- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 31 การสับเปลี่ยนหน้าที่
บทที่ 31 การสับเปลี่ยนหน้าที่
บทที่ 31 การสับเปลี่ยนหน้าที่
อี้ชางไห่จ้องมองด้วยสายตาดุดัน: "ก็เจ้านั่นแหละ"
"นี่คือการทดสอบความสามารถและศักยภาพของเจ้าจากนายน้อยอย่างข้า"
ลี่หยางถึงกับพูดไม่ออก เขารู้สึกว่าตัวเองต้องมาแบกรับความเจ็บปวดที่ไม่คู่ควรกับสถานะของตัวเองเอาเสียเลย
ตัวเองเป็นแค่ศิษย์ในนามแท้ๆ แต่กลับต้องมาเป็นกุนซือวางแผนให้ แล้วแบบนี้จะมีศิษย์อย่างเป็นทางการอย่างเจ้าไว้ทำไมกันล่ะ
แน่นอนว่า ประโยคนี้เขาไม่กล้าพูดออกไปหรอก
"ขอบพระคุณนายน้อยที่มอบโอกาสในการสร้างสมประสบการณ์ให้กับข้าน้อยขอรับ"
เขาต้องรีบแสดงท่าทีก่อน
เจ้านายที่ไหนจะชอบอู้งาน หรือชอบสร้างความลำบากให้ลูกน้องล่ะ ทั้งหมดก็เป็นการทดสอบพวกคนระดับล่างอย่างพวกเขาล้วนๆ
"แต่นายน้อยช่วยให้เวลาข้าน้อยคิดสักหน่อยได้ไหมขอรับ"
จากนั้นก็งัดเคล็ดลับข้อที่สองออกมาใช้ นั่นก็คือ 'ยื้อ'
"ให้เวลาเจ้าคิดแค่หนึ่งก้านธูป"
แต่อี้ชางไห่กลับบีบคั้นอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมให้เขามีเวลาเตรียมตัวเลย
ลี่หยางถึงกับกุมขมับ
เขาเดินวนไปวนมาอยู่ในสวนสมุนไพรวิญญาณ เค้นสมองคิดอย่างหนัก จนในที่สุดก็คิดแผนการออก
"นายน้อย พวกเราสามารถย้ายเขาไปที่อื่นได้นะขอรับ"
"ย้ายไปที่อื่น?"
"ใช่แล้วขอรับ ตอนนี้เขาอยู่ที่สวนร้อยอสูรหมายเลข 5624 ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีไหน แต่เขาก็สามารถสยบสัตว์อสูรดุร้ายเหล่านั้นจนอยู่หมัดแล้ว หากปล่อยให้เขาอยู่ที่นั่นต่อไป ก็มีแต่จะทำให้เขากอบโกยหินวิญญาณไปได้เป็นกอบเป็นกำ
สู้พวกเราย้ายเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย มีแต่ต้องทำงานหนักหลังขดหลังแข็งดีกว่า ให้เขาต้องทำงานจนหัวหมุนทุกวัน จนไม่มีเวลาบำเพ็ญเพียร
ถึงตอนนั้น หากเขายังมีความหวังในเส้นทางวิถีเซียนอยู่บ้าง เขาก็จะต้องมาอ้อนวอนขอให้นายน้อยช่วยย้ายเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่สบายกว่านี้อย่างแน่นอน"
ดวงตาของอี้ชางไห่เป็นประกาย เอ่ยชมเปาะ:
"เป็นความคิดที่ดี เป็นความคิดที่ดีมาก หากเขายังไม่ยอมยกตำแหน่งสายบูรณาการให้ข้าอีกล่ะก็ ข้าก็จะปล่อยให้เขาทำงานจนเหนื่อยตายไปในสำนักนี่แหละ
ลี่หยาง เจ้าคิดแผนการดีๆ แบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน"
ลี่หยางตอบว่า: "ทั้งหมดเป็นเพราะนายน้อยช่วยกระตุ้นข้า ทำให้ศักยภาพในตัวข้าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาน่ะขอรับ"
ถ้าให้พูดก็คงมีแต่น้ำตานั่นแหละ
บรรดาศิษย์ในนามและศิษย์รับใช้อย่างพวกเขานั้น เดิมทีก็เป็นแค่ลูกจ้างที่ต้องทำงานอยู่ในสวนร้อยอสูร สวนสมุนไพรวิญญาณ และพื้นที่อื่นๆ ภายใต้การดูแลของศิษย์อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว
สำหรับพวกเขาแล้ว การได้ทำงานสบายๆ แต่ได้หินวิญญาณเยอะๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความสุขที่สุด เพราะจะได้มีเวลาบำเพ็ญเพียร จะได้เก็บหอมรอมริบหินวิญญาณไปซื้อถ้ำบำเพ็ญเพียรที่อุดมไปด้วยปราณวิญญาณ หรือไม่ก็เอาไปใช้ตามหาคู่บำเพ็ญที่ถูกใจ
แน่นอนว่า งานหนักเงินดี กับ งานสบายเงินน้อยก็ยังถือว่ารับได้ อย่างแรกก็ยังพอปลอบใจตัวเองได้ว่าอย่างน้อยก็ได้เงิน ส่วนอย่างหลังก็พอจะหาข้ออ้างได้ว่าอย่างน้อยก็มีเวลาบำเพ็ญเพียร
แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือการต้องไปทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย ไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง แถมยังหาเงินไม่ได้ ชีวิตปริ่มๆ จะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าถ้ำบำเพ็ญเพียร ชีวิตแบบนั้นมันช่างบัดซบจริงๆ
เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลี่หยางจึงคิดว่าสวี่ชิงซานก็คงจะกลัวการต้องไปทำงานแบบนั้นเหมือนกัน
เมื่ออี้ชางไห่ได้ฟังคำประจบสอพลอของลี่หยาง ก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก:
"สมกับเป็นข้าที่ปกครองคนเก่ง มีสายตาเฉียบแหลมจริงๆ
หินวิญญาณ 5 ก้อนนี้ ข้าตกรางวัลให้เจ้า"
"ขอบพระคุณนายน้อยขอรับ"
ลี่หยางรับมาด้วยความดีใจ
นี่แหละคือข้อดีของการได้ติดตามทายาทเซียนรุ่นที่สอง ถึงแม้จะอารมณ์ร้ายไปบ้าง แต่ก็ทำงานน้อยลงจริงๆ แถมยังได้หินวิญญาณเยอะขึ้นอีกด้วย
อี้ชางไห่ครุ่นคิด: "เรื่องการสับเปลี่ยนหน้าที่ของสวี่ชิงซาน คงต้องไปรบกวนหลินฮ่วนเสียแล้วล่ะ"
หลินฮ่วนเป็นศิษย์ของหออัจฉริยะ หน้าที่หลักก็คือการเฟ้นหาศิษย์ที่มีความสามารถให้กับสำนัก แน่นอนว่า เขาก็มักจะไปรับภารกิจจากหอกิจการภายใน เพื่อทำหน้าที่แจกจ่ายงานให้กับศิษย์ใหม่ด้วยเช่นกัน
"ครั้งนี้ ตำแหน่งสายบูรณาการจะต้องตกเป็นของข้าให้ได้"
หากครั้งนี้ยังเอาตำแหน่งสายบูรณาการมาไม่ได้อีก เขาก็คงไม่มีหน้าไปอธิบายให้ผู้อาวุโสฟัง
คนที่เป็นทายาทเซียนรุ่นที่สองอย่างเขา จุดเริ่มต้นก็ไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว เส้นทางอันสว่างไสวก็ถูกปูเอาไว้ให้หมดแล้ว ขอเพียงแค่ก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ความสำเร็จในวันข้างหน้าก็ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปจะสามารถเทียบเคียงได้อย่างแน่นอน
แต่ต่อให้เส้นทางจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ก็ต้องสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างราบรื่นด้วย
หากตัวเองไม่สามารถจัดการเรื่องตำแหน่งสายบูรณาการแค่ตำแหน่งเดียวได้ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ตระกูลผิดหวัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการความเชื่อมั่นในตัวเขาในอนาคตอย่างแน่นอน
……
……
หอกิจการภายใน
หลังจากที่หลินฮ่วนจัดการจัดสรรหน้าที่ให้กับบรรดาศิษย์ใหม่จนเสร็จสิ้น เขาก็บิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์
รายได้จากภารกิจ ผนวกกับหินวิญญาณที่บรรดาศิษย์ 'มุมานะบากบั่น' เอามาเซ่นไหว้เขา ทำให้เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในครั้งนี้ไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
คงจะได้เวลาเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เพื่อยกระดับพลัง และเตรียมตัวทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานเสียที
หลินฮ่วนคิดในใจ
ในขณะนั้นเอง ก็มีหญิงสาวสวมชุดสีฟ้าเดินเข้ามาทักทายเขา:
"ศิษย์พี่หลิน พบกันอีกแล้วนะเจ้าคะ"
"ที่แท้ก็ศิษย์น้องหลานเหอนี่เอง" หลินฮ่วนประสานมือตอบรับ
"ศิษย์น้อง ข้าได้จัดเตรียมสถานที่ชั้นยอดให้กับศิษย์น้องสวี่ชิงซานเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะ เชื่อว่าเขาจะต้องอยู่ที่นั่นอย่างมีความสุขแน่ๆ
ผู้คุมกฎอี้จะต้องพอใจอย่างแน่นอน"
คำพูดของเขาแฝงเจตนาทวงความดีความชอบอย่างชัดเจน หวังว่าอีกฝ่ายจะรีบจ่ายค่าตอบแทนให้โดยเร็วที่สุด และถ้าจะให้ดี ก็ช่วยเพิ่มค่าตอบแทนให้ด้วย
เมื่อหลานเหอได้ยินดังนั้น ใบหน้าอันงดงามก็บึ้งตึงลงทันที
"ศิษย์พี่ ที่ข้ามาหาท่าน ก็เป็นเพราะเรื่องของสวี่ชิงซานนี่แหละเจ้าค่ะ"
หลินฮ่วนชะงักไปเล็กน้อย: "ศิษย์น้องอี้ยังไม่พอใจอีกหรือ?"
