เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ผังป๋อ: ศิษย์น้องอี้ ข้ามีอุบายอยู่ข้อหนึ่ง

บทที่ 37 ผังป๋อ: ศิษย์น้องอี้ ข้ามีอุบายอยู่ข้อหนึ่ง

บทที่ 37 ผังป๋อ: ศิษย์น้องอี้ ข้ามีอุบายอยู่ข้อหนึ่ง


สวี่ชิงซานรวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน สองเท้าเหยียบหยั่งลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง โคจรปราณวิญญาณภายในร่าง

ร่ายรำเคล็ดวิชาพลองผนึกมารออกมา

ภายในร่างของสวี่ชิงซาน ปราณวิญญาณสีขาวบริสุทธิ์ซึมซาบเข้าสู่กระดูก ทว่าเมื่อทะลักล้นออกมา กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ปราณวิญญาณสีดำนี้เปี่ยมไปด้วยความดุดัน แข็งกร้าว และอัดแน่นไปด้วยอานุภาพอันไร้ขีดจำกัด

นี่คือปราณพิฆาตอย่างไม่ต้องสงสัย

การควบแน่นปราณพิฆาตได้สำเร็จ ย่อมหมายความว่าเคล็ดวิชาพลองผนึกมารของเขาได้บรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญสูงสุดแล้ว

ปราณวิญญาณสีดำสนิทไหลเวียนไปตามกระดูกและเส้นชีพจร ไปรวมตัวกันที่สองมือ ก่อนจะถ่ายทอดลงสู่พลองวารีมรกต ตัวพลองทั้งด้ามถูกปกคลุมไปด้วยสีดำมืดมิด ดูน่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

สวี่ชิงซานชูพลองวารีมรกตขึ้นสูง อัดฉีดปราณวิญญาณเข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนจะฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน

เคร้ง!

พลองวารีมรกตกระแทกเข้ากับเขาสีทองของวัวเขียวอย่างจัง บังเกิดประกายไฟสว่างวาบ พร้อมกับเสียงระเบิดดังกึกก้องแสบแก้วหู

เคล็ดวิชาพลองผนึกมารในขั้นเชี่ยวชาญสูงสุดนั้น มีอานุภาพที่แข็งกร้าวและดุดันเป็นอย่างยิ่ง กอปรกับการที่เขาใช้ปราณวิญญาณระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 4 ในการจู่โจม จึงสามารถทิ้งรอยร้าวอันเด่นชัดเอาไว้บนเขาสีทองได้สำเร็จ

วัวเขียวแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับถูกเชือด ก่อนจะใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิต

ทว่าสวี่ชิงซานมีหรือจะยอมปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ เขาเร่งฝีเท้าไล่ตามไปติดๆ เงื้อพลองขึ้นฟาดลงมาอีกครั้ง

กรอบ!

เสียงวัตถุหักสะบั้นดังขึ้น เขาสีทองข้างหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นดิน

สวี่ชิงซานลิงโลดใจยิ่งนัก เขาใช้วิธีเดิมกระหน่ำฟาดลงไปอีกสองที จนเขาสีทองอีกข้างร่วงหล่นลงมาเช่นกัน

วัวเขียวเขาทองเจ็บปวดจนต้องแยกเขี้ยว ดวงตากลมโตราวกับระฆังทองแดงจ้องมองสวี่ชิงซานด้วยความอาฆาตแค้น

"เด็กดี ทนเจ็บเดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว"

สวี่ชิงซานคว้าหญ้ากำใหญ่ขึ้นมา ยัดใส่ปากของมัน

หญ้าที่พวกวัวและม้าเหล่านี้กิน ล้วนถูกปรุงขึ้นมาจากสมุนไพรวิญญาณ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงเดือนละ 20 หินวิญญาณหรอก

พอมีหญ้าให้กิน วัวเขียวก็ลืมความเจ็บปวดไปจนหมดสิ้น

"มอออ~"

มันกลืนหญ้าลงท้องไปจนหมด ในวินาทีถัดมา วัวเขียวก็แหงนหน้าขึ้นร้องคำรามลั่น

ปราณวิญญาณฟ้าดินรอบบริเวณ พุ่งทะลักเข้าสู่ร่างของวัวเขียวอย่างบ้าคลั่ง มันเปรียบเสมือนห้วงเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ไม่ว่าจะดูดซับเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม

ร่างกายของวัวเขียวเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพียงพริบตาเดียว มันก็มีขนาดใหญ่โตเทียบเท่ากับบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง

มันทอดสายตามองลงมายังทุ่งหญ้าเบื้องล่าง ดวงตาที่เคยกะพริบปริบๆ ราวกับบัณฑิตผู้ไร้เดียงสา บัดนี้กลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม จนผู้คนไม่กล้าสบตา

ในสายตาของมัน สวี่ชิงซานกลายเป็นเพียงแมลงตัวจ้อยไปเลย

สภาวะเช่นนี้ดำเนินอยู่ประมาณหนึ่งเค่อ ก่อนที่ขนาดตัวของวัวเขียวจะค่อยๆ หดเล็กลง และกลับคืนสู่สภาพปกติในที่สุด

ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว ความผันผวนของปราณวิญญาณในร่างของมัน ก็พุ่งพรวดจากระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 4 ขึ้นไปถึงขั้น 6

เรื่องนี้ทำเอาสวี่ชิงซานอิจฉาตาร้อนสุดๆ ความเร็วในการยกระดับพลังของสัตว์อสูรวิญญาณ ช่างรวดเร็วกว่าคนที่ใช้สูตรโกงอย่างเขาเสียอีก

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าอิจฉาอะไร สายเลือดอันสูงส่งคือเหตุผลที่ทำให้พวกมันมีความมุมานะบากบั่นได้ถึงเพียงนี้

หลังจากช่วยวัวเขียวเขาทองตัวหนึ่งปลุกสายเลือดได้สำเร็จ สวี่ชิงซานก็หันไปจัดการกับวัวเขียวตัวอื่นๆ ต่อ

นอกจากผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการช่วยพวกวัวปลุกสายเลือดแล้ว ลำพังแค่เขาสีทองที่เขาหักลงมาได้ ก็มีมูลค่าไม่ใช่น้อยๆ แล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ลงมือทันที

ไม่นานนัก เสียงร้องโหยหวนของวัวเขียวก็ดังระงมไปทั่วทั้งสวนร้อยอสูรหมายเลข 996

ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ สวี่ชิงซานสามารถจัดการหักเขาวัวเขียวไปได้เพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น

สาเหตุประการแรกคือความเร็วในการฟื้นฟูปราณวิญญาณของเขาตามไม่ทัน ประการที่สองคืออาวุธวิญญาณในมือของเขา ไม่สามารถทนรับแรงกระแทกจากการปะทะกับเขาสีทองซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ จนต้องหักสะบั้นลงในที่สุด

นี่มันน่าอับอายชะมัด

พลองวารีมรกตที่เขาใช้อยู่ ถึงแม้จะเป็นเพียงอาวุธวิญญาณระดับต่ำ ทว่ากลับถูกกระแทกจนหักสะบั้นไปต่อหน้าต่อตา!

ต้องยอมรับเลยว่า เขาวัวพวกนี้มันแข็งแกร่งทนทานจริงๆ

"เห็นทีคงจะต้องหาอาวุธที่ถนัดมือกว่านี้มาใช้เสียแล้ว"

เขาไปกวาดเอาวัตถุดิบมากมายมาจากสัตว์อสูรดุร้ายในสวนร้อยอสูรหมายเลข 5624 นำไปคัดแยกและขายออกไปบางส่วน ก็ได้หินวิญญาณมามากพอที่จะใช้เป็นค่าจ้างหลอมสร้างอาวุธได้แล้ว

ส่วนวัตถุดิบหลักที่จะนำมาหลอมสร้างเป็นอาวุธ...

สายตาของสวี่ชิงซานเหลือบไปมองที่เขาสีทอง

เขาสีทองพวกนี้มีความแข็งแกร่งทนทานเป็นเลิศ สมควรที่จะนำมาหลอมสร้างเป็นอาวุธให้ข้าใช้งานยิ่งนัก

"จะว่าไปแล้ว ข้าว่าจ้างให้ศิษย์พี่หญิงสวีอู๋ฉางหลอมสร้างอาวุธวิญญาณประเภทป้องกันให้ก็นานกว่าสิบวันแล้วนี่นา

หลายวันมานี้ข้าไม่ได้แวะไปที่ตลาดซื้อขายเลย ถือโอกาสนี้ไปหานางสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน"

หากอาวุธวิญญาณที่สวีอู๋ฉางหลอมสร้างขึ้นมาเป็นที่น่าพอใจ สวี่ชิงซานก็พร้อมที่จะมอบคำชมเชยให้นางอย่างไม่หวงแหน และจะมอบหมายงานหลอมสร้างอาวุธชิ้นใหม่ให้นางทำด้วย

สวี่ชิงซานตบหัววัวเขียวเบาๆ สั่งให้มันไปพักผ่อนให้สบายใจ จากนั้นก็กำชับให้มังกรขาวน้อยไปคลุกโคลนต่อ

