- หน้าแรก
- ระบบวันสิ้นโลกติดบั๊ก ทำข้ากลายเป็นเทพทรูในโลกเซียน
- บทที่ 150 - หยดเลือดคืนชีพ
บทที่ 150 - หยดเลือดคืนชีพ
บทที่ 150 - หยดเลือดคืนชีพ
บทที่ 150 - หยดเลือดคืนชีพ
รูม่านตาของประมุขวิหารเทพโลหิตหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
อำนาจการยิงที่ดุดันบ้าคลั่งขนาดนี้ คนแค่ยี่สิบกว่าคนกลับมีพลังเทียบเท่ากับกองทัพเซียนสวรรค์นับหมื่นคนเลยทีเดียว
มันรีบพาร่างแยกอีกห้าร่างที่ยังใช้พลังได้เข้าไปตั้งรับอย่างสุดกำลัง
ปราณโลหิตอันมหาศาลระเบิดออก ควบแน่นเป็นกายาแท้มารโลหิตขนาดล้านจั้ง
กายาแท้มารโลหิตกวัดแกว่งดาบมารโลหิต ปราณดาบความยาวหลายพันลี้ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากฟ้าดินให้ขาดสะบั้น
ทุกที่ที่ปราณดาบพุ่งผ่าน มิติจะถูกผ่าออกเป็นสองซีก
พลังปราณโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวม้วนตัวเข้าปะทะ บดขยี้การโจมตีนับร้อยสายของพวกจางหยวนจนแหลกละเอียด
แต่การโจมตีของพวกจางหยวนนั้นมีมาอย่างไม่จบไม่สิ้น
เพียงชั่วพริบตา แต่ละคนก็สาดการโจมตีออกไปนับพันครั้ง
เมื่อรวมกันยี่สิบกว่าคน ก็เท่ากับการโจมตีกว่าสองหมื่นครั้ง
ปราณดาบโลหิตคืบหน้าไปได้เพียงนิดเดียว ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะเผชิญกับการโจมตีที่สาดกระหน่ำลงมาบดบังท้องฟ้า
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม
พลังงานอันบ้าคลั่งปะทะกัน ก่อเกิดเป็นพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง
ปราณดาบที่ฟาดฟันออกมาจากเซียนทองคำขั้นสูงสุดทั้งหกคน ถูกการโจมตีที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ บดขยี้จนแหลกสลายไปจนหมดสิ้น
การโจมตีอันไร้ที่สิ้นสุดราวกับกองทัพนับพันนับหมื่นที่ควบม้าตะบึงมา เทกระหน่ำเข้าใส่ประมุขวิหารเทพโลหิตและพวกเซียนทองคำ
ประมุขวิหารเทพโลหิตหน้ามืดทะมึน รีบเร่งเร้ากายาแท้มารโลหิตให้ฟันปราณดาบออกไปอีกหลายสิบครั้ง
การโจมตีของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดกลางอากาศ
ห้วงมิติในระยะล้านลี้ล้วนถูกเติมเต็มด้วยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว
มิติแตกสลาย รอยแยกมิติอันน่ากลัวลุกลามไปทั่วท้องฟ้า
จางหยวนแค่นหัวเราะ "ป้องกันเก่งนักนะ รอดูซิว่าจะทนได้นานแค่ไหน"
เขาสองมือประสานทำท่ามุทราดัชนี ดัชนีโกลาหลปล้นสวรรค์พุ่งทะลวงออกไปอย่างต่อเนื่องราวกับกระสุนปืนกล
"ปัง ปัง ปัง ปัง แกตลิงพ่นไฟสีฟ้ามาแล้วจ้า"
จางหยวนพากย์เสียงเอฟเฟกต์การโจมตีของตัวเองด้วยความเบียวแบบสุดๆ
เย่ว์ซูอิ่ง ลั่วชิงอี และคนอื่นๆ ก็สาดอำนาจการยิงอย่างดุดันไม่แพ้กัน
ปราณกระบี่รังสีจันทราดับสูญ หงส์น้ำแข็งเก้าเนตร แสงเทวะทำลายล้าง...