สวี่ชิงซานถูกส่งไปอยู่ที่สวนร้อยอสูรหมายเลข 5624 แล้ว อี้ชางไห่ยังมีอะไรที่ไม่พอใจอยู่อีก
หรือว่าจะต้องไล่ต้อนกันให้ถึงตายเลยถึงจะยอมเลิกรา?
การเข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนัก หากถูกหอลงทัณฑ์จับได้ จะต้องถูกส่งไปรับโทษที่คุกใต้ดินเลยเชียวนะ
หลานเหอถอนหายใจออกมาเบาๆ: "ศิษย์พี่ สวี่ชิงซานผู้นั้นไม่รู้ว่าใช้วิธีการใด ถึงได้สามารถปราบสัตว์อสูรวิญญาณที่สำนักยึดมาจากสำนักอินซาจนเชื่องเชื่อฟัง ไม่กล้ามีปฏิกิริยาต่อต้านเลยแม้แต่น้อย"
หลินฮ่วนถึงกับตกตะลึง
จะเป็นไปได้อย่างไร
สัตว์อสูรวิญญาณในสวนร้อยอสูรเหล่านั้น บางตัวแค่เห็นก็ทำเอาเขาขนลุกขนพองแล้วนะ
สวี่ชิงซานเป็นแค่ศิษย์ระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ตัวเล็กๆ แถมยังไม่มีอำนาจ ไม่มีเส้นสาย แล้วเขาทำได้อย่างไรกัน?
คนที่พอจะนับเป็นที่พึ่งของเขาได้เพียงคนเดียวอย่างม่อชาง ก็ไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้นเสียหน่อย
หลินฮ่วนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
หรือว่าจะเป็นรากปราณวิญญาณเร้นลับ?
เขาจำได้ว่าตอนที่ทดสอบรากปราณวิญญาณของสวี่ชิงซาน เครื่องทดสอบไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย เขาจึงเดาว่าน่าจะเป็นรากปราณวิญญาณเร้นลับ
รากปราณวิญญาณเร้นลับจะซ่อนตัวอยู่ภายในร่างกาย ยากที่จะตรวจสอบได้ และคนทั่วไปก็ยากที่จะล่วงรู้ถึงความลี้ลับของมัน
บางทีรากปราณวิญญาณที่ซ่อนอยู่ของศิษย์น้องผู้นี้ อาจจะมีความสามารถในการกดข่มสัตว์อสูรดุร้ายก็ได้
"ไม่ทราบว่าครั้งนี้ศิษย์น้องอี้ต้องการจะจัดการอย่างไรหรือ?"