เมื่อสั่งการให้จระเข้วารีทมิฬเฝ้าบ้านให้ดีเรียบร้อยแล้ว เขาก็เหยียบกระบี่วิญญาณพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังตลาดซื้อขาย

……

ณ สวนสมุนไพรวิญญาณ

อี้ชางไห่ยืนอยู่ริมน้ำพุวิญญาณ มือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือหนึ่งก็ชี้ไม้ชี้มือสั่งการไม่หยุดหย่อน

บรรดาศิษย์รับใช้ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้นตามคำสั่งของเขา บรรยากาศภายในสวนเต็มไปด้วยความคึกคักและมีชีวิตชีวา

อี้ชางไห่รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงหลายวันมานี้ เขาดูแลสวนสมุนไพรวิญญาณได้อย่างยอดเยี่ยม พลังฝีมือก็มีความก้าวหน้าขึ้นมาก การประเมินศิษย์ใหม่ที่จะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า เขาจะต้องโดดเด่นและสร้างชื่อเสียงได้อย่างแน่นอน

สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจก็คือ ไอ้เด็กหนุ่มยากจนจากหมู่บ้านบนภูเขาที่ชื่อสวี่ชิงซานคนนั้น ยังไม่ยอมก้มหัวให้เขาสักที

นี่ก็ผ่านมาเกือบสิบวันแล้ว สวี่ชิงซานต้องไปทำงานตรากตรำเป็นวัวเป็นม้าอยู่ที่สวนร้อยอสูรหมายเลข 996 ป่านนี้ก็น่าจะถูกทรมานจนสภาพไม่เหลือเค้าคนแล้วสิ

ปริมาณงานขนาดนั้น ต่อให้เป็นคนตายก็คงถูกใช้งานจนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้เลยนะ

อี้ชางไห่หันไปมองคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย คนผู้นี้มีใบหน้าที่จัดว่าดูดีทีเดียว ทว่ากลับมีสีผิวที่ดำคล้ำ และมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าปรากฏอยู่บนใบหน้า ดูราวกับชาวนาชราที่ผ่านการกรำแดดกรำฝนมาอย่างโชกโชน

เขาคือผังป๋อนั่นเอง

"ศิษย์พี่ผัง ความยากลำบากในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 คนธรรมดาทั่วไปจะทนรับไหวหรือ?"

ผังป๋อส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด: "ทนไม่ไหวหรอก ไม่มีทางทนไหวแน่ๆ ถ้าให้ข้าเลือกได้ ต่อให้ศิษย์น้องหญิงคนนั้นจะชวนข้าไปดูนางอาบน้ำ ข้าก็ยอมตายดีกว่า"

เพียงชั่วพริบตา เขาก็หวนนึกถึงความหวาดกลัวจากการถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงที่ 996 ขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อหลายปีก่อน เขาเกิดความประมาท พลาดท่าถูกศิษย์น้องหญิงหลอกล่อรูดทรัพย์ ไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียหินวิญญาณไปหลายร้อยก้อน แต่ยังถูกส่งไปรับการดัดนิสัยด้วยการเป็นคนเลี้ยงวัวเลี้ยงม้า ช่วงเวลานั้นมันช่างเป็นนรกบนดินชัดๆ

"แล้วทำไมสวี่ชิงซานถึงยังไม่ยอมจำนนอีกล่ะ"

อี้ชางไห่ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

ผังป๋อเคยได้รับคำสั่งจากเหวินเต้ามาแล้ว จึงพอจะล่วงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังอยู่บ้าง

เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง: "ศิษย์น้อง ข้าคิดว่าเป็นเพราะสวี่ชิงซานมาจากหมู่บ้านบนภูเขาที่ยากจน ความสามารถในการทนต่อความยากลำบากของเขาจึงเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก

แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ความยากลำบากในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 เขาไม่มีทางทนได้ตลอดรอดฝั่งหรอก สิบวันไม่ไหว ก็ต้องหนึ่งหรือสองเดือน รอไปอีกสักหนึ่งหรือสองเดือน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่ยอมก้มหัว"

อี้ชางไห่กลอกตาบนใส่อย่างเอือมระอา

รอไปอีกสองเดือน การประเมินศิษย์ใหม่ก็มาถึงพอดี ถึงตอนนั้นถ้าเขาสอบผ่าน แล้วข้าจะไปแย่งชิงตำแหน่งสายบูรณาการมาจากเขาได้อย่างไรล่ะ

ในตอนนั้นเอง ก็มีร่างหนึ่งขี่กระบี่พุ่งทะยานเข้ามา เขาคือลี่หยาง ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของอี้ชางไห่นั่นเอง

เขากระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของอี้ชางไห่ ทำเอาคิ้วของอี้ชางไห่ขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม

อี้ชางไห่: "ศิษย์พี่ ท่านไม่ได้กำลังหลอกข้าอยู่ใช่ไหมเนี่ย

คนของข้าไปสืบข่าวมาว่า สวนร้อยอสูรหมายเลข 995 และ 997 ที่อยู่ติดกับสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 ช่วงนี้สัตว์อสูรวิญญาณในนั้นมักจะนอนหมอบอยู่กับพื้น อุจจาระปัสสาวะเรี่ยราด ควบคุมไม่ได้เลย

นี่คงไม่ใช่เพราะสวี่ชิงซานไปก่อเรื่องอะไรใหญ่โตไว้ในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 หรอกนะ?"

ข่าวนี้ลี่หยางเป็นคนไปสืบมาเองกับมือ

ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้เข้าไปสืบข่าวถึงในสวนร้อยอสูรหมายเลข 996 โดยตรงน่ะหรือ

ก็จระเข้วารีทมิฬระดับฝึกปราณมันนอนขวางอยู่หน้าประตูขนาดนั้น ใครจะกล้าก้าวเท้าเข้าไปล่ะ ขืนทะเล่อทะล่าเข้าไป มีหวังโดนลูกบอลน้ำอัดใส่หน้าหงายแน่นอน

ผังป๋อตีหน้าขรึม: "ศิษย์น้อง เจ้าพูดแบบนี้มันก็ไม่ถูกนะ ข้ากับสวี่ชิงซานไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ข้าจะไปเข้าข้างเขาได้อย่างไรกัน

เจ้าเป็นถึงทายาทของผู้พิทักษ์อี้ ส่วนเขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่มยากจนจากหมู่บ้านบนภูเขา ข้าควรจะเข้าข้างใคร ข้าเองก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ"

อี้ชางไห่รู้สึกว่าคำพูดของผังป๋อก็มีเหตุผล

"แล้วตอนนี้ข้าควรจะทำอย่างไรดี สวี่ชิงซานเอาแต่ยื้อเวลาไม่ยอมก้มหัว ข้าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอกนะ..."

ทันใดนั้น เขาก็นึกเกิดความคิดขึ้นมาได้

"ลี่หยาง เจ้าไปหาวิธีเพิ่มความกดดันให้สวี่ชิงซานหน่อยสิ"

ลี่หยางอ้าปากค้าง ชี้มือเข้าหาตัวเอง: "ห๋า ข้าอีกแล้วหรือขอรับ?"

ไอ้บ้าเอ๊ย ทำไมถึงต้องให้ข้าเป็นคนคิดหาทางออกตลอดเวลาเลยเนี่ย

ข้าก็เป็นแค่ศิษย์ในนามธรรมดาๆ คนหนึ่งนะ ให้ข้าทำงานใช้แรงงานง่ายๆ ไม่ได้หรือไง?

ถ้าแม้แต่เรื่องแบบนี้ยังต้องให้ศิษย์ในนามอย่างข้ามานั่งปวดหัว แล้วจะมีศิษย์อย่างเป็นทางการอย่างพวกท่านไปทำไมกัน!

ภายในใจของลี่หยางเริ่มสบถด่าทอบรรพบุรุษของอี้ชางไห่ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ทว่าภายนอกยังคงแสดงท่าทีหวาดกลัว

"นายน้อย ข้าน้อยทำไม่ได้หรอกขอรับ"

อี้ชางไห่ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธ: "เหลวไหล ข้าบอกว่าเจ้าทำได้ เจ้าก็ต้องทำได้สิ ไอเดียที่เจ้าคิดออกคราวก่อนมันก็ดีไม่ใช่หรือไง"

ลี่หยางรู้สึกขมขื่นใจจนพูดไม่ออก

นี่สินะที่เรียกว่า ยิ่งเก่งยิ่งต้องรับภาระหนัก

ถ้าขืนเผลอแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีไหวพริบในการวางแผนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะต้องกลายเป็นที่ปรึกษาไปตลอดกาลสินะ

ข้าอยากจะตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยจริงๆ

เขาพยายามเค้นสมองคิดอย่างหนัก เซลล์สมองล้มตายไปเป็นเบือ

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ: "นายน้อย ข้าคิดออกแล้วขอรับ!"

เมื่อผังป๋อเห็นดังนั้น เขาก็พลิกแพลงความคิด และเอ่ยขึ้นมาบ้าง: "ศิษย์น้องอี้ ข้าก็มีอุบายอยู่ข้อหนึ่งเช่นกัน"

จบบทที่ บทที่ 37 ผังป๋อ: ศิษย์น้องอี้ ข้ามีอุบายอยู่ข้อหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว