- หน้าแรก
- ระบบวันสิ้นโลกติดบั๊ก ทำข้ากลายเป็นเทพทรูในโลกเซียน
- บทที่ 170 - การแบ่งขุมกำลังในปฐพีอินหมิง
บทที่ 170 - การแบ่งขุมกำลังในปฐพีอินหมิง
บทที่ 170 - การแบ่งขุมกำลังในปฐพีอินหมิง
บทที่ 170 - การแบ่งขุมกำลังในปฐพีอินหมิง
จิตใจของอินอู๋ซวงเองก็เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงเช่นกัน
ที่แท้หากจางหยวนต้องการล่ะก็ นางคงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะดิ้นรนขัดขืนเลยด้วยซ้ำ
นางแอบรู้สึกโชคดีที่จางหยวนยังพอมีหลักการอยู่บ้าง
ไม่อย่างนั้นตอนนี้นางคงกลายสภาพเหมือนผู้บัญชาการเซวี่ยซา ที่กลายเป็นทาสผู้ยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไขไปแล้ว
จางหยวนสั่งให้จักรพรรดิอสูรวานรมารและพวกไปทำความสะอาดพื้นที่ ส่วนเขาก็พาหลินอี้กับชิงมู่จื่อเดินมุ่งหน้าไปยังโถงทางเดินของห้องประชุม
เดินไปได้ครึ่งทาง เขาก็ปรายตามองอินอู๋ซวงแล้วเอ่ยว่า "เจ้าก็มาด้วยกันสิ!"
อินอู๋ซวงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินตามไป
ณ ห้องประชุม
เหล่าบุคคลระดับแกนนำของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทราล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
อินอู๋ซวงได้พบกับเย่ว์ซูอิ่งและเฟิ่งจิ่วหวงอย่างเป็นทางการ
เพียงแค่กวาดตามองแวบเดียว ดวงตาของนางก็ต้องหรี่แคบลง
ผู้หญิงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิกท่าทาง ล้วนสามารถข่มนางได้อยู่หมัด
โดยเฉพาะหลิวรั่วเยียน ยิ่งทำให้นางรู้สึกต้อยต่ำและไม่คู่ควรขึ้นมาเลยทีเดียว
ภายในใจของอินอู๋ซวงเกิดความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมด
"ที่แท้ข้างกายท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์ ก็มีหญิงงามระดับนี้อยู่มากมายก่ายกอง มิน่าล่ะเขาถึงไม่ได้สนใจข้าเท่าไหร่นัก!"
"น่าขำจริงๆ ที่ก่อนหน้านี้ข้ายังแอบหลงตัวเอง นึกว่าเขามีความคิดแบบนั้นกับข้าซะอีก!"
ในหมู่เผ่ามนุษย์แห่งปฐพีอินหมิง อินอู๋ซวงถือว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นนางจึงมีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้ความมั่นใจนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เปลี่ยนจากความมั่นใจกลายเป็นความรู้สึกต่ำต้อยไปซะแล้ว
ขณะที่อินอู๋ซวงกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
จางหยวนก็หันไปถามผู้บัญชาการเซวี่ยซา "เผ่ามนุษย์ในละแวกนี้ อยู่ใต้การปกครองของเผ่าวิญญาณโลหิตพวกเจ้าใช่ไหม"
ผู้บัญชาการเซวี่ยซาตอบด้วยท่าทีนอบน้อม "ถูกต้องแล้วขอรับ เผ่ามนุษย์ทั้งยี่สิบเขตในละแวกนี้ ล้วนอยู่ในอาณาเขตการปกครองของเจ้าเมืองโลหิตปรโลกทั้งสิ้น!"
อินอู๋ซวงที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ เมื่อได้ยินคำตอบนี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้นางใช้วิชาทำนายโดยแลกกับอายุขัย จึงพอจะรู้ความจริงเรื่องที่เผ่ามนุษย์ถูกเลี้ยงเป็นปศุสัตว์มาบ้างแล้ว
ดังนั้นแม้จะบรรลุถึงระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์มานานหลายปี นางก็ยังพยายามกดข่มพลังเอาไว้และไม่กล้าทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนลี้ลับ
ตอนนี้เมื่อได้ยินจากปากของผู้บัญชาการเซวี่ยซา ความจริงทุกอย่างก็ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน
จางหยวนถามต่อ "เมืองโลหิตปรโลกรึ แล้วสถานะของเมืองนี้ในเผ่าวิญญาณโลหิตของพวกเจ้า ถือว่าอยู่ในระดับไหนล่ะ"
ผู้บัญชาการเซวี่ยซาตอบ "เจ้าเมืองโลหิตปรโลกมีพลังระดับเซียนทองคำไท่อี้ขั้นต้น และมีศักดิ์เป็นถึงอ๋องแห่งราชวงศ์เซียนเซวี่ยอวี้ของเผ่าวิญญาณโลหิตขอรับ!"
จางหยวนเลิกคิ้วขึ้น "ช่วยอธิบายการแบ่งขุมกำลังของเผ่าวิญญาณโลหิตให้ข้าฟังอย่างละเอียดหน่อยสิ!"
ผู้บัญชาการเซวี่ยซาเริ่มอธิบาย "เผ่าวิญญาณโลหิตทั้งหมดแบ่งออกเป็นห้าราชวงศ์เซียน ได้แก่ เซวี่ยฉยง เซวี่ยหยวน เซวี่ยจิ้น เซวี่ยอวี้ และเซวี่ยเฉียน!"
"ราชวงศ์เซียนเซวี่ยอวี้จัดอยู่ในอันดับที่สี่ ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับเซียนทองคำไท่อี้ขั้นสมบูรณ์!"
"ส่วนราชวงศ์เซียนอันดับท็อปทรีอย่าง เซวี่ยฉยง เซวี่ยหยวน และเซวี่ยจิ้น ล้วนแต่มียอดฝีมือระดับเซียนทองคำต้าหลัวเป็นเสาหลักทั้งสิ้น!"
พวกจางหยวนฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรมากนัก
ทว่าอินอู๋ซวงกลับรู้สึกช็อกจนแทบจะหยุดหายใจ
แค่ยอดฝีมือระดับเซียนลี้ลับในสายตาของนาง ก็ถือว่าเป็นภูเขาสูงตระหง่านที่ไม่อาจก้าวข้ามได้แล้ว
ประสาอะไรกับระดับเซียนทองคำไท่อี้ หรือระดับเซียนทองคำต้าหลัวที่แข็งแกร่งกว่าระดับเซียนลี้ลับไปอีกขั้น
เพียงแค่ได้ยินชื่อ ก็ทำเอานางรู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว
นางแอบลอบสังเกตสีหน้าของพวกจางหยวน
สิ่งที่ทำให้นางตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมก็คือ
ทุกคนในห้องนี้ กลับมีสีหน้าราบเรียบไร้กังวล
ราวกับว่าระดับเซียนทองคำต้าหลัวในสายตาของพวกเขา ก็เป็นแค่เรื่องปกติธรรมดาซะงั้น
นั่นทำให้อินอู๋ซวงรู้สึกใจสั่นระรัว
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทราแห่งนี้มีที่มาที่ไปยังไงกันแน่ ถึงขนาดไม่เห็นเซียนทองคำต้าหลัวอยู่ในสายตาเลยรึ
จางหยวนเอ่ยขึ้น "เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเมืองโลหิตปรโลกดูแลพื้นที่อยู่ยี่สิบเขต แล้วเขตแดนของเผ่ามนุษย์ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นกี่เขตล่ะ"
ผู้บัญชาการเซวี่ยซาตอบ "เพื่อความสะดวกในการจัดการ เผ่ามนุษย์ที่ถูกเผ่าวิญญาณโลหิตเลี้ยงดูไว้ จึงถูกจับแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ หลายร้อยเขตขอรับ!"
