นล่ะก็ คงไม่อาจล่วงรู้ชะตากรรมได้เลย"

"แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย แต่โชคดีที่ได้นายท่านผู้เฒ่าตระกูลจ้าว..."

ซูเกิ่งพูดพลางเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเองตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่างละเอียด

ซูเฉินฟังแล้วก็พยักหน้า ดวงตาหรี่แคบลง

เจอเข้ากับสถานการณ์เดียวกันจริงๆ ด้วย

"หลายปีมานี้จำนวนผู้ที่เหินฟ้าขึ้นสู่ดินแดนเซียนน้อยลงบ้างหรือไม่"

เมื่อได้ยินคำถามนี้ ซูเกิ่งก็พยักหน้าตอบ "ไม่ใช่แค่น้อยลงขอรับ แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ แต่ข้าเคยได้ยินมาว่าก่อนหน้าข้าก็มีผู้ฝึกตนเหินฟ้าขึ้นมาอยู่หลายคน ทว่าสถานการณ์ก็ไม่ต่างจากข้าเท่าไหร่นัก พวกเขาทั้งหมดล้วนบาดเจ็บสาหัสหลังจากการเหินฟ้า"

"ข้าเดาว่าพวกเขาน่าจะเป็นผู้อาวุโสของตระกูลซู แต่เนื่องจากข้ามีพลังจำกัด ประกอบกับดินแดนเซียนเต็มไปด้วยอันตราย ข้าจึงไม่กล้าผลีผลามออกตามหาพวกเขารอบทิศ"

ความโหดร้ายและกฎแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็กในดินแดนเซียนนั้น รุนแรงยิ่งกว่าโลกสวรรค์เร้นลับเสียอีก ด้วยพลังระดับเซียนปฐพีของเขา หากไปเจอเข้ากับยอดฝีมือ ก็คงไม่ต่างอะไรกับมดปลวก

ดังนั้นซูเกิ่งจึงทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในเมืองจุยเซียนเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบๆ

ซูเฉินรับฟังแล้วก็เงียบไป ผ่านไปหลายวินาที เขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นว่า

"วางใจเถอะ ในเมื่อข้ามาถึงดินแดนเซียนแล้ว ต่อจากนี้ไป คนของตระกูลซูจะไม่มีวันถูกรังแกอีกเป็นอันขาด"

"ตระกูลซูของข้าจะค่อยๆ เติบโตจากจุดต่ำสุด และก้าวขึ้นเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนเซียน เฉกเช่นเดียวกับที่เคยทำสำเร็จในโลกสวรรค์เร้นลับ จะไม่มีผู้ใดมาหยุดยั้งพวกเราได้"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 230 คนตระกูลซูคนแรก การพบพานในดินแดนเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว