- หน้าแรก
- ระบบวันสิ้นโลกติดบั๊ก ทำข้ากลายเป็นเทพทรูในโลกเซียน
- บทที่ 48 - เฟิงซีเสวี่ย
บทที่ 48 - เฟิงซีเสวี่ย
บทที่ 48 - เฟิงซีเสวี่ย
บทที่ 48 - เฟิงซีเสวี่ย
เมื่อจางหยวนปีนขึ้นมาถึงชั้นที่สามร้อย
ทุกคนด้านนอกก็ยืนแข็งทื่อเป็นหินไปหมดแล้ว
"เหลืออีกแค่สามสิบสามชั้น ก็จะถึงยอดหอคอยแล้ว!"
"เวลาที่ใช้ไปเนี่ย ยังไม่ถึงช่วงเวลาจิบชาหนึ่งถ้วยด้วยซ้ำ!"
"พวกเราที่ผ่านชั้นแรกไม่ได้นี่ มันเป็นพวกเศษสวะขยะสังคมชัดๆ!"
เฟิ่งจิ่วหวงโดนฟาดหน้าจนช็อกรับประทานไปเรียบร้อยแล้ว
เวลาที่นางใช้ในการดิ้นรนปีนขึ้นไปถึงชั้นหนึ่งร้อยแปดสิบ ยังนานกว่าเวลาที่จางหยวนใช้ปีนขึ้นไปถึงชั้นที่สามร้อยซะอีก!
สิ่งนี้ทำให้ความหยิ่งยโสที่นางเคยมี แตกสลายไม่มีชิ้นดี
มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้จางหยวนถึงได้เตือนว่ากลัวนางจะรับความจริงไม่ได้!
"ตู้ม!"
เมื่อจางหยวนทะลวงผ่านด่านชั้นที่สามร้อยสามสิบสามได้สำเร็จ หอคอยแห่งความสิ้นหวังทั้งหลังก็ส่งเสียงกึกก้องกัมปนาท
อักษรสีทองอร่ามคำว่า 'พิชิตด่าน' ส่องประกายเจิดจ้ากระแทกตาทุกคน
"ผ่านด่านแล้ว!"
"ท่านเจ้าสำนักจางเคลียร์หอคอยได้จริงๆ ด้วย! นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ! เขาทำได้ยังไงกันเนี่ย!"
"กวาดตามองไปทั่วทั้งสามพันโลกธาตุ คงหาใครที่เก่งกว่าเขาไม่ได้อีกแล้วมั้ง!"
"อย่าถามนะว่าทำไมข้าถึงลงไปคุกเข่ากับพื้น!"
ร่างของจางหยวนถูกเทเลพอร์ตออกมา ด้านนอกร่างกายถูกโอบล้อมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์เจ็ดสี
ระดับพลัง ความแข็งแกร่งของร่างกาย พลังจิตวิญญาณ และทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนได้รับการพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล
ระดับพลังของเขา เลื่อนพรวดขึ้นมาถึงขั้นแก่นทองคำระดับห้าในพริบตา
จางหยวนอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามระบบ ว่าสามารถวนฟาร์มของรางวัลซ้ำได้หรือเปล่า
แต่ระบบกลับตอบกลับด้วยเสียงช็อตจี่ๆ ว่าไม่ได้
รางวัลสำหรับการพิชิตด่าน จะรีเฟรชใหม่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดเท่านั้น ไม่สามารถรับซ้ำได้ในระยะเวลาอันสั้น
จางหยวนจึงต้องล้มเลิกความคิดที่จะปั๊มเวลรัวๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
เขาลอยตัวลงมาที่พื้นดิน
ลั่วชิงอีรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยสายตาเทิดทูนบูชา "ท่านอาจารย์เก่งกาจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ! ศิษย์เลื่อมใสท่านจริงๆ!"
จางหยวนโบกมือปัด ทำหน้าตายสไตล์คนขี้อวด "ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคงไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แต่ขอบอกเลยว่านี่มันก็แค่เรื่องกล้วยๆ ที่ข้าทำเป็นกิจวัตรประจำวันเท่านั้นแหละ!"
พูดจบเขาก็หันไปหาเฟิ่งจิ่วหวง "เป็นไงบ้างศิษย์รัก รู้สึกหน้าชาเหมือนโดนตบไหมล่ะ"
ริมฝีปากของเฟิ่งจิ่วหวงขยับมุบมิบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "ข้าก็จะพยายามตามให้ทันเหมือนกันนั่นแหละ!"
ถึงแม้ในใจนางจะยอมศิโรราบให้แล้ว แต่ปากก็ยังแข็งไม่ยอมรับอยู่ดี
จางหยวนแอบขำในใจ ยัยเด็กปากแข็งเอ๊ย!