"และพื้นที่ที่เราอยู่ตรงนี้ ก็คือเขตที่เก้าขอรับ!"
"แต่ละเขตจะถูกกั้นด้วยหมอกมรณะสีดำ หมอกพวกนี้ไม่เพียงแต่จะปิดกั้นสัมผัสเทวะ ทำให้เผ่ามนุษย์ไม่สามารถแยกแยะทิศทางได้ แต่มันยังมีพลังกัดกร่อนที่รุนแรงมาก หากล่วงล้ำเข้าไปลึกเกินไป ก็จะถูกพิษแทรกซึมจนสูญเสียการเคลื่อนไหว และกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรอินหมิงในท้ายที่สุด!"
"หลายปีที่ผ่านมา เผ่ามนุษย์ก็เลยถูกขังอยู่ในหมอกมรณะสีดำนี้ โดยไม่มีใครสามารถหนีรอดออกไปได้เลยสักคนเดียว!"
จางหยวนคิดในใจ ดูๆ ไปแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับคอกไก่คอกหมูที่สร้างรั้วล้อมเอาไว้เลยนี่หว่า
"แล้วนอกจากเผ่าวิญญาณโลหิตของพวกเจ้าล่ะ เผ่าพันธุ์อื่นเป็นยังไงบ้าง"
ผู้บัญชาการเซวี่ยซาตอบ "นอกจากเผ่าวิญญาณโลหิตของเราแล้ว เผ่าพันธุ์อื่นก็ใช้วิธีการเลี้ยงดูแบบเดียวกันนี้แหละขอรับ!"
"เผ่ามนุษย์ทั้งหมดรวมกันนับพันล้านล้านคน ถูกชนเผ่าต่างๆ จับไปเลี้ยงไว้ในเขตแดนนับหมื่นเขต!"
รูม่านตาของอินอู๋ซวงหดเกร็ง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เดิมทีนางคิดว่าสถานที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่มันกว้างใหญ่ไพศาลมากแล้ว
ใครจะไปคิดว่าสถานที่แบบนี้ ยังมีอยู่อีกตั้งหลายหมื่นแห่ง
นางรู้สึกว่าโลกทัศน์ของตัวเองถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ
ยังไม่ทันที่จางหยวนจะตั้งคำถามต่อไป ผู้บัญชาการเซวี่ยซาก็เรียนรู้ที่จะชิงตอบคำถามล่วงหน้าไปแล้ว
"ความแข็งแกร่งของเผ่าวิญญาณโลหิต หากเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในปฐพีอินหมิงแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดหรอกขอรับ"
"อย่างเช่น เผ่ายักษา เผ่าอสุรา เผ่าภูตผี เผ่ากระดูก และเผ่าอื่นๆ ล้วนแข็งแกร่งกว่าเผ่าวิญญาณโลหิตมาก!"
"เผ่าพันธุ์เหล่านี้ ก็ถูกแบ่งออกเป็นขุมกำลังและฝักฝ่ายต่างๆ เช่นกัน แต่แน่นอนว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจากภายนอก เผ่าพันธุ์เดียวกันก็จะรวมพลังกันเพื่อต่อต้านศัตรูอย่างแน่นอนขอรับ!"
ผู้บัญชาการเซวี่ยซาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการกระจายตัวของเผ่าพันธุ์ต่างๆ จำนวนยอดฝีมือที่เปิดเผยออกมา และความสามารถพิเศษของแต่ละเผ่าให้ฟังอย่างละเอียด
แบบเจาะลึกทุกซอกทุกมุม ไม่มีปิดบังเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดพวกจางหยวนก็เข้าใจสถานการณ์ในปฐพีอินหมิงอย่างถ่องแท้
เผ่าอสุรา เผ่ายักษา และเผ่าภูตผี ล้วนเป็นเพียงเผ่าสาขาที่แยกตัวออกมา
ซึ่งเผ่าหลักของพวกเขานั้นตั้งอยู่ในสวรรค์จิ่วโยวและสวรรค์อู๋เลี่ยง ซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลมหาศาล
ด้วยความที่มีแบ็กอัปหนุนหลัง เผ่าทั้งสามนี้จึงมีอิทธิพลมากที่สุดในปฐพีอินหมิง
ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่เหลือ ล้วนเป็นพวกไม้ประดับที่ไม่มีแบ็กอัปหนุนหลัง ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าก็มีแค่ระดับเซียนทองคำต้าหลัวเท่านั้น
จางหยวนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "เผ่าอสุรา เผ่ายักษา พวกนี้ชั่วคราวอย่าเพิ่งไปยุ่งกับพวกมันจะดีกว่า ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่ต้องไปเกรงใจอะไรมันแล้ว!"
เผ่าพันธุ์ที่มีแบ็กอัปหนุนหลัง มักจะมีพฤติกรรมแบบว่า พอจัดการตัวเล็กได้ ตัวใหญ่ก็ตามมา พอจัดการตัวใหญ่ได้ ตัวแก่ก็ตามมาอีก
หากไปยุ่งเกี่ยวด้วย ก็จะกลายเป็นเหมือนหมากฝรั่งติดรองเท้า สลัดยังไงก็สลัดไม่หลุด
ถึงแม้จะมีระบบป้องกันสัมบูรณ์ของเซฟเฮาส์อยู่ แต่ถ้าถูกยอดฝีมือมาดักรออยู่หน้าประตูจนออกไปไหนไม่ได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องดีอยู่ดี
นักรบสายลุยอย่างชิงมู่จื่อและปรมาจารย์ตะวันลับต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"ท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์ต้องการให้พวกเราไปกวาดล้างเผ่าไหนก่อนดีขอรับ"
จางหยวนตอบ "ใช้หลักการใกล้ที่ไหนลุยที่นั่น ก็เริ่มจากเผ่าวิญญาณโลหิตนี่แหละ!"
เผ่าวิญญาณโลหิตมียอดฝีมือระดับเซียนทองคำต้าหลัวอยู่ด้วย
หากสามารถโค่นล้มพวกมันได้ ของที่ปล้นมาได้ก็คงมากพอที่จะทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทรา ก้าวขึ้นเป็นขุมกำลังที่ไร้เทียมทานในปฐพีอินหมิงได้อย่างแน่นอน
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว
จางหยวนก็สั่งให้ผู้บัญชาการเซวี่ยซาเอาของในตัวออกมาให้หมด
ในฐานะยอดฝีมือระดับเซียนลี้ลับ ของสะสมของเขาย่อมมีไม่น้อย
น่าเสียดายที่ของวิเศษระดับเซียนลี้ลับของเขาไม่ใช่ของใช้แล้วทิ้ง ประโยชน์เดียวของมันก็คือการเอาไปปาใส่หน้าแล้วระเบิดทิ้งเท่านั้น
ถ้ายอดฝีมือระดับเซียนทองคำไท่อี้ปฏิกิริยาไวพอ ก็ยังมีโอกาสรอดไปได้
แต่ในส่วนของยันต์ ผู้บัญชาการเซวี่ยซามียันต์บงกชมารคุกโลหิตระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์อยู่
เมื่อนำไปผ่านแท่นหลอมรวม มันก็จะกลายเป็นยันต์ระดับเซียนลี้ลับขั้นสมบูรณ์
หากบงกชมารคุกโลหิตเบ่งบานพร้อมกันหลายล้านดอก ต่อให้เป็นเซียนทองคำไท่อี้ก็คงอ้วกแตกแน่ๆ
หลังจากจางหยวนก๊อบปี้ยันต์ไว้ชุดหนึ่ง เขาก็โยนแหวนมิติคืนให้ผู้บัญชาการเซวี่ยซา
"ตอนนี้เจ้าจงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปหาเจ้าเมืองโลหิตปรโลกซะ ให้มันนำทัพมาช่วยเจ้าด้วยตัวเอง!"
[จบแล้ว]