ภาพติดตาของการโจมตีแทบจะเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว
ประมุขวิหารเทพโลหิตและร่างแยกทั้งห้า เริ่มจะต้านทานไม่ไหวแล้ว
ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก
การโจมตีจำนวนมากทะลวงผ่านตาข่ายดาบเข้ามา พุ่งเข้าใส่กายาแท้มารโลหิตอย่างจัง
กายาแท้มารโลหิตถูกโจมตีด้วยพลังทำลายล้างอย่างหนักหน่วง ร่างกายอันใหญ่โตเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ
ประมุขวิหารเทพโลหิตโกรธจนหน้าเขียวปัด
ก่อนที่จะมายึดร่าง มันเคยเป็นถึงยอดฝีมือกึ่งจักรพรรดิเซียน ด้วยพลังรบระดับแนวหน้าของเผ่ามารโลหิต มันสามารถต่อสู้ข้ามระดับกับจักรพรรดิเซียนได้เลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ มันกลับถูกพวกมดปลวกเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งโจมตีข้ามระดับจนต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เมื่อเห็นว่าการโจมตีระลอกใหญ่กำลังจะทะลวงแนวป้องกันเข้ามาได้
มันรีบดึงเอาร่างแยกทั้งหกที่ถูกผนึกพลังมายืนขวางไว้เป็นโล่กำบัง
การโจมตีที่บดบังท้องฟ้าสาดซัดเข้าใส่ร่างแยกทั้งหก
กลุ่มหมอกเลือดระเบิดกระจาย ร่างแยกทั้งหกถูกบดขยี้จนกลายเป็นสายฝนเลือดในพริบตา
ยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ต่างก็ใจชื้นขึ้นมาทันที
"ประมุขวิหารเทพโลหิตตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเลย"
"ท่านผู้ปกครองและคนอื่นๆ สามารถใช้พลังระดับเซียนสวรรค์ กดดันยอดฝีมือระดับเซียนทองคำขั้นสูงสุดได้ขนาดนี้เลยรึเนี่ย"
"ข้ามระดับการต่อสู้ไปตั้งหนึ่งขั้นใหญ่ ต่อให้ท่านผู้ปกครองขึ้นไปบนแดนเซียน ก็ต้องเป็นยอดอัจฉริยะที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้อย่างแน่นอน"
ประมุขวิหารเทพโลหิตคำรามก้องอย่างบ้าคลั่ง พยายามตวัดดาบสีเลือดอย่างสุดกำลัง
แต่การโจมตีของมันก็เหมือนเอาน้ำไปดับไฟป่า ยิ่งต้านทานก็ยิ่งรับมือกับการโจมตีของพวกจางหยวนไม่ไหว
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม
ในที่สุดประมุขวิหารเทพโลหิตและร่างแยกทั้งห้า ก็ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป
การโจมตีอันไร้ที่สิ้นสุดถาโถมเข้ากลืนกินร่างของพวกมัน
เพียงชั่วพริบตา การโจมตีนับหมื่นสายก็ทะลวงร่างของพวกมันจนพรุน
กายาแท้มารโลหิตแตกสลายพังครืนลงมา
ประมุขวิหารเทพโลหิตและร่างแยกทั้งห้า ระเบิดออกกลายเป็นกลุ่มก้อนหมอกเลือด
"ตายแล้วงั้นรึ"
ชิงมู่จื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัย
สัญชาตญาณของเขาบอกว่า เรื่องนี้มันไม่น่าจะจบลงง่ายๆ แบบนี้แน่
เฟิ่งจิ่วหวงตอบกลับ "การต่อสู้ยังห่างไกลจากคำว่าจบ เผ่ามารโลหิตมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีทางตายง่ายๆ แบบนี้หรอก"
และก็เป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้
หมอกเลือดที่ระเบิดออกไปกลับเริ่มรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
เพียงอึดใจเดียว เงาร่างทั้งสิบสองก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกจางหยวนอีกครั้ง
ปรมาจารย์ตะวันลับอดไม่ได้ที่จะสบถ "โดนตีจนกลายเป็นหมอกเลือดขนาดนั้นแล้ว ยังฟื้นคืนชีพได้อีกรึเนี่ย"
ประมุขวิหารเทพโลหิตบิดคอไปมา นัยน์ตาสาดประกายเย็นเยียบ
"การที่พวกเจ้าสามารถบีบข้าให้ต้องใช้พลังถึงขั้นนี้ได้ ก็นับว่าพวกเจ้าเหนือกว่าพวกมดปลวกในโลกเบื้องล่างมากแล้ว แต่น่าเสียดายที่เผ่ามารโลหิตของข้ามีพรสวรรค์หยดเลือดคืนชีพ ขอเพียงมีเลือดเหลืออยู่แค่หยดเดียว ข้าก็ไม่มีวันตาย"
"ต่อให้การโจมตีของพวกเจ้าจะบ้าคลั่งแค่ไหน ต่อให้พวกเจ้าจะซัดข้าจนกลายเป็นฝนเลือดนับหมื่นสาย ก็ไม่มีทางฆ่าข้าได้จริงๆ หรอก"
จางหยวนพูดเสียงเรียบ "โอ้ พรสวรรค์คืนชีพของแกมันจะใช้ได้แบบอินฟินิตี้เลยรึไง งั้นก็สับมันให้เป็นหมูบะช่ออีกรอบสิ"
การโจมตีที่มืดฟ้ามัวดินถูกสาดออกไปอีกระลอก
ประมุขวิหารเทพโลหิตและร่างแยกตั้งรับได้ไม่นาน ก็ถูกระเบิดจนกลายเป็นหมอกเลือดอีกครั้ง
"เปล่าประโยชน์น่า ด้วยพลังโจมตีแค่ระดับเซียนสวรรค์ ต่อให้ทำอีกกี่ครั้งผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม พวกเจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก"
ประมุขวิหารเทพโลหิตรวมร่างกลับมาใหม่พลางส่ายหน้าหัวเราะเยาะ
พูดจบมันก็เปลี่ยนน้ำเสียง "ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็ทำอะไรกันไม่ได้ ไม่สู้เรามานั่งคุยกันดีๆ ไม่แน่ว่าอาจจะร่วมมือกันได้ก็ได้นะ"
เฟิ่งจิ่วหวงแค่นเสียงเย็นชา "เผ่ามารโลหิตไว้ใจไม่ได้ที่สุด ขืนร่วมมือกับแก ก็เตรียมตัวโดนหักหลังได้เลย"
ประมุขวิหารเทพโลหิตสวนกลับ "แล้วพวกเจ้าคิดจะสู้ยืดเยื้อกันไปตลอดเลยหรือไง ต่อให้ข้ายืนให้พวกเจ้าตีสักสองสามปี พวกเจ้าก็ฆ่าข้าไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ"
จางหยวนแค่นหัวเราะ "การโจมตีระดับเซียนสวรรค์ฆ่าแกไม่ได้ แล้วถ้าระดับเซียนทองคำล่ะ หรือระดับเซียนลี้ลับล่ะ จะฆ่าแกได้ไหม"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาของประมุขวิหารเทพโลหิตก็หดเล็กลงทันที
ถ้าเป็นคนอื่นพูด มันคงหัวเราะเยาะไปแล้ว
แต่ไอ้สัตว์ประหลาดจางหยวนคนนี้ มันมีแต่เรื่องแปลกประหลาดเกินความคาดหมายอยู่เสมอ ทำให้มันต้องแอบระแวดระวังอยู่ในใจ
"หรือว่าไอ้เด็กนี่ มันยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก"
จางหยวนชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้วแล้วพูดว่า "ต่อไป สิ่งที่แกจะต้องเจอ ก็คือแผนที่สามของข้าล่ะนะ"
ประมุขวิหารเทพโลหิตจ้องเขม็งไปที่จางหยวนตาไม่กะพริบ ไม่ยอมคลาดสายตาจากทุกการเคลื่อนไหว
ทันใดนั้น จางหยวนก็ส่งเสียงคำรามเบาๆ ปราณมารอันตลบอบอวลพวยพุ่งขึ้นมาจากร่างของเขา
"วิชาสลายร่างมารสวรรค์ วิชาสลายร่างมารสวรรค์ วิชาสลายร่างมารสวรรค์..."
วิชาสลายร่างมารสวรรค์ถูกเปิดใช้งานซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่อง
เดิมทีนี่เป็นแค่วิชาลับระดับผสานกาย ไม่ควรจะนำมาใช้กับระดับเซียนสวรรค์ได้
แต่หลังจากผ่านการปรับปรุงและขัดเกลาโดยเฟิ่งจิ่วหวง หลิวรั่วเยียน และคนอื่นๆ มันก็ได้กลายเป็นวิชาลับระดับเซียนไปแล้ว
เมื่อซ้อนทับกันถึงหนึ่งร้อยชั้น กลิ่นอายของจางหยวนก็พุ่งทะยานจากระดับเซียนสวรรค์ขึ้นไปถึงระดับเซียนทองคำ
ประมุขวิหารเทพโลหิตใจสั่นสะท้าน แต่ก็ยังพยายามข่มความกลัวเอาไว้
ในแดนเซียน แต่ละระดับชั้นมีความห่างชั้นกันราวกับฟ้ากับเหว
เซียนทองคำขั้นต้นกับเซียนทองคำขั้นสูงสุด ก็ยังมีความห่างชั้นกันมาก
แต่ความนิ่งสงบของมันก็อยู่ได้ไม่นาน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงสุดขีด
จางหยวนไม่ได้หยุดอยู่แค่หนึ่งร้อยชั้น แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
สามร้อยชั้น
ห้าร้อยชั้น
แปดร้อยชั้น
หนึ่งพันชั้น
หนึ่งพันสองร้อยชั้น
ระดับพลังของจางหยวนพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็พุ่งไปถึงระดับเซียนทองคำขั้นสูงสุด
คราวนี้ประมุขวิหารเทพโลหิตเริ่มลนลานจริงๆ แล้ว
วิชาหยดเลือดคืนชีพของมัน ไม่ได้ใช้ได้แบบไม่จำกัดจริงๆ หรอก
ถ้าต้องสู้กับระดับเดียวกัน ด้วยการโจมตีแบบไม่มียั้งของจางหยวน แค่ไม่กี่ครั้งก็คงซัดมันจนกลายเป็นหมอกเลือดได้สบายๆ
และในเวลาไม่นาน จำนวนครั้งในการคืนชีพของมันก็จะถึงขีดจำกัด
ถึงตอนนั้น มันก็จะตายสนิทจริงๆ
"ทำไมพลังมันยังเพิ่มขึ้นอยู่อีก"
ประมุขวิหารเทพโลหิตอ้าปากค้าง ตาแทบถลนออกจากเบ้า
พลังของจางหยวนมาถึงระดับเซียนทองคำขั้นสูงสุดแล้ว แต่มันกลับยังไม่จบเพียงแค่นั้น
กลิ่นอายอันบ้าคลั่ง ยังคงพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก
[จบแล้ว]