เขาหันไปบอกกับบรรดาศิษย์และผู้อาวุโส "ตั้งใจฝึกฝนกันให้ดีล่ะ ข้าไม่หวังให้พวกเจ้าปีนไปถึงชั้นที่ร้อยหรอกนะ แต่อย่างน้อยๆ ก็น่าจะสักสิบหรือยี่สิบชั้นก็ยังดีใช่ไหม"
บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสรีบรับคำเป็นเสียงเดียวกัน "ท่านเจ้าสำนักโปรดวางใจ! ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต พวกเราก็ต้องปีนขึ้นไปให้ได้ขอรับ!"
ทุกคนโดนกระตุ้นจนเลือดเดือดปุดๆ เหมือนโดนฉีดยาบ้า
นี่แหละที่เขาเรียกว่า ทฤษฎีปลาดุก
ก็คือพอมีตัวตึงโผล่มาเปรียบเทียบ คนที่อ่อนแอกว่าก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกแข่งขันและอยากจะก้าวข้ามขึ้นมาทันที
เมื่อจางหยวนเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา ก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
ลั่วชิงอีและเฟิ่งจิ่วหวงเองก็ถูกจุดไฟปรารถนาอยากจะแข็งแกร่งขึ้น พวกนางจึงรีบกลับไปหมกตัวฝึกฝนอย่างหนักหน่วงกว่าเดิม
จางหยวนก็เลยเดินกลับไปหาเย่ว์ซูอิ่ง แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับโครงการวิจัยทำฮาร์ดแวร์ให้ซอฟต์ลงต่อไป
...
ทางด้านชิงมู่จื่อกับพรรคพวก พอกลับมาถึงก็แทบจะนึกว่าตัวเองเดินเข้าผิดสำนักซะแล้ว
"ไอ้หอคอยยักษ์นี่มันมาโผล่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ"
เมื่อใช้สัมผัสเทวะกวาดตามอง ก็เห็นพวกลูกศิษย์กับผู้อาวุโสกำลังวิ่งเข้าวิ่งออกหอคอยกันให้วุ่น
พอไปเลียบเคียงถามดู พวกเขาก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ เลยลองมุดเข้าไปดูบ้าง
ผลปรากฏว่าแค่โผล่หน้าเข้าไปชั้นแรก ก็โดนถีบส่งตายกลับออกมาซะแล้ว
ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างราวกับเห็นผี
"แค่ชั้นแรกแม่งยังยากขนาดนี้ แล้วท่านเจ้าสำนักทะลวงด่านไปได้ยังไงวะ"
ด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ พวกเขาจึงลงสนามไปฟาดฟันกับหอคอยแห่งความสิ้นหวังอย่างเอาเป็นเอาตาย
...
องค์หญิงเจ็ดแห่งราชวงศ์เซียนจื่อหยวน หลังจากรอนแรมเดินทางมาอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็มาถึงสำนักกระบี่จันทรา
ตลอดทาง นางได้พบปะกับผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังมุ่งหน้ามายังสำนักกระบี่จันทราเช่นเดียวกัน
คาดว่าคงเป็นคนที่ได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของสำนักกระบี่จันทรา เลยดั้นด้นเดินทางไกลเพื่อมาขอฝากตัวเป็นศิษย์
องค์หญิงเจ็ดทอดสายตามองขุมกำลังที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางฉายแววตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
นี่มันห่างไกลจากสำนักอื่นๆ ที่นางพบเห็นมาตลอดทางราวฟ้ากับเหว
มันเหมือนกับมีพระราชวังสุดหรูหรา โผล่ขึ้นมาท่ามกลางดงกระท่อมมุงจากอย่างไงอย่างงั้น
โดยเฉพาะไอ้หอคอยยักษ์ที่สูงเสียดฟ้านั่น มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป
จากนั้นพอชั่วแวบหนึ่งนางนึกย้อนไปถึงตอนที่จางหยวนเปย์เงินเป็นแสนล้าน นางก็รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ได้แปลกพิสดารอะไรแล้วล่ะ
องค์หญิงเจ็ดทำตามขั้นตอนการรับสมัครศิษย์ นางเดินขึ้นบันไดเก้าร้อยกว่าขั้น จนมาถึงลานกว้างสำหรับทดสอบพรสวรรค์
ที่นี่มีคนเบียดเสียดยัดเยียดมารอรับการทดสอบกันจนล้นลาน
แต่ละคนมีกลิ่นอายพลังที่ลึกล้ำ แค่มองก็รู้แล้วว่าฝีมือไม่เบา
จางหยวนเองก็สัมผัสได้ถึงจำนวนคนที่แห่กันมาสมัครเป็นศิษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันเช่นกัน
และในหมู่คนเหล่านั้น มีหลายคนที่บนแผนที่โชว์ไอคอนเป็นสีแดงเถือก
"นี่มันส่งสายลับมาแฝงตัวอยู่ใต้จมูกข้าเลยเรอะ"
เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ถูกส่งมาเป็นหูเป็นตาเพื่อสืบข่าว
เรื่องแบบนี้จางหยวนไม่มีทางยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ แน่
ร่างของเขากะพริบวูบเดียว ก็มาโผล่อยู่ที่ลานทดสอบ
พวกผู้ดูแลและผู้อาวุโสที่รับหน้าที่ดูแลการทดสอบ รีบโค้งคำนับแสดงความเคารพทันที
เมื่อองค์หญิงเจ็ดเห็นเงาร่างของจางหยวน นางก็แอบคิดในใจว่า ใช่เขาจริงๆ ด้วย! ดูเหมือนข้าจะมาไม่ผิดที่แล้วสิ!
สายตาของจางหยวนกวาดมองผู้คนในลานจนถ้วนทั่ว
ตอนที่สายตาของเขาหยุดอยู่ที่องค์หญิงเจ็ด เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
[สถานะ/ภูมิหลัง]: องค์หญิงเจ็ดแห่งราชวงศ์เซียนจื่อหยวน ผู้มีความมุ่งมั่นจะเป็นจักรพรรดินี
[เคล็ดวิชา]: คัมภีร์หล่อเลี้ยงจิตเต๋าจื่อหยวน ค่ายกลจื่อหยวนผันผวน
[ของวิเศษ]: มุกรวมปราณจื่อหยวน เกราะพิทักษ์ใจกายาเต๋า
[ไอเทม]: ยันต์ระดับวิญญาณก่อกำเนิด ยันต์ระดับแปลงวิญญาณ
[ตรงตามเงื่อนไขผู้รอดชีวิตคนพิเศษ สามารถพากลับไปยังเซฟเฮาส์ เพื่อเพิ่มความหวังในการสืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงอยู่ต่อไป!]
จางหยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
นี่มันตัวละครระดับนางเอกที่ฟ้าประทานมาให้ชัดๆ!
"องค์หญิงเจ็ดแห่งราชวงศ์เซียนจื่อหยวนงั้นเรอะ ไม่ใช่คนที่เจอในงานประมูลคราวก่อนหรอกรึ"
จางหยวนปรายตามอง ก็พบว่าไอคอนของนางเป็นสีฟ้าอ่อน
ก็ถือว่ารับเข้ามาไว้ในสังกัดได้แหละนะ
เขาพักเรื่องของนางเอาไว้ก่อน แล้วชี้นิ้วกราดไปในฝูงชน
"เจ้า เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า ก้าวออกมาข้างหน้า!"
เพียงพริบตาเดียว เขาก็ชี้ตัวคนออกมาจากฝูงชนได้ร้อยกว่าคน
คนที่ถูกชี้ตัว ต่างก็มีแววตาล่อกแล่กหลุกหลิก
ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกเรียก ก็พากันทำหน้างง
พวกเขานึกสงสัยในใจว่า หรือว่าคนพวกนี้จะมีพรสวรรค์โดดเด่นทะลุตา เลยถูกท่านเจ้าสำนักเรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ
แต่ไม่นานพวกเขาก็รู้ตัวว่าเดาผิดถนัด
เพราะจางหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ใครเป็นคนส่งพวกแกมา แล้วมีจุดประสงค์อะไร"
คนกว่าร้อยคนที่ถูกเรียกตัวออกมา ต่างก็ใจหล่นวูบไปตาตุ่ม
มีคนหนึ่งแกล้งปั้นรอยยิ้มแล้วตอบกลับไป "พวกเราล้วนตั้งใจมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยความจริงใจ ท่านเจ้าสำนักกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ"
จางหยวนปรายตามองคนที่พูด แล้วเอ่ยว่า "จ่างซุนชิงเลี่ย มาจากสำนักเมฆาหมอก ครอบครองกายาวิญญาณวารีสวรรค์..."
สีหน้าของคนคนนั้นเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที
ข้อมูลแต่ละอย่างที่จางหยวนพูดออกมา มันถูกต้องแม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว!
จางหยวนหันไปมองอีกคน แล้วพูดต่อ "อี้เส้า สำนักเทียนเช่อ..."
เพียงชั่วอึดใจ เขาก็แฉชื่อและที่มาของพวกสายลับออกมาเป็นพรวน
"เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า พวกแกไม่มีทางปิดบังตัวตนได้หรอก!"
หัวใจของบรรดาสายลับหล่นร่วงลงสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง
สำนักกระบี่จันทราแห่งนี้ ช่างมีหูตาที่กว้างไกลและน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
ถึงกับสามารถสืบประวัติของพวกเขามาได้อย่างทะลุปรุโปร่งล่วงหน้าเลยงั้นรึ!
[จบแล้ว]