ในเมื่อยังไม่ได้รับค่าตอบแทน หลินฮ่วนก็ยังคงต้องรักษาท่าทีสุภาพเอาไว้
หลานเหอขยับเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบที่ข้างหู
เมื่อหลินฮ่วนได้ฟัง สีหน้าของเขาก็แปลกประหลาดขึ้นมาทันที
อี้ชางไห่ผู้นี้ ช่างเป็นคนสารเลวจริงๆ
…………
หลายวันต่อมา สวี่ชิงซานใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเป็นอย่างมาก
เมื่อมีภรรยาเป็นใบเบิกทางชั้นยอด ทุกวันที่เขาไปเดินตรวจตราสวนร้อยอสูร บรรดาสัตว์อสูรวิญญาณต่างก็แสดงความเคารพยำเกรงต่อเขา แถมยังขยันลอกคราบ ผลัดขน เปลี่ยนฟัน แล้วนำของพวกนั้นมาประเคนให้สวี่ชิงซานอยู่เป็นประจำ
ช่างรู้ความกันจริงๆ
วัตถุดิบเหล่านี้มีราคาค่างวดไม่น้อย สวี่ชิงซานจึงแบ่งส่วนหนึ่งส่งให้สำนักตามกำหนดเวลา ส่วนหนึ่งก็แบ่งไปตกรางวัลให้กับบรรดาศิษย์รับใช้ และส่วนที่เหลือเขาก็เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง
บรรดาศิษย์ในสวนร้อยอสูรต่างก็เลื่อมใสศรัทธาในตัวเขาอย่างสุดซึ้ง
หลายคนในที่นี้เป็นศิษย์ที่ถูกส่งมาเพื่อรับโทษ ต้องเผชิญกับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน และหลายคนก็ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มีชีวิตรอดกลับออกไป
แต่การปรากฏตัวของสวี่ชิงซาน ได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของที่นี่ไปอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่สวี่ชิงซานมาอยู่ที่นี่ สวนร้อยอสูรหมายเลข 5624 ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ 'บุฟเฟต์เนื้อมนุษย์' ขึ้นอีกเลย
นอกจากจะไม่ต้องมานั่งเสี่ยงตายแล้ว พวกเขายังมักจะได้รับวัตถุดิบจากสัตว์อสูรดุร้ายเป็นรางวัลอีกด้วย นี่เป็นสวัสดิการที่พวกเขาไม่เคยกล้าคิดฝันมาก่อนเลย
เวลาที่สวี่ชิงซานไม่อยู่ พวกเขาก็ตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่เคยมีใครเกียจคร้านเลยสักคนเดียว
นอกจากภารกิจในการเลี้ยงดูสัตว์อสูรวิญญาณจะดำเนินไปได้ด้วยดีแล้ว การบำเพ็ญเพียรของสวี่ชิงซานก็มีความก้าวหน้าขึ้นทุกวันเช่นกัน
เพียงไม่กี่วัน ความคืบหน้าของเขาก็มาอยู่ที่ 【หล่อหลอมชีพจรขั้น 3 200/300】 อีกไม่นานก็คงจะทะลวงเข้าสู่ระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 4 ได้แล้ว
ในด้านเคล็ดวิชา เขาก็มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากการได้ประลองฝีมือกับสัตว์อสูรในสวนร้อยอสูรเป็นประจำ
ทฤษฎีที่ว่าความรู้ที่แท้จริงได้มาจากการปฏิบัติ ไม่เคยผิดพลาดเลยจริงๆ
สัตว์อสูรวิญญาณเหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับพลังเทียบเท่ากับระดับฝึกปราณ ซึ่งมากพอที่จะเป็นคู่ซ้อมให้กับเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น การที่สวี่ชิงซานมักจะแอบอ้างบารมีของภรรยามาข่มขวัญ ทำให้พวกมันต้องคอยระมัดระวังตัวในการต่อสู้อยู่เสมอ
พวกมันที่สามารถตบสวี่ชิงซานในระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ให้ตายได้ในกรงเล็บเดียว กลับยอมออมมือให้เขา และสามารถต่อสู้กับสวี่ชิงซานได้อย่างสูสี
สัตว์อสูรวิญญาณที่รู้ใจเขาที่สุดก็คือจระเข้วารีทมิฬ ทุกครั้งที่สวี่ชิงซานใช้ปราณวิญญาณจนหมดเกลี้ยง เจ้าจระเข้ยักษ์ตัวนี้ก็มักจะหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาแพ้ให้กับเขาได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นปวดท้อง หิวข้าว อารมณ์ไม่ดี สู้ลื่นล้ม หรือแม้กระทั่งน้ำตาไหล
สวี่ชิงซานรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก จึงสั่งให้ศิษย์รับใช้เพิ่มน่องไก่ให้กับจระเข้วารีทมิฬทุกวัน
ต้องยอมรับเลยว่า การมีภรรยาที่เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญา ความงดงาม และความสามารถนั้น มันช่างดีจริงๆ
การได้อยู่เคียงข้างนาง นอกจากจะต้องคอยระแวงว่าชีวิตจะหาไม่เมื่อไหร่แล้ว ก็ไม่มีข้อเสียอย่างอื่นเลย
และเพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองให้ได้มากที่สุด ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาจึงหาข้ออ้างมอบหินวิญญาณพิสุทธิ์และน้ำลายของงูหลามทองคำให้กับหลินซือซือไปแล้ว
ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณมู่หลิงเป็นอย่างมาก