- หน้าแรก
- ระบบวันสิ้นโลกติดบั๊ก ทำข้ากลายเป็นเทพทรูในโลกเซียน
- บทที่ 5 - พายุปราณกระบี่กวาดล้างศัตรู
บทที่ 5 - พายุปราณกระบี่กวาดล้างศัตรู
บทที่ 5 - พายุปราณกระบี่กวาดล้างศัตรู
บทที่ 5 - พายุปราณกระบี่กวาดล้างศัตรู
เย่ว์ซูอิ่งพูดด้วยความเขินอาย "ฟ้ามืดแล้ว พวกเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ!"
แม้ว่าทั้งสองจะแต่งงานกันแล้วแต่เนื่องจากเย่ว์ซูอิ่งยังไม่ได้เตรียมใจเอาไว้
ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงแยกห้องนอนกันอยู่
ก่อนหน้านี้จางหยวนเป็นแค่มดปลวกขั้นรวบรวมลมปราณจึงไม่มีอำนาจจะไปโต้แย้งอะไรได้
แต่ตอนนี้เขามีทั้งกระบี่และโล่ป้องกัน ความกล้าหาญของเขาก็มีมากขึ้นเป็นธรรมดา
ความคิดเจ้าเล่ห์เริ่มผุดขึ้นมาในหัว
"เราเป็นสามีภรรยากันนะ การแยกห้องนอนมันจะดูไม่งามหรือเปล่า?"
เมื่อเย่ว์ซูอิ่งได้ยินเช่นนั้นสายตาของนางก็เริ่มหลบเลี่ยงพร้อมกับพูดตะกุกตะกักว่า "ข้า... ข้ายังไม่พร้อม ท่านพี่โปรดให้เวลาข้าสักหน่อยเถอะ เอาไว้... เอาไว้จัดการศัตรูตัวฉกาจได้แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันดีไหม!"
จางหยวนมองท่าทีลุกลนของนางแล้วรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ดูเหมือนว่าความเย็นชาที่แสดงออกต่อหน้าคนอื่นจะเป็นแค่การแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือเท่านั้นเอง
ตัวตนจริงๆ ของนางก็ไม่ได้แตกต่างจากหญิงสาวธรรมดาทั่วไปเลยสักนิด
"ตกลง งั้นไว้จัดการศัตรูเสร็จแล้วพวกเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน!"
เขาก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก
ยังไงซะก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว วันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะแยะ
"ฮูหยินรีบพักผ่อนเถอะ ท่านไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมานานแล้วนะ!"
แม้ว่าผู้ที่บรรลุขั้นแก่นทองคำจะไม่จำเป็นต้องนอนหลับมากนักแต่เย่ว์ซูอิ่งต้องทนทุกข์กับความหวาดระแวงมาหลายวันจนสภาพจิตใจใกล้จะพังทลายเต็มทีแล้ว
ถ้านางไม่พักผ่อนนางจะต้องรับไม่ไหวอย่างแน่นอน
เย่ว์ซูอิ่งครางตอบรับเบาๆ แล้วรีบวิ่งหนีกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง
เนื่องจากความหนักอึ้งในใจได้ถูกยกออกไปแล้ว
คืนนี้นางจึงนอนหลับได้อย่างสนิทใจและปลอดภัยที่สุด
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยโด่งขึ้นกลางหัวนางถึงได้ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา
เย่ว์ซูอิ่งรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อคิดว่าความสบายใจนี้มาจากสามีของนาง
หัวใจของนางก็เกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"ดูเหมือนการมีสามีแบบนี้ให้พึ่งพาก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันนะเนี่ย!"
ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ จู่ๆ ใบหน้าของนางก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
และแล้วก็มาถึงวันที่สำนักโลหิตสังหารประกาศว่าจะมาเหยียบสำนักกระบี่จันทราให้ราบเป็นหน้ากลอง
ทุกคนในสำนักกระบี่จันทราที่ยังคงอยู่ต่างก็เตรียมพร้อมรับมือราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
จนกระทั่งร่างของเย่ว์ซูอิ่งและจางหยวนปรากฏตัวขึ้น
ทุกคนต่างก็ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
เย่ว์ซูอิ่งโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องมากพิธีและพูดขึ้นว่า "พวกเจ้าไม่ต้องตึงเครียดกันขนาดนั้น ข้ามีแผนรับมือศัตรูเรียบร้อยแล้ว ลำพังแค่สำนักโลหิตสังหารไม่มีทางทำอะไรสำนักกระบี่จันทราของเราได้หรอก!"
เหล่าบรรดาศิษย์และผู้อาวุโสต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันไปและเริ่มกระซิบกระซาบกัน
"ท่านเจ้าสำนักคงจะพูดเพื่อปลอบใจพวกเราใช่ไหม? นั่นเป็นถึงขุมกำลังที่มีสัตว์ประหลาดเฒ่าขั้นวิญญาณก่อกำเนิดถึงสองคนเลยนะ ต่อให้ปรมาจารย์ของเรายังอยู่ก็ยังไม่กล้าไปตอแยกับพวกมันง่ายๆ เลย!"
"พวกผู้อาวุโสขั้นแก่นทองคำก็พากันหนีไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ท่านเจ้าสำนักที่เป็นขั้นแก่นทองคำเพียงคนเดียว ข้ายังมองไม่ออกเลยว่าพวกเราจะเอาชนะพวกมันได้ยังไง!"
"หรือว่าท่านเจ้าสำนักจะไปขอความช่วยเหลือจากยอดฝีมือภายนอกมาได้?"
ภายในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าเย่ว์ซูอิ่งจะมีวิธีผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้จริงๆ
และในตอนนั้นเอง
เสียงหัวเราะประหลาดก็ดังก้องมาจากสุดขอบฟ้า
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! เย่ว์ซูอิ่ง ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับไมตรีจากข้าดีๆ วันนี้ข้าก็จะบดขยี้สำนักกระบี่จันทราของเจ้าและจับตัวเจ้ามาสั่งสอนให้หลาบจำเสียที!"
เสียงนั้นดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกังวานอยู่ในหูของทุกคน
คนที่มีพลังอ่อนแอกว่าถึงกับเลือดลมตีกลับและแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ
บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
"นี่แหละคือพลังอำนาจของผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณก่อกำเนิด! แค่ส่งเสียงออกมาก็สามารถข่มขวัญผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานได้แล้ว!"
"ด้วยพลังของพวกเราที่อยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานและขั้นรวบรวมลมปราณ แทบไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอาชีวิตไปแลกเลยด้วยซ้ำ!"
เมฆสีเลือดขนาดมหึมาม้วนตัวเข้ามาใกล้ลงมาอย่างรวดเร็ว
และบนเมฆสีเลือดนั้นก็มีร่างของผู้คนยืนอยู่มากมาย
ทุกคนสวมชุดคลุมสีเลือดและแผ่กลิ่นอายอันแสนโหดเหี้ยมอำมหิตออกมา
เย่ว์ซูอิ่งกวาดสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบ
นางพบว่าในกลุ่มคนที่มานั้นมีผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณก่อกำเนิดหนึ่งคน ขั้นแก่นทองคำสิบกว่าคน
ส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน
"เจ้าสำนักโลหิตสังหารซึ่งเป็นขั้นวิญญาณก่อกำเนิดมาเพียงคนเดียวงั้นหรือ?"
เย่ว์ซูอิ่งครุ่นคิดและเดาว่าสำนักโลหิตสังหารคงจะรู้ข่าวเรื่องที่ยอดฝีมือขั้นแก่นทองคำทั้งหมดของสำนักกระบี่จันทราพากันหลบหนีไปแล้วอย่างแน่นอน
พวกมันเลยคิดว่าการส่งคนมาแค่นี้ก็เพียงพอที่จะยึดครองสำนักกระบี่จันทราได้แล้ว
ผู้นำกลุ่มคือเจ้าสำนักโลหิตสังหารซึ่งเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม
มันยิ้มเยาะอย่างชั่วร้ายพร้อมกับมองเย่ว์ซูอิ่งตั้งแต่หัวจรดเท้า
"จิ๊จิ๊จิ๊ ช่างเป็นสาวงามที่น่าทะนุถนอมเสียจริง! เจ้าคิดว่าการหาใครสักคนมาแต่งงานด้วยจะทำให้ข้าเลิกล้มความตั้งใจที่จะครอบครองเจ้างั้นหรือ?"
"เจ้าไม่รู้หรือไงว่าสำหรับข้าแล้ว การได้แม่ม่ายหรือภรรยาคนอื่นมาครอบครองมันยิ่งเพิ่มอรรถรสให้ข้าเข้าไปอีก!"
เย่ว์ซูอิ่งมีสีหน้าเย็นชา แววตาของนางแสดงออกถึงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
จางหยวนเองก็หรี่ตาลงเช่นกัน
ไอ้หมอนี่ดันมีรสนิยมชอบภรรยาชาวบ้านซะด้วย!
"เจ้าคิดจะแย่งชิงฮูหยินของข้า เจ้าเคยถามข้าหรือยัง?"
เสียงเรียบๆ ของจางหยวนดังก้องไปทั่วเหนือน่านฟ้าของสำนักกระบี่จันทรา
สายตาอันเย็นเยียบของเจ้าสำนักโลหิตสังหารจับจ้องไปที่เขาทันที
หลังจากนั้นมันก็เหมือนกับได้ยินเรื่องตลกขบขันระดับโลกและระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็แค่มดปลวกขั้นรวบรวมลมปราณ! ใครให้ความกล้าเจ้ามาปากดีต่อหน้าข้ากันฮะ?"
คนของสำนักโลหิตสังหารต่างก็พากันหัวเราะเยาะออกมาเช่นกัน
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ไอ้ไก่อ่อนขั้นรวบรวมลมปราณกล้าทำตัวโอหังขนาดนี้เชียวหรือ!"
"ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริงๆ! แกคิดว่าโชคดีเกาะชายกระโปรงเจ้าสำนักกระบี่จันทราได้แล้วจะกลายเป็นคนใหญ่คนโตได้งั้นหรือ?"
"ท่านเจ้าสำนัก! ข้าน้อยมีแผนดีๆ ขอรับ เดี๋ยวพอถึงเวลาท่านก็ย่ำยีเจ้าสำนักกระบี่จันทราต่อหน้าต่อตาไอ้หมอนี่ไปเลย ให้มันได้ลิ้มรสความรู้สึกของการเป็นสามีที่ไร้น้ำยาไปเสีย!"
เจ้าสำนักโลหิตสังหารรู้สึกพึงพอใจกับข้อเสนอของลูกน้องคนนี้มาก
"ดี ดี ดีมาก! ไอเดียของเจ้าเข้าท่าดีนี่ เดี๋ยวพอข้าเสร็จกิจแล้วเจ้าก็มาต่อคิวรับช่วงต่อได้เลย!"
ผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำของสำนักโลหิตสังหารคนนั้นถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น
สีหน้าของเย่ว์ซูอิ่งมืดทะมึนลงจนถึงขีดสุด คำพูดของคนพวกนี้ช่างหยาบคายและโสมมเหลือเกิน!
"ฮูหยินอย่าไปใส่ใจกับคำพูดของคนตายเลย! คอยดูข้าสับพวกมันเป็นชิ้นๆ แทนท่านเอง!"
เจตนาฆ่าฟันแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาของจางหยวน
โล่ป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่าถูกกางออกเพื่อปกป้องร่างกายของเขาอย่างแน่นหนา
เพียงพริบตาเดียวเขาก็เสกโล่ซ้อนทับกันเป็นร้อยชั้นแล้ว
"หืม?"
พวกสำนักโลหิตสังหารที่กำลังหัวเราะเยาะจู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
"ทำไมของวิเศษป้องกันตัวของไอ้เด็กนี่ถึงสร้างโล่ป้องกันได้เป็นร้อยชั้นเลยวะ?"
"เดี๋ยวก่อน! ทำไมกระบี่จันทราเสี้ยวซึ่งเป็นของวิเศษประจำสำนักกระบี่จันทราถึงไปอยู่ในมือของมันได้!"
ความตกตะลึงเพิ่งจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกมันก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังสนั่นขึ้นมาติดๆ กัน
ปราณกระบี่อันทรงพลังความยาวหลายร้อยเมตรพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันพวกมันอย่างบ้าคลั่ง
"อะไรกัน! แย่แล้ว!"
ยอดฝีมือทุกคนรวมถึงเจ้าสำนักโลหิตสังหารต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างหวาดผวา
เจ้าสำนักโลหิตสังหารตอบสนองอย่างรวดเร็ว มันรีบเรียกของวิเศษป้องกันตัวออกมาและสร้างโล่สีเลือดขึ้นมาขวางกั้นไว้เบื้องหน้า
"ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!"
รอบตัวมันเต็มไปด้วยเสียงเนื้อและเลือดที่ถูกฉีกกระชาก
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
จากนั้นละอองเลือดก็ระเบิดออกเป็นสาย
ยกเว้นเจ้าสำนักโลหิตสังหารแล้ว ผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำและขั้นสร้างรากฐานคนอื่นๆ ถูกปราณกระบี่สับจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี!
รูม่านตาของเจ้าสำนักโลหิตสังหารหดเกร็ง
"บัดซบเอ๊ย! กระบี่จันทราเสี้ยวต้องใช้เวลาตั้งหลายสิบปีกว่าจะรวบรวมปราณกระบี่ได้หนึ่งสายไม่ใช่หรือไง แล้วมันปล่อยออกมาสิบกว่าสายรวดเดียวได้ยังไงกัน!"
สำนักกระบี่จันทราก่อตั้งมาได้ไม่ถึงสามร้อยปีเลยด้วยซ้ำ
ต่อให้นับรวมเวลาทั้งหมดอย่างมากก็สะสมปราณกระบี่ได้แค่หกเจ็ดสายเท่านั้น
และนั่นคือในกรณีที่ไม่เคยใช้งานมันเลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วยนะ
[จบแล้ว]